Are you looking for the best website template for your web project? Look no further as you are already in the right place! WebSite BIGtheme.NET In our website templates section you will find tons of beautiful designs - for any kind of business and of any style. You are in a unique place - join us today
ความงาม

ความงาม (26)

Fusce quis libero congue, dictum tellus nec, ullamcorper dolor. Fusce maximus turpis at est pulvinar

         สมุนไพรไทย ถือเป็นพืชที่มีสรรพคุณทางยา นอกจากจะนิยมนำมาใช้รักษาโรคแล้ว รู้ไหมคะว่าสมุนไพรบางชนิดยังมีสรรพคุณช่วยรักษาสิวให้หายเร็วได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเหมาะมาก ๆ สำหรับคนที่เป็นสิว เพราะนอกจากจะช่วยรักษาสิวให้ยุบเร็วแล้ว ยังถือเป็นวิธีรักษาสิวที่ปลอดภัย ที่สำคัญยังหาได้ง่าย ๆ เพราะเป็นสมุนไพรไทยที่อยู่ใกล้ ๆ ตัวเรานี่เองค่ะ ทั้งนี้จะมีสมุนไพรไทยตัวไหนบ้างที่จะสามารถนำมาใช้จัดการกับปัญหาสิวอย่าง ได้ผล วันนี้ได้รวบรวมมาให้สาว ๆ กันแล้วค่ะ บอกเลยว่าเยอะแยะไปหมดเชียวล่ะ

สมุนไพรรักษาสิว


1. ใบบัวบก

          นำ ใบบัวบกมาตำให้ละเอียด ผสมน้ำลงไปเล็กน้อย จากนั้นให้นำมาโปะพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาทีแล้วค่อยเอาออกและล้างหน้าให้สะอาด คุณสมบัติของใบบัวบกจะช่วยลดการอักเสบของสิว ทำให้สิวค่อย ๆ ยุบลง และหายเร็วขึ้น

สมุนไพรรักษาสิว


2. ว่านหางจระเข้

          ว่านหางจระเข้มีสรรพคุณช่วยบำรุงผิว ป้องกันฝ้า ลดสิว และลดรอยดำได้ เพียงแค่นำเนื้อใส ๆ ของว่านหางจระเข้มาทาบริเวณที่เป็นสิวเป็นประจำ เพียงเท่านี้หน้าของคุณก็จะสวยใสไกลสิวได้ในเร็ววัน

สมุนไพรรักษาสิว


3. ไพล

          นำ เหง้าไพลมาหั่นแบบเป็นชิ้น ๆ ตำให้ละเอียด จากนั้นให้ผสมน้ำสะอาด และดินสอพองลงไป คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน เสร็จแล้วให้นำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วค่อยล้างออก สิวอักเสบจะค่อย ๆ ยุบตัวลง และจะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียช่วยลดการเกิดสิวใหม่ได้อีกด้วย

สมุนไพรรักษาสิว


4. หอมแดง

          นำหอมแดงมาหั่นเป็นแว่น ๆ ทุบเล็กน้อยให้น้ำของหอมแดงออกมา จากนั้นนำมาวางโปะไว้บริเวณหัวสิว หอมแดงจะช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ทำให้สิวอักเสบยุบลงได้เร็ว

สมุนไพรรักษาสิว


5. กระเทียม

          นำ กลีบกระเทียมมาฝานเป็นแผ่นบาง ๆ จากนั้นให้นำไปถูบริเวณหัวสิว โปะทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที ค่อยเอาออก และล้างหน้าให้สะอาด กระเทียมจะช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ลดอาการอักเสบของสิว และลดรอยดำรอยแดงจากสิวได้ดี

สมุนไพรรักษาสิว


6. มะนาว

          บีบน้ำมะนาวสด ๆ 1 ซีก ผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา จากนั้นให้นำสำลีมาชุบและทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออก วิธีนี้สามารถทำได้ทุกวัน จะสังเกตเห็นได้ชัดว่าสิวจะค่อย ๆ ลดลง

สมุนไพรรักษาสิว


7. ขมิ้นชัน

          นำ ผงขมิ้นชันมาผสมกับน้ำมะนาว คนให้เข้ากัน แล้วนำมาแต้มบริเวณที่เป็นสิว ทิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที ล้างออกให้สะอาด ขมิ้นชันและกรดจากน้ำมะนาวจะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ทำให้สิวอักเสบยุบลงได้ง่าย และช่วยทำให้รอยดำรอยแดงจากสิวจางลงอีกด้วย

สมุนไพรรักษาสิว


8. มะขามเปียก

          นำมะขามเปียกมาละลายน้ำพอข้น ๆ ผสมน้ำผึ้งลงไปเล็กน้อย คนให้เข้ากัน จากนั้นนำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออก สูตรนี้จะช่วยให้สิวอักเสบยุบและแห้งลง อีกทั้งยังช่วยให้รอยสิวจางลงได้ดี

          มีสมุนไพรไทยที่ช่วยรักษาสิวได้เยอะแยะมากมายจนเลือกไม่ถูกกันเลยทีเดียว แถมแต่ละอย่างนี่ก็หาได้ง่าย ๆ จากในครัวทั้งนั้น คราวนี้ล่ะหมดปัญหาสิวป่วนกวนใจแน่นอนค่ะ.


 

ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก :

Source

          รูปหน้าวีเชฟคงเป็นความฝันของสาว ๆ หลายคน แต่ก็ต้องหนักใจเพราะเจ้าไขมันย้วย ๆ ที่กองอยู่ใต้คางจนกลายเป็นเหนียงหรือคางสองชั้นนี่แหละ เลยต้องไปพึ่งมีดหมอกำจัดเหนียงทิ้ง นอกจากจะเสียเงินแล้วยังเจ็บตัวอีกต่างหาก ดังนั้นถ้าไม่อยากให้เหนียงย้วย ๆ ใต้คางมาทำร้ายเราละก็ นี่คือ 8 ท่าออกกำลังกายลดเหนียงง่าย ๆ ที่ทำได้ทุกวัน ทำแล้วรูปหน้าเป๊ะ ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่เจ็บกระเป๋าเงิน

ท่าชิน ลิฟต์


1. ท่าชิน ลิฟต์ (Chin Lifts)


          เริ่มต้นกันด้วยท่าออกกำลังกายลดเหนียงที่ง่ายสุด ๆ ถ้าอยากจะลดไขมันที่จัดเต็มจนกลายเป็นคางสองชั้น แนะนำให้เริ่มจากนี้กันเลยค่ะ

วิธีฝึก

          1. นั่งหลังตรง สายตามองตรงไปข้างหน้า
          2. เชิดคางขึ้น จนรู้สึกตึงที่บริเวณคอ
          3. ค้างท่าไว้ 20-30 วินาที แล้วคลายท่า

ท่าฟิช เฟซ


2. ท่าฟิช เฟซ (Fish Face)

          บางครั้งคางสองชั้นที่เรามีโดยไม่ได้ตั้งใจก็มาจากความหย่อนคล้อยของกล้าม เนื้อบริเวณแก้มได้เหมือนกัน ฉะนั้นมาฝึกบริหารกล้ามเนื้อเพื่อฟิตกระชับแก้มและคางกันด้วยท่านี้เลยค่ะ

วิธีฝึก

          1. นั่งหลังตรง เงยหน้าจนสุดจนคอรู้สึกตึง
          2. ทำปากจู๋แล้วค้างท่าไว้สักครู่ แล้วคลายท่า
          3. ทำซ้ำ 2 เซต เซตละ 20 ครั้ง

ท่าเฟค ชิลวิ่ง กัม


3. ท่าเฟค ชิลวิ่ง กัม (Fake Gum Chewing)


          ท่านี้ก็คือก็คือการเคี้ยวหมากฝรั่งแบบหลอก ๆ นั่นเอง โดยท่านี้จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อบริเวณกราม ช่วยสลายไขมันสะสมที่อยู่บริเวณใต้คางออกไปได้

วิธีฝึก

          1 นั่งหลังตรง เงยหน้าจนสุด โดยให้คางชี้ไปด้านหน้า ไม่อ้าปาก
          2. ออกแรงเคี้ยวฟันโดยห้ามเปิดปากออก
          3. ทำซ้ำ 20 ครั้ง

ท่าคิส เดอะ เซลลิ่ง


4. ท่าคิส เดอะ เซลลิ่ง (Kiss The Ceiling)

วิธีฝึก

          1. นั่งหลังตรง เงยหน้าขึ้นมองเพดานให้มากที่สุดจนรู้สึกตึงที่คอ
          2. ทำปากจู๋เหมือนในลักษณะจูบ แล้วค้างท่าไว้ประมาณ 5 วินาที แล้วคลายท่า
          3.ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง ทั้งหมด 3 เซต

ท่ายืดกล้ามเนื้อคอด้านข้าง


5. ท่ายืดกล้ามเนื้อคอด้านข้าง (Side Neck Stretch)

          ท่ายืดกล้ามเนื้อคอด้านข้างก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดเหนียงได้ แถมยังช่วยคลายความปวดเมื่อยจากการจ้องหน้าคอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เป็น เวลานาน ๆ ได้ดี

วิธีฝึก

          1. เริ่มต้นการนั่งหลังตรง มองตรงไปข้างหน้า
          2. เอนศีรษะไปด้านขวาให้มากที่สุด หากทำไม่ได้ สามารถใช้มือซ้ายเอื้อมไปจับบริเวณหูขวาและกดศีรษะลงจนรู้สึกตึงที่บริเวณคอ ด้านข้าง
          3. ค้างท่าไว้ประมาณ 20-30 วินาที แล้วคลายท่า เปลี่ยนข้าง

 

 

ท่าตีคาง


6. ท่าตีคาง (Slap your Chin)

          นอกจากท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อบริเวณคอและใต้คางจะสามารถช่วยลดเหนียงได้แล้ว ขอบอกว่าอยากให้ลองท่านี้ เพราะท่านี้จะช่วยสลายไขมันบริเวณใต้คางได้ดีเลยล่ะ

วิธีฝึก

          1. นั่งหลังตรง หันหน้ามองตรง แล้วค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นจนรู้สึกตึงบริเวณคอ
          2. ใช้หลังมือตรงบริเวณนิ้วมือค่อย ๆ ตีที่ใต้คางเบา ๆ ช้า ๆ แล้วค่อย ๆ เพิ่มความเร็วขึ้น
          3. ทำติดต่อกัน 20-30 วินาที แล้วคลายท่า จากนั้นค่อยเริ่มใหม่อีกครั้ง

ท่าหมุนคอ


7. ท่าหมุนคอ (Rollin Neck)


          เป็นการออกกำลังกายง่าย ๆ ที่ได้ผลดีทั้งในด้านการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ แถมยังช่วยสลายไขมันบริเวณคอและใต้คางที่เป็นสาเหตุของคางสองชั้นได้ด้วย แค่เพียงหมุนคอเท่านั้น !

วิธีฝึก

          1. นั่งหลังตรง หน้ามองตรง
          2. หมุนคอไปทางขวาในลักษณะวงกลม 5 รอบ แล้วกลับสู่จุดเริ่มต้น
          3. เริ่มต้นใหม่โดยหมุนคอที่ด้านซ้ายอีก 5 รอบ จากนั้นคลายท่า

ท่าบริหารขากรรไกร


8. ท่าบริหารขากรรไกร (Jaw Extension)

          ปิดท้ายกันด้วยท่าบริหารขากรรไกรที่ทำแล้วนอกจากจะคลายความเมื่อยล้า ก็ยังช่วยสลายเหนียงสุดน่าเกลียดได้อีกด้วยล่ะ แต่ต้องขอเตือนตรงนี้ว่า ถ้าใครที่มีปัญหาเรื่องกระดูกขากรรไกรก็ควรเลี่ยงเพราะทำแล้วอาจทำให้กราม ค้างหรือขากรรไกรหลุดได้ค่ะ

วิธีฝึก

          1. นั่งหลังตรง เงยหน้าให้ได้มากที่สุดจนรู้สึกตึงบริเวณคอ
          2. อ้าปากและปิดปากสลับกันคล้าย ๆ ลักษณะเคี้ยวอาหาร โดยไม่ปิดปาก ให้ฟันล่างแตะกับริมฝีปาก
          3.  ทำซ้ำ 20-30 วินาที แล้วคลายท่า

          เห็นท่าง่าย ๆ แบบนี้แล้วก็น่าจะทำให้หลาย ๆ คนรู้สึกอยากจะหันมาออกกำลังกายแทนการใช้วิธีการแพทย์ในการลดเหนียงกันแล้ว ใช่ไหมล่ะคะ ถ้าอย่างนั้นก็อย่ารอช้าเลยดีกว่า มาเริ่มฟิตกันตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อใบหน้าวีเชฟของเราค่ะ.


 

 

ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก :

Source

       
          ช่วงนี้เทรนด์ฉีดสลายไขมันกำลังมาแรงแซงโบท็อกซ์ ดังนั้นสาว ๆ คงจะเคยได้ยินคำว่า "LLD Fat" กันมาบ้างแล้ว ซึ่งเชื่อว่าคงจะมีหลายคนคิดสงสัยและมีคำถามเกิดขึ้นในใจอย่าง แน่นอนว่า LLD Fat คืออะไร จะเหมือนหรือแตกต่างจาก Meso Fat เทรนด์ฉีดสลายไขมันลดสัดส่วนที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนี้หรือไม่ ถ้าอยากรู้ตามมาทำความเข้าใจไปพร้อม  ๆ กันเลยค่ะ

          สำหรับ LLD Fat หรือ Lipolytic Lymph Drainage เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดสำหรับฉีดสลายเซลล์ไขมันและเซลลูไลท์ค่ะสาว ๆ ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมสำหรับคนที่อยากมีหน้าเรียว เพราะวิธีการทำไม่ยุ่งยาก โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะฉีดตัวยาเข้าไปยังชั้นใต้ผิวหนัง เพื่อสลายเซลล์ไขมันให้แตกตัว และขจัดการสะสมของชั้นไขมัน ทำให้ผิวหนังบริเวณที่ฉีดเกิดการยุบตัว โดยปัจจุบันนิยมฉีดที่แก้ม ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะทำให้แก้มยุบลงและมีหน้าเรียววีเชปขึ้นนั่นเอง

LLD Fat คืออะไร


LLD Fat กับ Meso Fat ต่างกันอย่างไร ?


          จริง ๆ แล้ว LLD Fat กับ Meso Fat ทั้ง 2 วิธีนี้คือการฉีดสลายไขมันลดสัดส่วนเช่นเดียวกันค่ะ แต่จะแตกต่างกันตรงที่ LLD Fat ตัวยาจะมีความปลอดภัยมากกว่า เพราะได้รับการรับรองจาก FDA อีกทั้งตัวยายังมีการกระจายตัวและออกฤทธิ์ได้ดีกว่า และอยู่ได้นานกว่า ที่สำคัญเมื่อฉีดแล้วไม่ทำให้มีอาการบวมหรือเกิดเป็นไขมันก้อนแข็ง ๆ บริเวณใต้ผิวหนังเหมือน Meso Fat ซึ่งข้อดีเหล่านี้นี่เอง จึงทำให้ LLD Fat กลายเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน

          ทั้ง นี้การทำ LLD Fat เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาไขมันสะสมบริเวณแก้ม ใต้คาง และตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย อย่างเช่น แขน ต้นขา หน้าท้อง และสะโพก เป็นต้น โดยหลังจากที่แพทย์ฉีดเสร็จแล้ว (ส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที) ก็สามารถกลับบ้านได้ทันที โดยไม่ต้องรอพักฟื้น แต่ทั้งนี้ก็ใช่ว่าทำแล้วจะเห็นผลทันทีนะคะสาว ๆ อาจจะต้องรอดูผลประมาณ 15-30 วันหลังจากที่ฉีดครั้งแรก แต่เนื่องด้วยชั้นไขมันของคนเรานั้นมีมากน้อยแตกต่างกัน บางคนฉีดครั้งสองครั้งอาจจะเห็นผลชัดเจน แต่บางคนอาจจะต้องฉีดซ้ำประมาณ 4-6 ครั้งเลยทีเดียว ซึ่งการกลับไปฉีดซ้ำในแต่ละครั้งนั้นควรจะเว้นระยะเวลาสักประมาณ 2 สัปดาห์ค่ะ

LLD Fat คืออะไร


วิธีดูแลตัวเองหลังฉีด LLD Fat

          - หลังจากฉีด LLD Fat ควรเคลื่อนไหวบริเวณที่ฉีดทุก ๆ 15 นาที ต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ชั่วโมง เพื่อให้ตัวยากระจายได้ดีขึ้น

          - งดยาและอาหารเสริมที่มีฤทธิ์ต่อการแข็งตัวของเลือด อย่างเช่น วิตามินอี ใบแปะก๊วย เป็นต้น­­­

          - งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

          - ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ และไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง เพื่อดูผลการเปลี่ยนแปลง

          คราว นี้คุณสาว ๆ ก็คงจะหายสงสัยกันแล้วใช่ไหมล่ะคะว่า LLD Fat นั้นคืออะไร ทำแล้วดียังไง ถ้าหากใครสนใจอยากจะทำละก็ ทางที่ดีควรไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำก่อนทำจะดีที่สุดค่ะ แต่หลังจากทำแล้วก็อย่าลืมดูแลตัวเอง ควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยนะคะ เพราะวิธีนี้จะช่วยป้องกันการกลับมาของไขมัน ทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น จะได้ไม่ต้องไปเสียเงินฉีดซ้ำบ่อย ๆ ยังไงล่ะคะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

สาวๆ แต่ละคนล้วนมีสภาพผิวหน้าที่แตกต่างกัน เช่นกันกับปัญหาผิวหน้าที่มีให้เผชิญต่างกันด้วย สำหรับสาวๆ คนไหนที่มีปัญหาหน้ามัน รูขุมขนกว้าง ผิวหน้าหมองคล้ำ ไม่สวยกระจ่างใส วันนี้เรามีสูตรหน้าใสที่จะช่วยแก้ปัญหาผิวหน้าต่างๆ ให้คุณได้อย่างถูกจุดมากขึ้นมาฝาก มาดูกันเลย

1.ผิวมัน

ส่วนผสม : ไข่ขาว 1 ช้อนชา + น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา

วิธีทำ นำส่วน ผสมทั้งสองอย่างมาผสมจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นพอกหน้าจนทั่ว ปล่อยทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างหน้าให้สะอาด คุณสมบัติจากไข่ขาวจะช่วยลดความมันบนผิวหน้าและดูดซับเอาสิ่งสกปรกที่ตกค้าง ในรูุขุมขนได้อย่างล้ำลึก ทำให้ผิวหน้าสะอาดใส เรียบเนียนเกลี้ยงเกลา และยังช่วยให้รูุขุมขนกระชับเล็กลง ในส่วนน้ำผึ้งก็จะช่วยบำรุงผิวหน้าให้นุ่มชุ่มชื้นอย่างมีสุขภาพดี

4 สูตรหน้าใส ช่วยแก้ปัญหาแต่ละสภาพผิวได้อย่างตรงใจ

2.ผิวธรรมดาและผิวแห้ง

ส่วนผสม : นมสดแช่เย็น 1 ถ้วย + สำลีแผ่น

วิธีทำ นำสำลีแผ่นมาจุ่มนมสดเย็นๆ จากนั้นนำมาวางโปะไว้บนผิวหน้า หรืออาจจะทาให้ทั่วผิวหน้าแทนก็ได้ จากนั้นนอนหลับตาทิ้งไว้ 10 นาที ในส่วนของผิวเปลือกตาก็ยังสามารถจุ่มด้วยนมสดแค่พอหมาด แล้วมาส์กเปลือกตาสองข้างพร้อมๆ กันด้วยก็ยังได้ ความเย็นจากนมสดจะช่วยปลอบประโลมผิว ปลุกความสดชื่นให้ผิว บำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื้นและเปล่งปลั่งกระจ่างใส สูตรนี้เหมาะสำหรับสาวผิวธรรมดาและผิวแห้ง คุณสาวๆ สามารถทำได้ทุกวันโดยไม่ต้องกลัวผิวระคายเคืองเลยค่ะ

3.ผิวไหม้แดด

ส่วนผสม : ครีมบำรุงผิวชนิดเข้มข้น + เบบี้ออยล์ + สำลีแผ่น

วิธีทำ สาวคนไหนที่มีปัญหาผิวไหม้แดด หลังจากล้างหน้าให้สะอาดดีแล้ว ให้คุณทาครีมบำรุงผิวที่มีเนื้อเข้มข้นจนทั่วใบหน้า แล้วหยดเบบี้ออยล์ลงบนสำลีแผ่นจนชุ่ม จากนั้นนำมาวางโปะไว้บนผิวหน้าจนทั่ว นอนพักประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างหน้าให้สะอาด ล้างตบท้ายอีกครั้งด้วยน้ำเย็น แนะนำให้ทำสูตรนี้วันเว้นสองวันจนกว่าใบหน้าของคุณจะมีสภาพดีขึ้น

4 สูตรหน้าใส ช่วยแก้ปัญหาแต่ละสภาพผิวได้อย่างตรงใจ
4 สูตรหน้าใส ช่วยแก้ปัญหาแต่ละสภาพผิวได้อย่างตรงใจ

4.ผิวหยาบกร้าน

ส่วนผสม : น้ำแครอท 1 ช้อนชา + น้ำแตงกวา 1 ช้อนชา + น้ำมะเขือเทศ 1 ช้อนชา

วิธีทำ นำส่วน ผสมทั้งหมดมาผสมจนเข้ากัน แล้วนำมาทาหน้าทิ้งไว้จนแห้ง จากนั้นล้างหน้าให้สะอาดด้วยน้ำเย็นเพื่อปิดกระชับรูขุมขน สำหรับสูตรนี้เหมาะสำหรับสาวๆ ที่มีผิวหน้าหมองคล้ำ และหยาบกร้าน หมั่นพอกหน้าด้วยสูตรหน้าใสนี้บ่อยๆ ก็จะช่วยแก้ปัญหาผิวหมองคล้ำ และยังบอกลาความหยาบกร้านออกจากผิว ทั้งยังช่วยบำรุงผิวหน้าให้ขาวกระจ่างใสนวลเนียนอย่างเป็นธรรมชาติได้อีก ด้วยค่ะ

จะเห็นได้ว่า สูตรหน้าใสที่เรานำมาฝากเหล่านี้ ล้วนทำง่ายอย่างมากทีเดียว ยังไงก็อย่าลืมทาครีมบำรุงที่เหมาะสม กินอาหารที่มีประโยชน์ และดื่มน้ำสะอาดมากๆ เพื่อบำรุงผิวให้สวยใสจากภายในกันด้วยนะคะ.


 

ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก :

Source

         แว็กซ์ขนน้องสาวเจ็บไหม และต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง สำหรับสาว ๆ ที่กำลังต้องการข้อมูลเพื่อความมั่นใจในการตัดสินใจทำ วันนี้พลาดไม่ได้ค่ะ

          "ขน" ปัญหากวนใจสำหรับสาว ๆ ซึ่งมักจะขึ้นในจุดที่เราไม่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า ใต้วงแขน แขน-ขา แผ่นหลัง รวมไปถึงจุดซ่อนเร้น จนหลาย ๆ คนอยากจะกำจัดมันออกไปด้วยวิธีการต่าง ๆ และหนึ่งในวิธียอดฮิตนอกจากการโกนและถอนก็คือการ "แว็กซ์" นั่นเอง

          สำ หรับการแว็กซ์บริเวณรักแร้หรือแขน-ขานั้นอาจฟังเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าหากพูดถึงการแว็กซ์ขนน้องสาว หรือที่เรียกกันว่า Brazilian wax หลาย ๆ คนอาจจะเขินอาย ไม่รู้ว่าควรปฏิบัติตัวหรือเริ่มต้นอย่างไร (แม้ใจจะอยากลองทำมาก...) เอาละ ! วันนี้ได้รวบรวม 10 ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจแว็กซ์ขนน้องสาวมาฝากคุณสาว ๆ กันค่ะ

แว็กซ์ขนน้องสาว


1. เลือกร้านที่ไว้ใจได้


          ปัจจุบันมีร้านแว็กซ์ขนหลายแห่งให้บริการ ทว่าแตกต่างกันไปทั้งคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ผู้เชี่ยวชาญและราคา อย่าลืมศึกษาเลือกร้านที่น่าเชื่อถือ สะอาด เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองเป็นอันดับแรกนะคะ

2. ไม่ต้องกังวลเรื่องหน้าตาน้องสาว

          จุดซ่อนเร้นของสาว ๆ ส่วนใหญ่คล้ายกันทั้งนั้น ผู้ที่มาแว็กซ์ให้คุณนั้นเธอก็เห็นน้องสาวมามากมายจนเป็นเรื่องปกติ หน้าที่ของพวกเธอคือสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่มาแว็กซ์ ดังนั้นคุณจึงไม่ต้องกังวลกับน้องสาวของตัวเองเลย

3. มันไม่ได้น่ากลัวแบบที่คุณคิด

          สำหรับผู้ที่แว็กซ์ครั้งแรก และคิดว่ามันอาจจะเจ็บมาก ถูกต้องค่ะ มันเจ็บมาก แต่ไม่ถึงกับขนาดที่ทนไม่ได้ การดึงครั้งแรกจะสร้างเกราะป้องกันให้ครั้งต่อไป ผิวหนังคุณจะเริ่มชินและชาไปเอง

4. จัดการกับน้องสาวตัวเองเสียหน่อย

          ก่อนวันนัดหมาย คุณอาจจะเล็ม ๆ ตกแต่งน้องสาวให้เข้าที่สักหน่อย และเมื่อถึงเวลาเข้ารับบริการ อย่าลืมเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย เพราะในวินาทีที่กางเกงในถูกถอด คุณจะรู้สึกหวิว ๆ เย็น ๆ เพราะมันคงดูไม่ดีเท่าไหร่ถ้าหากเกิดปวดชิ้งฉ่องกลางคันในระหว่างการแว็กซ์

แว็กซ์ขนน้องสาว


5. อย่าโกนขน


          ใน การจะกำจัดขนแบบถอนรากถอนโคนด้วยการแว็กซ์ คุณควรเหลือเส้นขนไว้ประมาณ ¼ นิ้ว เพื่อให้สามารถดึงออกได้ และไม่ควรมีบาดแผลบริเวณน้องสาว แต่สำหรับผู้ที่โกนไปแล้วนั้นให้รอ 2-3 อาทิตย์เพื่อให้เส้นขนงอกขึ้นมาใหม่เสียก่อน

6. หลีกเลี่ยงช่วงมีประจำเดือน

          ไม่ควรแว็กซ์ในช่วง 5 วันก่อนประจำเดือนจะมา หรือแว๊กซ์ทันทีหลังประจำเดือนหมด เพราะร่างกายของคุณผู้หญิงจะบอบบาง ไวต่อความรู้สึก สร้างความเจ็บปวดระหว่างแว็กซ์มากกว่าปกติ

7. ไม่ควรสวมใส่กางเกงรัดติ้ว

          เมื่อจัดการกับขนไม่พึงประสงค์เสร็จเรียบร้อยแล้ว คุณควรใส่กางเกงที่คล่องตัว สะดวกสบาย เพราะหากคุณใส่กางเกงที่รัดมันจะเสียดสี อาจสร้างความระคายเคืองให้กับน้องสาวของคุณได้ อีกทั้งภายหลัง 12-24 ชั่วโมงหลังจากแว็กซ์เสร็จ อย่าเพิ่งออกกำลังกายหรือกิจกรรมหนัก ๆ หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อนหรือโดนแสงแดด

แว็กซ์ขนน้องสาว


8. ชวนคุยลดความเครียด


          ในระหว่างการแว็กซ์เราไม่ได้อยู่คนเดียว ดังนั้นชวนคุยไปเลยค่ะ อยากได้แบบไหน อยู่ได้นานไหม หรือสอบถามเกี่ยวกับเรื่องแว็กซ์ไว้เป็นความรู้ นอกจากจะไม่ทำให้เครียดแล้วยังทำให้ลืมความเจ็บได้อีกด้วยนะ

9. อย่าถอนขนคุดเอง

          หากมีขนคุด ให้กลับมาที่ร้านเพื่อให้ช่างที่มีความเชี่ยวชาญดึงออก อย่าถอนขนคุดเองด้วยเล็บหรือเครื่องมือที่ไม่สะอาด เพราะอาจเกิดแผลอักเสบได้

10. หมั่นดูแลรักษาความสะอาด

          หลังจากแว็กซ์ 2-3 วัน อาจสครับผิวเบา ๆ เพื่อกำจัดขนคุด ห้ามขัดแรงเกินไป และหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงที่มีสารเคมีฉีดหรือทาบริเวณที่ผ่า รการแว๊กซ์เพราะอาจทำให้ระคายเคืองได้ง่าย

          เป็นยังไงกันบ้างคะ รู้วิธีการปฏิบัติตัวแบบนี้แล้วสาว ๆ คลายกังวลกันหรือยังเอ่ย หรือถ้ายังไม่มั่นใจก็ควงเพื่อนไปแว็กซ์ด้วยกันเลยดีกว่านะคะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

          ออกกำลังกายด้วยการฝึกโยคะ ช่วยเรียกคืนความอ่อนเยาว์ได้ อยากดูเด็กกว่าวัย มายืด ๆ เหยียด ๆ ด้วยท่าโยคะเหล่านี้ รับรองไม่ผิดหวัง

          ด้วย สภาพสังคมที่รีบเร่ง และสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลพิษ ก็ทำให้คนเราดูแก่เร็วกว่าที่ควรจะเป็น มิหนำซ้ำโรคภัยและอาการเจ็บป่วยก็ยังถามหาเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหลัง ปวดไหล่ โรคนอนไม่หลับ หรือแม้แต่โรคอ้วน ซึ่งจริง ๆ แล้วโรคภัยเหล่านี้สามารถป้องกันไปได้พร้อม ๆ กับการดูแลให้ตัวเองยังดูเด็ก และวิธีที่หยิบมาแนะนำในคราวนี้ก็คือ การฝึกโยคะที่จะช่วยผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ อีกทั้งยังช่วยแก้ปวดเมื่อยต่าง ๆ ได้ และเมื่อสุขภาพดีจากภายในแล้ว ก็จะทำให้เราดูเด็กลงได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยเชียวล่ะ ถ้าอย่างนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่ามีท่าโยคะไหนบ้างที่ช่วยให้คุณดูเด็กลงทั้งกายและใจ

 


1. ท่ากปาลภาติ (Skull Shining breathing)

          ท่านี้ถือเป็นท่าที่ดีในการเริ่มต้นฝึกโยคะ เพราะเป็นท่าที่ช่วยอบอุ่นร่างกายก่อนฝึกโยคะ อีกทั้งยังเป็นเทคนิคฝึกการหายใจ ซึ่งการหายใจที่ถูกต้องจะสามารถช่วยให้เราผ่อนคลายความเครียด เมื่อไม่เครียดก็ไม่แก่เร็วไงล่ะ

วิธีฝึก

          1. เริ่มด้วยการนั่งขัดสมาธิ มือทั้ง 2 ข้างวางลงที่ตัก
          2. หายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆ จนเต็มปอด แล้วหายใจออกช้า ๆ เร็ว ๆ 10 ครั้ง พร้อมกับการแขม่วท้องเข้า
          3. พักสักครู่ แล้วเริ่มต้นใหม่ ทำซ้ำ 3-5 รอบ

วิธีทำให้หน้าเด็ก


2. ท่าภูเขา (Mountain Pose)

          ท่า ภูเขาแม้จะดูง่าย แต่ผลที่ได้เรียกว่าดีไม่ใช่เล่น ๆ เลยล่ะค่ะ เพราะท่านี้เน้นเรื่องการหายใจและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ ระบบต่าง ๆ ในร่างกายก็จะทำงานได้เต็มที่ ทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า เหมือนลดอายุลงไปอีกสิบปีเลย

วิธีฝึก
        
          1. ยืนตรงเท้าชิด โดยให้ส้นเท้าและตำแหน่งไหล่อยู่ในลักษณะตรงกัน
          2. เหยียดเข่าตึง เกร็งกล้ามเนื้อต้นขาให้เข่ากระชับ
          3. เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง ยืดอก หลัง และคอตั้งตรง แล้วมองตรงไปข้างหน้า
          4. รักษาสมดุลของร่างกายโดยให้น้ำหนักผ่านแนวตรงจากศีรษะ ลงมาที่ไหล่แล้วไปยังกึ่งกลางสะโพก จนถึงข้อเข่า ข้อเท้า และฝ่าเท้าทั้งสองข้าง
          5. วางแขนแนบลำตัว หรือพนมมือเหนือศีรษะ หรืออาจจะพนมมือไว้ที่หน้าอกก็ได้
          6. หายใจเข้า-ออกช้า ๆ อย่างสม่ำเสมอ ประมาณ 3-5 ลมหายใจ แล้วจึงคลายท่า

ท่าต้นไม้


3. ท่าต้นไม้ (Tree Pose)


          ยิ่งอายุมากขึ้น ความสมดุลในร่างกายก็จะยิ่งลดลง เป็นเหตุให้ความสามารถในการทำสิ่งต่าง ๆ ลดลงด้วย แต่ท่าโยคะท่านี้สามารถช่วยคุณได้ค่ะ เพราะท่าต้นไม้จะช่วยปรับสมดุลของร่างกาย คืนความกระฉับกระเฉงที่เคยหมดไปเพราะอายุมากขึ้นได้เลย

วิธีฝึก

          1. ยืนตัวตรง มือทั้ง 2 ประสานกันแบบนมัสการ
          2. ยกขาขวาขึ้น ใช้ฝ่าเท้าประกบที่โคนขาซ้าย ฝ่าเท้าขวาขนานกับต้นขาซ้ายด้านใน ปลายเท้าขวาชี้ลง เปิดเข่า เปิดสะโพก
          3. เท้าซ้ายรับน้ำหนักตัว เข่างอเล็กน้อย เก็บท้อง เก็บสะโพก เปิดอก เปิดไหล่ ยืดตัวตรง มือพนม ยืดตัวตรง
          4. เหยียดมือขึ้นเหนือศีรษะ ขนานลำตัว หรือจะเอามือประกบกันก็ได้ แล้วค้างท่าไว้ 3-5 ลมหายใจ

 

วิธีทำให้หน้าเด็ก


4. ท่านักรบ 2 (Warrior Pose II)


          การ มีกล้ามเนื้อที่ตึงกระชับทุกสัดส่วนก็ช่วยทำให้รู้สึกเด็กลงได้ไม่น้อย โดยท่านักรบ 2 เป็นท่าโยคะที่เน้นการยืดเหยียดเพื่อสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อบริเวณขา ก้น หน้าท้อง และแขนค่ะ

วิธีฝึก

          1. เริ่มต้นด้วยท่าภูเขา หายใจออกช้า ๆ แยกเท้าออกกว้าง 3-4 ฟุต กางแขนออกขนานกับพื้น
          2. หมุนเท้าซ้ายไปทางซ้าย 90 องศา ส่วนเท้าขวาเฉียงมาทางซ้ายเล็กน้อย
          3. งอเข่าซ้ายลงจนสะโพกซ้ายอยู่ในระดับเข่าซ้าย เข่าซ้ายและส้นเท้าซ้ายอยู่ในแนวเดียวกันในแนวดิ่ง ขาขวาตึง
          4. เหยียดแขนทั้งสองข้าง แขนซ้ายไปทางซ้าย แขนขวาไปทางขวา แขนทั้งสองขนานกับพื้นหันหน้าไปทางซ้ายมองที่ปลายนิ้ว
          5. ยืดเอว ลำตัวและแขนไปทางซ้ายให้มากที่สุด ค้างไว้ 3-5 ลมหายใจ แล้วคลายท่า จากนั้นสลับไปทำอีกข้าง

 


5. ท่าขัดสมาธินอนหงาย (Reclining Bound Angle)

          ความเมื่อยล้าสะสมก็เป็นตัวการทำลายสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ และส่งผลให้เราดูโทรมและแก่ลงก่อนวัย ซึ่งท่านี้สามารถคลายความอ่อนล้าได้ดีสุด ๆ นอกจากนี้สาว ๆ คนไหนที่ปวดประจำเดือนบ่อย ๆ ท่านี้ก็ช่วยลดอาการปวดได้เหมือนกัน

วิธีฝึก

          1. เริ่มต้นด้วยท่านั่ง ให้ฝ่าเท้าทั้ง 2 ข้างประกบกัน แล้วนำหมอนมารองบริเวณกระดูกสันหลังและศีรษะ
          2. เอนตัวลงไปนอนกับพื้นโดยให้ฝ่าเท้ายังประกบกันอยู่ ให้ก้นติดพื้น นำหมอนมาวางรองใต้ต้นขาทั้ง 2 ข้าง
          3. แขนวางข้างลำตัวตามสบาย ค้างท่าไว้ 3-5 ลมหายใจ แล้วกลับสู่ท่าเริ่มต้น

ท่านั่งบิดเอว


6. ท่านั่งบิดเอว (Seated Twist Pose)


          หลาย ครั้งอาการปวดเมื่อยนี่ล่ะที่ส่งผลให้เราทำอะไรก็ไม่สะดวกจนดูเหมือนคนแก่ ฉะนั้นถ้าไม่อยากจะให้ตัวเองกลายเป็นคนแก่ก่อนวัยก็ต้องมาเริ่มฝึกโยคะท่า นี้ รับรองว่าไม่ปวด ไม่เมื่อย และยังช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ด้วย

วิธีฝึก

          1. ท่าเตรียม นั่งเหยียดเท้าซ้าย ตั้งฝ่าเท้า เท้าขวาวางคร่อมเข่าซ้าย หลังตรง
          2. หายใจเข้า ยกแขนซ้ายขึ้นเหนือศีรษะ แล้วหายใจออก แขนซ้ายขัดเข่าขวา แล้วอ้อมมาจับฝ่าเท้าด้านนอก (ถ้าจับไม่ถึงให้ใช้มือซ้าย กอดเข่าขวาชิดอก)
          3. หายใจเข้า ยกแขนขวามาด้านหน้า และหายใจออก พร้อมกับบิดตัวไปด้านขวา มือขวาวางด้านหลัง บิดเอวให้มาก หลังตรง ตามองข้ามไหล่ สติอยู่ที่ลมหายใจเข้าลึก ออกยาว ผ่อนคลาย ค้างอยู่ในท่าสักครู่
          4. หายใจเข้า แล้ววาดแขนขวากลับมาด้านหน้า จากนั้นหายใจออก ลดแขนลง แล้วสลับข้าง ทำซ้ำ 3-5 ครั้ง

ท่าสุนัขก้มหน้า


7. ท่าสุนัขก้มหน้า (Downward Facing Dog)


          ท่าโยคะนี้ เป็นท่าที่ถือว่าขาดไม่ได้ในการฝึกโยคะ เพราะเป็นท่าที่ช่วยในการยืดกล้ามเนื้อ เพิ่มความคล่องแคล่วให้ร่างกาย จนทำให้รู้สึกเหมือนตัวเองเด็กลงเลยล่ะ

วิธีฝึก


          1. เริ่มต้นในท่าคลาน ขาและเข่ากางเท่าสะโพก แขนกว้างเท่าไหล่ กางนิ้วกว้าง
          2. มือดันพื้น ยกเข่าขึ้นจนขาตรง หากรู้สึกตึงขาเกินไป สามารถงอเข่าเล็กน้อยได้
          3. คืบมือไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อให้แขนตึง เกร็งต้นขาให้ยืดตรง หากส้นเท้ายก พยายามกดส้นเท้าให้ติดพื้น ผ่อนคลายศีรษะ คอ แล้วปล่อยให้ไหล่ผายไปด้านหลัง
          4. หายใจลึก ๆ ค้างไว้อย่างน้อย 3-5 ลมหายใจ


วิธีทำให้หน้าเด็ก

 
8. ท่ายืนก้มตัว (Standing Forward Bend)

          เรียกได้ว่าเป็นอีกท่าหนึ่งที่เน้นทำให้กล้ามเนื้อและกระดูกสันหลังได้ผ่อน คลาย ทำให้รู้สึกคล่องตัวมากขึ้น จะหมุนซ้ายหมุนขวาทำอะไรก็สะดวกเหมือนเพิ่งอายุ 18 ไปหยก ๆ

วิธีฝึก

          1. ยืนท่าภูเขา เท้าอาจจะชิดกัน หรือแยกกันเท่าช่วงไหล่
          2. ขณะหายใจออกให้ก้มตัวลง โดยใช้จุดหมุนที่ข้อสะโพก ปลายนิ้วมือ หรือฝ่ามือจรดพื้นตรงหน้านิ้วเท้า หรืออาจจะวางฝ่ามือไว้ตรงหลังเท้า
          3. เมื่อหายใจเข้าให้ก้มหน้าให้มากที่สุด เมื่อหายใจออกให้คลายท่าเล็กน้อย
          4. ค้างท่าไว้ 3-5 ลมหายใจ คลายท่าโดยเริ่มจากการให้ยกมือขึ้นจากพื้น วางมือไว้บริเวณสะโพกก่อนแล้วย่อตัวลงนั่ง หายใจเข้าพร้อมกับลุกขึ้นยืน


วิธีทำให้หน้าเด็ก

 
9. ท่าศพ (Corpse Pose)

          ท่าศพ เป็นท่าโยคะที่ง่ายที่สุด แต่กลับช่วยในเรื่องของการผ่อนคลายอย่างมาก ไม่ใช่เพราะเป็นเพียงแค่ท่าที่นอนเฉย ๆ แต่ยังเป็นท่าที่ช่วยให้เราได้จดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้า-ออก ทำให้จิตใจของเราสงบลงได้อย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อจิตใจสงบ ไม่มีความเครียด ความแก่ก็ไม่มาเยือนค่ะ

วิธีฝึก

          1. นอนหงายราบ เหยียดขา เหยียดแขนข้างลำตัว มือห่างจากสะโพกเล็กน้อย หงายมือ
          2. หลับตา ดึงจิตมาอยู่ที่ลมหายใจเข้า-ออก เพียงอย่างเดียว
          3. ฝึกหายใจลึก และยาว ปรับลมหายใจเข้า-ออก ให้สม่ำเสมอ ไม่กระตุก
          4. ผ่อนคลายส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และจิตใจ หากจิตล่องลอยคิดเรื่องต่าง ๆ เมื่อรู้สติ ให้ดึงจิตกลับมาอยู่ที่ลมหายใจเข้า-ออกใหม่

          ได้ ท่าโยคะดี ๆ เพื่อเพิ่มความอ่อนวัยให้กับร่างกายและจิตใจกันไปแล้ว ก็ลองไปทำตามกันดูนะคะ และถ้าอยากจะให้ได้ผลดีมากยิ่งขึ้นก็ควรทำควบคู่กับการรับประทานอาหารที่มี ประโยชน์ ทำจิตใจให้สงบ และพักผ่อนให้เพียงพอ เท่านี้คุณก็จะมีสุขภาพที่ดีและดูอ่อนเยาว์ลงแล้วล่ะค่ะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

         อีกหนึ่งความหนักใจที่หลาย ๆ คน มักจะพบเจอหลังจากวันหยุดยาว ก็คงจะหนีไม่พ้นตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนักที่ดีดขึ้นมา ซึ่งสาเหตุก็มาจากการตามใจปากตลอดช่วงวันหยุดที่ผ่านมานี่แหละ จนทำให้ต้องมานั่งรับกรรมทีหลัง แต่ถ้าพลาดไปแล้วก็ไม่ต้องเสียใจค่ะ เรามาตั้งใจเริ่มลดน้ำหนักกันใหม่อีกครั้งด้วยวิธีลดน้ำหนักง่าย ๆ หลังจากวันหยุดยาวที่คุณไม่ต้องถึงขนาดไปหักโหมรีดน้ำหนักอีกต่อไป แค่เพิ่มเติมสิ่งเหล่านี้เข้าไปในการใช้ชีวิตแต่ละวัน ก็จะช่วยให้น้ำหนักของเราค่อย ๆ ลดลงได้สมใจค่ะ

1. ตั้งเป้าหมาย

          แค่เพียงรู้สึกผิดเท่านั้นคงไม่เพียงพอที่จะช่วยรีดน้ำหนักที่ขึ้นมาจากช่วง วันหยุดยาวได้ แต่ควรจะมีความตั้งใจจริง โดยตั้งเป้าหมายและสร้างวินัยให้กับตนเอง แต่เป้าหมายนั้นก็ควรตั้งอยู่ในความเป็นไปได้ และไม่หักโหมจนเกินไป ถึงอยากจะกลับมาผอม แต่ถ้าเคร่งครัดในการลดน้ำหนักจนเกินพอดีอาจจะทำให้ร่างกายแย่ลงได้ค่ะ

วิธีลดน้ำหนัก


2. ห้ามอดอาหารเด็ดขาด

          พอ ผ่านช่วงวันหยุดยาวมาแล้ว หลายคนที่รู้ตัวว่าตัวเองตามใจปากมากเกินไปในช่วงวันหยุดก็จะเริ่มรู้สึกผิด และคิดว่าควรจะอดอาหาร แต่จริง ๆ แล้วการอดอาหารเนี่ยล่ะยิ่งเป็นตัวการที่จะทำให้คุณน้ำหนักเพิ่มขึ้นกว่า เดิมอีก เพราะเมื่อคุณอดอาหาร คุณก็จะยิ่งหิวมากขึ้น และเสี่ยงต่อการกินไม่เลือกอีกด้วย ฉะนั้นทางที่ดี พยายามกินให้ครบทุกมื้อ และใส่ใจกับอาหารที่กินเข้าไปแทนแบบนี้จะดีกว่าค่ะ

วิธีลดน้ำหนัก


3. ดื่มน้ำมาก ๆ


          เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าการดื่มน้ำช่วยลดความอยากอาหารได้ แถมถ้าหากดื่มน้ำก่อนรับประทานอาหารจะทำให้เรากินน้อยลงอีกด้วย ดังนั้นหากคุณเพิ่งผ่านพ้นช่วงที่กินเยอะในวันหยุดยาวมา ลองจิบน้ำบ่อย ๆ ดูสิ เป็นวิธีที่ช่วยควบคุมการรับประทานอาหารได้ดีไม่หยอกเลย

4. อย่าโทษตัวเอง

          ไม่ ว่าเหตุผลที่คุณรับประทานแบบหยุดไม่อยู่ในช่วงวันหยุดยาวคืออะไร แต่เมื่อผ่านมาแล้วคุณไม่ควรจะโทษตัวเองอีก เพราะนั่นจะยิ่งตอกย้ำให้คุณรู้สึกผิด และอาจจะนำไปสู่การลดน้ำหนักด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้องซึ่งอาจส่งผลเสียกับ สุขภาพได้ อยู่กับปัจจุบันกันดีกว่า น้ำหนักขึ้นได้ก็ลดได้แค่คุณตั้งใจจริงค่ะ

5. ใส่ใจกับอาหารที่กินให้มากขึ้น

          แม้ในช่วงวันหยุดยาวเราจะหยิบทุกอย่างใส่ปากโดยลืมคำนึงถึงความอ้วนที่จะตาม มา แต่พอถึงเวลาที่คุณจะลดน้ำหนัก คุณก็ควรที่จะใส่ใจกับอาหารทุกอย่างที่เข้าปากให้มากขึ้นกว่าเดิม โดยควรเลี่ยงแป้งขาวทุกชนิด ลดไขมัน รับประทานโปรตีนให้มากขึ้นอีกนิด และควรรับประทานผักให้มากขึ้นด้วย นอกจากนี้ หากมีอาหารในช่วงวันหยุดยาวเหลืออยู่ละก็ รีบกำจัดออกไปให้ไกลหูไกลตาเลยค่ะ อย่าหยิบมารับประทานอีก ไม่อย่างนั้นคุณก็จะไม่สามารถลดน้ำหนักได้แน่นอน
 
6. อยู่ให้ห่างจากน้ำอัดลม

          หลาย คนก็คงทราบดีว่าน้ำตาลเป็นตัวการของความอ้วน ซึ่งน้ำอัดลมก็เป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยน้ำตาล และไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมจึงควรเลี่ยงเครื่องดื่มชนิดนี้ ก็เพราะถ้ายิ่งดื่มก็จะยิ่งอ้วน เผลอ ๆ ยังอาจทำให้ท้องอืดได้อีกด้วย ถ้าคิดจะลดน้ำหนักจริง ๆ ลาขาดกับน้ำอัดลมไปเลย

วิธีลดน้ำหนัก


7. ออกกำลังกายให้มากขึ้น

          เมื่อคุณเผลอกินเยอะ สิ่งที่ต้องทำก็คือการเบิร์นเจ้าสิ่งที่คุณกินออกไป และวิธีที่ดีที่สุดก็คือการออกกำลังกาย ซึ่งถ้าหากคุณออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว คุณก็อาจจะเพิ่มเวลาในการออกกำลังกาย หรือปรับระดับความเข้มข้นของการออกกำลังกายขึ้นอีกหน่อยเพื่อให้ร่างกายได้ เผาผลาญมากขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ควรทำควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารด้วยนะ ไม่อย่างนั้นออกกำลังกายหนักแค่ไหนก็ไม่ผอมแน่นอน

8. ควบคุมความอยากอาหารของตัวเองให้ได้

          โดย ปกติแล้วความอยากอาหารของคนเราในแต่ละครั้งจะกินเวลาอยู่ที่ประมาณ 10 นาที ฉะนั้นในช่วงหลังวันหยุดยาวหากคุณต้องการที่จะลดน้ำหนัก เมื่อคุณรู้สึกหิว คุณควรจะหากิจกรรมอะไรสักอย่างที่กินเวลานานกว่า 10 นาทีทำซะ เพราะเมื่อคุณใช้สมาธิจดจ่อกับสิ่งอื่น ก็จะทำให้คุณสนใจเรื่องความอยากอาหารน้อยลง และความอยากอาหารนั้นก็จะหมดไปในที่สุด แต่ถ้าหากเลยไปมากกว่าสิบนาทีแล้วยังรู้สึกอยากอาหาร นั่นก็อาจแปลได้ว่าร่างกายคุณต้องการอาหารจริง ๆ ควรหาอาหารรับประทาน และห้ามอดโดยเด็ดขาดค่ะ !

9. ลดขนาดกระเพาะด้วยการย่อยมื้ออาหาร

          ในช่วงวันหยุดยาวที่เรารับประทานอาหารในปริมาณที่มากกว่าปกติ จะทำให้กระเพาะอาหารของเราขยายตัวมากขึ้นกว่าเดิม และทำให้เราอิ่มช้าลง เป็นสาเหตุที่ทำให้กินเยอะหรือกินเท่าไรก็ไม่อิ่ม ดังนั้นหากคุณรู้ตัวว่ารับประทานอาหารเยอะเกินไปในช่วงวันหยุด คุณควรเริ่มลดขนาดกระเพาะตัวเองในทันที ด้วยการย่อยมื้ออาหารจาก 3 มื้อ เป็น 5-6 มื้อต่อวัน กินให้บ่อยขึ้น แต่ลดปริมาณอาหารในแต่ละมื้อลง และเน้นอาหารที่มีแคลอรีต่ำ เวลารับประทานก็ควรให้แค่พอรู้สึกอิ่มพอดี ๆ ถ้าทำอย่างนี้นอกจากจะช่วยลดขนาดกระเพาะได้แล้วก็ยังทำให้น้ำหนักลงง่ายขึ้น ด้วยล่ะ

วิธีลดน้ำหนัก


10. อดทน

          การ ลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นถ้าคิดจะลดน้ำหนักก็ต้องมีความอดทนสูงมากเลยล่ะค่ะ ยิ่งถ้าหากเป็นช่วงหลังวันหยุดยาวที่น้ำหนักขึ้นมาจนน่าตกใจภายในเวลาไม่กี่ วัน ห้ามคิดว่าน้ำหนักจะลงเร็วเด็ดขาด และอย่าหันไปพึ่งวิธีผิด ๆ อย่างเช่นการอดอาหาร หรือการใช้ยาลดความอ้วน เพราะวิธีเหล่านี้แม้จะช่วยให้ผอมเร็ว แต่ผลกระทบระยะยาวนั้นมีเพียบ ทั้งผลเสียต่อสุขภาพ ระบบเผาผลาญพัง หรือแม้แต่เกิดการโยโย่ จนทำให้กลับมาอ้วนยิ่งกว่าเดิม

          ไม่ยากจนเกินไป ใช่ไหมคะกับการลดน้ำหนักด้วยวิธีเหล่านี้ แต่ก็อย่าลืมว่าควรใช้วิธีลดน้ำหนักเหล่านี้อย่างพอดี และอย่าเอาความรู้สึกผิดมากดดันตัวเองมากจนเกินไป ปล่อยให้การลดน้ำหนักค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่า แม้อาจจะกลับมามีน้ำหนักเท่าเดิมช้าเสียหน่อย แต่อย่างน้อยก็ไม่กระทบถึงสุขภาพนะคะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

สาวไหน ไม่ถนัดคิด ท่าโพส ถ่ายรูป เจอกล้องแล้ว นึกไม่ออก โพสท่าไหนดี ที่จะชิค เก๋กู๊ด เหมือนนางแบบมืออาชีพ ไม่ใช่ถ่ายมากี่รูป กี่มุม กี่เมืองก็เหมือนรูปถ่ายติดบัตร ไปซะอย่างงั้น วันนี้ Jodee Ball ช่างภาพมืออาชีพ จะมาแชร์ทริคเล็กๆ แต่ผลลัพธ์คือ สวยมากกกกกก มาให้เก็บเป็นไอเดียกับเหล่านางแบบสมัครเล่น ที่ไม่ได้มาถ่ายเล่นๆ นะจ๊ะ ให้ฟัง

six-secrets-pose-photograph-perfect-jodee-ball-11
เริ่มต้น ของ่ายๆ โพสท่าไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องทื่อ
    การโพสท่าโชว์เชปเป็นรูปตัว S จะทำให้คุณดูดีกว่าการยืนตรง ตัวแข็งทื่อ ปลดปล่อยจิตใจและร่างกายให้สบายๆ ไม่ต้องกังวลว่าต้องวางมือตรงไหน เท้าต้องวางตำแหน่งไหน รูปฉันจะดูดีรึยัง แค่ไม่ต้องทำตัวแข็งเป็นท่อนไม้ ขยับได้นะจ๊ะ เราไม่ใช่ทหารที่ต้องตัวตรงแน่วตลอดเวลา บอกทริคให้นิดนึง … ว่า เอาเฉพาะนิ้วโป้งสอดในกระเป๋ากางเกง หรือ กระเป๋าเสื้อ ก็พอ จะดูดีกว่า เอาทั้งมือสอดเข้าไปนะคะ

six-secrets-pose-photograph-perfect-jodee-ball-12
หุ่นเพรียวด้วยมุมเฉียง เบี่ยงตัวสิคะยู
    ถ้าคุณอยากให้รูปของคุณดูเพรียวขึ้น คุณควรเบี่ยงไหล่ออกเล็กน้อย  หันมุมเฉียงใส่กล้องแบบ 45 องศา เพื่อหลบมุมอ้วน ไม่ใช่มุมหน้าตรง ตัวตรง…เพราะแบบนั้นจะดูตัน จากรูปด้านบน ให้สังเกตตำแหน่งมือของนางแบบในรูปด้านขวามือของคุณให้ดีนะคะ การที่นางแบบวางมือลงที่ต้นขา และ หัวเข่า จะช่วยให้ดูมีเคิร์ฟมากขึ้นได้ค่ะ

six-secrets-pose-photograph-perfect-jodee-ball-13
ระวัง ตำแหน่งมือของคุณ 
การเอามือโพสกับใบหน้าเป็นเรื่องที่ดีนะคะ แต่การหันฝ่ามือเข้ากล้อง มันดูไม่เป็นธรรมชาติ และ ขโมยซีนใบหน้า ลองเอียงไหล่ลงสักข้างแบบไม่มากเกินไป ขอฟีลรีแล็กซ์ๆ  นะคะ และ กดหน้าลงเล็กน้อย นั่นแหละค่ะ สวยแล้ว แชะล่ะนะ ไหนยิ้มสิ ^ ^

 

six-secrets-pose-photograph-perfect-jodee-ball-14

เทไหล่เสมอ
มุมเทไหล่จะช่วยให้ช่วงคอดูยาวขึ้น แถมยังทำให้รูปที่ถ่ายออกมาดูไม่อึดอัดจนเกินไป สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ถ้าคุณโพสท่ากอดอก อย่าซุกมือซ่อนไว้ แต่ให้โชว์เรียวนิ้วทั้ง 2 ข้างบนแขนเหนือข้อศอก อย่างรูปตัวอย่างด้านบน (ทางขวามือ)

six-secrets-pose-photograph-perfect-jodee-ball-15
งอเข่านิดๆ 
หากคุณจะต้องการรูปด้านข้าง อย่าลืมโพสท่าตัวเองให้เป็นรูปตัว S  นะคะ เพียงแค่คุณงอเข่าเล็กน้อย เทไหล่มาข้างหนึ่งจิ๊ดๆ วิธีนี้จะช่วยให้คุณดูผอมและสบายตาขึ้นค่ะ

six-secrets-pose-photograph-perfect-jodee-ball-16
กดศีรษะลงเล็กน้อย 
คุณจะดูดีกว่าการหันหน้าตรงเข้ากล้องเรารับรองได้  อย่าลืมเอียงไหล่เทเข้ากล้องนิดๆ  และถ้าคุณกดคางลงจิ๊ดๆ จะทำรูปคุณยิ่งดูดีขึ้นไปอีกเยอะเลยค๊า และนี่คือ ทริคเล็กๆ น้อยๆ สำหรับการถ่ายรูปให้สวยขึ้นกล้องที่เรานำมาฝากทุกคนกันนะคะ อ่านจบแล้วอย่าลืมนำไปใช้กันล่ะ เราอยากเห็นคุณ สวยขึ้นกล้องกันทุกคนเลย โพสท่าถ่ายรูปให้สนุกกันนะคะ ^ ^


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

ภาพจาก jpballphotography.com

ที่มาจาก brightside.me

Source

เรียวขางามๆ ของหญิง ปกติไม่ต้องดูแลสักเท่าไร แต่ในยามตั้งครรภ์ เผลอหน่อยเดียว เกิดอาการบวมไปถึงเท้า ดูเหมือนอึ่งอ่างยามพองตัวยังไงยั้งงั้น แถมมีเส้น

เลือดขอดเขียวๆ ปรากฏเป็นร่างแหใต้ข้อพับ พร้อมไปกับอาการเมื่อยล้าตลอดขาถึงปลายเท้าเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ไปเดินมาราธอนกับเขาที่ไหนสักหน่อย



เส้นเลือดขอด..เรื่องธรรมชาติ

เป็นธรรมชาติของคนเป็นแม่ ร่างกายช่วงนี้มีปัญหาแรงดันส่งเลือดดำไม่สะดวกเลือดดำเลยมาอออุดตันเป็น ลักษณะโป่งพอง เห็นเป็นเส้นเลือดขอดอยู่ตามผิวหนังชั้นนอกบน


หากปฏิบัติตัวถูกต้องเสียตั้งแต่แรก จะช่วยป้องกันได้ ถ้าตอนนี้เป็นแล้ว ก็อย่าวิตก เพราะหลังคลอดอาการเส้นเลือดขอดจะค่อยบรรเทาเบาบางหรือหายไปถ้าเป็นไม่มาก คนที่เป็นมาก ไม่จางหายไปเอง ก็สามารถผ่าตัดเส้นเลือดขอดออกได้บ้างหลังคลอดแล้ว


บรรเทาบวม

ส่วนอาการบวมที่ขาและเท้า ส่วนใหญ่จะเป็นกันในช่วงสัปดาห์ที่ 36-37 เนื่องจากว่าอาการนี้เป็นไปตามกลไกธรรมชาติ คงไม่มีทางป้องกันได้ นอกจากจะบรรเทาให้บวมน้อยลงเท่านั้น คือต้องพักจากท่ายืนหรือนั่งเป็นการนอนพักบ้าง โดยเฉพาะนอนในท่าตะแคง เลือดจะกลับไปที่หัวใจได้ดีขึ้น




10 วิธี พิชิตเส้นเลือดขอดและบวม

1.ออกกำลังกายสม่ำเสมอให้ช่วงขาแข็งแรง กล้ามเนื้อจะได้มีแรงบีบส่งแรงดันเลือดดำกลับไปฟอกที่ร่างกายส่วนบนได้ตาม ปกติ ในช่วงที่อายุครรภ์มากขึ้น ออกกำลังกายไม่ค่อยสะดวก แนะนำให้ใช้วิธีเดินในน้ำ แรงต้านของน้ำจะทำให้ได้ออกแรงมากขึ้น แต่ร่างกายไม่หักโหม

2.ไม่ยืนทำงานอยู่กับที่นิ่งๆ นานๆ เช่น รีดผ้า ทำกับข้าว ฯลฯ พยายามเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ เป็นเดินไปมา(ได้ออกกำลัง) หรือลงนั่งสลับบ้าง ยืดหยุ่นกล้ามเนื้อน่องอยู่เสมอ

3.เวลานั่งนานๆ ก็ควรลุกขึ้นเปลี่ยนท่าทางบ้าง และไม่นั่งไขว่ห้างอย่างเด็ดขาด

4.ยกขาขึ้นสูงในระดับเสมอกับลำตัวขณะพักผ่อนในท่าสบายๆ และจะดีมากทีเดียวถ้ายกขาให้ขึ้นเสมอระดับหัวใจได้

5.รักษาระดับน้ำหนักตัวไม่ให้ขึ้นมากเกินกำหนด

6.รับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากๆ ป้องกันอาการท้องผูกซึ่งในช่วงนี้อาจทำให้เป็นริดสีดวงได้ง่าย

7.นอนตะแคง น้ำหนักจะได้ไม่กดทับเส้นเลือด

8.สวมผ้ายืดพยุงกล้ามเนื้อที่ขา

9.อย่ารับประทานอาหารเค็มจัด

10.ใส่รองเท้าที่โปร่งสบาย จะได้ไม่คับในช่วงเย็นหรือเมื่อยืนเดินมาทั้งวัน



บวมไม่ธรรมดา

อาการบวมของแม่ตั้งครรภ์อาจไม่ปกติธรรมดา ถ้าสังเกตว่าได้พักผ่อน หลีกเลี่ยงการเดิน ยืนนานๆ ก็แล้วยังไม่หายบวม ควรไปให้คุณหมอตรวจ หากพบว่าความ

ดันโลหิตสูงด้วย อาจเป็นเรื่องของครรภ์เป็นพิษก็ได้ ซึ่งคุณหมอจะได้ทำการรักษาดูแลอย่างใกล้ชิด.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

Page 1 of 3