Are you looking for the best website template for your web project? Look no further as you are already in the right place! WebSite BIGtheme.NET In our website templates section you will find tons of beautiful designs - for any kind of business and of any style. You are in a unique place - join us today
อาหาร

อาหาร (19)

Phasellus nisl nunc, efficitur quis consectetur ut, rutrum ut sapien. Ut fermentum ante aliquam.

จากการศึกษาวิจัยพบว่า ยิ่งจำนวนสมาชิกบนโต๊ะอาหารมีจำนวนมากเท่าไร ก็จะมีความเป็นไปได้ที่เราจะสั่งอาหารมาทานจำนวนมากขึ้นเท่านั้น โต๊ะยิ่งใหญ่ จำนวนคนมาก อาหารก็จะเยอะขึ้นเป็นทวีคูณ จากตัวเลขทางสถิติยังแสดงให้เราเห็นอีกว่า เราสามารถควบคุมพลังงานจากอาหารได้ดีที่สุดเมื่อรับประทานอาหารคนเดียวใน ภาชนะที่สามารถกำหนดปริมาณอาหารได้ ในทางกลับกันคนเราจะรับประทานอาหารมากขึ้นถึง 35%

ถ้ารับประทานอาหารมื้อเย็นร่วมกับเพื่อน ๆ และจะเพิ่มมากขึ้นถึง 75% ถ้าอาหารที่รับประทานมีลักษณะการจัดเสิร์ฟแบบสำรับแบ่งกันรับประทานได้แบบ โต๊ะจีน ดังนั้นสำหรับคนไทยเรามักจะนัดรับประทานอาหารกันแบบสั่งมาแบ่งกันรับประทาน ไม่รับประทานอาหารเป็นคอร์สจานใครจานมันแบบฝรั่ง ทำให้เรามีแนวโน้มที่จะรับประทานอาหารมากกว่าปกติ แต่เรายังมีทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์เป็นเทคนิคเล็กๆ ช่วยให้เราควบคุมนำหนักได้ดีขึ้น แม้ว่าเพื่อนจะนัดรวมรุ่นสังสรรค์ทานข้าวเย็นกันบ่อยๆ

เคล็ดลับเล็กๆ เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักมาจากทฤษฎีที่มีชื่อน่ารักๆ ว่า “ทฤษฎีหัวลูกศร” นักวิทยาศาสตร์กล่าวเอาไว้ว่า มนุษย์เรามีพลังจดจำกับสิ่งที่เค้าได้ยินครั้งแรกก่อนเสมอ เสมือนกับโดนลูกศรที่สามารถชี้ทิศทางฝังเข้าไปในหัว มักจะถูกชักน้ำโดยง่ายไปในทิศทางที่ลูกศรชี้ไป เมื่อเราไปรับประทานอาหารเย็นกับกลุ่มเพื่อน คนแรกที่สั่งอาหารจึงเป็นคนกำหนดคุณภาพของอาหารในมื้อนั้น ๆ ถ้าคนสั่งคนแรกสั่งอาหารที่ดีต่อสุขภาพ พลังงานต่ำ ไขมันน้อย ลูกศรกำหนดทิศทางก็จะเริ่มทำงาน ทำให้ทุกคนที่เหลือพิจารณาเลือกอาหารที่คุณภาพดีระดับเดียวกันเพื่อไม่ให้ น้อยหน้ากัน แต่จำเอาไว้ว่าทฤษฎีนี้สามารถใช้ได้กับคนทั่วไป แต่ไม่ใช่กับเพื่อนบางคน !!!


จงอย่าใช้เวลานานในการเลือกเมนูอาหาร จนคนอวบที่สุดชิงตัดหน้าสั่งอาหารก่อนนะครับ !!! คนอวบน้ำหนักมากมักจะสั่งอาหารที่ให้พลังงานสูงมารับประทาน ถ้าลองปล่อยจังหวะให้เธอสั่งมันฝรั่งทอดเอามารับประทานเล่นฆ่าเวลา สั่งปีกไก่ทอดน้ำปลามารับประทานเล่นแก้เครียด สั่งสปาเกตตีคาโบนาร่ามาแก้หิว หรือปิดท้ายด้วยการสั่งสเต๊กเนื้อวัวแบบจัดเต็มมารับประทานได้ล่ะก็ รับรองได้เลยว่าเมนูที่ตามมาก็มักจะให้พลังงานสูงเช่นเดียวกับเมนูที่ถูก สั่งไปรายการแรก ๆ ในทางกลับกันถ้าคนที่สั่งคนแรกสั่งเมนูเพื่อสุขภาพ สลัดผักสดพร้อมกับเนื้อไขมันต่ำย่างล่ะก็ เมนูที่ตามมาจะกลายเป็นเมนูเพื่อสุขภาพที่สามารถรับประทานเพื่อควบ คุมน้ำหนักได้


ดังนั้นทางที่ดีที่สุดก่อนไปงานเลี้ยงรวมรุ่น หรือสังสรรค์ในมื้อเย็น เราสามารถเข้าไปตรวจสอบเมนูอาหารของทางร้านอาหารก่อนว่ามีเมนูที่น่าสนใจ อะไรบ้าง ลองเลือกเมนูที่พลังงานไม่สูงมากนัก เตรียมเอาไว้สัก 2-3 เมนู จดบันทึกเอาไว้ ยึดลูกศรเอาไว้ให้ได้ อย่ายอมให้การนัดเจอกันเพื่อรับประทานอาหารเย็นมาทำลายแผนการลดน้ำหนักของ เรา


ถ้าพูดกันจริง ๆ อาหารที่คนไทยเรารับประทานค่อนข้างดีต่อสุขภาพนะครับ เนื่องจากประกอบด้วยผักสดนานาชนิด ผิดกับอาหารของชาวตะวันตกซึ่งมักจะประกอบด้วยเนย แป้ง ขนมปัง และโปรตีนไขมันสูง แต่ข้อเสียของการรับประทานอาหารไทยก็คือเรารับประทานกันแบบสำรับ จึงอาจจะทำให้เรามีโอกาสในการรับพลังงานจากอาหารสูงเกินความจำเป็น ดังนั้นการใช้ ทฤษฎีหัวลูกศรจึงสามารถช่วยได้มากในการลดพลังงานที่ควรได้รับจากอาหาร


ทั้งนี้ในการสังสรรค์ก็ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ นอกจากจะไม่ดีต่อสุขภาพแล้ว ยังให้พลังงานค่อนข้างสูงอีกด้วย โดยที่เบียร์สด 1 แก้ว (450 มิลลิลิตร) ให้พลังงาน 400 kcal ไวน์แดงหรือไวน์ขาว 1 แก้ว ให้พลังงานแก้วละประมาณ 100 kcal เบียร์ 1 กระป๋อง ให้พลังงานประมาณ 150 kcal และเหล้าค็อกเทลที่สาว ๆ ชอบ ให้พลังงานประมาณ 150-180 kcal ต่อแก้ว ซึ่งเท่ากับพลังงานที่ต้องเผาผลาญด้วยการเดินบนลู่วิ่งชัน ๆ ประมาณ 15 นาที
ไฮไลท์ของมื้ออาหารยังไม่หมด เพราะเพื่อนคนที่อวบที่สุดในโต๊ะอาหารมักจะพูดขึ้นมาลอย ๆ ว่า “ทานคาวไม่ทานหวาน สันดานไพร่นะคะ” จำเอาไว้เลยนะครับว่า พลังงานจากเมนูของหวาน เพียงถ้วยเล็กๆ ก็มักจะให้พลังงานพอ ๆ กับอาหารมื้อหลักเลยทีเดียว สิ่งที่ทำได้คือชิงตัดหน้าเพื่อนอวบด้วยการสั่งเมนูผลไม้รวม เลือกชนิดผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำ เช่น แตงโม ฝรั่งสด ชมพู่ แอปเปิล เป็นต้น


เพียงเท่านี้ก็สามารถบริหารพลังงานที่ได้รับจากอาหาร โดยใช้หลักจิตวิทยาทฤษฎีหัวลูกศรได้แล้วล่ะครับ ทฤษฎีนี้นอกจากจะทำให้เราสุขภาพดี ช่วยควบคุมพลังงานที่ได้รับจากอาหารแล้ว ยังสามารถช่วยให้เพื่อนๆ ในวงสังสรรค์มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ด้วย.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสาร แม่บ้าน

Source

อาการปวดเข่ามักเกิดขึ้นกับคนที่กระดูกไม่แข็งแรง สูงอายุ หรืออาจจะมีน้ำหนักตัวมาก (หรือที่เรียกว่าอ้วนนั่นแหละ) ใครที่ปวดเข่าคงทราบดีว่าทรมาน และรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก ถ้าเราจะบอกว่ามีสมุนไพรมหัศจรรย์ 3 ชนิด ที่จะช่วยลดอาการปวดเข่าได้ คุณจะลองไหม? ถ้าอยากรู้ว่าเป็นผลไม้อะไร ตามมาเลยค่ะ

 

1. ลำไย

สิ่งที่ดีงามของลำไยที่จะช่วยแก้ปวดเข่า คือ เมล็ดค่ะ นำเมล็ดลำไยสดมาประมาณ 20 เมล็ด มาทุบให้แตก แล้วนำไปแช่ในเหล้า 40 ดีกรีให้ท่วม (1 ขวด) ทิ้งเอาไว้เป็นเวลา 7 วัน เมื่อครบกำหนดเวลาแล้วก็นำเฉพาะน้ำมาทาบริเวณหัวเข่า หรือบริเวณที่ปวด วันละ 1-2 ครั้ง

 

2. ขิง

ขิงมีสรรพคุณหลายอย่าง รวมไปถึงการบรรเทาอาการปวด และลดการอักเสบภายในร่างกายได้เป็นอย่างดี การใช้ขิงบรรเทาอาการปวดก็ง่ายๆ โดยการจิบชาขิง หรือดื่มน้ำอุ่นที่ฝานขิงใส่ลงไป 15 นาที นอกจากอาการปวดเข่าปวดข้อจะดีขึ้นแล้ว ยังชื่นใจชุ่มคออีกด้วย แต่หากใครอยากรักษาอาการปวดเข่าจากภายนอก ลองนำขิงบิดละเอียดผสมน้ำมันมะกอกมาพอกบริเวณเข่าที่ปวด 10-15 นาทีก็ได้

 

3. ขมิ้น

ขมิ้นไม่ได้มีสรรพคุณแค่บำรุงผิวให้สวยงามอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรักษาอาการปวดเข่าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย นำผงรากขมิ้นมาประคบบริเวณที่ปวด

 

ถึงแม้อาการปวดเข่าจะบรรเทาลงได้ด้วยสมุนไพรไทยหาได้ง่ายๆ แต่จริงๆ แล้วหากมีอาการปวดเข่าเรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์เพื่อดำเนินการรักษาอย่างถาวรจะดีที่สุดนะคะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

อาหาร ส่วนใหญ่เริ่มให้ได้ตั้งแต่ 6 เดือน บางอย่างไม่ควรให้ก่อน 1 ขวบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเด็กแต่ละคนและประวัติการแพ้ของคนในครอบครัว หากไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์นะคะ

  1. กล้วย อุดมด้วยคาร์โบไฮเดรตและไฟเบอร์ แต่ต้องเป็นกล้วยสุกเท่านั้น เบบี๋มือใหม่หัดกิน ให้กินกล้วยบดไปก่อน พอโตหน่อยค่อยหั่นเป็นชิ้นๆ ให้เขาหยิบกินเอง
  2. มันเทศ อุดมด้วยโพแทสเซียม วิตามินซี ไฟเบอร์และเบตา-แคโรทีน นำไปปรุงสุกและบด จะได้มันเทศบดเนื้อเนียนที่กินง่าย แถมยังมีรสหวานตามธรรมชาติที่เด็กๆ ชื่นชอบ
  3. อะโวคาโด มีโปรตีนสูง อุดมด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวซึ่งเป็นไขมันดี แต่ต้องเป็นอะโวคาโดสุกเท่านั้น แค่ล้าง ปอกเปลือกและบดจนเนื้อเนียน ก็พร้อมเสิร์ฟ ควรให้กินครั้งละน้อยคู่กับอาหารอื่นๆ เช่น เนื้อหรือไก่บด
  4. ไข่ ไข่ ขาวให้โปรตีนเป็นหลัก ส่วนไข่แดงให้สังกะสีและวิตามินเอ ดี อีและบี 12 ทั้งยังมีโคลีนแต่หากลูกมีโอกาสเสี่ยงแพ้อาหาร เช่น พ่อหรือแม่มีประวัติเป็นภูมิแพ้ ก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อน (อ่านวิธีเริ่มให้ลูกกินไข่โดย พญ. สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจได้ที่นี่ค่ะ)
  5. แครอต อุดมด้วยเบตา-แคโรทีนซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอเมื่ออยู่ในร่างกาย แครอตปรุงสุกมีรสหวานตามธรรมชาติ แต่ต้องสุกจนนิ่มมากจริงๆ
  6. โยเกิร์ต ให้แคลเซียม โปรตีนและฟอสฟอรัสซึ่งทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง และยังมีโพรไบโอซึ่งดีต่อระบบย่อยอาหารและระบบภูมิคุ้มกัน ควรเลือกโยเกิร์ตที่ทำจากนมครบส่วน และเลี่ยงโยเกิร์ตรสผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ถ้าอยากเพิ่มรสชาติ จะผสมผลไม้บดเล็กน้อยก็ได้ (หากลูกมีโอกาสเสี่ยงเป็นภูมิแพ้ เขาอาจแพ้โปรตีนนมในโยเกิร์ต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนให้ลูกกิน)
  7. ชีส อุดมด้วยโปรตีน แคลเซียม รวมทั้งไรโบฟลาวิน (วิตามินบี 2) ซึ่งช่วยเปลี่ยนโปรตีน ไขมันและคาร์โบไฮเดรตเป็นพลังงาน เพียงหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เวลากินจะได้ไม่ติดคอ
  8. เนื้อไก่ อุดมด้วยโปรตีนและวิตามินบี 6 ถ้าลูกไม่ชอบรสชาติของเนื้อไก่ ให้ผสมด้วยผักหรือผลไม้ที่เขาชอบ
  9. ผลไม้ตระกูลส้มหรือเบอร์รี่ อุดมด้วยวิตามินซีที่ช่วยสร้างคอลลาเจนในกล้ามเนื้อ กระดูกและเนื้อเยื่ออื่นๆ และช่วยดูดซึมธาตุเหล็ก ผลไม้ตระกูลส้มยังมีโพแทสเซียมซึ่งทำให้กล้ามเนื้อหดตัวและช่วยรักษาสมดุล ของสารน้ำในร่างกาย แต่ผลไม้เหล่านี้มีความเป็นกรดสูง จึงควรให้กินหลัง 1 ขวบไปแล้ว
  10. เนื้อแดง ให้ธาตุเหล็กในรูปแบบที่ดูดซึมง่าย สำหรับเบบี๋เพิ่งหัดกิน ควรบดละเอียดผสมกับผัก ส่วนเบบี๋มือเก๋า ก็หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และปรุงให้สุกจะได้เคี้ยวง่าย
  11. ฟักทอง อุดมด้วย เบตา-แคโรทีน ทั้งยังให้วิตามินซี โพแทสเซียม ไฟเบอร์ โฟเลต วิตามินบีและมีแม้กระทั่งกรดไขมันโอเมกา-3 ปรุงด้วยการปอกเปลือก นึ่งหรือต้มจนนิ่ม แล้วบดจนเนียน
  12. ปลา ปลาเนื้อขาวอุดมด้วยโปรตีน ส่วนปลาที่มีไขมันสูงอย่างแซลมอนก็ให้วิตามินชนิดที่ละลายในไขมัน รวมทั้งกรดไขมันจำเป็นอย่าง DHA แต่ปลาก็อาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ หากลูกคุณมีโอกาสเสี่ยงเป็นภูมิแพ้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนให้ลูกกิน
  13. มะเขือเทศ อุดมด้วยไลโคปีนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ถ้านำมะเขือเทศมาต้มสุกพร้อมกับไขมัน ร่างกายจะดูดซึมไลโคปีนได้ดีขึ้น
  14. ถั่วกินฝัก อุดมด้วยวิตามินเคซึ่งเป็นสารอาหารที่ผนึกกำลังกับแคลเซียมเพื่อช่วยเสริม สร้างกระดูกที่แข็งแรง และยังอุดมด้วยวิตามินเอและซีซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ กรดโฟลิกและวิตามินบี แถมยังช่วยเพิ่มไฟเบอร์อีกต่างหาก
  15. บร็อคโคลี อุดมด้วยวิตามินซี ทั้งยังมีเบตา-แคโรทีน กรดโฟลิก ธาตุเหล็ก โพแทสเซียมและไฟเบอร์ด้วย แต่ถ้านำบร็อคโคลีไปต้ม ปริมาณวิตามินซีจะลดลงถึงครึ่งหนึ่ง การนึ่ง ลวกหรือใช้เตาไมโครเวฟจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด
  16. พาสตา อุดมด้วยคาร์โบไฮเดรตซึ่งจะย่อยสลายเป็นพลังงานให้ร่างกายนำไปใช้ รสชาติอ่อนๆและรูปทรงที่หลากหลายของพาสตาเป็นที่ชื่นชอบของเด็กทุกวัย เลือกพาสตาอันเล็กๆ นำไปต้มจนนิ่ม เด็กๆ มักชอบหยิบกินเอง

 ขอขอบคุณข้อมูลจาก : amarinbabyandkids

Source

 

ใครที่ไปเที่ยวภาคใต้บ่อยๆ คงจะรู้ดีว่าของฝากที่ต้องซื้อติดไม้ติดมือมาด้วยทุกครั้ง จะต้องเป็นผลไม้อบแห้งอย่างอินทผลัม ว่าแต่อิทผลัมทำไมจึงเป็นผลไม้ที่แนะนำให้คุณแม่ท้องควรกิน ว่าแล้วเราไปค้นหาคำตอบของผลไม้มหัศจรรย์ที่มีถิ่นกำเนิดมาจากแถบประเทศ ตะวันออกกลางชนิดนี้กันค่ะ

อินทผลัมเป็นผลไม้ที่หาทานได้ไม่ยาก เพราะมีทั้งชนิดอบแห้ง หรือแบบผลไม้สดให้เลือกทานตามใจชอบ จึงอยากแนะนำให้คุณแม่ท้องลองหามาทานกันค่ะ เพราะไม่มีคอเลสเตอรอล   เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ได้แก่ วิตามิน A, วิตามิน B1, วิตามิน B2, วิตามิน B6, วิตามิน K, แคลเซียม, ซัลเฟอร์, เหล็ก, โพแทสเซียม, ฟอสฟอรัส, แมงกานิส, แมกนีเซียม และน้ำมันโวลาไทล์ แถมยังมีไฟเบอร์ ที่ช่วยในการลดอาการท้องผูกในระหว่างตั้งครรภ์ได้เป็นอย่างดี

แม่ท้องกับประโยชน์ที่จะได้รับจากอินทผลัม

เชื่อกันว่าการรับประทานอินทผลัมจะช่วยสร้างความแข็ง แรงของกล้ามเนื้อมดลูก ช่วยให้การบีบตัวของมดลูกในช่วงการคลอดได้ดี และยังช่วยลดอาการตกเลือดหลังจากคลอดลูกได้อีกด้วย สำหรับคุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ การรับประทานอินทผลัมจะช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้า นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มสารอาหารสำคัญในน้ำนมแม่ ซึ่งสารอาหารที่ได้จากอินทผาลัมเมื่อลูกทานนมแม่จะช่วยในเรื่องภุมิคุ้มกัน ในร่างกาย ทำให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรง

อินทผลัมกับเดือนรอมฎอน

ชาวมุสลิมถือว่าอินทผลัมนั้นเป็นผลไม้ที่พระผู้เป็น เจ้าประทานให้ เนื่องจากในคัมภีร์อัลกุรอานได้มีการบันทึกเกี่ยวกับอินทผลัมอยู่หลายครั้ง ซึ่งชาวมุสลิมจะเก็บอินทผลัมสดไว้รับประทานในช่วงเดือนถือศีลอด(เดือนรอม ฎอน) เนื่องจากในคัมภีร์อัลกุรอานได้บัญญัติไว้ว่าสามารถละศีลอดด้วยการกินอินทผา ลัมแทนการดื่มน้ำได้

แม่ท้องกับประโยชน์ที่จะได้รับจากอินทผลัม

ประโยชน์อื่นๆ ที่ได้จากการทานอินทผลัม

  • ช่วยบำรุงกระดูก และฟันให้แข็งแรง ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน
  • ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดในสมองได้มากถึง 40% เพราะมีโพแทสเซียมสูง
  • ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ (สาเหตุจากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ และความดันโลหิตต่ำ)
  • ช่วยแก้กระหาย แก้อาการเจ็บคอ ช่วยในเรื่องระบบประสาท ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และความดันโลหิตสูง
  • ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ อินทผลัมจะมีสารฟีลกูลีน จึงช่วยบำรุงการหลั่งน้ำเชื้อของผู้ชายได้ดี

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

1.ปลา

ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่าการกินปลานั้นจะทำให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่ดี และไขมันที่สามารถย่อยได้ง่าย สำหรับคนที่ไม่ชอบกินเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ ก็ควรกินปลาแทนเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ เลือกกินปลาทะเลน้ำลึกที่มีโอเมก้า3 เป็นประจำจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลภายในร่างกายให้คงที่ จึงทำให้อาการปวดหัวลดลงไปได้มากเลยล่ะ แถมยังช่วยบรรเทาอาการไมเกรนอีกด้วยนะ

2.กล้วย

ในกล้วยจะมีโพแทสเซียมอยู่เยอะ ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายต้องการ โพแทสเซียมจะเป็นตัวช่วยปรับสมดุลภายในร่างกาย ช่วยลดความเครียดและช่วยบรรเทาอาการปวดหัวที่เกิดจากความเครียดได้เป็นอย่าง ดี เพราะฉะนั้นในการทำงานระหว่างวันก็อาจจะกินกล้วยเข้าไปสัก 1 ผล เป็นอาหารว่าง นอกจากจะช่วยให้อิ่มท้องได้แล้ว ยังทำให้อาการปวดหัวลดลงได้ด้วย รู้อย่างนี้แล้วต้องหากล้วยมาไว้กินบ้างแล้วนะ

3.ขิง

ขิงเป็นพืชผักสวนครัวที่มีประโยชน์มากมาย ช่วยแก้ไมเกรน ช่วยให้เลือดลมภายในร่างกายไหลเวียนได้ดี ทำให้ผ่อนคลาย จึงเหมาะที่จะนำมากินเพื่อลดอาการปวดหัวมากเลยล่ะ ยิ่งถ้าได้กินเป็นประจำจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรงและป้องกันการปวดหัวได้อย่าง ดีเยี่ยมเลยล่ะ


4.ผักใบเขียวเข้ม

ในผักใบเขียวเข้มอย่างพวกคะน้า ผักบุ้ง ผักแขนง จะมีสารคลอโรฟิลล์ที่ช่วยล้างพิษภายในร่างกาย ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น อาการปวดจึงลดลงได้นั่นเอง นอกจากนี้ผักใบเขียวยังมีส่วนช่วยในการบำรุงผิวพรรณด้วยนะ

5.ข้าวโพด

การกินข้าวโพดเป็นประจำจะช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ได้ เพราะในข้าวโพดมีวิตามินบี 3 หรือสารไนอะซินอยู่สูง ลองซื้อข้าวโพดมาต้มกินเป็นประจำดูสิ นอกจากอร่อยแล้วสุขภาพของคุณยังดีขึ้นอีกด้วยนะคะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

          หลังวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า ถ้าอยากให้ร่างกายสดชื่น หายจากความเหนื่อยล้า อาหารเช้า 8 ชนิดนี้นี่แหละที่ตอบโจทย์

          ไม่ว่าคุณจะวิ่งออกกำลังกายเพื่อฟิตสุขภาพ หรืออยากวิ่งลดน้ำหนัก หากคุณเลือกที่จะวิ่งตอนเช้า แน่นอนว่าหลังวิ่งออกกำลังกาย ร่างกายก็คงต้องการอาหารเช้ามา เติมพลัง และเพื่อแทนที่เหงื่อที่เสียไป แต่ครั้นจะกินอะไรตามใจปากก็ใช่ที่ ในเมื่อเราอุตส่าห์ปลุกตัวเองให้ตื่นแต่เช้ามาวิ่งออกกำลังกายกันแล้ว สิ่งที่ควรทำให้ตัวเองรู้สึกมีพลังและสดชื่นไปตลอดวันอีกอย่างก็คือการเลือก กินอาหารหลังออกกำลังกาย

          ซึ่งสำหรับคนที่วิ่งออกกำลังกายตอนเช้า เราก็มี 8 อาหารเพิ่มพลังเตรียมไว้ให้คุณกินเป็นอาหารเช้า ที่นอกจากจะช่วยปลุกให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าไปตลอดทั้งวันแล้ว อาหารเหล่านี้ยังช่วยเพิ่มความฟิตให้ร่างกายได้เกินร้อยอีกด้วย

อกไก่ ข้าวกล้อง


1. อกไก่+ข้าวกล้อง
   
          อกไก่เป็นแหล่งโปรตีนชั้นเยี่ยม แถมเป็นอาหารแคลอรีต่ำ เหมาะสำหรับกินเพิ่มพลังเป็นอาหารเช้า โดยอาจนึ่งหรือต้มอกไก่ไว้ก่อนที่จะไปวิ่งออกกำลังกาย เมื่อวิ่งเสร็จแล้วก็นำอกไก่มาอุ่นให้ร้อนอีกสักนิด กินคู่กับข้าวกล้องถ้วยเล็ก ๆ โปรตีนจากอกไก่ รวมทั้งคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนและวิตามินบีจากข้าวกล้องจะช่วยให้คุณรู้สึก อิ่มท้องได้นานถึงเที่ยง อีกทั้งการรับประทานมื้อเช้าที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารอย่างนี้ยังจะ ช่วยปลุกความสดชื่นให้คุณได้ตลอดทั้งวันเลยด้วย

ผักสด ไข่ต้ม


2. ผักสด+ไข่ต้ม

          ผักเป็นตัวเลือกที่ดีในการปลุกความสดชื่นให้ร่างกาย เพราะมีวิตามิน เกลือแร่ สารต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้งยังมีไฟเบอร์ในปริมาณมาก ยิ่งหากกินคู่กับไข่ต้มสักฟอง โปรตีนจากไข่ต้มก็จะช่วยให้รู้สึกอิ่มอยู่ท้องมากขึ้น ที่สำคัญโปรตีนในไข่ต้มยังจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้เราได้อีกทาง

แซลมอน หน่อไม้ฝรั่ง


3. แซลมอน+หน่อไม้ฝรั่ง
   
          แซลมอนเปี่ยมไปด้วยโอเมก้า 3 และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยเติมพลังงานให้ร่างกายตื่นจากความอ่อนล้าหลังวิ่งออกกำลังกายได้ อย่างรวดเร็ว โดยอาหารเช้าจากปลาแซลมอนก็สามารถทำได้ทั้งเมนูย่าง และเมนูนึ่ง อร่อยคู่กับหน่อไม้ฝรั่งต้มอีกสักนิดก็จะได้ไฟเบอร์ วิตามิน และเกลือแร่ทดแทนจำนวนเดิมที่หายไปพร้อมกับการเรียกเหงื่อในยามเช้า

 กล้วย


4. กล้วย
   
          กล้วยมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่จำเป็นต่อร่างกายของนักวิ่ง เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานทดแทนในส่วนที่เราสูญเสียไปเมื่อตอนที่วิ่งออก กำลังกาย อีกทั้งกล้วยยังเปี่ยมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ และแร่ธาตุหลากหลายชนิด ทั้งยังมีส่วนเพิ่มความอึดให้กับนักวิ่งได้อีกต่างหาก แต่ถ้าใครยังคงไม่แน่ใจว่ากินกล้วยตอนเช้าดีหรือไม่ เรามีข้อมูลดี ๆ มาตอบข้อสงสัยอยู่ด้านล่างนี้

          - กินกล้วยตอนเช้า ประโยชน์น่าว้าวหรืออันตราย

ผลไม้


5. ผลไม้
   
          ผลไม้มีรสหวาน มีวิตามิน เกลือแร่ และยังมีน้ำเป็นส่วนประกอบ ดังนั้นหลังวิ่งตอนเช้าเสร็จใหม่ ๆ ผลไม้อย่างส้ม แอปเปิล เกรปฟรุต องุ่น และกีวี จึงช่วยให้ความสดชื่นแก่ร่างกายได้โดยทันที และยังช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดได้ อีกทั้งผลไม้เหล่านี้ยังให้สารต้านอนุมูลอิสระแก่ร่างกายเราอีกด้วยค่ะ

          ทว่าเพื่อสุขภาพที่ดีและการลดน้ำหนักอย่างได้ผลก็ควรกินผลไม้สด ๆ ไม่จิ้มน้ำตาล หรือเป็นผลไม้แปรรูปใด ๆ

ข้าวโอ๊ต


6. ข้าวโอ๊ต
   
          ข้าวโอ๊ตก็เป็นอาหารที่ดีสำหรับนักวิ่งทุกคน เพราะอุดมไปด้วยโปรตีน ไฟเบอร์ และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ที่จะทำให้คุณอิ่มอยู่ท้องแบบไม่อึดอัดจนเกินไป อีกทั้งไฟเบอร์ในข้าวโอ๊ตยังสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายของเราได้ ด้วยนะคะ ดังนั้นใครที่กำลังอยู่ในช่วงวิ่งลดน้ำหนัก ข้าวโอ๊ตก็เป็นเมนูแนะนำเลย

กรีกโยเกิร์ต


7. กรีกโยเกิร์ต
   
          นี่แหละแหล่งโปรตีนชั้นดีที่คู่ควรกับผู้ที่วิ่งออกกำลังกาย เพราะโปรตีนในกรีกโยเกิร์ตไม่เพียงช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มท้องขึ้นเท่านั้น แต่ยังจะช่วยสนับสนุนการสร้างกล้ามเนื้อ กระตุ้นระบบเผาผลาญ ทำให้เบิร์นแคลอรีได้มากขึ้นอีกต่างหาก

อัลมอนด์


8. อัลมอนด์

          หลายคนรู้ประโยชน์ของอัลมอนด์ว่ามีส่วนช่วยบำรุงหัวใจ ลดคอเลสเตอรอลที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด แต่นอกจากสรรพคุณเหล่านี้แล้วอัลมอนด์ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งมีส่วนช่วยร่างกายจัดการกับระดับไขมันในเลือด รวมทั้งในอัลมอนด์ยังมีวิตามินและสารอาหารที่ช่วยกระตุ้นพลังงานในร่างกาย เราด้วยนะคะ และถ้าจะให้ดีก็ควรกินอัลมอนด์คู่กับคอร์นเฟล็กหรือจะดื่มนมคู่กันไปด้วยก็ ได้

          วิ่งออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพดีทั้งที ก็อย่าลืมใส่ใจเรื่องอาหารการกินกันด้วย โดยเฉพาะอาหารเช้าเหล่านี้นะคะ :)


 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

เรามักคุ้นชินกับการปลูกฝังที่ว่า “ต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่” และในหมู่นั้น ๆ ต้องเลือกทานให้หลากหลาย จนหลงลืมไปว่ายังมีสารอาหารอีกหนึ่งชนิดที่ดีต่อสมองเจ้าตัวเล็กไม่น้อย เรากำลังพูดถึงคือ “ธาตุเหล็ก” สารอาหารคุณภาพที่คุณแม่หลายคนมองข้าม

ธาตุเหล็ก สารอาหารดีต่อสมองที่เจ้าตัวเล็กขาดไม่ได้ เพราะธาตุเหล็กมีหน้าที่คอยดูแลทักษะด้านการรับรู้และการเรียนรู้ของเด็ก ๆ  หากลูกขาดธาตุเหล็ก จะส่งผลต่อการเรียนรู้ทำให้สมองพัฒนาได้ไม่เต็มที่


ธาตุเหล็ก VS สมองลูก

ธาตุเหล็กทำหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโต ช่วยลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะสมองที่ช่วยให้ทำงานดีขึ้น


5 สัญญาณเตือนลูกขาด “ธาตุเหล็ก”

1.ผิวซีดผิดปกติ ผิวพรรณซีดเซียวอาจเกิดจากการไหลเวียนโลหิตลดลงบวกกับเม็ดเลือดแดงลดลง
2.เล็บเปราะบาง เล็บมีลักษณะเว้าหรือบุ๋มเป็นรูปก้นช้อนชี้ว่าลูกกำลังขาดธาตุเหล็ก
3.ไม่มีสมาธิ การสังเคราะห์สื่อสารประสาทผิดปกติ ทำให้ไม่มีสมาธิในการเรียนรู้
4.หายใจลำบาก เลือดที่มีธาตุเหล็กไม่พอทำให้ร่างกายต้องการออกซิเจนมากขึ้น
5.เหนื่อยล้าง่าย การได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ ทำให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวไม่ดีเท่าที่ควร

***คุณแม่ต้องหาตัวช่วยเสริมสร้างสมองลูกกันหน่อยแล้ว


สมองดีด้วยอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง

  • ธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์ ทั้งหมู ไก่ กุ้ง หอยชนิดต่างๆ ปลา ไข่ ตับ
  • ธาตุเหล็กจากพืช ได้แก่ ถั่วชนิดต่างๆ ลูกเดือย งา พริกหวาน พริกยักษ์ ยอดกระถิน ดอกโสน ต้นหอม มะเขือพวง ใบขี้เหล็ก มะเขือเทศ ผักกาดหอม ฟักทอง มันเทศ เผือก และลูกพรุน
  • วิตามินอาหารเสริมตัวช่วยเสริมพลังธาตุเหล็กให้สมองลูก ถ้าลูกเรากินอาหารข้างต้นไม่เก่ง หรือกินได้น้อย คุณแม่อาจจะเสริมธาตุเหล็กให้ลูกได้ด้วยวิตามินเสริมอาหาร ที่มีส่วนผสมของธาตุเหล็ก และวิตามินเกลือแร่ครบถ้วน ร่วมกับการทานอาหารมื้อหลัก เพื่อให้ลูกได้ธาตุเหล็กในปริมาณที่เพียงพอเหมาะสม นอกจากมีธาตุเหล็กคอยดูแลทักษะการเรียนรู้แล้ว ยังได้ระบบขับถ่ายที่ดี สุขภาพฟันและกระดูกแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันมากขึ้น เท่านี้ การเป็นอัจฉริยะตัวน้อยก็อยู่แค่เอื้อมแล้วล่ะค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

มาแนะนำพืชผักสำหรับคุณแม่หลังคลอดที่ควรกิน เพราะนอกจากประโยชน์ดีๆ จากการกินผักแล้ว ยังช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนม ดีทั้งกับคุณแม่และลูกน้อยจริงๆ ค่ะ  


 

 

หัวปลี

ผักสวนครัวโบราณที่มีสารอาหารดีๆ อยู่มาก เช่น ใยอาหารที่ดีต่อการขับถ่าย แคลเซียม ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก ที่ช่วยเพิ่มน้ำนมได้ดี เป็นเมนูน่ากินก็ได้ เช่น แกงเลียง ยำหัวปลี  ต้มข่าไก่ใส่หัวปลี หรือต้มจิ้มกับน้ำพริก 


 

 

ขิง

เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน ช่วยขับเหงื่อ ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ และยังช่วยให้เจริญอาหาร บรรเทาอาการหวัด ช่วยสมานแผล และสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย ล้วนดีกับแม่หลังคลอด จะลองทำหรือมองหาเมนูง่ายๆ เช่น มันต้มขิง บัวลอยนำ้ขิง ปลาผัดขิง มาชิมก็ได้ค่ะ 


 

 

ใบกระเพรา

เรียกว่าคุ้นเคยกันดี มีอยู่ในครัวแทบทุกบ้าน เป็นผักที่มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง โดยเฉพาะสรรพคุณทางยา ที่ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม และยังช่วยเพิ่มน้ำนมให้กับคุณแม่หลังคลอด  


 

 

 

ฟักทอง

ผักสีเหลืองที่อุดมด้วยสารอาหารที่ดีต่อร่างกาย เช่น วิตามินเอ ฟอสฟอรัส และเบต้าแคโรทีน รวมถึงใยอาหารที่ดีต่อระบบการย่อย และยังเป็นหนึ่งผักที่แนะนำให้แม่หลังคลอดควรได้กิน แกงเลียง ฟักทองนึ่ง ฟักทองผัดไข่ แกงบวดฟักทอง 


 

 

กุยช่าย

พบเห็นบ่อยๆ ในเมนูผัดไท ขนมกุยช่าย บางคนเรียกว่า ผักไม้กวาด ส่วนทางภาคอีกสานจะเรียกว่า ผักแป้น เป็นผักที่มีฟอสฟอรัสสูง จึงช่วยบำรุงกระดูกได้ดี นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการฟกช้ำ อาการปัสสาวะกระปริดกระปอย ทั้งต้นและใบยังช่วยบำรุงน้ำนมด้วยค่ะ.


 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

บอกลาการป้อนข้าวแบบเหนื่อยแสนเหนื่อย ด้วยไอเดียวิธีป้อนข้าวที่จะทำให้ลูกกินได้กินดี เพราะลูกน้อยช่วงวัย 6 เดือนขึ้นไป ถือว่าเป็นช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการด้านการกิน พ่อแม่จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้อาหารมื้อนี้มีแต่ความสนุก และเป็นมื้อที่เจ้าตัวเล็กรอคอย ด้วยเทคนิคง่ายๆ ดังนี้

1. จากคำเล็ก ไปคำโต โต...เริ่ม จากการป้อนทีละนิดๆ คำเล็กๆ เพื่อให้ลูกได้ฝึกการใช้กล้ามเนื้อช่องปากในการบดอาหาร และการกลืน เมื่อลูกเริ่มคุ้นเคยก็ค่อยๆ เพิ่มปริมาณเป็นคำโตขึ้น และเพิ่มจำนวนครั้งในการป้อนมากขึ้น เช่น จาก 5-6 ช้อน เป็น 10-12 ช้อน ตามลำดับ ในระหว่างที่ลูกกิน พ่อแม่อาจจะทำท่าเคี้ยว หรือกินไปพร้อมๆ กับลูก เพื่อเป็นตัวอย่างให้ลูกในเรื่องของการบดเคี้ยวอาหารได้

Idea...แม้ลูก จะยังเล็ก การที่พ่อแม่กิน หรือเคี้ยวให้ดู อย่าคิดว่าลูกไม่รู้เรื่องนะคะ ท่าทางต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นแบบอย่างและมีผลต่อพัฒนาการด้านการกินของลูกน้อยได้

2. บรรยากาศแห่งความสนุก...จัด บรรยากาศการกินให้เป็นเรื่องสนุก ควรเป็นที่โล่ง เย็นสบาย ไม่ร้อนอบอ้าวจนเกินไป ที่สำคัญไม่ควรมีทีวี เกม หรือของเล่นอยู่ในบริเวณที่กินข้าว เพราะอาจเบี่ยงเบนความสนใจของลูกได้ และไม่ควรคุยเรื่องเครียดๆ ขณะป้อนข้าวลูก

สำหรับลูกที่เริ่มนั่งได้แล้ว อาจให้นั่งบนเก้าอี้สำหรับเด็ก หรือเก้าอี้หัดนั่ง และกินข้าวร่วมกับพ่อแม่ โดยพ่อแม่คอยป้อนข้าวอยู่ข้างๆ และคอยพูดคุยหรือเล่านิทานเกี่ยวกับเรื่องการกินข้าวให้ฟังไปด้วยก็ได้ เพื่อสร้างสีสันในระหว่างการป้อนข้าว

Idea...การกิน อาหารร่วมกับพ่อแม่จะช่วยฝึกเรื่องการกินข้าวเองในอนาคต เพราะลูกจะคอยมอง และสังเกตมารยาทบนโต๊ะว่าเป็นอย่างไร ลูกจะนำมาเป็นแบบอย่างได้

3. ซ่อนผักใบเขียว... ถ้าเริ่มอาหารใหม่ๆ ที่ลูกไม่เคยกินมาก่อน เช่น ผักชนิดใหม่ ช่วงแรกอยากให้ใช้วิธีแทรกเข้าไปในอาหารที่ลูกคุ้นเคยก่อนสักระยะหนึ่ง เช่น หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ หรือใส่สีถนอมอาหารที่ปลอดภัย เป็นต้น เมื่อลูกเกิดความเคยชินกับอาหารนั้น แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้น

Idea...ครั้ง แรกที่ป้อน ถ้าลูกไม่กินเลย ถึงขั้นร้องงอแง อย่าท้อจนไม่ให้ลูกกินอีกเลย ให้ลองสัก 3-4 วัน แล้วลูกจะค่อยๆ เริ่มชิน จนในที่สุดเริ่มกินได้เอง เมื่อเขาโตขึ้นเขาก็จะเป็นเด็กที่กินผักได้

4. ใส่ถ้วยน้องหมี...ภาชนะ ที่มีลวดลายการ์ตูนสวยๆ ที่เด็กๆ ชอบ หรือมีสันสดใส ก็ช่วยดึงดูดใจเรื่องการกินของลูกได้เยอะ และให้เขาได้เลือกภาชนะใส่อาหารเองว่าวันนี้จะใช้ถ้วยลายไหน คราวนี้ต้องรีบให้คุณแม่ป้อนข้าวให้แหงๆ แต่ควรคำนึงถึงความปลอดภัย ภาชนะที่ใช้ควรทำจากวัสดุที่ปลอดภัย ไม่มีสารปนเปื้อน และไม่แตกง่ายด้วย

Idea...ลอง เปลี่ยนจากถ้วยชามพลาสติก มาเป็นถ้วยขนมปัง หรือฟักทอง มะเขือเทศดูบ้างที่เด็กๆ สามารถกินตัวภาชนะได้ด้วย ก็จะช่วยดึงดูดความสนใจเรื่องการกินได้มากขึ้น

5. เล่นทายซิ...อะไรอยู่ในถ้วย...จัด ลักษณะอาหารเป็นรูปแบบต่างๆ เช่น นำข้าวใส่รูปพิมพ์เป็นรูปหมี รูปดาว รูปหัวใจ และคุณแม่อาจจะเล่าเรื่องราวประกอบ ให้กินหู กินจมูก กินดาวเลย จะทำให้ลูกเกิดความสนใจ หรือจิ้มกินเองได้

Idea...อาจทำ เป็นอาหารที่สามารถหยิบกินเป็นชิ้นๆ หรือเป็นคำๆ ได้ โดยให้มีรูปแบบเป็นตัวการ์ตูนน่ารักๆ ก็จะช่วยให้มื้อนั้นเป็นมื้อที่อร่อยของเจ้าตัวเล็กอีกหนึ่งมื้อเลย

6. ช่วยทำอาหาร อยากกินจัง...เด็ก ช่วงวัยขวบปีแรก ถึงแม้เขาจะยังหยิบจับอะไรได้ไม่มากนัก แต่การมีส่วนร่วมในการเข้าครัวมาดูมาฟังการทำอาหาร เวลาที่คุณแม่ทำอาหาร แล้วก็เล่าวิธีการทำให้ลูกฟังไปด้วย ลูกจะเกิดการเรียนรู้เรื่องของการกินได้ไม่ยากเลย

Idea...สำหรับ ลูกน้อยที่เริ่มหยิบจับได้แล้ว ลองให้ช่วยทำอาหารง่ายๆ เช่น ทาแยมบนขนมปังหน้าตุ๊กตา โดยคุณแม่ช่วยจับมือทา แล้วลองให้เขาทำเอง เสร็จแล้วก็กินด้วยกัน

7. อย่าบังคับหนูกินนะ...สำหรับ เด็กที่เริ่มกินอาหารเสริม และมีพัฒนาการการกินที่ดีขึ้นจากช่วงแรกกิน 2-3 คำก็เป็น 5-6 คำ จนถึงครึ่งถ้วย อย่างนี้ต้องชื่นชมลูก สิ่งสำคัญถ้าลูกกินได้ไม่กี่คำแล้วไม่กินต่อ อย่าตำหนิ อย่าดุ หรือคะยั้นคะยอให้กินจนหมดถ้วย และไม่ควรบังคับลูก เพราะอาจกลายเป็นความทรงจำที่เลวร้าย ส่งผลให้เป็นคนกินยากได้

Idea...การ บังคับเรื่องการกิน ลูกอาจจะเกิดความรู้สึกอยากเอาชนะ คราวหน้าเรื่องกินก็จะกลายเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นจึงควรเริ่มทีละน้อย แล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณ หรือสังเกตว่าพอหมดแค่นี้ แล้วลูกมีท่าทีอยากจะกินอีก ก็ค่อยเพิ่มปริมาณ

ในช่วงขวบปีแรก ถ้าลูกยังกินอาหารได้น้อย แต่ดูสดใสร่าเริง เล่นได้ตามปกติ มีพัฒนาการที่ดี อย่างนี้ไม่ขาดอาหารแน่นอน ไม่ต้องกังวลนะคะ หรือลองนำวิธีง่ายๆ เหล่านี้ไปเริ่มใช้ดู ก็จะช่วยให้เรื่องการกินของลูกง่ายมากขึ้นค่ะ.




ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

Page 1 of 2