Are you looking for the best website template for your web project? Look no further as you are already in the right place! WebSite BIGtheme.NET In our website templates section you will find tons of beautiful designs - for any kind of business and of any style. You are in a unique place - join us today
ครูวรรณ

ครูวรรณ

Website URL: http://www.kruone.com

เพราะ ผู้ใหญ่เรามักคิดว่าเด็กๆ ไม่มีทางเกิดเจ็บป่วยทางใจได้..ก็เป็นเด็กอยู่ จิตใจจะถูกกระทบจนไม่สบาย หรือเป็นปัญหาได้อย่างไร เห็นวันๆ เอาแต่เล่นน่ะไม่ว่า..ถ้าคุณยังคิดเช่นนี้อยู่ต้องพึงระวังเลยค่ะ เพราะอาการจิตป่วย หรือสุขภาพจิตมีปัญหานั้น ไม่ว่าวัยไหนๆ ก็เป็นได้หมด ไม่เว้นแม้เด็กเล็กๆ ค่ะ

Lloyd Sederer, MD, medical director of New York State’s Office of Mental Health บอกว่าเด็กๆ จนถึงวัยรุ่น มีอารมณ์ขึ้นลงได้กันทุกคนค่ะ อาจเพราะทำคะแนนสอบได้ไม่ดี เข้ากลุ่มกับเพื่อนไม่ได้ หรือไม่ได้ในสิ่งที่คาดหวัง แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นลูกๆ มีพฤติกรรมต่างออกไปจากทุกครั้งที่เจอปัญหาดังกล่าว ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ แถมยังคงอาการหรือแสดงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปนี้นานมากกว่า 2 สัปดาห์ล่ะก็ ให้คิดเลยค่ะว่าลูกของเราคงไม่ใช่มีอารมณ์ขึ้นลงตามปกติแล้ว จิตใจลูกกำลังมีปัญหาเข้าแล้วแน่ๆ Lloyd แนะนำให้พ่อแม่ต้องคอยสังเกตพฤติกรรม การแสดงออกของลูกดังต่อไปนี้ แล้วจดบันทึกอย่างละเอียด เพื่อว่าเมื่อพาลูกไปพบผู้เชี่ยวชาญ หรือจิตแพทย์โดยเฉพาะ จะมีข้อมูลสำหรับการรักษาดูแลได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมค่ะ

1.การกินเปลี่ยน กิน มากไป น้อยไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด กินอาหารแปลกๆ ที่ปกติไม่เคยกิน แอบกินหรือไม่ยอมกินร่วมกับคนอื่น ส่วนน้ำหนักตัวนั้นอาจลดหรือเพิ่ม หรือไม่ผิดปกติก็ได้ แต่เห็นได้จากพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไปจากปกติที่เคยค่ะ

2.การนอนเปลี่ยน อาจนอนมากขึ้น หรือนอนน้อยลง ทั้งตอนกลางวันหรือยามกลางคืน รวมทั้งนอนยาก ไม่นอนเลย ซึ่งแตกต่างจากปกติที่เคยนอน

3.สุขอนามัยส่วนตัวเปลี่ยน อยู่ ดีๆ ก็เลิกอาบน้ำ หรือทำความสะอาดร่างกายน้อยลง ไม่ใส่ใจดูแลความสะอาดร่างกาย ปล่อยให้ร่างกายสกปรก ใส่เสื้อผ้าซ้ำๆ ไม่ซักไม่ทำความสะอาดเสื้อผ้า ปล่อยผมเผ้าให้รกรุงรัง กระเซอะกระเซิง ไม่ดูแลห้องนอนตัวเอง เป็นต้น

4.กิจกรรมที่ทำเปลี่ยน ลุก ขึ้นทำอะไรที่แปลกไปจากเดิม โหมทำ หรือไม่ทำอะไรเลย อยู่นิ่งๆ ไม่เคลื่อนไหว ดูเหมือนไม่สนใจอะไร แม้แต่กิจกรรมที่เคยชอบก็ไม่สนใจ หรือไยดี ซึ่งพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปเช่นนี้อาจทำให้ลูกมีน้ำหนักลดลง ผอมลงจนเห็นได้ชัดได้

5.พฤติกรรมเปลี่ยน ทุก พฤติกรรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมของลูก เช่น หมกตัวอยู่แต่ในห้องของตน  อยู่แต่ในบ้าน ไม่ออกไปไหนเหมือนเคย แสดงออกหมือนมีอะไรครอบงำจิตใจอยู่ เหมือนอยู่ในภวังค์ พูดคุยกับตัวเอง แสดงพฤติกรรมแปลกๆ ผิดปกติจากคนทั่วไป เช่น ใส่เสื้อผ้าหลายชั้นทั้งที่อากาศร้อน หรือปิดประตูหน้าต่างทุกบานตอนกลางวัน แม้อากาศจะร้อนอบอ้าวก็ตาม

6.สัมพันธภาพทางสังคมเปลี่ยน ไม่ มีเวลาให้กับครอบครัว ไม่ใส่ใจครอบครัว หรือเพื่อน ไม่สนใจเสียงโทรศัพท์ดัง หรือเลิกโทรศัพท์ติดต่อกับคนอื่น หรือเพื่อนสนิท เลิกเที่ยวกับเพื่อน เลิกออกนอกบ้าน หรือแม้แต่ไม่ยอมไปโรงเรียน เลิกติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่นๆ แม้แต่คนในครอบครัว   

7.อารมณ์เปลี่ยน มัก แสดงอารมณ์เศร้า ร้องไห้ ไม่ใยดีต่อความชื่นบานของสิ่งรอบตัว ไร้อารมณ์รื่นรมย์ มีท่าทางวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลา ก้าวร้าวง่าย เร่งรีบฉุกละหุก รอคอยไม่เป็น

8.ความคิดเปลี่ยน พูด รัวเร็ว หรือช้าผิดปกติ ตัดสินใจไม่ได้แม้สิ่งง่ายๆ เรื่องง่ายๆ รู้สึกผิดตลอดเวลาในทุกเรื่องที่คิด คิดและแสดงความคิดแบบไร้สาระ ดูไม่มีเหตุไม่มีผล รู้สึกไม่พอใจ หรือสับสนอยู่เสมอ พูดหรือแสดงออกแบบกลับไปกลับมา รวมทั้งแสดงออกแบบแปลกๆ เช่น จ้องมุมห้องเปล่าๆ ตลอดเวลา เป็นต้น

 

ทั้ง 8 พฤติกรรมเปลี่ยนไปของลูกที่แสดงออกมานานเกิน 2 อาทิตย์ดังกล่าว แสดงว่าลูกมีปัญหาทางใจแน่ๆ ค่ะ ต้องจดรายละเอียดและพาลูกไปพบแพทย์ เพื่อดูแล แก้ไข และรักษาอย่างถูกต้องต่อไป อย่าง ไรก็ตาม ในเรื่องอารมณ์ของเด็กๆ นั้น Gerald Newmark, Ph.D  ผู้เขียนหนังสือ How to Raise Emotionally Healthy Children ที่เชื่อว่าอารมณ์ของคนเราคือพื้นฐานของทุกสิ่งทุกอย่าง และเห็นว่าพ่อแม่สามารถช่วยส่งเสริมให้ลูกมีสุขภาพจิตที่ดีได้ ด้วยการปฏิบัติดังนี้

1. พูดคุยและถามเพื่อให้ลูกแสดงความคิดเห็นว่าถ้าเขาเป็นพ่อหรือแม่ เขาคิดอย่างไร และจะปฏิบัติอย่างไรในเรื่องนั้นๆ วิธี นี้จะช่วยให้คุณรู้ว่าลูกมีความคิดเห็นอย่างไรต่อเรื่องต่างๆ หรือต่อเรื่องที่คุณคิดไว้ เหมือนเป็นการโยนหินถามทาง ที่ทำให้ทั้งคุณและลูกได้เปิดใจพูดคุย แสดงเหตุผลต่อกัน ในเรื่องต่างๆ และได้รับรู้อารมณ์ความรู้สึกของลูกด้วยว่าเป็นอย่างไรต่อเรื่องนั้นๆ ซึ่งจะช่วยให้ทั้งคุณและลูกรับมือกันและกันอย่างเข้าใจกันได้

2. เคารพในตัวตนของลูก ความ รู้สึกของเด็กๆ เป็นอย่างไร มักเป็นผลมาจากปฏิกิริยาของพ่อแม่ที่แสดงออกค่ะ ดังนั้น หากครั้งหน้าที่ลูกเรียกร้องคุณ ขณะที่คุณกำลังวุ่นกับการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ อย่าดุ หรือตีลูกนะคะ ให้บอกลูกตรงๆ ว่า..ตอนนี้แม่ยุ่งอยู่ ขอโทษนะจ๊ะที่แม่ทำให้ลูกตอนนี้ไม่ได้ อีก 15 นาทีนะ แล้วแม่จะทำให้..การบอกเช่นนี้จะทำให้ลูกรู้ว่าแม่ยังคงสนใจเขา เพียงแต่ยังทำให้ตอนนี้ไม่ได้เท่านั้น

3. จัดเวลาสนุกสำหรับครอบครัว แม้ แต่ลูกวัยรุ่นที่เริ่มมีความเป็นส่วนตัว ก็ยังคงต้องการเป็นส่วนหนึ่งของความสุขของครอบครัวค่ะ เพราะลูกยังต้องการเรียนรู้จากพ่อแม่ จากสิ่งที่พ่อแม่คิด ทำ และแสดงให้เห็น ดังนั้น  การไปดูหนังด้วยกัน เที่ยวด้วยกัน หรือทำกิจกรรมอะไรด้วยกันทั้งครอยครัว จึงเป็นเรื่องที่ลูกต้องการอย่างยิ่ง เพียงแต่ต้องเปิดโอกาสให้ลูกได้เป็นผู้เลือก หรือนำกิจกรรมนั้นๆ บ้างด้วย

4. ผูกสัมพันธ์ด้วยการพูดคุย เรื่อง นี้สำคัญที่สุดค่ะ เพราะทุกๆ ปฏิกิริยาที่แสดงออกมา คือโอกาสในการเรียนรู้กันและกันเพิ่มขึ้น เพียงแต่พ่อแม่ต้องรู้จักฟังลูกพูด เพราะการฟังลูกเท่ากับเรากำลังเคารพตัวตนของลูกอยู่ค่ะ ขณะที่ลูกก็จะรู้สึกว่าเขามีความสำคัญ พ่อแม่ฟังเขา แม้จะไม่เห็นด้วยก็ตาม

5.ส่งเสริมทัศนคติบวก เด็กๆ ต้องการการยอมรับและเห็นคุณค่า ดังนั้นถ้าลูกแสดงพฤติกรรมที่ไร้เหตุผลตามวัย การดุหรือตีไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น กลับยิ่งทำให้แย่ลง เพราะลูกจะยิ่งแสดงอารมณ์ หรือพฤติกรรมไม่พอใจแรงขึ้น วิธีแก้ที่ดีที่สุดคืออธิบายด้วยความใจเย็น และแสดงให้ลูกรู้ว่าคุณรักเขาเสมอ แม้จะไม่เห็นด้วย หรือไม่ยอมเขาอย่างไร การ ส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีให้กับเด็กๆ นั้น สิ่งสำคัญคือการมีปฏิยสัมพันธ์ต่อกันทั้งทางกาย วาจา และใจค่ะ ต้องเต็มไปด้วยความรัก เคารพ และเห็นคุณค่าในกันและกัน สิ่งเหล่านี้จะทำให้จิตใจเด็กมั่นคง พร้อมเติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพทางใจต่อไป  


ศัพท์สมอง

Mania

คือความผิดปกติทางใจ  โดยเมื่อเจอสิ่งเร้าจะแสดงออกมากเกินปกติ รู้สึกตื่นเต้น ดีใจ เสียใจ มากเกินปกติไปหมด  คิดอะไร ทำอะไรก็ล้นเกินไปหมดเช่นกัน.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

เมื่อคุณแม่ตั้งท้องได้ 5 เดือนลูกน้อยในท้องสามารถฟังเสียงต่างๆ ภายนอกได้บ้างแล้ว อาจจะยังไม่สมบูรณ์นัก เพราะยังมีการพัฒนาระบบการได้ยินอยู่เรื่อยๆ และเสียงที่ได้ยินจะแตกต่างจากเสียงจริง เพราะลูกต้องฟังเสียงผ่านน้ำคร่ำที่ลูกลอยตัวอย่างอยู่นั่นเอง ดังนั้นลูกจึงได้ยินเสียงคุณแม่ชัดกว่าเสียงคุณพ่อ เพราะโดยธรรมชาติ เสียงผู้หญิงสูงกว่าเสียงผู้ชาย ทำให้ความถี่ที่ส่งผ่านเข้าไปชัดกว่านั่นเอง 

 

แม่ คือ โลกของลูก 

ขณะที่ลูกอยู่ในท้องคุณแม่นั้น แม่ก็คือโลกของลูก เมื่อแม่อยู่ในอารมณ์ใด ร่างกายก็มีการสร้างสารเคมีของอารมณ์นั้นๆ เข้าสู่กระแสเลือด เช่น ถ้าคุณแม่โกรธ ร่างกายหลั่งสารอะดรีนาลิน แต่ถ้าร่างกายกำลังมีความสุข สบายใจ สดชื่น ร่างกายหลั่งสารเอ็นโดฟิน เมื่อสารเหล่านี้วิ่งไปตามกระแสเลือด ย่อมต้องส่งผ่านรกไปสู่ลูกน้อยด้วยเช่นกัน 

ฉะนั้นถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มักเครียด มีอารมณ์โกรธ หงุดหงิด ความวิตกกังวล ลูกน้อยก็ต้องเผชิญภาวะเดียวกับคุณแม่ ถ้าเป็นแค่ชั่วพักเดียว จะไม่มีผลอะไรกับลูก แต่ถ้าได้รับติดต่อกันนานๆ อาจทำให้ลูกและตัวคุณเองมีความผิดปกติได้ เช่น คลอดก่อนกำหนด ปวดท้องหลังคลอด ลูกน้ำหนักแรกคลอดน้อย เป็นเด็กเลี้ยงยากหลังคลอด  

 

สร้างสุขด้วยเสียงดนตรี

มีงานวิจัยมากมายหลายชิ้นเกี่ยวกับเสียงดนตรี ที่นอกจากจะสร้างความสุขเมื่อได้ฟังโดยปกติแล้ว ยังมีศาสตร์ที่เรียกว่า ดนตรีบำบัด (Music Therapy) คือ การนำเสียงดนตรีที่มีความเหมาะสมมาช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บ  ทั้งโรคทางกาย และโรคทางจิตเวช เพราะดนตรีมีส่วนช่วยกระตุ้นการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต ระบบและจังหวะการหายใจ การประสานของกล้ามเนื้อ การตอบสนองของม่านตา ผิวหนัง และภูมิต้านทานโรค

และงานวิจัยที่เกี่ยวพันกับคุณแม่ตั้งครรภ์จำนวนมาก ได้ยืนยันออกมาแล้วว่า เสียงดนตรีทำให้กิ่งก้านสาขาของเส้นใยประสาทในสมองลูกน้อย แตกตัวมากขึ้น ซึ่งลูกน้อยในท้อง – 3 ขวบ เป็นช่วงที่สมองพัฒนาอย่างรวดเร็วมากที่สุด คุณแม่จึงไม่ควรปล่อยโอกาสเดียวในชีวิตของลูกน้อยให้ผ่านไปได้ 

 

ดนตรีแบบไหนดีกับแม่ตั้งท้อง

  • เสียงเพลง หรือเสียงดนตรี สารทำให้เกิดการผ่อนคลาย หรือกระตุ้นให้เกิดความกระฉับกระเฉง รวมทั้งความเครียด ล้า ก็ได้ ขึ้นอยู่กับจังหวะของเพลง และช่วงเวลาการฟัง
  • ดนตรีที่ดี ถ้าตอบโดยกว้างๆ ก็คือ ดนตรีที่มีความละเอียด ละเมียดละไม ฟังแล้วรื่นหู มีชีวิตชีวา เช่น เสียงเปียโน ไวโอลิน เมาท์ออแกน พิณ ขิม และเลียงธรรมชาติ เช่น เสียงน้ำไหล เสียงนกร้อง เสียงคลื่น
  • ถ้าเป็นดนตรีที่มีเสียงร้องด้วย เสียงร้องก็ต้องแจ่มใส ชัดเจน นุ่มนวล เนื้อเพลงมีความหมายดี ฟังแล้วช่วยทำให้เกิดจินตนาการที่ดี มีความสบายใจ ช่วยผ่อนคลายความเครียด 
  • เลือกฟังเพลงที่มีจังหวะปานกลาง (ลองฟังแล้วเปรียบเทียบกับจังหวะอัตราการเต้นของหัวใจในภาวะปกติ
  • เปิดเสียงไม่ดัง และไม่ฟังนานจนเกินไป เพราะการฟังเพลงเสียงดังทำให้ร่างกายเกิดความเครียด และล้าได้
  • ไม่ควรฟังเพลงพร้อมกับการทำงานที่ต้องใช้สมาธิ หรือต้องใช้ความคิด เพราะทำให้สมองทำงานมากขึ้น ทำให้ทำงานได้ไม่เต็มที่ 
  • ไม่ควรใช้หูฟังเพลงแบบติดหูนานเกินไป เพราะจะทำให้ประสาทหูเสื่อมเร็ว โดยเฉพาะเพลงที่มีเสียงสูงแหลม หรือจังหวะเร่งรีบ
  • ลองฟังเพลงให้หลากหลาย เช่น ดนตรีจากหลากหลายเชื้อชาติ เพลงจากรายการเพลงอื่นๆ บ้าง หรือหาโอกาสไปดู-ฟังการแสดงดนตรีสด (ไม่ใช่การแสดงคอนเสิร์ตแบบวัยรุ่นนะคะ

 

ทำไมเพลงคลาสสิกถึงดี

  • ดนตรีคลาสสิก มีเสียงดนตรีที่มีความละเอียด มีความสมบูรณ์ มีครบเครื่องชนิดดนตรี ครบทุกเสียง เพราะดนตรีคลาสสิกมาจากนักประพันธ์เพลง ผู้แต่ง ผู้เล่น และการบันทึกเสียงที่สมบูรณ์ มีฝีมือดี ดังนั้นจึงเป็นการเริ่มต้นฟังดนตรี ที่เรียกว่าดนตรีแท้ อย่างแท้จริงนั่นเอง 
  • คณแม่สามารถเลือกหาเพลงไทยเดิม เพลงพื้นบ้านทั้งของไทย ของต่างประเทศ เพลงแจ๊ส  เพลงป๊อป ก็ได้เช่นกัน 

 

ตัวอย่างเพลงที่แนะนำ

  • หมอแคนสมบัติ สิมหล้า เพลงเดี่ยวแคน ซึ่งเป็นดนตรีพื้นบ้านของทางภาคอีสาน
  • เพลงปี่จุ่ม เครื่องดนตรีของทางภาคเหนือ เช่น เพลงฤาษีหลงถ้ำ ปราสาทไหว ล่องแม่ปิง ล่องน่าน เป็นต้น
  • โยฮัน เซบาสเตียน บาค  (Johann Sebastian Bach)เพลงคลาสสิกของบาค มีความไพเราะครบทุกรส ฟังแล้วสร้างสรรค์จินตนาการได้ ฟังไม่เบื่อ
  • โวล์ฟกัง อมาเดอุส โมสาร์ท  (Wolfgang Amadeus Mozart) ส่วนใหญ่เราจะได้ยิน ว่าเป็นเพลงที่แนะนำให้ลูกฟัง เพราะมีการนำเพลงของโมสาร์ทมาวิจัย ว่าเสียงเพลงช่วงเสริมสร้างสมองได้จริง 
  • ไวโอลินคอนแชร์โต ของไชคอฟสกี้ เป็นนักประพันธ์เพลงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในรัสเชีย บทเพลงมีหลากหลายอารมณ์ มีเสน่ห์ 

 

ยังมีเพลงอีกมากมายที่ไม่ได้เอ่ยถึง คุณแม่อาจจะทดสอบโดยการฟัง และเทียบกับจังหวะการเต้นของหัวใจ (จังหวะเพลงจะพอดีกับจังหวะการเต้นของหัวใจ) ถ้าฟังแล้วสบายใจ ผ่อนคลาย ก็เลือกมาฟังได้ไม่จำกัดค่ะ.

 

ขขอขอบคุุณข้อมูลจาก :

Source

ใช่ว่าลูกเล็กจะไม่เข้าใจว่าคุณสื่อสารอะไรกับเขา และแม้ลูกจะยังไม่สามารถตอบกลับได้ แต่คุณก็ไม่ควรเป็นผู้สื่อสารอยู่เพียงฝ่ายเดียว แต่ควรรอดูปฏิกิริยาของลูก เพื่อให้คุณเข้าใจลูกมากขึ้น มาดูกันดีกว่าว่าคุณสื่อสารกับลูกได้อย่างไรบ้าง

1. ภาษาท่าทางและน้ำเสียง ท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยความรักจำเป็นมาก เพื่อให้ลูกรู้สึกอบอุ่น ไว้วางใจ ห้ามอารมณ์เสียใส่ลูก เพราะลูกยังเล็กเกินกว่าจะรู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรทำ

 

2.ใช้คำซ้ำและเน้นคำที่สำคัญ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่คุณพยายามจะสอนลูก

 

3.เรียกชื่อสิ่งที่เห็น แม้ลูกจะยังพูดตามไม่ได้ แต่ลูกก็สามารถจดจำและเข้าใจสิ่งที่คุณพูดได้

 

4.มีเสียงประกอบสิ่งที่พูดถึง เช่น พูดถึงแมว คุณก็ออกเสียง “เมี๊ยว” และทำท่าเลียนแบบแมวไปด้วย

 

5.พูดชมลูก ทุกครั้งที่ลูกพยายามพูดหรือสื่อสารได้ถูกต้อง อย่าลืมกล่าวชมเป็นกำลังใจให้ลูกด้วยนะคะ

6.สบตา ทุกครั้งที่พูดคุยกับลูก เพื่อให้ลูกรู้ว่าคุณตั้งใจคุยกับเขา


 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

ทารกแรกเกิด (neonate) หมายถึงทารกที่มีอายุ 30 วันแรกหลังคลอด เป็นระยะที่ทารกมีการปรับตัวเพื่อให้มีชีวิตอยู่ในสภาพนอกครรภ์มารดาได้ภาย หลังคลอด  ในทารกแรกคลอดยังมีการเจริญเติบโต (growth) และพัฒนาการ (development) ที่ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ นอกจากนี้ยังมีการปรับตัวของระบบอวัยวะอื่นๆ ได้แก่ระบบทางเดินอาหาร ระบบขับถ่าย และระบบภูมิคุ้มกัน ให้มีการพัฒนา เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าจะแข็งแรงสมบูรณ์

ทารกแรกเกิดที่มีภาวะตัวเหลือง จะป้อนน้ำ หรือป้อนนมน้ำแม่ ?

มีเรื่องเล่าจากสมาชิกห้องคนท้องคุยกัน  ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจกับหลายๆ ครอบครัวที่มีลูกแรกคลอดได้เป็นอย่างดี นั่นคือเด็กที่เพิ่งคลอดได้เพียง 1 วัน แต่มีภาวะตัวเหลือง และ ด้วยความหวังดีจากคุณย่าและคุณพ่อของเด็กแอบป้อนน้ำให้กิน เด็กเกิดสำลักน้ำและชัก สุดท้ายช่วยไม่ทันเพราะสมองตาย (ข้อมูลส่วนหนึ่งจากเหตุการณ์จริง)

เด็กตัวเหลืองแรกเกิดควรให้กินน้ำหรือเปล่า

จากเหตุการณ์นี้มาดูกันว่าถ้าเด็กแรกเกิดที่มีภาวะตัวเหลืองจะ รักษาอย่างไร การรักษาทารกตัวเหลืองนั้น ต้องรักษาตามสาเหตุเป็นหลัก ร่วมกับการลดระดับบิลิรูบินลง ด้วยการส่องไฟรักษาเพื่อกำจัดบิลิรูบินออกจากร่างกาย หรือรักษาด้วยการเปลี่ยนถ่ายเลือดในกรณีที่ระดับบิลิรูบินสูงมาก ส่วนทารกตัวเหลืองจากนมแม่ ควรให้ดูดนมแม่ให้มากที่สุด ให้ถ่ายอุจจาระบ่อยที่สุด เพื่อช่วยขับสารเหลืองออกทางลำไส้ให้เร็วที่สุด ซึ่งกระบวนการรักษาไม่มีระบุว่าภาวะตัวเหลืองในเด็กแรกเกิดต้องให้ดื่มน้ำ

เพราะอะไรเด็กทารกแรกเกิดแค่กินน้ำนมแม่ก็พอแล้ว

ในช่วงเด็กแรกเกิด – 6 เดือนแรกของชีวิต คุณหมอและผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจะแนะว่าให้ลูกกินนมแม่เพียงอย่างเดียว อย่าเพิ่งป้อนน้ำ และป้อนอาหารเด็ดขาด นั่นเพราะระบบลำไส้ ระบบการย่อยของลูกยังเคลื่อนตัวและทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ยังไม่มีแรงขับย่อยอาหารอื่นที่นอกเหนือจากน้ำนมแม่ ทีนี้หลายคนยังสงสัยว่าแค่นมแม่อย่างเดียวลูกจะได้รับสารอาหารที่เพียงพอ หรือเปล่า ?

 

เด็กกินน้ำนมแม่-เด็กแรกเกิดควรกินน้ำหรือเปล่า

น้ำนมแม่มีภูมิคุ้มกันและสารอาหารที่สำคัญอะไรบ้าง

โดยธรรมชาติของผู้หญิงในระหว่างที่ตั้งครรภ์ ร่างกายจะเริ่มกระบวนการสร้างน้ำนมไว้อยู่ก่อนแล้ว พอหลังจากที่คลอดลูกออกมาน้ำนมแม่จะเริ่มมีและให้ลูกทานได้ทันที น้ำนมแม่จึงเป็นอาหารที่ดีที่สุดกับร่างกายของลูก ในน้ำนมแม่ประกอบไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์กับสุขภาพร่างกาย ของลูกอย่างมาก น้ำนมแม่ถือเป็น “น้ำ” ที่มีสารอาหารเป็นส่วนประกอบ ไปดูกันว่าในน้ำนมแม่มีส่วนประกอบที่สำคัญกับร่างกายของลูกอย่างไร

  • โปรตีน ในน้ำนมมีสองชนิดคือเวย์(Whey) และเคซีน(Casein) เวย์เป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย เหมาะกับการทำงานของกระเพาะอาหารเด็กแรกเกิด
  • น้ำตาลแล็กโตส(Lactose) เมื่อย่อยแล้วจะได้กลูโคส เป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกายทารก และได้กาแล็กโตสซึ่งเป็นสารจำเป็นในการสร้างเซลล์สมอง และเส้นประสาท น้ำนมแม่มีปริมาณแล็กโตสสูง
  • กรดไขมันจำเป็น น้ำนมแม่มีกรดไขมันจำเป็นที่มีลักษณะเป็นไขมันไม่อิ่มตัวเส้นยาวที่สำคัญ คือ DHA และ AA มีหน้าที่สำคัญในการเจริญเติบโตขอสมอง และประสาทตา
  • โอลิโกแซ็คคาไรด์(Oligosaccaride) เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่มีหน้าที่สำคัญในการป้องกันการติดเชื้อที่ทำให้ เกิดโรคที่พบบ่อยในทารก เช่น โรคท้องเสีย โรคไข้หวัด ปอดปวม
  • แล็กโตเฟอริน(Lactoferrin) เป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย จะพบมีปริมาณสูงในนมแม่ช่วงที่เป็นน้ำนมเหลือง
  • Secretory IgA เป็นภูมิคุ้มกันแบบสำเร็จรูปจากร่างกายแม่ ทำหน้าที่ป้องกันการติดเชื้อในทางเดินอาหาร และลดการเกิดอาการแพ้
  • เม็ดเลือดขาว เป็นภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปจากร่างกายแม่ ที่ทำหน้าที่ต่อต้านเชื้อโรค
  • วิตามิน ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินอี และแคโรทีน
  • ไขมัน เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญในน้ำนมแม่ ในน้ำนมระยะโคลอสตรัม(Colostrum) มีประมาณ 2 กรัม และจะเพิ่มเป็น 4-4.5 กรัม/100 มล. ในน้ำนมระยะปกติ

เห็นหรือไม่คะว่าปริมาณสารอาหารที่เป็นส่วนประกอบในน้ำนมแม่นั้นมี ประโยชน์ และมีคุณค่าทางโภชนาการที่ดีมากกับเด็กตั้งแต่แรกเกิด รวมทั้งนมแม่มีน้ำมากพอสำหรับทารกอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องให้ลูกกินน้ำเลยในช่วง 6 เดือนแรก.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

ข้อมูลอ้างอิง หนังสือคู่มือตั้งครรภ์ทันสมัย, ศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย

Source

“บอกให้ลูกทำอะไร ลูกไม่เชื่อฟัง ไม่ทำตามเล้ยยยยสักอย่าง” 

“บอกให้ลูกทำอะไร ลูกก็เชื่อแล้วทำตาม เพียงแต่ต้องเพิ่มเทคนิคอีกนิด”

 

ลอง จินตนาการกันดีกว่า สมมติให้คุณแม่สวมบทเป็นลูกดูบ้าง ลูกจะทำตามคุณแม่คนไหน ระหว่างคุณแม่คนแรกที่บอกให้ลูกทำโน่นทำนี่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ท่าทางเอาจริงเอาจังเหมือนสิ่งที่บอกให้ลูกทำโน่นนี่นั่นเป็นเรื่องคอขาดบาด ตาย กับคุณแม่คนที่สองที่บอกให้ลูกทำสิ่งต่างๆ ด้วยอารมณ์ขัน สีหน้ายิ้มแย้ม ท่าทางกระตือรือร้น ตื่นเต้นยินดี แถมสิ่งที่บอกให้ลูกทำยังเล่นเป็นเกมสนุกได้อีก

 

5 เคล็ดลับเสริมลูกเชื่อฟัง ด้วยการสร้างอารมณ์ที่ดี

เชื่อ ได้เลยว่าร้อยทั้งร้อยคนเป็นลูกย่อมต้องเลือกทำตามคุณแม่คนที่สอง ยินดีที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น ขี้เกียจทำงานบ้าน ชอบจุ่มปุ๊กอยู่กับหน้าจอทีวี ชอบเล่นเกม ฯลฯ เพราะโดยธรรมชาติเด็กทุกคนชอบเล่นสนุก ชอบหัวเราะขำขัน และมีอารมณ์ที่ดีอยู่แล้ว ดังนั้นมาเพิ่มอารมณ์ขันให้ลูกพร้อมเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดีกันค่ะ

 

1. เล่านิทานขำขัน

โดย ทำเสียงเลียนแบบตัวละครในนิทาน เช่น เลียนแบบเสียงของตัวตลก เลียนแบบเสียงสัตว์ ซึ่งจะทำให้ลูกรู้สึกตื่นเต้น สนุกสนาน แล้วก็แอบสอดแทรกเรื่องการส่งเสริมนิสัยที่ดีเข้าไปในนิทานนั้น 

 

2. ดูการ์ตูนตลก

โดย เลือกการ์ตูนที่มีเนื้อหาน่ารัก ตลกขบขันแบบไม่ก้าวร้าวหยาบคายมาให้ลูกดู เช่น การ์ตูนมิกกี้เม้าส์ พ่อแม่ควรนั่งดูกับลูก เพื่ออธิบายเนื้อหาถ้าลูกไม่เข้าใจ หรือร่วมพูดคุยให้ลูกแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวการ์ตูนต่างๆตามจินตนาการ ของลูกได้เลย

 

3. ทำหน้าแปลกๆ

โดยพ่อแม่แกล้งทำหน้าตลกๆ เช่น ทำปากจู๋ ยักคิ้วไปมา แลบลิ้น ปลิ้นตา หรืออื่นๆ แล้วผลัดให้ลูกเป็นฝ่ายทำให้พ่อแม่ดูบ้าง 

 

4. เล่นหอมแก้มกัน 

โดย ให้พ่อแม่เป็นฝ่ายหอมแก้มลูก ขณะหอมแก้มก็อาจทำเสียงตลกๆเข้าไปด้วย เช่น เป่าลมให้มีเสียงดังๆ แล้วกันให้ลูกเป็นฝ่ายหอมแก้มพ่อแม่บ้าง

 

5. เล่นบินขึ้นบินลง

โดย ถ้าลูกยังอยู่ในช่วงขวบปีแรก พ่อแม่อุ้มลูกชูขึ้นสูงแล้วลดระดับลง ประมาณ 2-3 ครั้ง พร้อมทั้งทำเสียงเครื่องบินไปด้วย เท่านี้ลูกก็อารมณ์ดีได้แล้ว

 

เรื่องน่ารู้คู่ลูกอารมณ์ดี

การ หัวเราะบ่อยๆ จะช่วยกระตุ้นร่างกายและสมองของลูกให้หลั่งสารเอ็นดอร์ฟินหรือสารแห่งความ สุข ซึ่งจะช่วยให้ลูกอารมณ์ดี ช่วยคลายเครียด ลดความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจ อีกทั้งยังช่วยให้สมองของลูกเปิดกว้างสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

ลูกกัดหัวนมแม่เป็นเรื่องปกติที่แม่ทุกควรเตรียมตัวเตรียมใจไว้บ้าง แม่บางคนกลัวไปเลยไม่อยากให้นมลูกอีก อย่าท้อนะคะ หากคุณให้นมลูกอย่างถูกวิธีปัญหาลูกกัดหัวนมแม่ก็จะหมดไป

ทุกคนพูดกันเสมอว่าให้ลูกกินนมแม่ดีที่สุด แต่น้อยคนจะบอกแม่ว่าทำอย่างไรให้เจ็บน้อยที่สุดเวลาที่ฟันลูกเพิ่งขึ้นแล้ว ลูกกัดหัวนมแม่ แม่บางคนกลัวเจ็บมากจนเลิกให้ลูกกินนมตัวเองไปเลยก็มี ทันทีทีลูกเริ่มมีฟันตอนยังไม่ครบ 6 เดือนดี  แทนที่จะให้ลูกกินนมแม่จนกระทั่ง 2 ขวบ

นมแม่ดีเพราะโภชนาการดี

เหตุผลที่ลูกกัดหัวนม

ตอนเริ่มมีฟันขึ้น เหงือกจะบวมและเด็กจะปวดจู้สึกเจ็บเหงือก มีน้ำลายไหลยืดทำให้รู้สึกอยากขยับเหงือกเพื่อบรรเทาอาการเจ็บ เด็กจะรู้สึกดีถ้ามีอะไรในปากให้ขบเล่น แต่เด็กบางคนก็ขบแรงจนเป็นรอยจ้ำบนหัวนมก็มี

ความจริงแล้วลูกจะไม่กัดหัวนมเวลาให้นมลูก เพียงแต่คุณแม่ต้องเข้าใจกลไกของธรรมชาติเวลาที่ลูกเริ่มมีฟันว่าจะป้องกันได้อย่างไร

เวลาที่ลูกกินนมแม่ เหงือกกับริมฝีปากลูกไม่ได้สัมผัสกับหัวนมแม่โดยตรงเพราะลิ้นของลูกคั่นอยู่ ระหว่างนมกับฟันล่าง ตอนลูกดูดนมการขยับเหงือกและฟันจะเป็นการขยับลิ้นที่สัมผัสโดยตรงกับนมแม่ เท่านั้น

ตอนเริ่มให้นมกับตอนกินเสร็จต่างหากเป็นช่วงเวลาที่คุณแม่ต้องระวังเพราะ นั่นเป็นเวลาที่คุณจะต้องค่อย ๆ ถอนหัวนมออกจากปากลูกทำให้หัวนมมีโอกาสถูกเหงือกและฟันที่ยังขยับอยู่ได้ ตอนนี้ถ้าคุณไม่ระวังก็จะต้องเจอกับกลไกตามธรรมชาติของการขยับเหงือกและฟัน ทำให้โดนกัดหัวนมได้

อีกสาเหตุก็คือเวลาลูกหิวนมก็จะขยับเหงือกและฟันเพื่อดูดนมก่อนที่หัวนม จะเข้าที่นั่นเอง ถ้าเป็นช่วงหลังกินนมอิ่มแล้วก็เป็นช่วงที่แม่กำลังจะถอนนมจากปากลูก แต่ลูกก็ยังขยับเหงือกและฟันเป็นการฆ่าเวลาแต่มักจะไปโดนหัวนมแม่อยู่เสมอ เพราะเป็นอย่างเดียวที่อยู่ในปากลูก

วิธีป้องกันลูกกัดหัวนม

เมื่อเข้าใจกลไกตามธรรมชาติแล้วและคุณแม่ยังอยากให้ลูกกินมแม่ต่อไปเพื่อ สุขภาพที่แข็งแรง คุณแม่ต้องระมัดระวังและเอาใจใส่ในปฏิกิริยาของลูกน้อยมากขึ้น

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่าเด็กที่เริ่มโตขึ้นจะไม่กัดหัวนมแม่ตอนกินนมถ้า คุณแม่ฝึกให้ลูกสบตาแม่อยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นตอนที่คุยกับลูกหรืออ่านนิทานให้ลูกฟัง วิธีนี้ทำให้ลูกเคยชินกับการสบตาแม่และคอยจ้องแม่เวลากินนม เหมือนเป็นการดึงความสนใจลูกมาอยู่ที่สายตาแม่ ให้ลูกคอยฟังว่าแม่จะพูดอะไรกับลูก

นอกจากวิธีการดึงความสนใจด้วยการสบตาตลอดเวลาแล้ว การที่ให้ลูกอ้าปากกว้าง ๆ เพื่อที่หัวนมแม่จะได้เข้าไปลึก ๆ ในปากลูกไม่โดนฟันและเหงือกลูกโดยตรงก็จะช่วยป้องกันการกัดหัวนมได้

ที่สำคัญคืออย่าบังคับให้ลูกกินนมถ้าเขาไม่อยากกิน เพราะลูกจะกัดหัวนมเป็นการบอกให้แม่รู้ว่าฉันยังไม่อยากกินนะ

ท่าให้นมที่ถูกต้อง

ถ้าลูกยังกัดนมอยู่จะลดความเจ็บปวดได้อย่างไร

บางครั้งคุณแม่ก็ไม่สามารถป้องกันลูกกัดหัวนมได้ ทำอย่างไรที่จะทำให้เจ็บน้อยลง วิธีง่าย ๆ ที่จะบอกให้ลูกรู้ว่าแม่เจ็บและ อย่าทำอีกก็คือการตอบสนองของแม่เอง เวลาลูกกัดนมแม่จนเจ็บแล้วคุณสะดุ้ง ลูกคุณรับรู้ได้ถึงการตอบโต้ของคุณและถ้าคุณสะดุ้งทุกครั้ง ก็เท่ากับเตือนว่าอย่าทำอีกนะ แม่เจ็บ แต่อย่าทำโดยรีบดึงหัวนมออกจากปากลูกเพราะถ้าคุณรีบดึงออก แต่เหงือกและฟันของลูกยังยึดไว้เพราะยังไม่อิ่มไม่ให้คุณดึงออกได้ง่ายและ เร็วอย่างที่คุณอยากทำ นั่นยิ่งทำให้คุณเจ็บมากขึ้นเพราะถูกดึงไว้ด้วยเหงือกและฟันจนอาจเป็นรอยได้

เวลาคุณเจ็บและสะดุ้ง ค่อย ๆ ดึงนมคุณออกจากปากลูกช้า ๆ มันจะเป็นกลไกธรรมชาติเองเวลาคุณดึงออกช้า ๆ ปากลูกจะค่อย ๆ เปิดกว้างออกและหัวนมจะค่อย ๆ หลุดมาจากปากได้ง่ายโดยสัมผัสกับเหงือกและฟันของลูกอย่างแผ่วเบาที่สุดหรือ ไม่โดนเหงือกและฟันเลยก็ได้ หรือใช้นิ้วก้อยสอดเข้าไปเพื่อช่วยไม่ให้หัวนมกระทบกับเหงือกและฟันโดยตรงก็ ช่วยได้เช่นกัน

ถ้าคุณโดนลูกกัดนมแล้วรู้สึกระบมให้ใช้ผ้าเย็นหรือกล้วยแช่เย็นลูบบริเวณที่ปวดจะช่วยบรรเทาการเจ็บปวดได้ในระดับหนึ่ง

ชมวีดีโอเกี่ยวกับการให้นมลูกที่ทำไว้ดีมาก ๆ จากศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย


 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

เมื่อตั้งครรภ์แล้ว สิ่งสำคัญต่อไป คือ คุณแม่จะต้องบำรุงครรภ์เพื่อให้ทารกน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรง สำหรับในครอบครัวคนจีนหรือคนไทยเชื้อสายจีน เมื่อมีสมาชิกในครอบครัวตั้งครรภ์มักจะต้มยาจีนที่รู้จักกันในนาม “จับซาไท้เป้า” มาให้แม่ท้องดื่มเพื่อบำรุงสุขภาพ จับซาไท้เป้าคืออะไร บำรุงครรภ์ได้จริงหรือ เรามีคำตอบ

จับซาไท้เป้าคืออะไร

“จับซาไท้เป้า” สำหรับครอบครัวจีนทุกครอบครัวต่างรู้จักกันดี  คนจีนหรือคนไทยเชื้อสายจีน ให้ความเชื่อถือยาจีนจับซาไท้เป้า   เพราะเชื่อว่า   จะช่วยบำรุงทั้งแม่ท้องและทารกในครรภ์  สำหรับคุณแม่บางคนอาจจะไม่รู้จักหรือไม่คุ้นหู   มาทำความรู้จักกับจับซาไท้เป้ากันค่ะ

จับซาไท้เป้าเป็นยาจีนที่เชื่อกันว่าช่วยบำรุงครรภ์  ได้รับความนิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณ รูปแบบยามีทั้งยาต้มและยาลูกกลอน  โดยตามร้านขายยาจีนจะจัดสมุนไพร รวม 13 อย่าง ได้แก่

1. ตังกุย (โกฐเชียง) หนัก 1 สลึง 1 เฟื้อง

2. ชวงเกียง หนัก 1 สลึง 1 เฟื้อง

3. กำเช้า (ชะเอมเทศ) หนัก 5 หุน 1 เฟื้อง

4. โก้วซี หนัก 1 สลึง 1 เฟื้อง

5. แปะเจี้ยก หนัก 2 หุน 1 เฟื้อง

6. ขี่เทีย หนัก 7 หุน

7. ขวนผก หนัก 8 หุน

8. เกียงอั๊ว หนัก 5 หุน

9. จี้ชัก หนัก 1 สลึง

10. ชวนป๋วย หนัก 1 สลึง

11. ปักคี้ หนัก 8 หุน

12. เก็งไถ่ หนัก 8 หุน

13. เชเกีย 3 แผ่น

ความเชื่อเรื่องประโยชน์ของจับซาไท้เป้า

จับซาไท้เป้านี้มักจะเริ่มดื่มเมื่ออายุครรภ์ 6 เดือนขึ้นไป เพราะช่วงที่ท้องแก่ใกล้คลอดเช่นนี้  ร่างกายอาจจะอ่อนแอ อีกทั้งยังเป็นช่วงที่ต้องเริ่มสะสมอาหาร สะสมพลังงาน  และภูมิต้านทานเผื่อไว้ให้ทารกในครรภ์และการคลอดลูก   เชื่อกันว่าช่วยให้แม่ท้องมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น และมีกำลังในการเบ่งคลอด

ไขข้อข้องใจ จับซาไท้เป้าบำรุงครรภ์จริงหรือไม่

คุณหมอไขข้อข้องใจ : จับซาไท้เป้า

นพ.สมชัย โกวิทเจริญกุล สูติแพทย์ ประจำโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน และนายกสมาคมแพทย์ฝังเข็มและสมุนไพร คุณหมอ   สมชัยเป็นหนึ่งในแพทย์แผนปัจจุบัน   ที่หันไปสนใจศึกษาศาสตร์แพทย์แผนจีน  ทั้งเรื่องการฝังเข็มและสมุนไพรจีนจนเชี่ยวชาญ  ได้เล่าให้ฟังถึงยาจีนยอดนิยมที่คนจีนทั่วโลกต้องหามาให้แม่ท้องกิน คือ ตัวยาที่ชื่อ จับซาไท้เป้า ที่มีสูตรเดียวกันทั่วโลก สรุปว่า

1. จับซาไท้เป้าหรือยาจีนบำรุงครรภ์ในทางการแพทย์ ยังไม่พบรายงานของความผิดปกติแต่อย่างใด การใช้ยาจีนขณะตั้งครรภ์จึงถือได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย

2. ที่สำคัญต้องมั่นใจว่าหมอจีนหรือเภสัชกรผู้จ่ายยาให้แม่ท้องนั้นต้องมีความ รู้จริง เพราะหมายถึงความปลอดภัยของแม่ท้องและทารกในครรภ์

3. หมอจีนหรือเภสัชกรผู้จัดยา ต้องมีความรู้เรื่องตัวยา สรรพคุณ น้ำหนักของยา และทราบระยะเวลาของการตั้งครรภ์แน่นอน จะทำให้สามารถสั่งยาที่ปลอดภัยสำหรับแม่ท้อง และสามารถให้คำแนะนำในการใช้ที่ถูกต้องได้

4. สำหรับแหล่งซื้อยาจีนนั้น เบื้องต้นควรเลือกร้านที่น่าเชื่อถือ มีหมอจีนหรือเภสัชกรที่ ที่มีใบอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข การันตีความปลอดภัย เป็นร้านขายยาที่มีคุณภาพและปลอดภัย”

ข้อคิดการใช้ยาจีนในช่วงตั้งครรภ์

นพ.สมชัย  ให้คำแนะนำว่า  “การรับประทานยาจีนเพื่อบำรุงครรภ์นั้น   ผมมองว่าไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะสิ่งสำคัญเวลาตั้งครรภ์ แม่ต้องดูแลเรื่องการพักผ่อน เรื่องจิตใจ เรื่องอาหารการกิน ชีวิตความเป็นอยู่ให้เหมาะสมถูกต้อง แม่ก็จะมีสุขภาพที่ดีและสมบูรณ์ได้ ถามว่าจะใช้ยาจีนได้ไหม ถ้าจะใช้ก็ต้องมีความรู้จริง และใช้เป็นส่วนเสริมเข้ามาเท่านั้น”

แม้ว่าจะขึ้นชื่อว่าเป็นยาบำรุงครรภ์ก็ตาม  หากคุณแม่จะรับประทานควรปรึกษาคุณหมอที่ฝากครรภ์ก่อนจะดีที่สุดนะคะ  เพราะเมื่อตั้งครรภ์ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่าง ดังนั้น การจะรับประทานอะไรจึงควรระมัดระวังให้มาก  อย่างไรก็ตามการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์  ทำจิตใจให้สบาย และหมั่นออกกำลังกาย  ก็สามารถทำให้แม่ท้องและทารกในครรภ์มีสุขภาพดีได้แล้วค่ะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

อ้างอิงข้อมูลจาก : http://www.hanji-herb.com/herb

หนังสือเกร็ดความรู้สู่ครรภ์คุณภาพ 

ผู้เขียน มิ่งขวัญ ลิรุจประภากร

Source

เรื่องนอนของลูกยังเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคุณพ่อคุณแม่เสมอ เรามาคลายความกังวล ด้วยการเรียนรู้ถึงลักษณะการนอนในรูปแบบต่างๆ ของลูกน้อย พร้อมเทคนิค การดูแลสุขภาพเรื่องนอนมาฝากค่ะ  

 

1. นอนนิ่ง 

ช่วงแรกเกิด ลูกจะกินกับนอนนิ่งเป็นหลัก นอนได้นานวันละ 20 ชั่วโมงต่อวันโดยเฉลี่ย และดูดนมบ่อยทุก 2-3 ชั่วโมง แต่ร่างกายของลูกสามารถตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมโดยอัตโนมัติ เป็นปฏิกิริยาสะท้อนกลับที่เรียกว่า รีเฟล็ก เช่น เมื่อคุณแม่ใช้นิ้วมือเขี่ยฝ่ามือ ฝ่ามือของลูกจะกำนิ้วมือของคุณแม่ หรือหากจับตัวลูกแบบปุ๊บปับฉับพลัน แขน-ขาทั้งสองข้างของลูกจะกางออก

 

Tip for Health 

การชูของเล่นให้ลูกมอง และคว้าจับสิ่งของ จะช่วยฝึกทักษะการมองเห็น และออกกำลังกายกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ส่วนแขน ขา ได้เป็นอย่างดี และเป็นวิธีสร้างความผูกพันระหว่างแม่ลูกด้วยค่ะ

 

2. นอนสะดุ้ง 

เด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 3 เดือน มักนอนสะดุ้งได้บ่อยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร เพราะที่จริงแล้วเป็นธรรมชาติ ที่ลูกน้อยจะมีปฏิกิริยาตอบกลับด้วยการขยับแขนขาในทันที เมื่อถูกกระตุ้นด้วยแสง ลม หรือได้ยินเสียงในขณะที่นอนหลับ

 

Tip for Health 

เมื่อลูกโตขึ้นปฏิกิริยาดังกล่าว ก็จะค่อยๆ หายไป การใช้ผ้าห่มปิดทับหน้าอก เพื่อกันการนอนสะดุ้ง มีข้อแนะนำว่า ควรเป็นผ้าห่มที่ไม่หนาเกินไป เพราะบ้านเราเป็นเมืองร้อน อาจทำให้เหงื่อออก เกิดการอับชื้นเกิดผดผื่นได้ค่ะ 

 

3. นอนหงาย

เป็นท่านอนที่ปลอดภัย คุณหมอก็แนะนำค่ะ เพราะช่วยลดปัญหา “ภาวะทารกหยุดหายใจขณะหลับ” Sudden Infant Death syndrome (SIDS) จากการนอนท่าคว่ำ สาเหตุการหายใจไม่ออกจากการที่จมูกหรือปากถูกทับไว้ 

 

Tip for Health 

ช่วงเดือนที่ 3-4  ถ้าคุณแม่จะจัดให้ลูกนอนคว่ำ ในช่วงที่ตื่นอยู่บ้างก็ดี เพื่อส่งเสริมพัฒนาการ ฝึกให้ลูกได้ชันคอ ฝึกพลิกตัว ควรอยู่ข้างๆ ลูกเสมอ สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรมีผ้า หรือหมอนอยู่ใกล้ในขณะที่ลูกนอนคว่ำ เพราะอาจปิดจมูกของลูก

 

4. นอนกรน

เวลาลูกนอนหงาย มักมีเสียงหายใจมีเสียงดังฟี่ๆ ก็เพราะหลอดลมที่อยู่ด้านหน้า กระดูกอ่อนที่เป็นโครงสร้างของหลอดลมยังเติบโตไม่เต็มที่ ทำให้หลอดลมหล่นลงมาขัดขวางอากาศที่ถูกหายใจเข้าสู่ทางเดินหายใจ เมื่อลูกหายใจเข้า-ออก จึงเกิดเสียงดัง เหมือนเสียงกรนของผู้ใหญ่ 

 

Tip for Health 

คุณแม่อาจเปลี่ยนท่านอนให้ลูกนอนตะแคงได้บ้าง หากไม่แน่ใจกับสาเหตุของการนอนกรน อาจปรึกษาคุณหมอ เพื่อการดูแลลูกน้อยที่ถูกต้องเหมาะสม

 

5. นอนดิ้น 

เข้าสู่เดือนที่ 6 ลูกจะเริ่มปรับตัว เรียนรู้ที่จะหลับ-ตื่นเป็นเวลามากขึ้น พัฒนาการทางร่างกาย กล้ามเนื้อมัดใหญ่ก็แข็งแรงมากขึ้น ศีรษะตั้งตรง ชันคอและอกพ้นจากพื้นโดยใช้ท่อนแขนทั้ง 2 ข้างพยุงตัว ช่วงนี้ลูกน้อยจึงเคลื่อนไหวร่างกายได้ดี ไม่นอนอยู่นิ่งอีกต่อไป 

 

Tip for Health 

ควรใกล้ชิด ดูแลเป็นพิเศษ เช่น บริเวณเตียงหรือเปลนอน ไม่ให้ลูกนอนคนเดียว เพราะเมื่อลูกโตพอที่จะเคลื่อนไหวตัวเองได้มากขึ้น อาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ 

 

6. นอนฝัน 

ช่วงที่นอนหลับคลื่นสมองจะเปลี่ยนไปถึง 4 ขั้น เริ่มตั้งแต่ตอนตื่น ไปสู่การหลับระยะที่ 1 ถึงระยะที่ 4 ซึ่งเป็นระยะที่หลับลึกที่สุด เรียกว่า REM (Rapid eye movement) เป็นช่วงเวลาแห่งการเก็บความจำ ลองสังเกตเวลาลูกหลับ ช่วงที่เห็นตาของลูกกลอกไปกลอกมานั่นแหละค่ะ คือช่วงที่ลูกกำลังฝัน

 

Tip for Health 

การจัดสภาพแวดล้อม บรรยากาศการนอนที่เหมาะสม ไม่ว่าเรื่องแสง เสียง จะช่วยให้ลูกพักผ่อนเพียงพอ หลับได้ลึก การทำงานของสมอง การเจริญเติบโตของร่างกาย และจิตใจ อารมณ์ของลูกก็ดีได้ด้วย

 

7. นอนละเมอ 

บางครั้งลูกอาจขยับตัวไขว่คว้าหรือส่งเสียงระหว่างที่หลับ แต่ไม่ได้ตื่นขึ้นมา หากไม่บ่อยหรือตื่น ก็ถือว่าลูกยังหลับสนิทอยู่ ไม่จำเป็นต้องปลุกหรือทำอะไรกับลูก 

 

Tip for Health 

หากลูกเป็นบ่อยหรือร้องนานผิดปกติ ควรหาสาเหตุว่าเพราะอะไร เช่น มีแมลงกัด เปียกชื้น หรือหิวก็ตาม เพื่อที่คุณแม่จะได้ตอบสนองความต้องการของลูกได้ทันท่วงทีค่ะ 

 

8. นอนดึก 

ช่วงใกล้ขวบปี ลูกมีพัฒนาการด้านต่างๆ ที่ดีขึ้น กิจกรรมจึงมากขึ้นด้วย ลูกจึงไม่อยากเข้านอน นอนดึก เพราะยังสนุก อยากอยู่เล่นกับพ่อแม่ 

 

Tip for Health

ควรเตรียมตัวลูกเข้านอนอย่างถูกวิธี เช่น ปิดไฟในห้องให้สลัวๆ ไม่เปิดไฟจ้าหรือปล่อยให้มีเสียงรบกวนการนอน  ไม่เล่นสนุก ผาดโผนตื่นเต้นมากไป ควรแก้ที่สาเหตุ และค่อยๆ ปรับพฤติกรรมการนอนของลูกค่ะ

 

9. นอนลืมตา 

สำหรับอันนี้เป็นธรรมชาติของเด็กแต่ละคน (ลูกของคุณแม่อาจเป็นหรือไม่เป็นก็ได้) เรียกว่าตากระต่าย สังเกตเห็นได้ว่า เวลาลูกนอนหลับเปลือกตาลูกจะปิดไม่สนิท ไม่มีผลเสียอะไรต่อลูกค่ะ.


 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

แม่บางคนไม่ได้คลอดเอง แต่ทำไมรู้สึกปวดหัวหน่าว ปวดอวัยวะเพศ บางคนปวดแผล เสียวตรงแผลผ่าคลอด นานหลายเดือน

หลังผ่าตัดคลอดบุตร ในช่วงต้นสูติแพทย์จะมีการสั่งให้ยากระตุ้นการบีบตัวของมดลูกหยดเข้าสู่ กระแสเลือดทางหลอดเลือดดำ เพื่อป้องกันการตกเลือดหลังคลอด ยานี้ทำให้มดลูกบีบตัวแรงเพื่อหยุดเลือดที่ออกทางช่องคลอดและขับน้ำคาวปลา ออกมา จึงทำให้คุณแม่หลังคลอดมีอาการปวดหน่วงท้องน้อย ลักษณะปวดบีบเป็นพักๆ ร้าวลงหัวหน่าวได้ เมื่อหมดฤทธิ์ยาอาการเหล่านี้จะทุเลาลง หลังจากนั้นในบางช่วงเวลาที่ลูกดูดนมแม่ก็จะมีการหลั่งฮอร์โมนกระตุ้นน้ำนม จากต่อมใต้สมองของแม่ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นให้มดลูกบีบตัวเพิ่มขึ้นได้

ในช่วง1-2 วันแรก คุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสรีระหลายประการ บางรายมีอาการอืดแน่นท้อง เรอบ่อยจากลำไส้ยังไม่กลับมาทำงานภายหลังการผ่าตัดซึ่งพบบ่อย เมื่อคุณแม่เริ่มฟื้นตัว ลุกเดิน ลำไส้จะกลับมาทำงานได้ดีขึ้นและอืดท้องลดลงเอง นอกจากนี้ช่วงใกล้คลอดจะมีการยืดขยายของเอ็นหรือพังผืดที่ยึดติดกระดูก เชิงกรานและกระดูกหัวหน่าว ส่งผลให้ช่องเชิงกรานขยายขนาดเพื่อรองรับการเบ่งคลอดบุตร บางรายรู้สึกเจ็บที่กระดูกหัวหน่าวได้โดยเฉพาะเวลาเดิน ลุกยืน หรือเปลี่ยนท่าทาง ซึ่งสืบเนื่องมาจากกระดูกอ่อนของหัวหน่าวอักเสบนั่นเอง จะพบได้บ่อยกว่าในรายที่คลอดบุตรเองทางช่องคลอดหรือน้ำหนักตัวระหว่างตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ เมื่อให้นอนพัก ประคบน้ำอุ่น ให้ยาแก้อักเสบ รักษาตามอาการด้วยยาบรรเทาปวด อาการจะดีขึ้นเองตามลำดับ

บางรายอาจมีอาการปวดเสียวบริเวณแผลผ่าตัดได้ โดยทั่วไปใน 1 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัดจะเป็นช่วงที่แผลภายนอกเริ่มสมานติดกันสนิทจะยังไม่มี อาการเสียวใดใด ช่วงนี้บาดแผลสามารถโดนน้ำได้แล้ว ต่อมาเมื่อมีการหดรั้งตัวของแผลเพิ่ม จึงเริ่มสร้างรอยแผลเป็น บางรายมีการหนาตัวของแผลเป็นมาก มีแผลเป็นอักเสบแดงทำให้มีอาการเสียวของแผลผ่าตัดได้มาก รักษาได้โดยการใช้ยาป้ายลดรอยแผลเป็นชนิดต่างๆ

 

ผ่าคลอดแล้ว ยกของหนัก ทำงานบ้านได้ไหม

แผลผ่าตัดคลอดจะใช้เวลาให้บาดแผลภายนอกสมานติดดี ภายใน 1 สัปดาห์ สามารถเปิดแผลและสัมผัสน้ำได้ คุณแม่สาสมารถทำกิจกรรมเบาๆ ทำงานบ้านเล็กน้อยได้ แต่ยังไม่ควรยกของหนักในช่วงเวลานี้ เนื่องจากแผลผ่าตัดหน้าท้องต้องใช้เวลาซ่อมแซมให้มีความแข็งแรงของเนื้อ เยื่อชั้นต่างๆ กลับมาประมาณ 3 เดือน จึงให้เริ่มยกของหนักได้

 

หลังผ่าคลอดมีเพศสัมพันธ์กับสามีได้เมื่อไหร่

โดยหลักการสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้เมื่อพร้อม เมื่อน้ำคาวปลาหมดแล้ว และไม่เจ็บแผลผ่าตัดแล้ว คุณแม่ไม่มีแผลที่ฝีเย็บหรือในช่องคลอดอยู่แล้วจึงมีเพศสัมพันธ์ได้เร็ว หากใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วยก็อาจมีเพศสัมพันธ์ได้ตั้งแต่ 2 สัปดาห์หลังผ่าตัดคลอด แต่หากจะรอให้น้ำคาวปลาหมดสนิทและไม่ใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วย ควรรอ 4-6 สัปดาห์หลังผ่าตัดจึงค่อยเริ่มมีเพศสัมพันธ์ทั้งนี้เพื่อให้พ้นช่วงหลังคลอด และเริ่มฮอร์โมนคุมกำเนิดนั่นเอง.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ผศ.นพ.เมธาพันธ์ กิจพรธีรานันท์ - สูติแพทย์ภูธร ผู้ชื่นชอบการเขียนบทความให้ความรู้ทางด้านสูติ-นรีเวช แก่ประชาชนทั่วไป

 

Source

ปัญหาพ่อแม่แยกทางกัน เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ คงไม่ต้องพูดถึงปัญหาว่าเกิดจากสาเหตุอะไร เพราะมันมีหลายปัจจัยมากที่ทำให้เกิดการหย่าร้างหรือแยกทางกัน หากคู่ใดไม่มีลูกก็ต่างคนต่างไป แต่ถ้ามีลูก เด็กจะอยู่ในความอุปการะของใคร บทความในครั้งนี้ขอเสนอในเรื่องราวเกี่ยวกับข้อมูลทางด้านกฎหมายครอบครัวนะ คะ อาจจะหนักไปสักนิดแต่คิดว่าเป็นประโยชน์ค่ะ

 

พ่อแม่แยกทางใครดูแลลูก, พ่อแม่หย่าร้างใครดูแลลูก

กรณีที่ 1 กรณีพ่อและแม่จดทะเบียนสมรสกัน  และหย่าขาดกันด้วยความสมัครใจทั้งสองฝ่าย โดยไม่ต้องมีการฟ้องหย่า

1. การหย่าด้วย ความยินยอมของทั้งสองฝ่าย กรณีแบบนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถตกลงกันก่อนหย่าในเรื่องของทรัพย์สิน อำนาจการปกครอง และการอุปการะเลี้ยงดูบุตร ตลอดจนค่าเลี้ยงชีพ ที่สำคัญต้องทำหนังสือยินยอมและมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อย 2 คน และนำไปจดทะเบียนหย่าที่เขต

2. อำนาจการปกครองบุตร หรืออำนาจในการดูแลลูก ตามปกติแล้วคุณพ่อคุณแม่จะใช้สิทธิในการดูแลลูกร่วมกัน จึงต้องมีทำความตกลงเป็นหนังสือระบุผู้มีอำนาจปกครองบุตร หากตกลงกันไม่ได้ต้องเป็นหน้าที่ของศาลเป็นผู้ชี้ขาดนะคะ  เพื่อให้เกิดความชัดเจนไม่มีปัญหาการแย่งตัวเด็กกันในภายหลัง

3. การมีสิทธิในการอุปการะบุตรนั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ คือ หากเวลาผ่านไป ปรากฏว่าพ่อหรือแม่ที่มีมีอำนาจปกครองบุตรประพฤติตนไม่สมควร หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดี เช่น เมาสุราเป็นประจำ ประพฤติตนมั่่วสุม ศาลมีอำนาจเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองได้

4.  แม้สิ้นสุดด้วยการหย่าแล้วก็ตาม แต่ความเป็นพ่อแม่นั้นยังคงดำเนินต่อไป ดังนั้น อีกฝ่ายที่ไม่ได้เลี้ยงดูลูก ไม่ว่าจะเป็นพ่อหรือแม่ก็ตาม  ยังมีสิทธิในการติดต่อกับลูกได้ตามสมควร  เช่น การแวะไปเยี่ยมเยียน การโทรศัพท์ไปคุยด้วย การรับไปค้างที่บ้าน หรือการไปรับหลังโรงเรียนเลิก แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กเป็นสำคัญ  และสิทธินี้ก็ไม่ได้จำกัดเฉพาะพ่อแม่ แต่ยังรวมถึงปู่ย่าตายาย หรือญาติสนิทของเด็กด้วย

5. ค่าอุปการะเลี้ยงดูลูก  หากการหย่าเกิดจากความ ยินยอมของคุณพ่อคุณแม่ ทั้งสองจะต้องทำความตกลงกันไว้ในสัญญาหย่าว่า ทั้งคุณพ่อคุณแม่หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูลูกเป็น จำนวนเท่าใด ถ้าไม่ได้ตกลงกันไว้ก่อนก็สามารถให้ศาลเป็นผู้กำหนดได้ ศาลจะชี้ขาดโดยคำนึงถึงประโยชน์ของเด็กเป็นหลัก

บทความแนะนำ  คนจากครอบครัวใหญ่มักจะอยู่กันยืด ไม่หย่าร้างง่าย ๆ

กรณีที่ 2   เด็กที่เกิดจากพ่อแม่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส  (แม้จะมีการจัดงานแต่งงานก็ตาม)

พ่อแม่แยกทางใครดูแลลูก, พ่อแม่หย่าร้างใครดูแลลูก

ตามกฎหมาย  เด็กจะต้องอยู่ในความดูแลของแม่เท่านั้น หากพ่อให้การรับรองบุตรเด็กสามารถใช้นามสกุลของพ่อได้และมีสิทธิได้รับมรดก หากพ่อเสียชีวิตแล้วเท่านั้น 

 กรณีที่ 3  ไม่ปรากฏบิดา

พ่อแม่แยกทางใครดูแลลูก, พ่อแม่หย่าร้างใครดูแลลูก

ตามกฎหมาย :  กรณีลูกยังไม่บรรลุ นิติภาวะ และไม่ปรากฏชื่อบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย อำนาจการปกครองลูกต้องอยู่กับคุณแม่แน่นอน   และคุณแม่สามารถใช้อำนาจปกครองทำการแทนลูกที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะได้อย่าง เต็มที่

หากไม่ระบุชื่อบิดาในใบแจ้งเกิด

1. ในใบแจ้งเกิดสามารถระบุชื่อมารดาเพียงคนเดียวได้ และคุณแม่จะมีสิทธิในตัวลูกอย่างเต็มที่ 100 % ที่จะปกครองเด็กแต่เพียงผู้เดียว

2. แม้ว่าเมื่อลูกโตขึ้น ต้องเข้าเรียนทำงาน หรือรับราชการใด ๆ ก็ตาม การไม่ระบุชื่อบิดาจะไม่มีปัยหาในการทำเอกสารใด ๆ ทั้งสิ้น

3. การกรณีที่มีเพิ่มชื่อพ่อในสูติบัตรในภายหลัง ต้องระบุชื่อพ่อจริง ๆ เท่านั้น  ต้องมีหลักฐานการตรวจ DNA แสดงความเป็นพ่อ แม่ และลูก แนบไปกับคำขอเพิ่มชื่อในสูติบัตร โดยเขตจะพิมพ์สูติบัตรใบใหม่ที่มีชื่อบิดาด้วย  ไม่สามารถระบุชื่อคนอื่นได้

บทความแนะนำ  แจ้งเกิดอย่างไร หากผู้ชายไม่รับผิดชอบ

เรื่องน่ารู้  :  ต้องการปรึกษาข้อมูลด้านกฎหมาย 

พ่อแม่แยกทางใครดูแลลูก, พ่อแม่หย่าร้างใครดูแลลูก

สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์

7/89 อาคาร 10 ถนนราชดำเนินกลาง แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร จังหวัดกรุงเทพมหานคร 10200

โทรศัพท์ 02-629-1430   หรือ  http://www.lawyerscouncil.or.th

 

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวผ่านพ้นปัญหาและอุปสรรคทุกอย่างได้ด้วยความรักและความเข้าใจนะคะ  เพื่อลูกของคุณและคนที่คุณรัก.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source