Are you looking for the best website template for your web project? Look no further as you are already in the right place! WebSite BIGtheme.NET In our website templates section you will find tons of beautiful designs - for any kind of business and of any style. You are in a unique place - join us today
ครูวรรณ

ครูวรรณ

Website URL: http://www.kruone.com

ช่วงแรกที่รู้ตัวว่าท้อง ฟ้า วิญธัชชา  หรือ นางฟ้าเก้าอี้เข็น ผ่านความกังวลใจมาได้ด้วยดี ถึงแม้จะอยู่ที่อังกฤษตัวคนเดียว แต่เธอก็ไปเช็คและฝากท้องกับโรงพยาบาลที่อังกฤษทันที ฟ้า เช็คอัพทั้งเรื่องสุขภาพ และ อวัยวะของลูกน้อยตลอดทุกระยะ ซึ่งผลการตรวจก็ออกมาดี เป็นที่น่าพอใจ ลูกน้อยในท้องแข็งแรงดี ไม่เป็นดาวน์ซินโดรม และไม่พิการ อย่างที่เธอเป็นกังวลมาตลอด

การอยู่ตัวคนเดียวที่อังกฤษขณะท้องยากลำบากมาก ทำให้เธอตัดสินใจดร็อปเรียนปริญญาโทที่อังกฤษชั่วคราว เดินทางกลับสู่แผ่นดินเกิด ณ ประเทศไทย มาฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลศิริราช อยู่แวดล้อมพร้อมหน้ากับครอบครัว โดยช่วงแรก ฟ้า และ สต็อป กอบกิจ จันทร์เจิดกาญจน์ สามีของฟ้า ได้ช่วยกันทำงานบ้าน หารายได้เสริมด้วยการขายหมูปิ้งตอนกลางคืนต่อจากงานหลักๆ ที่รับผิดชอบอยู่ จนกระทั่งท้องเริ่มโตขึ้น ฟ้าจะขยับทำอะไรก็ลำบากเพราะติดท้อง สต็อป จึงรับหน้าที่การดูแลบ้าน ดูแลคุณแม่ท้อง และ หารายได้ครอบครัว ไปเต็มๆ โดยมีฟ้าคอยช่วยงานจิปาถะได้นิดๆ หน่อยๆ เพราะอาการก็เหมือนคนท้องปกติทั่วไป ที่ปวดหลัง ท้องผูก นอนลำบาก ฯลฯ ไม่ต่างกันค่ะ

ฟ้า และ สต็อป
ภาพเมื่อครั้ง MThai ได้สัมภาษณ์ฟ้า วิญธัชชา และ  สต็อป กอบกิจ  สามีของเธอ
ครั้งแรกเมื่อปี 2558  ก่อนฟ้าจะตั้งครรภ์ หนูน้อย ฮาเล่ย์
ก่อนมีน้อง กับ หลังมีน้อง…รักเราไม่เก่าเลย
ตั้งครรภ์แล้วค่ะ
ภาพครอบครัว ^ ^ ฟ้า ตั้งครรภ์แล้วค่ะ

โหมดเปรี้ยวก็มา
โหมดเปรี้ยวก็มา

ภาพครอบครัว

ภาพจาก Premstudio

คุณแม่คนเก่ง
คุณแม่คนเก่ง

ตามจริงแล้ว ฟ้า วิญธัชชา มีกำหนดผ่าคลอดในวันที่ 9 มิถุนายน ที่กำลังจะถึงนี้ เหตุที่ต้องผ่าคลอดเนื่องจากคุณแม่ท้อง ไม่มีขา เป็นอุปสรรคต่อการคลอดแบบธรรมชาติ แต่เมื่อ มาตรวจตามนัดกับคุณหมอ ที่โรงพยาบาล ศิริราช พบว่ามีอาการท้องแข็ง และ ปากมดลูกเปิดแล้ว 3 เซนติเมตร จึงจำเป็นต้อง ผ่าคลอดด่วน เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งผลการผ่าคลอดเป็นไปด้วยดี หนูน้อย ฮาเล่ย์ (ชื่อเล่น ตามที่คุณพ่อมือใหม่ได้ตั้งไว้ก่อนคลอด) หรือ ด.ญ. ฌินาณาน์ จันทร์เจิดกาญจน์ สุขภาพแข็งแรงดี มีอวัยวะครบ 32 หนัก 2,420 กรัม และไม่ต้องเข้าตู้อบ…เย้!!! ^ ^

ฟ้า วิญธัชชา

และแล้วก็ได้เวลาที่คุณพ่อ คุณแม่รอคอย น้องฮาเล่ย์ ด.ญ. ฌินาณาน์ จันทร์เจิดกาญจน์
ลืมตาดูโลกในวันที่ 23 พฤษภาคม ที่ผ่านมาแล้ว ^ ^

น้องฮาเล่ย์ ด.ญ. ฌินาณาน์ จันทร์เจิดกาญจน์

ตลอดระยะเวลาช่วงคลอดและพักฟื้นนี้ เธอได้รับกำลังใจและการดูแลอย่างดี ทั้งจากสามี  และจากครอบครัว ญาติสนิทมิตรสหาย รวมถึง แฟนคลับของทั้งคู่ โดยมีสามี และ คุณแม่ของฟ้า วิญธัชชา มาช่วยดูแลและเลี้ยงหลานสาวตัวน้อยไปด้วยอย่างใกล้ชิด โดย คุณแม่มือใหม่ ฟ้า วิญธัชชา ตั้งใจจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งแรกๆ ก็ยังมีน้อยแต่เมื่อให้เรื่อยๆ น้ำนมก็มีมากขึ้น

นมแม่
น้ำนมที่คุณแม่พยายามปั๊มออกมาให้หนูฮาเล่ย์ ^ ^

และถึงแม้จะคลอดมา 1 สัปดาห์แล้ว แต่คุณแม่คนเก่งก็อดทนต่อความเจ็บปวดจากแผลผ่าคลอดมาให้นมลูกด้วยตัวเองทุก ครั้ง ซึ่งตอนนี้หนูฮาเล่ย์และคุณแม่ฟ้า กลับบ้านแล้วค่ะ โดยมีคุณแม่ และ คุณยาย คอยเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด และฟ้าก็เริ่มกลับมาดูแลตัวเอง ทำธุระส่วนตัวเอง อาบน้ำเอง ได้ตามปกติแล้ว แข็งแรงทั้งแม่และลูกเลยค่ะ ขอแสดงความยินดีกับครอบครัวจันทร์เจิดกาญจน์ มา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

  ใครเห็นด้วยบ้าง...โลกออ นไลน์มีทั้งด้านที่เป็นโอกาสนำไปสู่การพัฒนาและความสำเร็จในชีวิต และแน่นอนว่าอีกด้านคือหายนะที่นำไปสู่ปัญหาครอบครัวและสังคมได้เฉกเช่น เดียวกัน แล้วใครหล่ะที่จะรู้ว่าอะไรคือโอกาสและอะไรคือหายนะ..บทความนี้พ่อแม่ไม่ควร พลาด!!  ......

 

01 


‘ทางที่ดีอย่าซื้อโทรศัพท์มือถือให้ลูกเลย เพราะกฎ กติกา คือโลกสวย แต่ในความเป็นจริง เขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้จับโทรศัพท์’

เสียงจาก ‘นงนุช’ แม่เลี้ยงเดี่ยวที่ผ่านฝันร้ายวันลูกติดเกมจนลืมการเรียน มหันตภัยไซเบอร์ครั้งนี้มาเยือนเธอที่หน้าห้องสอบของโรงเรียนชื่อดังแห่ง หนึ่ง

 

“แม่ครับ หากผมสอบเข้าม.1 ได้ ผมขอโทรศัพท์มือถือเป็นรางวัลนะครับ”

เสียงลูกชายวัย 14 ปีทำข้อตกลงก่อนเข้าห้องสอบ แล้วก็ไม่ผิดหวัง เขาสอบได้ นงนุชจึงซื้อสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่สุด เพื่อให้สมกับความตั้งใจที่แม้จะอยู่กันสองคนแม่ลูก ตัวเขาก็เป็นเด็กสมาธิสั้น แต่ยังสามารถสอบเข้าโรงเรียนดังไม่ทำให้แม่ผิดหวัง อย่างน้อยก็ยังได้พึ่งระบบทันสมัยสื่อสารกับลูกในยามฉุกเฉิน แต่เธอไม่มีทางรู้เลยว่า อีกด้านหนึ่งก็เป็นการยื่นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพใส่มือลูกแล้ว

 

ขณะที่รอโรงเรียนใหม่เปิดเทอม โทรศัพท์เครื่องใหม่ถูกลูกใช้จนหายใหม่ไปนานแล้ว เขาเล่นทุกวัน ไม่เคยห่าง โชคดีที่นงนุชเปิดธุรกิจที่บ้านจึงสามารถเห็นพฤติกรรมของลูกได้ว่า จัดเต็มทุกอย่าง ทั้งแชท เล่นเกม อ่านนิยาย ดูยูทูป จนไม่กินข้าวกินปลา พอเรียกก็ ‘เดี๋ยว’ เรียกอาบน้ำก็ ‘แป๊บ’ แล้วลากยาวเป็นชั่วโมง วันหนึ่งเธอแทบผงะ เมื่อเปิดดูในแกลลอรี่รูป มีคลิ๊ปโป๊เด้งขึ้นมา เธอสั่งลบทันที พร้อมตั้งกฏ กติกา ในการเล่นโทรศัพท์อย่างเคร่งครัด บทลงโทษสูงสุดคือริบโทรศัพท์

 

แม้ลูกจะรับปาก แต่ทันทีที่เธอเผลอ ลูกถือโทรศัพท์เข้าห้องน้ำ ทั้งที่ตกลงกันแล้ว ครั้งแรกยอม กระทั่งโรงเรียนเปิดเทอม ขณะที่เธอขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียน ภาพลูกเล่นเกมอย่างบ้าคลั่งโดยไม่สนใจใดๆ เท่ากับเร่งให้ความอดทนของเธอพุ่งถึงขีดสุด เธอคว้าโทรศัพท์จากมือลูกทันที ลูกเหวอไปนิด แต่แค่นิดเดียวจริงๆ แล้วลงรถอย่างไม่สนใจ ในใจคิดว่า ไปขอเพื่อนเล่นก็ได้

 

นงนุชเก็บโทรศัพท์ วันต่อมาเห็นลูกทำตัวเป็นเด็กดี เรียกง่ายใช้คล่อง เธอจึงใจอ่อนคืนโทรศัพท์ให้ เพราะเขาต้องทำการบ้านที่ครูสั่งทางไลน์ แต่นั่นเท่ากับเธอยื่นมีดคืนให้ลูก ภาพเดิมๆ กลับมาและยิ่งหนักขึ้น โรงเรียนที่เธอเคยภูมิใจนักหนาว่าลูกสอบได้ กลายเป็นว่าลูกไม่แยแส แม้แต่จะแต่งตัวไปโรงเรียน นงนุชนั่งมองลูกชายที่นั่งเล่นเกมอย่างหมดปัญญา เธอรู้ว่า หากริบ ลูกจะอาละวาดทันที ลำพังตัวเองก็ต้องขายของหาเลี้ยงตัวและลูก หากมานั่งจับตาดูลูกอยู่ตลอด คงอดตาย สิ่งที่เธอทำได้คือ พาลูกไปเข้าค่าย ‘ดิจิทัล ดีท็อกซ์’ ที่จัดโดย รศ นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล หัวหน้าสาขาวิชาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นเวลา 7 วัน กลับมาลูกดีขึ้น แม้ไม่ใช่คนใหม่ แต่ก็อยู่ในระดับที่พอใจ

 

นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เธอทำได้ ณ ตอนที่ลูกเป็นมากเข้าขั้นที่ต้องใช้หมอมาช่วยดูแลและก็นับเป็นความโชคดีของ เธอที่สามารถเรียกลูกกลับมาได้ทัน จะดีกว่าไหม...ถ้าวันนี้เธอในฐานะแม่มีความเป็น Digitally Savvy มีความรู้เรื่องออนไลน์มากพอที่สอนลูกหรือแนะนำเขาให้รู้จักแยกแยะว่าอะไร คือโอกาสและอะไรคือหายนะ เพราะพ่อแม่คือต้นทางที่สำคัญ รู้ก่อน ระวังก่อน ได้เปรียบ แล้วอย่าลืมว่า..โลกดิจิทัลหมุนเร็วขึ้นทุกวันและมันก็ไม่ได้เป็นตัวปัญหา แต่อย่างใด

 

แล้วใครหล่ะที่ผิด กับเรื่องจริงที่ไม่มีใครอยากให้เกิด..


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

บอกลาการป้อนข้าวแบบเหนื่อยแสนเหนื่อย ด้วยไอเดียวิธีป้อนข้าวที่จะทำให้ลูกกินได้กินดี เพราะลูกน้อยช่วงวัย 6 เดือนขึ้นไป ถือว่าเป็นช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการด้านการกิน พ่อแม่จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้อาหารมื้อนี้มีแต่ความสนุก และเป็นมื้อที่เจ้าตัวเล็กรอคอย ด้วยเทคนิคง่ายๆ ดังนี้

1. จากคำเล็ก ไปคำโต โต...เริ่ม จากการป้อนทีละนิดๆ คำเล็กๆ เพื่อให้ลูกได้ฝึกการใช้กล้ามเนื้อช่องปากในการบดอาหาร และการกลืน เมื่อลูกเริ่มคุ้นเคยก็ค่อยๆ เพิ่มปริมาณเป็นคำโตขึ้น และเพิ่มจำนวนครั้งในการป้อนมากขึ้น เช่น จาก 5-6 ช้อน เป็น 10-12 ช้อน ตามลำดับ ในระหว่างที่ลูกกิน พ่อแม่อาจจะทำท่าเคี้ยว หรือกินไปพร้อมๆ กับลูก เพื่อเป็นตัวอย่างให้ลูกในเรื่องของการบดเคี้ยวอาหารได้

Idea...แม้ลูก จะยังเล็ก การที่พ่อแม่กิน หรือเคี้ยวให้ดู อย่าคิดว่าลูกไม่รู้เรื่องนะคะ ท่าทางต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นแบบอย่างและมีผลต่อพัฒนาการด้านการกินของลูกน้อยได้

2. บรรยากาศแห่งความสนุก...จัด บรรยากาศการกินให้เป็นเรื่องสนุก ควรเป็นที่โล่ง เย็นสบาย ไม่ร้อนอบอ้าวจนเกินไป ที่สำคัญไม่ควรมีทีวี เกม หรือของเล่นอยู่ในบริเวณที่กินข้าว เพราะอาจเบี่ยงเบนความสนใจของลูกได้ และไม่ควรคุยเรื่องเครียดๆ ขณะป้อนข้าวลูก

สำหรับลูกที่เริ่มนั่งได้แล้ว อาจให้นั่งบนเก้าอี้สำหรับเด็ก หรือเก้าอี้หัดนั่ง และกินข้าวร่วมกับพ่อแม่ โดยพ่อแม่คอยป้อนข้าวอยู่ข้างๆ และคอยพูดคุยหรือเล่านิทานเกี่ยวกับเรื่องการกินข้าวให้ฟังไปด้วยก็ได้ เพื่อสร้างสีสันในระหว่างการป้อนข้าว

Idea...การกิน อาหารร่วมกับพ่อแม่จะช่วยฝึกเรื่องการกินข้าวเองในอนาคต เพราะลูกจะคอยมอง และสังเกตมารยาทบนโต๊ะว่าเป็นอย่างไร ลูกจะนำมาเป็นแบบอย่างได้

3. ซ่อนผักใบเขียว... ถ้าเริ่มอาหารใหม่ๆ ที่ลูกไม่เคยกินมาก่อน เช่น ผักชนิดใหม่ ช่วงแรกอยากให้ใช้วิธีแทรกเข้าไปในอาหารที่ลูกคุ้นเคยก่อนสักระยะหนึ่ง เช่น หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ หรือใส่สีถนอมอาหารที่ปลอดภัย เป็นต้น เมื่อลูกเกิดความเคยชินกับอาหารนั้น แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้น

Idea...ครั้ง แรกที่ป้อน ถ้าลูกไม่กินเลย ถึงขั้นร้องงอแง อย่าท้อจนไม่ให้ลูกกินอีกเลย ให้ลองสัก 3-4 วัน แล้วลูกจะค่อยๆ เริ่มชิน จนในที่สุดเริ่มกินได้เอง เมื่อเขาโตขึ้นเขาก็จะเป็นเด็กที่กินผักได้

4. ใส่ถ้วยน้องหมี...ภาชนะ ที่มีลวดลายการ์ตูนสวยๆ ที่เด็กๆ ชอบ หรือมีสันสดใส ก็ช่วยดึงดูดใจเรื่องการกินของลูกได้เยอะ และให้เขาได้เลือกภาชนะใส่อาหารเองว่าวันนี้จะใช้ถ้วยลายไหน คราวนี้ต้องรีบให้คุณแม่ป้อนข้าวให้แหงๆ แต่ควรคำนึงถึงความปลอดภัย ภาชนะที่ใช้ควรทำจากวัสดุที่ปลอดภัย ไม่มีสารปนเปื้อน และไม่แตกง่ายด้วย

Idea...ลอง เปลี่ยนจากถ้วยชามพลาสติก มาเป็นถ้วยขนมปัง หรือฟักทอง มะเขือเทศดูบ้างที่เด็กๆ สามารถกินตัวภาชนะได้ด้วย ก็จะช่วยดึงดูดความสนใจเรื่องการกินได้มากขึ้น

5. เล่นทายซิ...อะไรอยู่ในถ้วย...จัด ลักษณะอาหารเป็นรูปแบบต่างๆ เช่น นำข้าวใส่รูปพิมพ์เป็นรูปหมี รูปดาว รูปหัวใจ และคุณแม่อาจจะเล่าเรื่องราวประกอบ ให้กินหู กินจมูก กินดาวเลย จะทำให้ลูกเกิดความสนใจ หรือจิ้มกินเองได้

Idea...อาจทำ เป็นอาหารที่สามารถหยิบกินเป็นชิ้นๆ หรือเป็นคำๆ ได้ โดยให้มีรูปแบบเป็นตัวการ์ตูนน่ารักๆ ก็จะช่วยให้มื้อนั้นเป็นมื้อที่อร่อยของเจ้าตัวเล็กอีกหนึ่งมื้อเลย

6. ช่วยทำอาหาร อยากกินจัง...เด็ก ช่วงวัยขวบปีแรก ถึงแม้เขาจะยังหยิบจับอะไรได้ไม่มากนัก แต่การมีส่วนร่วมในการเข้าครัวมาดูมาฟังการทำอาหาร เวลาที่คุณแม่ทำอาหาร แล้วก็เล่าวิธีการทำให้ลูกฟังไปด้วย ลูกจะเกิดการเรียนรู้เรื่องของการกินได้ไม่ยากเลย

Idea...สำหรับ ลูกน้อยที่เริ่มหยิบจับได้แล้ว ลองให้ช่วยทำอาหารง่ายๆ เช่น ทาแยมบนขนมปังหน้าตุ๊กตา โดยคุณแม่ช่วยจับมือทา แล้วลองให้เขาทำเอง เสร็จแล้วก็กินด้วยกัน

7. อย่าบังคับหนูกินนะ...สำหรับ เด็กที่เริ่มกินอาหารเสริม และมีพัฒนาการการกินที่ดีขึ้นจากช่วงแรกกิน 2-3 คำก็เป็น 5-6 คำ จนถึงครึ่งถ้วย อย่างนี้ต้องชื่นชมลูก สิ่งสำคัญถ้าลูกกินได้ไม่กี่คำแล้วไม่กินต่อ อย่าตำหนิ อย่าดุ หรือคะยั้นคะยอให้กินจนหมดถ้วย และไม่ควรบังคับลูก เพราะอาจกลายเป็นความทรงจำที่เลวร้าย ส่งผลให้เป็นคนกินยากได้

Idea...การ บังคับเรื่องการกิน ลูกอาจจะเกิดความรู้สึกอยากเอาชนะ คราวหน้าเรื่องกินก็จะกลายเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นจึงควรเริ่มทีละน้อย แล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณ หรือสังเกตว่าพอหมดแค่นี้ แล้วลูกมีท่าทีอยากจะกินอีก ก็ค่อยเพิ่มปริมาณ

ในช่วงขวบปีแรก ถ้าลูกยังกินอาหารได้น้อย แต่ดูสดใสร่าเริง เล่นได้ตามปกติ มีพัฒนาการที่ดี อย่างนี้ไม่ขาดอาหารแน่นอน ไม่ต้องกังวลนะคะ หรือลองนำวิธีง่ายๆ เหล่านี้ไปเริ่มใช้ดู ก็จะช่วยให้เรื่องการกินของลูกง่ายมากขึ้นค่ะ.




ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

คลิปวิดีโอจำลองวินาทีการคลอดแบบธรรมชาติของทารก เป็นช่วงสำคัญที่คุณแม่และครอบครัวรอคอยกันเลยทีเดียวค่ะ

ปกติ ปากมดลูกจะกว้างประมาณ 2 ซม. แต่เมื่อมดลูกหดรัดตัวก็จะบางลงและเปิดขยายออก ปากมดลูกที่บางเต็มที่จะค่อยๆ เปิดขยายกว้างตามการหดรัดตัวของมดลูก เมื่อปากมดลูกเปิดขยายกว้างออกจนถึงประมาณ 10 ซม. ศีรษะของลูกจะเคลื่อนผ่านออกมา ศีรษะของลูกจะโผล่ออกขึ้นเรื่อยๆ และผลุบๆ โผล่ๆ อยู่บริเวณปากช่องคลอดตามแรงเบ่ง




 

 

คุณแม่จะเบ่งจนหัวลูกโผล่ออกมาทีละน้อยจน หมด ต่อจากนั้นลูกจะหมุนศีรษะไปด้านข้าง มดลูกจะหยุดบีบรัดตัวชั่วครู่ ขณะเดียวกันคุณหมอคอยสำรวจรอบๆ คอลูกว่ามีสายสะดือพันคอไหม ถ้าพบว่ามีสายสะดือพันคออยู่คุณหมอจะช่วยขยับสายสะดือที่คล้องคอออก เพื่อให้ลูกคลอดออกมาหรืออาจดึงออกไปให้พ้นศีรษะ


จากนั้นคุณหมอ จะดึงศีรษะลูกให้ไหล่แต่ละข้างเคลื่อนออกมาอย่างรวดเร็ว และร่างกายส่วนที่เหลือก็จะตามออกมา โดยมีมือทั้งสองของคุณหมอคอยรับอย่างปลอดภัย สามารถเลื่อนไปดูคลิปวิดีโอที่ด้านล่างได้เลยค่ะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

โรคระบบทางเดินอาหารในเด็ก เป็นโรคที่ไม่อันตราย แต่ก็สร้างความไม่สบายตัวให้เด็กและคุณพ่อคุณแม่ได้ไม่น้อย สาเหตุมาจากสุขลักษณะในการใช้ชีวิตประจำวันเป็นหลัก เพราะโดยพื้นฐานของเด็กเป็นนักสำรวจ หยิบจับอะไรได้ก็เข้าปาก จึงทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย โรคระบบทางเดินอาหารในเด็กส่วนใหญ่จึงมาจากการติดเชื้อทางปาก โดยน้ำลายเป็นตัวนำเชื้อโรคเป็นส่วนใหญ่นั่นเอง มารู้จักปัญหาด้านนี้กันดีกว่า 

 

1 ไวรัสลงกระเพาะ

เนื่องจากเริ่มมีพัฒนาการในการหยิบ จับ และนำสิ่งต่างๆ เข้าปาก อมมือ อมของเล่น ยิ่งเด็กในช่วงวัยเรียน ที่ต้องอยู่ร่วมกันในชั้นเรียน ใช้ของเล่นร่วมกับเพื่อนๆ เมื่อเด็กคนหนึ่งเล่นแล้วนำเข้าปาก ทำให้ของเล่นเปียกน้ำลาย คนที่หยิบไปเล่นต่อก็อาจจะนำไปเข้าปากอีก หรือมือเปียกน้ำลายก็ไปหยิบนู่น หยิบนี่ บ้างก็เอามือป้ายพื้นบ้าง เปียกปอนกันไปเป็นทอดๆ จึงทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย แต่เป็นโรคที่ไม่อันตราย 

 

ควรหมั่นดูแลเรื่องความสะอาดของเด็ก ล้างมือให้เด็กบ่อยๆ ก็จะช่วยลดการเกิดโรคได้มาก ยกเว้นในกรณีที่มีอาการอาเจียนมากกว่า 2-3 ครั้งต่อวัน ซึ่งจะทำให้เด็กมีภาวะขาดน้ำมาก ควรมาพบคุณหมอเพื่อตรวจรักษาต่อไป

 

อาการ เด็กๆ มักจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง มีไข้ต่ำๆ เนื่องจากภาวะขาดน้ำ เสียกรด ทำให้อ่อนเพลีย ร้องไห้โยเย ส่วนมากเกิดได้กับเด็กวัยตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป 

 

2 ท้องเสีย 

เกิดจากเชื้อโรคเข้าไปในกระเพาะอาหาร และส่วนหนึ่งลงไปถึงลำไส้ใหญ่ อาการที่เรียกว่าท้องเสียคือ เด็กถ่ายเหลวเป็นจำนวน 3 ครั้งต่อวัน หรือถ่ายเป็นมูกปนเลือด 1 ครั้งต่อวัน อาการท้องเสียสามารถเกิดได้ทั้งจากเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย 

 

อาการ  เด็กมักมีไข้ต่ำๆ ถ่ายเป็นน้ำ ไม่ค่อยมีกลิ่น ไม่เพลีย ไม่ซึม แบบนี้ไม่น่าเป็นห่วง ยกเว้นเชื้อไวรัสโรต้า จะมีอาการถ่ายเป็นน้ำ 8-10 ครั้งต่อวัน ทำให้ร่างกายเสียน้ำเยอะ อ่อนเพลีย กรณีนี้ควรไปพบคุณหมอ ซึ่งอาจต้องให้เด็กนอนให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาล 

 

ท้องเสียเชื้อไวรัสธรรมดานั้น คุณพ่อคุณแม่สามารถรักษาได้ตามอาการ คือให้ดื่มเกลือแร่ทดแทนภาวะขาดน้ำ โดยใช้ผงเกลือแร่สำเร็จรูป ชงในน้ำ 1 แก้ว แล้วค่อยๆ ใช้ช้อนตักป้อนทีละน้อย ให้หมดภายใน 3-4 ชม. แต่ไม่ควรให้เด็กดื่มเกลือแร่จากขวดนมหรือใช้หลอดดูด เพราะจะทำให้ร่างกายดูดซึมได้ไม่ดี ลำไส้ปรับสภาพไม่ทัน และเกลือแร่จะออกมากับปัสสาวะหมด สังเกตได้จากปัสสาวะของเด็กจะเป็นสีเหลืองเหมือนน้ำเกลือแร่ 

 

ส่วนอาการท้องเสียจากการติดเชื้อแบคทีเรีย จากเชื้อบิดหรือเชื้อไทฟอยด์ อาการของเด็กมักมีไข้สูง ถ่ายเป็นมูกและมีเลือดปน อาการปวดท้องแบบบิดๆ กรณีนี้ค่อนข้างเป็นอันตราย และไม่สามารถหายได้เอง จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะในการรักษา และรีบมาพบคุณหมอทันที 

 

3 กรดไหลย้อน

เด็กๆ ก็สามารถเป็นกรดไหลย้อนได้เหมือนกัน จริงๆ แล้วกรดไหลย้อนสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงวัย แต่โดยพยาธิสภาพของเด็ก ถ้าเป็นในเด็กเล็ก จะเกิดจากหูรูดที่กั้นระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารของเด็กยังไม่แข็งแรง เหมือนก๊อกที่ปิดไม่ค่อยสนิท ทำให้ของเหลวในกระเพาะอาหารเอ่อท้นขึ้นมาที่หลอดอาหารได้ ทำให้หลอดอาหารระคายเคือง เป็นแผล ถลอก เด็กจึงไม่สบายตัว ไม่มีความสุข

 

อาการ คือร้องไห้โยเย ทำตัวบิดๆ หลังแอ่นๆ หน้าแดง กระสับกระส่าย ท้องอึด เมื่อกินนมไปแล้วประมาณครึ่งชั่วโมงจะแหวะออกมา และน้ำหนักตัวไม่ขึ้นหรือน้ำหนักขึ้นน้อย ซึ่งดูได้จากน้ำหนักที่เหมาะสมของแต่ละช่วงวัย 

 

ภาวะกรดไหลย้อนไม่ใช่เรื่องอันตราย แต่ก็ควรมาปรึกษาคุณหมอเพื่อตรวจดูอย่างละเอียด และการรักษาที่ถูกต้อง เช่น ปรับเปลี่ยนวิธีการทาน เปลี่ยนสูตรของนมหรืออาหารให้หนืดขึ้น เพื่อให้จับตัวอยู่ในกระเพาะได้นานขึ้น ไม่เอ่อท้นขึ้นมาที่หลอดอาหาร ซึ่งแพทย์จะพิจารณาการรักษาเป็นรายๆ ไป

 

4 กลืนสิ่งแปลกปลอม

เด็กๆ มักมีการเล่นเหรียญหรือแบตเตอรี่ในของเล่น ถ้ามีขนาดใหญ่มากกว่า 3 เซนติเมตร มักติดในหลอดอาหารในเด็กเล็กได้ ในกรณีแบตเตอรี่จะกัดกร่อนเนื้อเยื่อกระเพาะอาหารทะลุได้หรือจะเป็นน้ำยา ล้างห้องน้ำก็มีผลกัดกร่อนหลอดอาหาร และกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นสารอันตรายจึงควรเก็บให้พ้นมือเด็ก 

 

การรักษาโรคระบบทางเดินอาหารในเด็ก คือการรักษาตามลักษณะอาการ สิ่งสำคัญคือ การป้องกันเพื่อให้เด็กห่างไกลจากเชื้อโรคมากกว่า พบว่าเด็กในช่วงวัยเรียน มักเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารได้บ่อย เนื่องจากต้องอยู่ร่วมกัน ใช้สิ่งของร่วมกัน เด็กควรมีขวดน้ำแยกเป็นของส่วนตัว คุณครูควรให้เด็กล้างมือบ่อยๆ ควรล้างทำความสะอาดของเล่นหรือของที่ต้องใช้ร่วมกันให้เด็กบ่อยๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างสุขลักษณะที่ดีให้กับเด็กและปลอดภัยจากโรคได้  

 

ท้ายนี้ ฝากถึงน้องๆ และคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ควรเน้นเรื่องการดูแล การเลือกอาหารกันหน่อยว่า  “อาหารนอกบ้าน มักมีสีสัน ล่อตา ล่อใจ แต่ก็ไม่ควรเผลอใจกินโดยไม่เลือก ควรกินอย่างมีสติ โดยใช้หลัก 3 อย่าง คือประโยชน์ ปลอดภัย และประหยัด ควรเลือกกินอาหารที่ได้สารครบทั้ง 5 หมู่ หากในวันนั้นไม่สามารถทำได้ ก็ต้องจัดสรรอาหารมื้อต่อๆ ไปให้ดี เลือกอาหารที่มีสีสันตามธรรมชาติ ไม่ฉูดฉาด เลือกร้านที่ปลอดแมลงวัน หลีกเลี่ยงอาหารที่ดูเกินจริง เช่น ลูกชิ้นลูกใหญ่มากๆ  น้ำแข็งใสสีแดงแจ๊ดนั่นหมายถึงมีสารเจือปนอยู่มากมาย  ซึ่งเด็กบางคนอาจแพ้สารเหล่านี้ได้ หากคุณพ่อคุณแม่สามารถทำอาหารง่ายๆ เช่น แซนวิสไข่ดาว เพื่อนำไปกินระหว่างวันด้วยก็จะยิ่งดี เพราะเราย่อมเลือกของที่ดีที่สุดให้กับลูกเสมอ 

 

นอกจากประหยัดแล้วยังปลอดภัยและได้ประโยชน์แน่นอน ..และอย่าลืมตัดเล็บให้สั้น ล้างมือให้สะอาด ทุกครั้งก่อนทานอาหาร อาจพกเกลือแร่ติดบ้านไว้เป็นการช่วยเหลือลูกในเบื้องต้นด้วยก็ได้ สุดท้ายเพื่อความปลอดภัย ให้เก็บเหรียญ ของมีคม น้ำยาที่เป็นกรดด่าง ให้ห่างไกลจากเด็กกันด้วยค่ะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

เข้าสู่การท้องไตรมาส 3 ใกล้ความจริงขึ้นมาทุกที ช่วงเวลาตั้งครรภ์อาจจะไม่ราบรื่นนักโดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงเดือนที่ 8 จนถึงคลอด เรามาดูกันซิว่า 5 อาการยอดฮิตช่วงท้องไตรมาส 3 มีอะไรบ้าง


 

อาการบวมระหว่างตั้งครรภ์ช่วงเดือนที่ 8 และ 9

 

อาการบวมเป็นปฏิกิริยาทางธรรมชาติที่ร่างกายของเรากักเก็บน้ำในเนื้อ เยื่อทำให้มีปริมาณของเหลวในร่างกายเพิ่มขึ้น อีกทั้งสารเคมีในกระแสเลือดที่เปลี่ยนไปก็ทำให้ร่างกายดูดซึมของเหลวใน ปริมาณที่มากขึ้นเช่นกัน

 

นอกจากนี้ขนาดของมดลูกที่ใหญ่ขึ้นก็ทำให้กระดูกเชิงกรานกดทับเส้นเลือดดำ ใหญ่ที่ชื่อว่าเวนาคาวา (vena cava) ซึ่งอยู่ทางด้านขวาของร่างกาย ทำให้ไม่สามารถส่งเลือดจากบริเวณหลังช่วงล่างกลับไปที่หัวใจได้สะดวก

 

โดยส่วนใหญ่เราจะรู้สึกบวมที่บริเวณข้อเท้าและเท้าหากต้องยืนหรือนั่ง เป็นระยะเวลานาน บางคนอาจจะรู้สึกว่าแหวนที่สวมตามนิ้วมือคับ หรือมีอาการหน้าบวมร่วมด้วย

 

อาการบวมที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มักเกิดจากกิจกรรมต่าง ๆ ในระหว่างวัน เมื่ออากาศเปลี่ยนทั้งร้อนและเย็น อาการบวมก็จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวยิ่งจะทำให้คุณบวมได้มากขึ้น ดิฉันจำได้ว่าอาการเท้าบวมของตัวเองเกิดขึ้นในช่วงตั้งท้องเดือนที่ 8 พอดี จากนั้นมือบวมและชาก็ตามมา และมีอาการหน้าบวมหลังจากตื่นนอน

 

แม้ว่าอาการบวมอาจทำให้คุณรู้สึกกังวล แต่โดยทั่วไปแล้วอาการบวมระหว่างตั้งครรภ์โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนนั้นไม่ใช่ เรื่องที่น่าเป็นห่วงเพราะไม่มีอันตรายต่อคุณและลูกน้อย แต่หากบวมมากเกินไป บางครั้งอาจเป็นเพราะความดันเลือดสูงขึ้น จึงควรหมั่นสังเกตอาการและปรึกษาแพทย์หากคุณรู้สึกกังวลหรือสังเกตว่าอาการ บวมของคุณผิดปกติ

 

วิธีลดอาการบวม

 

การนอนตะแคงสามารถช่วยลดน้ำหนักที่กดทับกระดูกสันหลังได้ แต่เมื่อเส้นเลือดดำใหญ่ที่ชื่อว่าเวนาคาวา (vena cava) อยู่ทางด้านขวาของร่างกาย ดังนั้นการนอนตะแคงซ้ายจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดค่ะ

 

• ยกขาสูงทุกครั้งที่ทำได้ หากอยู่ที่ทำงานก็ควรหาเก้าอี้ หรือกล่องอะไรก็ได้มาหนุนให้ขาสูงขึ้น
• หลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง
• เปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ เพื่อให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นตลอดจนยืดขาโดยให้ส้นเท้าแตะพื้นก่อน แล้วค่อย ๆ เหยียดปลายเท้าเพื่อให้กล้ามเนื้อน่องผ่อนคลาย จากนั้นก็ขยับนิ้วเท้าไปมา
• ไม่ควรใส่ถุงเท้าที่รัดแน่น
• ควรเลือกรองเท้าที่สวมใส่สบายและรองรับการขยายตัวของเท้า
• ดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อให้ร่างกายเก็บน้ำน้อยลง
• รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มซึ่งจะทำให้คุณขาดน้ำได้
• ใช้ผ้านวม ผ้าห่ม หรือหมอนใบใหญ่วางซ้อนกันที่ปลายเตียงเพื่อหนุนให้เท้าสูงขึ้น เวลานอนพลิกตัวปลายเท้าก็ยังคงอยู่สูงกว่าระดับหัวใจ
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ (แบบเบา ๆ ) เช่น เดิน ว่ายน้ำ ปั่นจักรยานอยู่กับที่

 

ไม่ต้องกังวลไปนะคะ อาการบวมระหว่างตั้งครรภ์นี้จะหายไปเองหลังจากคลอดลูกค่ะ


 

การกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ

 

โรค Carpal Tunnel Syndrome หรือชื่อย่อคือ CTS เป็นโรคที่พบได้บ่อยในกลุ่มคนทำงานในออฟฟิส ที่ต้องใช้มือและข้อมือในการทำงานมาก เช่น โปรแกมเมอร์ แต่ก็พบบ่อยในกรณีของคนท้องเนื่องจากอิทธิพลของฮอร์โมน การที่ร่างกายเปลี่ยนแปลง ทำให้มีการสะสมของน้ำในร่างกายจำนวนมากจนมีอาการการบวมน้ำ โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ จะมีน้ำในร่างกายสูงที่สุด จนช่องหรืออุโมงค์ที่ข้อมือแคบลง ทำให้เส้นประสาทที่ไปเลี้ยงบริเวณมือถูกกดทับ จนเนื้อเยื่อบวมจนรู้สึกชา เจ็บ และปวดที่บริเวณปลายนิ้ว หรืออาจจะเป็นทั้งมือได้ สำหรับดิฉันมีอาการมือขวาชาทั้งมือ ส่วนนิ้วกลางมือซ้ายมีอาการขัด เวลางอแล้วรู้สึกเจ็บ ไม่สามารถคลายออกเองได้ ต้องใช้นิ้วอื่น ๆ ที่มือขวาช่วงง้างออกมา สำหรับบางรายอาการชาอาจจะมาถึงแขนและต้นแขน รายที่มีอาการรุนแรงอาจจะรู้สึกล้า และไม่มีแรง หยิบอะไรก็หลุดมือไปหมด แต่คุณหมอบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงไป เพราะเมื่อหลังคลอด พออาการบวมลดลง ช่องที่บริเวณข้อมือก็จะกลับมากว้างเหมือนเดิม อาการชาก็จะหายไปเองค่ะ

 

วิธีลดอาการปวด

 

ก่อนอื่นคุณควรหาสาเหตุก่อนว่ากิจกรรมอะไรที่ทำให้คุณรู้สึกชา ปวดตามมือ บางครั้งคุณสามารถป้องกันได้ เช่น ถ้าคุณต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์ก็ควรหาที่รองข้อมือเพื่อไม่ให้ข้อมืองอ หรืออาจจะใช้สายรัดช่วยรัดพยุงข้อมือ คุณควรพักเป็นระยะเพื่อยืดข้อมือด้วยนะคะ

 

แต่ถ้าหากเกิดจากภาวะการตั้งครรภ์แล้วละก็ คุณควรแช่มือในน้ำอุ่น เวลานอนก็พยายามหลีกเลี่ยงการนอนทับมือ ให้วางมือไว้บนหมอนเพื่อหลีกเลี่ยงการกดทับ แต่หากตื่นขึ้นมาแล้วมีอาการชาและปวดก็สะบัดมือจนกว่าจะรู้สึกดีขึ้น นอกจากนี้การฝึกโยคะสามารถช่วยบรรเทาอาการนี้ได้ เนื่องจากเป็นการฝึกมือให้แข็งแรงขึ้น


 

อาการเหนื่อยง่ายเมื่อครรภ์ใหญ่ขึ้น

 

อาการเหนื่อยง่ายเมื่อครรภ์ใหญ่ขึ้นเกิดขึ้นเนื่องจากมดลูกขยายใหญ่ขึ้น ตามขนาดตัวของเด็กที่เติบโตภายในครรภ์ มดลูกจะดันกระเพาะอาหาร และลำไส้ขึ้นบน ส่งผลให้กระบังลมถูกดันสูงขึ้น นอกจากนั้นมดลูกยังดันผนังหน้าท้อง ให้ยื่นออกมา ทั้งกระบังลมและผนังหน้าท้องมีส่วนช่วยในการหายใจ จึงไม่แปลกใจที่คุณจะรู้สึกหายใจลำบากเมื่อครรภ์ใหญ่ขึ้น อาการเหนื่อยง่ายเมื่อครรภ์ใหญ่ขึ้นพบได้บ่อย เนื่องจากหัวใจต้องสูบฉีดเลือดเพิ่มมากขึ้น เลือดบางส่วนต้องไปเลี้ยงลูกในครรภ์ เลือดส่วนที่ไปเลี้ยงบริเวณขาจะไหลกลับสู่หัวใจลำบาก โดยเฉพาะเวลายืนหรือเดิน โดยส่วนตัวแล้วนอกจากจะเหนื่อยเวลาเดิน แล้ว แค่นั่งคุยอยู่เฉย ๆ ก็รู้สึกเหนื่อยแล้วละค่ะ

 

วิธีลดอาการเหนื่อยง่าย

 

หากคุณเดินแล้วเหนื่อยหรือเกิดอาการหายใจลำบาก ควรค่อย ๆ นั่งยอง ๆ โดยใช้มือใดมือหนึ่งเกาะเสาหรือหลักให้แน่น ควรสูดหายใจลึก ๆ ให้เต็มปอด เลือดจะกลับสู่หัวใจมากขึ้น และเลือดบางส่วนจะไปเลี้ยงสมองมากขึ้น ช่วยลดอาการเหนื่อยและหายใจลำบากได้ดี


 

 

ตะคริว

ดิฉันว่าทุกคนคงเคยเป็นตะคริวเวลาท้องบ้าง มากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน ตะคริวนั้นอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุจนก่อให้เกิดการเกร็งของกล้ามเนื้ออย่าง รุนแรง

 

กล้ามเนื้อขาของเราอาจจะแบกรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น มดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นอาจไปกดทับเส้นเลือดดำใหญ่ของขา ประกอบกับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปขณะตั้งครรภ์ร่วมด้วย นอกจากนี้ ตะคริวยังเกิดจากการขาดสารอาหารบางอย่าง เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และเกลือในกระแสเลือด เนื่องจากเด็กดึงสารอาหารเหล่านี้ผ่านรกไปใช้เพื่อการเจริญเติบโตในครรภ์ แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าถ้าคุณทานวิตามินเสริมแร่ธาตุที่คุณขาดแล้ว จะช่วยป้องกันตะคริวได้ ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุอะไรก็ตาม ความเจ็บปวดจากตะคริวก็ทำให้เราสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกได้ทันที

วิธีป้องกันตะคริว

 

วิธีต่อไปนี้อาจจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงตะคริวที่ขาได้บ้างนะคะ

 

• ยืดน่อง ยืนห่างจากกำแพง 1 เมตร แล้วใช้มือยันกำแพงไว้ พยายามให้ฝ่าเท้าแบบราบติดพื้นไว้นะคะ ทำค้างไว้ครั้งละ 5 วินาที เซ็ตละ 5 ครั้ง ทำสัก 3 เซ็ด โดยเฉพาะก่อนนอนนะคะ

 

• ดื่มน้ำเยอะ ๆ อย่างน้อยก็ให้ถึง 8-10 แก้วต่อวันนะคะ แต่ถ้าหากคุณไม่อยากตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ ก็ลองดื่มน้ำก่อนนอนสัก 2-3 ชั่วโมงก่อนนอน

 

• หลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้างและการยืนในระยะเวลาติดต่อกันเป็นเวลานาน

 

• อาบน้ำโดยการนอนแช่น้ำอุ่น แต่หากคุณไม่มีอ่างอาบน้ำก็สามารถใช้ถังน้ำแล้วใส่น้ำอุ่นแช่น้ำตั้งแต่เข่าถึงเท้าได้เหมือนกันค่ะ

 

ทำอย่างไรเมื่อสะดุ้งตื่นเพราะตะคริวกลางดึก

 

สิ่งแรกที่ต้องทำคือยืดกล้ามเนื้อค่ะ ยืดขาเริ่มจากส้นเท้าก่อนเป็นอันดับแรก ตามด้วยข้อเท้าและนิ้วเท้าค่ะ ช่วงแรกก็ต้องทนเจ็บหน่อยนะคะ แต่ว่าความปวดจะค่อย ๆ หายไป ไม่อย่างนั้นก็ลองนวดหรือเดินยืดขาสักพักก่อนกลับเข้าไปนอน วิธีที่ดิฉันใช้แล้วได้ผลทุกครั้งคือ พอรู้ว่าเป็นตะคริวปุ๊บก็กลั้นใจทนปวดแล้วรีบลุกขึ้นยืนตรงเลยค่ะ อาจจะใช้มือช่วยพยุงโดยเกาะกำแพงเอาไว้เป็นหลักนะคะ เพราะวิธีนี้ช่วยให้ตะคริวหายไปในระยะเวลาแป๊บเดียวเอง


 

 

 

ริดสีดวง

 

ช่วงเวลาที่คุณท้องทำให้คุณมีโอกาสเป็นริดสีดวงทวารได้ง่ายขึ้น เนื่องจากมดลูกที่มีขนาดใหญ่ขึ้นไปกดทับเส้นเลือดดำบริเวณด้านขวาของร่างกาย ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดบริเวณนั้นทำงานไม่ปกติ ส่งผลให้เส้นเลือดดำบริเวณทวารหนักปูดออกมา ซึ่งมีขนาดตั้งแต่เมล็ดถั่วถึงผลองุ่น เวลาขับถ่ายจึงเกิดการเสียดสีและเกิดเลือดออกบริเวณทวารหนัก สร้างความระคายเคืองและความเจ็บปวด

 

วิธีการดูแลตัวเองหากเป็นริดสีดวง

 

• หากพบว่าเป็นริดสีดวงสิ่งแรกที่คุณควรทำคือพยายามรักษาความสะอาดบริเวณทวาร หนัก และใช้กระดาษทิชชูที่นิ่ม ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง

 

• ใช้ความเย็นประคบบริเวณที่เป็นริดสีดวงหลายครั้งต่อวัน เพื่อลดอาการบวมของหลอดเลือดดำที่ปูดออกมา

 

• แช่ก้นในน้ำอุ่นครั้งละ 15 นาที หรือลองแช่น้ำอุ่นสลับกับการประคบน้ำแข็งก็ได้ค่ะ

 

• วิธีต่อไปนี้ฟังดูแล้วอาจจะสยองสักหน่อย แต่คุณสามารถทำเองที่บ้านได้เช่นกันนั่นคือ ดันริดสีดวงให้กลับเข้าไปข้างในทวารหนักเพื่อลดการเสียดสีค่ะ ก่อนทำควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง วันหนึ่งอาจจะต้องทำหลายครั้งสักหน่อย ถ้าลองทำแล้ว 2-3 วันยังไม่รู้สึกดีขึ้นก็ควรไปพบแพทย์ แพทย์จะดันริดสีดวงกลับเข้าไปให้คุณพร้อมทั้งให้ยาเหน็บก้นเพื่อลดการเสียด สีและหล่อลื่นบริเวณทวารหนัก และยาผสมกับน้ำเพื่อทำให้อุจจาระไม่แข็ง จะได้ถ่ายได้สะดวก ไม่เจ็บและไม่มีเลือดไหล ที่สำคัญคุณควรทานอาหารที่มีกากใยเพื่อช่วยในการขับถ่าย หลีกเลี่ยงการท้องผูก ดื่มน้ำเยอะ ๆ และเวลาท้องคุณไม่ควรซื้อยาทานเองนะคะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

1. ทำไมผิวหนังของลูกถึงมีรอยเหี่ยวย่น?

ผิวหนังของเด็กทารกแรกเกิดจะมีรอยเป็นสีม่วงๆ หรือ แดง และมีก้อนสีขาวๆ ปกคลมอยู่ด้วย หลายท่านอาจสงสัยว่าคืออะไร สำหรับก้อนสีขาวๆ ที่ปกคลุมตามผิวหนังของทารกนั้นเรียกกันว่า vernix หรือไขมันในทารกแรกเกิดที่ช่วยปกป้องผิวบอบบางของทารกจากน้ำคร่ำในมดลูก ส่วนรอยสีแดงๆ ตามตัวของทารกแรกเกิดนั้นมาจากหลอดเลือดใต้ผิวหนังของทารก เพราะเมื่อเด็กเพิ่งเกิด ผิวหนังจะบอบบางและค่อนข้างโปร่งใส จึงทำให้เห็นสีของหลอดเลือดชัดขึ้น หลังผ่านไปหนึ่งหรือสองวันผิวจะเริ่มกลายเป็นสีชมพู และจากนั้นจึงค่อยกลายเป็นสีผิวหนังตามปกติ
2.	ทำไมหัวของลูกถึงดูไม่กลม แต่เป็นเหลี่ยมๆ?
เป็นเรื่องปกติที่หัวของทารกแรกเกิดอาจจะไม่กลม มน เกิดมาจากการเกยกันของกระดูกกระโหลกศีรษะ ขณะที่ทารกถูกเบ่งผ่านออกมาทางช่องคลอด โดยส่วนที่บอบบางของศีรษะทารกจะช่วยให้กระดูกกระโหลกศีรษะกดหรือบีบรัดตัวใน ขณะที่คุณแม่กำลังคลอด ส่งผลให้รูปทรงศีรษะของทารกออกมาไม่กลมมน โดยศีรษะของทารกจะกลมมนขึ้นหลังเกิดมาได้ 1-2 สัปดาห์แล้ว
3. ทำไมลูกถึงจามบ่อยมาก?
แม้คุณพ่อคุณแม่หลายท่านจะกังวลที่ลูกน้อยวัยแรก เกิดจามบ่อยๆ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เรื่องน่ากังวลเลย เพราะการจามของทารกเป็นวิธีที่พวกเขาใช้ในการขับน้ำคร่ำและสิ่งที่เจือปน อยู่ในอากาศออกจากร่างกาย
4. ทำไมบนหน้าของลูกถึงเต็มไปด้วยเม็ดตุ่ม?
เป็นเรื่องที่ปกติสำหรับเด็กแรกเกิดบางคน ที่จะมีสิวในทารก (infant acne) เป็นเหมือนตุ่มเล็กๆ โดยสิวในทารกนั้นเกิดจากฮอร์โมนของคุณแม่ที่ยังหลงเหลืออยู่นั่นเอง วิธีการดูแลคือ ให้ล้างหน้าของเจ้าหนูอย่างอ่อนโยน และระวังอย่าให้หน้าของลูกโดนผ้าที่ถูกซักโดยผงซักฟองชนิดรุนแรงด้วย
5. ทำไมลูกน้อยถึงผิวลอก?
หลังจาก vernix หรือไขมันในทารกแรกเกิดที่ช่วยปกป้องผิวบอบบางของทารกจากน้ำคร่ำในมดลูก เริ่มหลุดออกไป ผิวหนังชั้นนอกสุดของหนูน้อยจะต้องเผชิญและสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวโดย ตรง ผิวหนังจึงเริ่มแห้ง และลอกออก คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลไปค่ะ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมชาติ ผิวหนังจะเปลี่ยนไปตามธรรมชาติของมันเอง ไม่ต้องไปลอกผิวของลูกหรือทาครีมอะไรทั้งสิ้น
6. ทำไมลูกถึงตกใจง่ายกับแค่เสียงเบาๆ?
อาการตกใจง่ายกับเสียงเบาๆ เป็นเรื่องปกติของทารก ที่เรียกกันว่าปฏิกิริยาโมโร (Moro Reflex) โดยทารกจะมีอาการตกใจและเหวี่ยงแขนออก เมื่อได้ยินเสียงดัง เสียงไอ เสียงจาม หรือเวลาที่พ่อแม่อุ้ม และเวลาที่ทารกรู้สึกเหมือนจะร่วงตกพื้น ซึ่งปฏิกิริยาเหล่านี้ล้วนเป็นอาการบ่งชี้ว่าลูกของคุณมีพัฒนาการปกติ และปฏิกิริยาโมโร (Moro Reflex) จะหายไปหลังทารกอายุมากกว่า 3 เดือนไปแล้ว
7. ทำไมมือและเท้าของลูกถึงเย็นอยู่ตลอดเวลา?
ระบบไหลเวียนโลหิตของทารกแรกเกิดนั้นยังไม่พัฒนา เต็มที่ ดังนั้นโดยมากเลือดจะไหลไปเพื่อช่วยในการทำงานของอวัยวะหลักหรืออวัยวะ สำคัญๆ มากกว่า หลังผ่านไป 2-3 เดือน ระบบไหลเวียนโลหิตของทารกจะพัฒนาได้เต็มที่ขึ้นและร่างกายของทารกจะเริ่ม ปรับตัวให้เข้ากับชีวิตที่ไม่ได้อยู่ในมดลูกได้แล้ว เมื่อถึงตอนนี้มือและเท้าของทารกก็จะไม่เย็นอีกต่อไป
8. อุจจาระของลูกถึงเหมือนคนที่มีอาการท้องร่วง?
เคยแปลกใจหรือกังวลไหมว่า ทำไมอุจจาระของลูกถึงเหมือนคนที่มีอาการท้องร่วง คือเป็นสีเหลืองอ๋อย บางครั้งก็เป็นเม็ดๆ ดูไม่เป็นรูปเป็นร่าง แถมลูกยังอุจจาระออกมาครั้งละน้อยๆ แต่หลายครั้งต่อวันอีก ความจริงแล้วเป็นเรื่องปกติของเด็กแรกเกิดและคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ต้องกังวลไป ค่ะ อาการเหล่านี้ล้วนเกิดมาจาก gastrocolic reflex หรือปฏิกิริยาจากกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่ ที่เมื่อทารกดูดนมเข้าไป ก็จะอุจจาระออกมา แต่เมื่อระบบย่อยอาหารของทารกเริ่มคุ้นชินกับการดื่มนม อาการเหล่านี้ก็จะค่อยๆ ลดลงค่ะ
9. ทำไมริมฝีปากของลูกถึงมีรอยบวมหรือเป็นแผล?
เด็กแรกเกิดมักจะดูดนมแม่หรือดื่มนมจากขวดอย่าง รุนแรง จนอาจทำให้เกิดเป็นแผลหรือรอยบวมบนริมฝีปากของเจ้าหนูได้ โดยอาการเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ทารกรู้สึกไม่สบายหรือเจ็บปวดแต่อย่างใด
10. ทำไมลูกถึงหายใจแปลกๆ?
คุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจสังเกตได้ว่าทารกน้อยของ คุณหายใจแบบแปลกๆ หรือหายใจไม่สม่ำเสมอ ถ้าเจอแบบนี้ก็อย่าเพิ่งกังวลไป นั่นเป็นเพราะกะบังลมของหนูน้อยยังพัฒนาไม่เต็มที่ แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ยังกังวลว่าลูกอาจเกิดอาการ SIDS (Sudden Infant Death Syndrome หรือการหลับไม่ตื่นในเด็กทารก ) ก็ขอให้แน่ใจเสมอว่าลูกนอนหงายอยู่เสมอ และไม่มีอะไรมาทับหรือขวางหน้าของลูกบนเตียงค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
ช่วงนี้กล้ามเนื้อหน้า ท้องอาจยังหย่อน ความดันในช่องท้องอาจลดลง ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มขึ้นตอนท้องก็ทำให้กล้ามเนื้อลำไส้คลายตัว จนท้องผูกหลังคลอดได้ และการมีแผลตัดฝีเย็บก็ทำให้กลัวเจ็บแผล ไม่อยากขับถ่ายได้ ไม่เป็นไรค่ะ เรามี 5 วิธีดูแลแก้ไขท้องผูกมาฝากคุณแม่กันแล้ว
 
1 กินอาหารที่มีเส้นใย ได้แก่ ข้าวซ้อมมือ ผักและผลไม้บางชนิด เช่น มะละกอ ส้ม กล้วย ลูกพรุน ฝรั่ง เแอปเปิ้ล หรือจะดื่มน้ำผลไม้ช่วย เช่น น้ำส้ม น้ำมะขาม น้ำลูกพรุนก็ช่วยแก้ท้องผูกได้
 
2 ดื่มน้ำให้มากเพียงพอ 6-8 แก้ว ต่อวัน น้ำจะช่วยทำให้อุจจาระนิ่มลง ขับถ่ายได้ง่าย และุการขับถ่ายไม่ได้ทำให้แผลฝีเย็บแยกจนเจ็บมาก ดังนั้นอย่ากลัวจนถึงกับกลั้นไว้เพราะจะยิ่งทำให้อุจจาระแข็ง ขับถ่ายได้ยากขึ้น
 
3 ออกกำลังกายอย่าง เหมาะสมเมื่อน้ำคาวปลาหยุดไหล โดยเริ่มบริหารหน้าท้อง หรือการเดินออกกำลังเพื่อกระตุ้นให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น ทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการขับถ่ายได้ดีขึ้นค่ะ
 
4 ฝึกขมิบอุ้งเชิงกรานให้กล้ามเนื้อหน้าท้องและบริเวณทวารแข็งแรงขึ้น โดยคุกเข่า มือยันพื้นทั้ง 2 ข้าง แล้วเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณทวาร แล้วดึงกล้ามเนื้อเชิงกรานเข้ามา พร้อมโก่งกล้ามเนื้อส่วนหนังให้สูงขึ้น ค้างไว้แล้วค่อยคลายกล้ามเนื้อ โดยไม่ให้หลังแอ่นลงนะคะ
 
5 ยาถ่ายชนิดกินหรือยา เหน็บอาจช่วยได้ แต่คุณแม่จะต้องปรึกษาคุณหมอก่อน เพราะยาบางชนิดอาจผ่านเข้าไปในน้ำนมได้ หรือยาบางตัวอาจทำให้คุณแม่ปวดท้อง หรือทำให้ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำได้นะคะ.

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

เทศมันเป็นพืชที่เต็มไปด้วย วิตามินและแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์กับร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี แร่ธาตุสังกะสี โพแทสเซียม ฯลฯ มันเทศต้มนม อาหารเสริมลูกน้อยวัย 6 เดือน สาธิตการทำโดยคุณ Janes Rungkan มาฝากกันค่ะ



มันเทศ, อาหารเสริม,อาหารเสริม 6 เดือน,อาหารเด็ก,อาหารลูก,อาหารบด,อาหารแช่แข็ง,มันเทศบด,


ส่วนผสมมันเทศต้มนม อาหารเสริมลูกน้อยวัย 6 เดือน

  • มันเทศญี่ปุ่นหั่นชิ้นเล็ก 14 ช้อนโต๊ะ (ใช้มันเทศสีอะไรก็ได้ตามชอบ)
  • นมผสมหรือนมแม่ 3 ออนซ์
  • น้ำต้มสุก 5 ออนซ์



วิธีทำมันเทศต้มนม อาหารเสริมลูกน้อยวัย 6 เดือน


มันเทศ, อาหารเสริม,อาหารเสริม 6 เดือน,อาหารเด็ก,อาหารลูก,อาหารบด,อาหารแช่แข็ง,มันเทศบด,

นำมันเทศไปนึ่งประมาณ 8-10 นาที จนเนื้อมันเทศนิ่มและมีกลิ่นหอม


มันเทศ, อาหารเสริม,อาหารเสริม 6 เดือน,อาหารเด็ก,อาหารลูก,อาหารบด,อาหารแช่แข็ง,มันเทศบด,
นำใส่เครื่องปั่นตามด้วยนมผสม และน้ำต้มสุก ปั่นจนเนื้อเนียนนุ่ม


มันเทศ, อาหารเสริม,อาหารเสริม 6 เดือน,อาหารเด็ก,อาหารลูก,อาหารบด,อาหารแช่แข็ง,มันเทศบด,
ปั่นจนเนื้อเนียนละเอียดแล้วจึงราดนมแม่นะคะ แต่ถ้าใช้นมผสมให้ใส่ตอนปั่นได้เลย


มันเทศ, อาหารเสริม,อาหารเสริม 6 เดือน,อาหารเด็ก,อาหารลูก,อาหารบด,อาหารแช่แข็ง,มันเทศบด,
พร้อมเสิร์ฟค่ะ หลังจากลูกทานมื้อแรกแล้วเก็บเข้าฟรีสแช่เย็นได้เลยค่ะ



ทิปส์ ก่อนนึ่งให้หั่นมันเทศเป็นชิ้นเล็กๆก่อน เพื่อให้สุกเร็วและปั่นง่าย อาหารเสริมที่แช่แข็งไว้จะเก็บได้ราว 8 สัปดาห์ แต่ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรเก็บไว้นานเกิน ทำแค่เก็บไว้ประมาณ 2-3 มื้อก็เพียงพอค่ะ และทำเมนูอื่นๆ สับเปลี่ยนหมุนเวียนไป.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

เมื่อ ลูกมีอาการแผดร้องเสียงแหลมอย่างต่อเนื่องนานเป็นชั่วโมง ร้องเป็นเวลาเดิมตอนหัวค่ำ หน้าตาแดงก่ำ ตัวเกร็ง บิดงอ จะปลอบโยนอย่างไรก็ไม่หาย สร้างความกังวลใจให้คุณแม่ยิ่งนัก แต่ก็อย่าได้กังวลใจไปเลยนะคะ เพราะเด็กๆมักมีอาการร้องโคลิกกันได้ในช่วงวัยทารกค่ะ

7  วิธีแก้ไขเมื่อลูกร้องโคลิก

1 เข้าใจอาการก่อน ลูกช่วงวัย 2-4 สัปดาห์มักร้องโคลิก หรือร้อง 3 เดือน หรือร้อง100 วัน กันได้ ไม่ถือว่าผิดปกติ สาเหตุสันนิษฐานกันว่าอาจเกิดจากกระเพาะอาหารมีปัญหา อาหารไม่ย่อย อาจมีแก๊ส หรือระบบการทำงานยังไม่สมบูรณ์ หรือลูกอาจยังปรับตัวไม่ได้

2 ถ้าลูกมีอาการร้องโคลิก สามารถแก้ไข โดยอุ้มลูกแนบอก กอดลูกปลอบใจ หรือนวดสัมผัสอย่างนุ่มนวลให้ลูกรู้สึกสงบและอบอุ่นใจ

ห่อตัวลูกด้วยผ้าห่มหนาเพื่อให้ลูกรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเหมือนอยู่ในท้องแม่

อยู่ ในห้องที่สงบเงียบ เปิดเพลงเบาๆ หรือร้องเพลงกล่อมเด็กให้ลูกฟัง เลือกเสียงที่มีจังหวะสม่ำเสมอ เพื่อกลบเกลื่อนเสียงจากภายนอก เสียงผู้คน เสียงรถที่ไม่ต้องการ

เคลื่อน ไหวช้าๆ เช่น ให้ลูกนอนเปลแล้วไกวเปลจังหวะช้าๆ พาลูกนั่งรถเล่น อุ้มลูกเดิน หรืออุ้มลูกนั่งเก้าอี้โยก โยกตัวเบาๆไปมาอย่างต่อเนื่อง 

อาจให้ลูกนอนคว่ำบนเข่าแม่ หรือนอนคว่ำบนกระเป๋าน้ำอุ่นที่ห่อหุ้มไว้ด้วยผ้าขนหนูโดยจะต้องตรวจดูแล้วว่าไม่มีรอยรั่วด้วยนะคะ

ถ้าเป็นมาก อาจพาลูกไปตรวจรักษากับคุณหมอ ซึ่งอาจได้รับยาคลายการหดเกร็งของลำไส้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของคุณหมอด้วย.


 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source