Are you looking for the best website template for your web project? Look no further as you are already in the right place! WebSite BIGtheme.NET In our website templates section you will find tons of beautiful designs - for any kind of business and of any style. You are in a unique place - join us today
ครูวรรณ

ครูวรรณ

Website URL: http://www.kruone.com

ในช่วงตั้งครรภ์มีทั้งข้อควรทำและห้ามทำมากมาย ยังไม่รวมเรื่องความเชื่อต่าง ๆ ที่เข้ามาอีก แต่ก็เพราะความห่วงใยเกี่ยวกับความปลอดภัยของแม่และทารกในครรภ์นั่นเอง มาดูกันว่า กิจกรรมแบบใดบ้างที่แม่ท้องควรทำหรือไม่ควรทำเพื่อดูสิว่า เรากำลังทำเช่นนั้นอยู่หรือไม่ !!!


 

กิจกรรมแบบนี้? แม่ท้องควรทำ

 

ในแต่ละวันคุณแม่มักจะมีกิจกรรมหรือมีสิ่งที่ต้องทำมากมาย  มาดูกันว่าสิ่งที่คนท้องอย่างเรา ๆ ควรทำ เพราะจะส่งผลดีต่อตัวคุณแม่เองและต่อลูกน้อย  มีอะไรบ้าง จากคำแนะนำของ พญ.ภักษร เมธากูล ดังนี้

 

1. หมั่นพูดคุยกับลูกน้อยในครรภ์

 

สิ่งที่คนท้องควรทำและไม่ควรทำ

 

หากคุณแม่พูดคุยกับลูกน้อยในครรภ์บ่อย ๆ จะดีต่อพัฒนาการด้านการได้ยิน  เพราะความจริงแล้วทารกน้อยในครรภ์รู้จักเสียงต่าง ๆ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์แล้วนะคะ โดยเฉพาะถ้าคุณพ่อคุณแม่คุยกับลูกบ่อย ๆ ด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลน่าฟัง  พูดประโยคเดิมซ้ำ ๆ เช่น  พ่อกับแม่รักหนูนะจ๊ะ  ให้ลูกคุ้นเคยตั้งแต่อยู่ในท้อง  เมื่อทารกเกิดมาจะมีพัฒนาการทางด้านสมองดีกว่าเด็กที่พ่อแม่ไม่ได้คุยด้วย

 

นอกจากนี้ การพูดคุยของคุณพ่อคุณแม่และลูกน้อยในท้อง   เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์และสายใยให้ลูกได้รับรู้ถึงความรักของพ่อแม่ที่มี ต่อลูก  รวมไปถึงการเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีสำหรับระบบประสาท  และสมองส่วนควบคุมการได้ยิน  ช่วยเตรียมพร้อมสำหรับการได้ยินหลังคลอด และเตรียมพร้อมสำหรับพัฒนาการด้านภาษาของลูกไปพร้อมกัน

 

2. อ่านหนังสือ เสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาและอารมณ์

 

สิ่งที่คนท้องควรทำและไม่ควรทำ

 

คุณแม่หลาย ๆ คนอาจจะเกิดความสงสัยว่า  อ่านหนังสือให้ทารกในครรภ์ฟังเขาจะรู้เรื่องจริงหรือ ? การอ่านหนังสือเปรียบได้กับการพูดคุยกับลูกเช่นกันค่ะ   และสามารถเสริมพัฒนาการด้านการได้ยินเช่นกัน  หากคุณแม่เลือกนิทานที่มีเรื่องราวสนุกสนานมาเล่าให้ลูกฟังด้วยน้ำเสียงที่ เหมาะสม  มีจังหวะ  ท่วงทำนองในการเล่า  จะส่งผลดีต่อพัฒนาการด้านสติปัญญาและอารมณ์ของลูกน้อยในครรภ์อีกด้วยค่ะ

 

 

 

3. ลูบท้องกระตุ้นพัฒนาการ

 

สิ่งที่คนท้องควรทำและไม่ควรทำ

 

การลูบหน้าท้องเบา ๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นพัฒนาการของทารกในครรภ์นั้น ไม่มีข้อจำกัดว่าต้องทำเป็นการใช้มือลูบขึ้นลงเท่านั้น แต่แนะนำว่าการลูบหน้าท้องของคุณแม่นั้น   ส่วนมากจะลูบเป็นลักษณะวงกลม จะลูบจากบนลงล่าง หรือล่างขึ้นบนก็ได้

 

ประโยชน์คือ การลูบท้องทุกสัมผัสที่เกิดขึ้น   จะพัฒนาเส้นใยประสาทของสมองส่วนรับความรู้สึก เพิ่มประสิทธิภาพและความไวในการรับรู้ของทารกและพัฒนาการด้านร่างกายที่ดี เพื่อเตรียมพร้อมให้ใช้งานได้ดีในช่วงหลังคลอด ขณะเดียวกันจะเป็นการสร้างความอบอุ่น และความผูกพันระหว่างแม่ลูก

 

 

 

4. กระตุ้นพัฒนาการมองเห็นด้วยไฟฉาย

 

สิ่งที่คนท้องควรทำและไม่ควรทำ

 

ในระหว่างที่ตั้งครรภ์มีวิธีการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์หลากหลายวิธี  การส่องไฟฉายเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านการมองเห็นของลูก ได้

 

ในเวลากลางคืน คุณแม่อาจให้คุณพ่อใช้ไฟฉายส่องที่หน้าท้อง แล้ววนเป็นรูปวงกลมรอบสะดือช้า ๆ เพื่อกระตุ้นสมองส่วนที่รับรู้แสง ทารกในครรภ์จะเคลื่อนไหวและสนใจแสงไฟ เมื่อส่องไฟทารกภายในครรภ์จะมีการตอบสนอง เช่น การถีบหน้าท้องหรือการดิ้น แสดงว่า เจ้าตัวน้อยรับรู้และเกิดการตอบสนอง การส่องไฟฉายช่วยกระตุ้นเซลล์สมอง เส้นประสาทส่วนรับภาพและการมองเห็น  เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการมองเห็นหลังคลอดได้อย่างดีค่ะ

5. นั่งเก้าอี้โยก

 

X สิ่งที่คนท้องควรทำและไม่ควรทำ

 

ไม่น่าเชื่อว่า  การที่คุณแม่นั่งเก้าอี้โยกเป็นการพัฒนาเซลล์สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการ เคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ได้  และทำให้ลูกสามารถเรียนรู้ต้องการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมได้เช่นกัน   เพราะขณะที่คุณแม่นั่งเก้าอี้โยกนั้น ลูกในท้องก็จะโยกเอนไปมาตามทิศทางการโยกของเก้าอี้  ซึ่งต่อมาลูกจะเรียนรู้ว่าการโยกไปมานั้นเป็นระบบ คือ โยกหน้าตามด้วยโยกหลังเสมอเป็นแบบนี้ทุกครั้ง

 

เกิดอะไรขึ้นเมื่อลูกเรียนรู้เช่นนี้

 

ลูกจะรู้จักปรับตัวและตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมนั้น  โดยขณะที่เก้าอี้โยกไปข้างหน้า  ลูกเริ่มรู้จักการเกร็งตัวไปด้านหลัง ต้านแรงโยกไปด้านหน้า  เพื่อพยุงตัวให้ลอยอยู่ตรงกลางเสมอ  ลูกจะสามารถทำได้ง่ายเพราะเจ้าหนูลอยตัวอยู่ในน้ำคร่ำ  ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวไปมาจะช่วยพัฒนากล้ามเนื้อและการทรงตัว  ลูกที่คลอดออกมาแล้วจึงพลิกคว่ำและหงายได้เร็วาอีกด้วย

 

6. ออกกำลังกาย

 

X สิ่งที่คนท้องควรทำและไม่ควรทำ

 

การออกกำลังกาย   นอกจากจะเป็นผลดีต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจของคุณแม่แล้ว การออกกำลังกายยังช่วยพัฒนาประสาทสัมผัสของลูกในครรภ์เป็นอย่างดี  เพราะเมื่อคุณแม่เคลื่อนไหว  ผิวของลูกน้อยจะสัมผัสกับผนังด้านในมดลูก ซึ่งการสัมผัสนี้จะช่วยพัฒนาใยสมองส่วนการรับความรู้สึกของลูกให้มีขนาดใหญ่ขึ้น  หลักการออกกำลังกายสำหรับแม่ท้อง คือ  การออกกำลังกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป  ไม่ควรหักโหม  ได้แก่  การเดิน  การว่ายน้ำ  แอโรบิกในน้ำ  โยคะ   และยืดกล้ามเนื้อ

 

การเดิน  เป็นการออกกำลังกายช่วยให้กล้ามเนื้อของคุณ แม่แข็งแรงขึ้น และสามารถเดินออกกำลังกายได้ตลอดจนถึง 9 เดือน เดินครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 – 4 ครั้ง

 

 

การว่ายน้ำและแอโรบิกในน้ำ   เป็นการออกกำลังกายที่ดี  เพราะในน้ำมีแรงดันทำให้การไหลเวียนโลหิตดีขึ้นโยอัตโนมัติ  เลือดที่คั่งอยู่ตามขาและเท้าเป็นเหตุให้เกิดเส้นเลือดขอดและเส้นเลือดดำ โป่งก็ไหลกลับสู่หัวใจง่ายขึ้น  ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดดีขึ้น ลดอาการบวมน้ำตามมือและเท้า

 

โยคะ  ศาสตร์แห่งโยคะช่วยคุณแม่สร้างสติและสมาธิ  ทำให้คุณแม่มีร่างกายและจิตใจที่ดี  ที่สำคัญมีประโยชน์ต่อการคลอดทำให้คลอดง่าย  ยิ่งถ้าได้ฝึกโยคะหลังคลอดจะทำให้ร่างกายกลับคืนสภาพปกติได้เร็วขึ้นอีกด้วย

 

 

การบริหารกล้ามเนื้อง่าย ๆ  หากคุณแม่ไม่มีเวลามากนัก  โดยเฉพาะคุณแม่ Working Mom อาจใช้วิธียืดเส้นยืดสายหากนั่งหรือยืนนานๆ สามารถทำได้ทั้งอยู่ที่บ้านและที่ทำงาน.


 

กิจกรรมแบบนี้? แม่ท้องไม่ควรทำ

 

 สิ่งที่คนท้องควรทำและไม่ควรทำ

 

ได้ทราบกันแล้วนะคะว่า   กิจกรรมที่คุณแม่ควรปฏิบัติมีอะไรบ้าง  ทีนี้มาดูกันว่ากิจกรรมที่คนท้องไม่ควรทำหรือควรหลีกเลี่ยงเพราะอาจจะเป็นผล เสียต่อคุณแม่และทารกในครรภ์  คำแนะนำกิจกรรมควรหลีกเลี่ยงจาก พญ.ภักษร เมธากูล ดังนี้

 

1. หลีกเลี่ยงการเสริมความงามด้วยการโกรกผม ย้อมผม ยืดผม  ดัดผม  เพราะกิจกรรมเหล่านี้ต้องใช้เคมี ซึ่งบางอย่างคุณแม่อาจจะแพ้ก็ได้  และจะทำให้เกิดการติดเชื้อตามมา

 

 

2. หลีกเลี่ยงการทำเบบี้เฟรซ เนื่องจากมีสารเคมีออกฤทธิ์แรง มากัดผิวของคุณแม่ให้บางลง อาจทำให้ผิวอักเสบและไม่แข็งแรงดังเดิม

 

3. หลีกเลี่ยงการทาเล็บ เพราะงานวิจัย พบว่า สารเคมีในยาทาเล็บส่งผลต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์

 

4. หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนสีผิว เพราะจะทำให้ผิวของคุณแม่บางลง ไม่ทนแดด  ทนสภาพแวดล้อม และมลภาวะได้ดีดังเดิม

 

5. หลีกเลี่ยงการฉีดโบท็อกซ์อย่างเด็ดขาดเพราะการทำโบท็อกซ์คือการฉีดสารเคมี เข้าไปในผิวหนัง อาจทำให้ผิวหนังบริเวณที่ได้รับสารเคมีเข้าไปกลายเป็นอัมพาตได้

 

6. หลีกเลี่ยงการสักคิ้ว เพราะหากเครื่องมือไม่สะอาดทำให้คุณแม่ได้รับเชื้อโรคและอาจส่งผลเสียต่อทารกในครรภ์ได้

 

 สิ่งที่คนท้องควรทำและไม่ควรทำ

 

7. หลีกเลี่ยงการอบไอน้ำ ซาวน่า เพราะจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากเกินไป

 

8. หลีกเลี่ยงการถ่ายเอกสาร การใช้งานเครื่องถ่ายเอกสารบ่อย ๆ หรือแม้แต่การนั่งทำงานใกล้เครื่องถ่ายเอกสารจะทำให้ร่างกายได้รับอันตราย จากรังสี และสารเคมีที่แผ่ออกมาจากเครื่องโดยที่ไม่รู้ตัว  ถ้าไม่ระมัดระวังอาจทำให้เกิดการสะสมในร่างกาย  เป็นสาเหตุทำให้เกิดการแท้งได้  นอกจากนี้หมึกของเครื่องถ่ายเอกสารยังมีสารที่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อ ระบบหายใจ  ไอ  จาม  และทำให้เกิดความผิดปกติต่อลูกในครรภ์ด้วย

 

 

 สิ่งที่คนท้องควรทำและไม่ควรทำ

 

9. หลีกเลี่ยงอาหารที่อุ่นจากไมโครเวฟ เพราะการรับประทานอาหารที่อุ่นโดยใช้ไมโครเวฟบ่อยครั้ง อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงจากการได้รับรังสีไมโครเวฟในขณะที่อุ่น  เป็นเหตุให้เกิดความผิดปกติของระบบเซลล์ประสาทของทารกในครรภ์  ดังนั้น  คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่   ย่อมมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าอาหารที่อุ่นโดยใช้ไมโครเวฟ

 

ได้ทราบกันแล้วนะคะ  ว่ามีกิจกรรมใดบ้างที่ควรปฏิบัติและกิจกรรมใดที่ไม่ควรปฏิบัติ  เพียงแต่ต้องการให้คุณแม่ทราบถึงข้อดีข้อเสียจากการทำกิจรรมต่าง ๆ ขอให้คุณแม่ทุกคนมีสุขภาพที่แข็งแรงและคลอดเจ้าตัวน้อยอย่างปลอดภัยนะคะ

 

ร่วมบอกเล่าและแชร์ประสบการณ์ในช่วงตั้งครรภ์   คลอดบุตร รวมถึงการเลี้ยงดูทารกน้อย  เพื่อเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวอื่น ๆ กันนะคะ  หากมีคำถามหรือข้อสงสัย ทางทีมงานจะหาคำตอบมาให้คุณ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

 

อ้างอิงข้อมูลจาก : หนังสือ  “เตรียมตัวคลอดอย่างไรให้ปลอดภัยทั้งแม่และลูก” แพทย์หญิงภักษร  เมธากูล  ผู้เขียน

Source

คุณผู้หญิงได้รับคำเตือนไม่ให้ดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากแอลกอฮอล์จะส่งตรงไปถึงเด็กในท้อง ทำลายพัฒนาการของสมองและร่างกายได้ แอลกอฮอล์ทุกชนิด ไม่ใช่แค่เหล้าแรง ๆ ก็สามารถก่อความเสี่ยงได้ แต่ยังรวมไปถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์น้อยกว่าอย่าง เบียร์ ไซเดอร์ และไวน์ คูลเลอร์ อย่างไรก็ตาม มีแพทย์และพยาบาลผดุงครรภ์หลาย ๆ ท่านมองว่าการดื่มไวน์ปริมาณเล็กน้อย เช่น หนึ่งแก้วสำหรับบางโอกาส ก็ยังเป็นเรื่องที่นับว่าปลอดภัยอยู่ หลายศตวรรษที่ผ่านมา ผู้หญิงชาวยุโรปก็จิบไวน์เล็กน้อยควบคู่กับมื้ออาหารโดยที่ไม่ได้เกิดปัญหา ต่อการตั้งครรภ์แต่อย่างใด
 

1 แอลกอฮอล์


 

ปริมาณคาเฟอีนที่สูงเกินไปสามารถทำให้เกิดความ เสี่ยงแท้งได้ แต่การดื่มกาแฟบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ยังนับว่าเป็นสิ่งที่ปลอดภัยอยู่ แพทย์แนะนำว่าการดื่มกาแฟไม่เกิน 200 มิลลิกรัมหรือกาแฟสำเร็จรูปสองถ้วยต่อวัน ถือว่าไม่มีปัญหา ชามีคาเฟอีนน้อยกว่ากาแฟมาก ดังนั้นจึงมีผู้หญิงมากมายที่ยังคงดื่มชาเขียวเพราะถือว่าดีต่อสุขภาพ มากกว่า บางคนก็หันไปดื่มกาแฟปราศจากคาเฟอีน (decaf) แทนแม้ว่าบางคนจะแย้งว่ากาแฟแบบนี้ทำร้ายสุขภาพมากกว่ากาแฟปกติ (อย่างไรก็ตามกาแฟปราศจากคาเฟอีนบางยี่ห้ออาจมีคาเฟอีนหลงเหลืออยู่บ้างราว 1-3% ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดคาเฟอีนเลย) แต่เอาเป็นว่าเครื่องดื่มทั้งสองแบบก็ยังก่อให้เกิดผลเสียอยู่ ดังนั้นถ้าจะดื่ม ก็ดื่มให้น้อยลงจะดีกว่า.
2 ชาและกาแฟ
มีเหตุผลมากมายว่าทำไมคุณควรลดการดื่มน้ำอัดลม ระหว่างที่คุณตั้งครรภ์ ข้อแรกคือ น้ำอัดลม (หลายชนิด) มีคาเฟอีน ซึ่งคุณควรกำหนดว่าคุณจะดื่มในปริมาณเท่าใดต่อวัน

นอกจากนี้การดื่มน้ำอัดลมยังไม่เป็นผลดีเลยต่อฟันของคุณ ระหว่างการตั้งครรภ์ ฟันของคุณจะมีโอกาสผุได้มากกว่าปกติเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและ ความเป็นกรดในช่องปากที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณอาเจียนและมีอาการแสบร้อนกลางอก นอกจากการไปพบทันตแพทย์เป็นประจำแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณทำได้เพื่อฟันของคุณคือการดื่มน้ำอัดลมให้น้อยลงนั่นเอง.
3 น้ำอัดลม
คุณอาจคิดว่าชาสมุนไพรเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่ สุดเพราะชาสมุนไพรไม่มีคาเฟอีน แต่อย่างไรก็ตาม คุณต้องเลือกชาสมุนไพรให้ดีเนื่องจากบางประเภทก็มีส่วนประกอบที่ไม่ส่งผลดี ต่อการตั้งครรภ์นัก

หากคุณชอบชาอินเดีย (Chai tea) ซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างชาดำกับสมุนไพรเครื่องหอมนานาชนิด คุณควรเลือกแบบที่ไม่มีโปยกั๊กซึ่งสามารถทำให้กล้ามเนื้อมดลูกหดรัดได้ นอกจากนี้คุณควรหลีกเลี่ยงชาโสมเนื่องจากโสมมีคุณสมบัติร้อนและอาจทำให้ พัฒนาการในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ล่าช้าได้.
4 ชาสมุนไพร
เมื่อคุณซื้อนมสดและน้ำผลไม้ คุณควรแน่ใจว่าเครื่องดื่มเหล่านี้ได้รับการพาสเจอร์ไรส์มาแล้วเพื่อป้องกัน แบคทีเรียที่มากับอาหาร เช่น อี. โคไล, ซาลโมเนลลา และลิสเตอเรีย การตั้งครรภ์ทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายคุณลดต่ำลง ทำให้อาการอาหารเป็นพิษแย่ลงและก่อผลเสียได้มากยิ่งขึ้น นมที่ขายในซุปเปอร์มาร์เกตทั้งหมดมักได้รับการพาสเจอร์ไรส์มาแล้ว จึงถือได้ว่ามีความเสี่ยต่ำ แต่อย่างไรก็ตามหากคุณชอบดื่มน้ำผลไม้คั้นสดที่ศูนย์อาหารใกล้บ้าน คุณควรตรวจสอบวิธีการทำว่าสะอาดหรือไม่ หากคุณไม่แน่ใจว่าน้ำผลไม้ของคุณถูกสุขอนามัยคุณคงอยากจะคั้นน้ำผลไม้ดื่ม เองที่บ้านมากกว่า
5 น้ำผลไม้ที่ไม่ได้พาสเจอร์ไรส์
ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

เรามักคุ้นชินกับการปลูกฝังที่ว่า “ต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่” และในหมู่นั้น ๆ ต้องเลือกทานให้หลากหลาย จนหลงลืมไปว่ายังมีสารอาหารอีกหนึ่งชนิดที่ดีต่อสมองเจ้าตัวเล็กไม่น้อย เรากำลังพูดถึงคือ “ธาตุเหล็ก” สารอาหารคุณภาพที่คุณแม่หลายคนมองข้าม

ธาตุเหล็ก สารอาหารดีต่อสมองที่เจ้าตัวเล็กขาดไม่ได้ เพราะธาตุเหล็กมีหน้าที่คอยดูแลทักษะด้านการรับรู้และการเรียนรู้ของเด็ก ๆ  หากลูกขาดธาตุเหล็ก จะส่งผลต่อการเรียนรู้ทำให้สมองพัฒนาได้ไม่เต็มที่


ธาตุเหล็ก VS สมองลูก

ธาตุเหล็กทำหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโต ช่วยลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะสมองที่ช่วยให้ทำงานดีขึ้น


5 สัญญาณเตือนลูกขาด “ธาตุเหล็ก”

1.ผิวซีดผิดปกติ ผิวพรรณซีดเซียวอาจเกิดจากการไหลเวียนโลหิตลดลงบวกกับเม็ดเลือดแดงลดลง
2.เล็บเปราะบาง เล็บมีลักษณะเว้าหรือบุ๋มเป็นรูปก้นช้อนชี้ว่าลูกกำลังขาดธาตุเหล็ก
3.ไม่มีสมาธิ การสังเคราะห์สื่อสารประสาทผิดปกติ ทำให้ไม่มีสมาธิในการเรียนรู้
4.หายใจลำบาก เลือดที่มีธาตุเหล็กไม่พอทำให้ร่างกายต้องการออกซิเจนมากขึ้น
5.เหนื่อยล้าง่าย การได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ ทำให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวไม่ดีเท่าที่ควร

***คุณแม่ต้องหาตัวช่วยเสริมสร้างสมองลูกกันหน่อยแล้ว


สมองดีด้วยอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง

  • ธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์ ทั้งหมู ไก่ กุ้ง หอยชนิดต่างๆ ปลา ไข่ ตับ
  • ธาตุเหล็กจากพืช ได้แก่ ถั่วชนิดต่างๆ ลูกเดือย งา พริกหวาน พริกยักษ์ ยอดกระถิน ดอกโสน ต้นหอม มะเขือพวง ใบขี้เหล็ก มะเขือเทศ ผักกาดหอม ฟักทอง มันเทศ เผือก และลูกพรุน
  • วิตามินอาหารเสริมตัวช่วยเสริมพลังธาตุเหล็กให้สมองลูก ถ้าลูกเรากินอาหารข้างต้นไม่เก่ง หรือกินได้น้อย คุณแม่อาจจะเสริมธาตุเหล็กให้ลูกได้ด้วยวิตามินเสริมอาหาร ที่มีส่วนผสมของธาตุเหล็ก และวิตามินเกลือแร่ครบถ้วน ร่วมกับการทานอาหารมื้อหลัก เพื่อให้ลูกได้ธาตุเหล็กในปริมาณที่เพียงพอเหมาะสม นอกจากมีธาตุเหล็กคอยดูแลทักษะการเรียนรู้แล้ว ยังได้ระบบขับถ่ายที่ดี สุขภาพฟันและกระดูกแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันมากขึ้น เท่านี้ การเป็นอัจฉริยะตัวน้อยก็อยู่แค่เอื้อมแล้วล่ะค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

ในช่วงตั้งครรภ์ปัญหาเกี่ยวกับผิวมีมากมาย ทั้งสิว ผดผื่นคัน ผิวแตกลาย รอยดำคล้ำ และอีกจิปาถะที่จะเกิดขึ้น สำหรับผู้หญิงแล้วความสวยความงามเป็นเรื่องสำคัญ ไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่คนท้อง ก็อยากมีผิวขาวสวยเหมือนกัน แต่ครีมบางชนิดโดยเฉพาะครีมไวเทนนิงอาจมีอันตรายต่อแม่ท้องได้ อันตรายอย่างไร

ไวเทนนิง คนท้อง

ครีมไวท์เทนนิ่งอันตรายสำหรับคนท้อง

พญ.รังสิมา  วณิชภักดีเดชา แพทย์ผิวหนังจากศูนย์เลเซอร์ผิวหนังภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์  ศิริราชพยาบาลอธิบายว่า ไวเทนนิ่งแบ่งได้  3 กลุ่มตามลักษณะที่เชื่อว่าสารนั้นทำให้ขาวได้อย่างไร ได้แก่

1. กลุ่มที่มีผลยับยั้งการสร้างเม็ดสี   ตัวอย่างเช่น สารไฮโดรควิโนน

2. กลุ่มที่มีผลลอกเซลล์ผิวหนังชั้นบน ตัวอย่างเช่น สารที่เป็นกรด ทั้งกรดวิตามินเอ วิตามินซี และกรดผลไม้

3. กลุ่มอื่นๆ เช่น สารอาร์บูตินและลิโคริซ เป็นต้น

โดยทั่วไปคนท้องใช้ครีมทาผิวได้ทุกชนิดโดยไม่เป็นอันตราย แต่สำหรับยากินที่เป็นกรดวิตามินเอ ซึ่งมักใช้กันในการรักษาสิวจำเป็นต้องระวังอย่างมาก

คุณหมออธิบายเพิ่มเติมว่า กรดวิตามินเอนี้มีทั้งในรูปการกินและการทา จากรายงานการแพทย์ทั่วโลกพบว่า กรดวิตามินเอแบบกินมีผลต่อการตั้งครรภ์โดยตรง คือ

1. มีผลต่อการสร้างอวัยวะของตัวอ่อนในครรภ์ โดยเฉพาะช่างอายุครรภ์ 1-3 เดือนแรก โดยมีผลต่อระบบหัวใจ ระบบประสาท   และกระจกตา

2. ระยะเวลาในการใช้  คือ  ใช้มานานแล้วหรือเพิ่งใช้ เพราะความรุนแรงและผลต่อแม่กับทารกในครรภ์จะแตกต่างกัน

3. ผู้กินกรดวิตามินเอเพื่อช่วยรักษาโรคบางอย่าง จะต้องหยุดยาเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อน แล้วแต่ชนิดของยา ซึ่งมีตั้งแต่ 1 เดือนจนถึง 2 ปี จึงจะตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัย

สำหรับ กลุ่มยารักษาสิว ไม่ควรใช้กับคนท้อง เพราะจะมีผลกระทบต่อทั้งแม่และทารกในครรภ์  โดยคุณหมอผิวหนังจะต้องให้ความรู้แก่ผู้มารับการรักษาก่อนว่า  ในระหว่างที่ใช้ยารักษาสิวควรคุมกำเนิดไว้ก่อน ไม่ควรตั้งครรภ์ขณะที่ยังใช้ยารักษาสิว  และอาจจะต้องมีการตรวจการตั้งครรภ์ ในรายที่สงสัย

ส่วนกรดวิตามินเอแบบทานั้นยังไม่มีผลรายงานว่า   มีผลต่อเด็กในครรภ์ แต่ถ้าหากแม่ท้องกังวลว่า  การทากรดวิตามินเอเป็นปริมาณมากจะทำให้มีการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายก็ควรหลีก เลี่ยงดีกว่า  คุณหมอรังสิมา กล่าว

ไวเทนนิง คนท้อง

คุณหมอแนะนำ  : แม่ท้องสวยอย่างปลอดภัย

1. ไม่กินยารักษาสิวที่มีกรดวิตามินเอเป็นส่วนผสม

2. หากจำเป็นต้องได้รับยากิน ควรสอบถามคุณหมอก่อนว่า ถ้าตั้งครรภ์สามารถกินยานั้นได้หรือไม่

3. การที่ผิวหนังแตกลายขณะท้องขึ้นอยู่กับสภาพผิวตามพันธุกรรม หากกรรมพันธุ์คุณมีผิวแตกลายง่าย แม้ป้องกันอย่างไรก็ยัง     ผิวแตกลายได้นั่นเอง

4. ขนาดและความเร็วของผิวหนังที่ขยาย ผิวหนังก็จะแตกลายได้  โดยเฉพาะแม่ท้องที่น้ำหนักตัวขึ้นเร็ว ทำให้ผิวหนังบริเวณหน้าท้องขยายตัวรวดเร็วตามไปด้วย  ดังนั้น  ผิวหน้าท้องจึงมีโอกาสแตกลายได้มาก

5. การใช้ครีมบำรุงผิวหรือมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวขณะตั้ง ครรภ์ จะช่วยลดการแตกลายของผิวหนังหน้าท้องได้ ที่สำคัญควรทาตั้งแต่เริ่มท้องไปจนคลอด

6. ใช้ผลิตภัณฑ์หรือสารสกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันมะพร้าว  จะปลอดภัยทั้งแม่ท้องและทารกในครรภ์

7. การใช้เครื่องสำอาง แต่งหน้าและการใช้ ครีมกันแดด ทำได้ตามปกติ

เมื่อได้ทราบเช่นนี้แล้ว การดูแลผิวพรรณแม้จะเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับคุณแม่  แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของทั้งแม่และทารกในครรภ์  ซึ่งคุณหมอได้แนะนำวิธีสวยอย่างปลอดภัย  ปฏิบัติตามได้เลยค่ะ  รับรองไม่อันรายอย่างแน่นอน.


 

อ้างอิงข้อมูลจาก

เอกสารเผยแพร่คลินิกโรคผิวหนัง  โรงพยาบาลศิริราช

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

ผู้เขียน : มิ่งขวัญ ลิรุจประภากร มิ่งขวัญ ลิรุจประภากร / คุณแม่นักเขียนอิสระ และยังเป็นคุณแม่ลูกสอง ที่มีความสุขกับการทำงานและการเลี้ยงลูกในแบบเก่ง ดี และมีความสุข เพราะเชื่อว่าความสุขช่วยให้สร้างสรรค์สิ่งดีๆกับชีวิต

 

Source

การพาลูกน้อยเข้านอนเป็นเรื่องน่าปวดหัวสำหรับพ่อแม่ โดยเฉพาะลูกๆ ที่เริ่มรู้เรื่องแล้ว หรืออยู่ในวัยเตาะแตะ ที่จะต่อรอง อิดออด ไม่ยอมเข้านอนแต่โดยดี ถ้าอย่างนั้นลองมาดู 100 ขั้นตอนพาลูกเข้านอน ที่จะช่วยให้ค่ำคืนนี้ผ่านไปได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังช่วยฝึกและช่วยสอนลูกน้อย ในระหว่างการพาลูกไปนอน รวมไปถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ช่วงที่พาลูกเข้านอน พร้อมวิธีรับมือต่างๆ สำหรับขั้นตอนการพาลูกเข้านอน จะมีอะไรบ้างตามไปอ่านกันได้เลย

วิธีพาลูกเข้านอน

1. บอกให้ลูกรู้ว่านี่คือเวลานอน

2.ถ้าลูกงอแงให้รอจนกว่าลูกจะหยุดร้อง

3.อธิบายให้ลูกเข้าใจว่า เวลานอน ไม่ใช่การถูกทำโทษ

4.แล้วอธิบายต่อว่า เวลานอน ไม่ใช่เรื่องใหม่

5.ยืนยันอีกครั้งว่า เวลานอน จะมีในทุกๆ คืน

6.พูดคุยกับลูกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเพื่อให้ลูกสบายใจ

7.ย้ำอีกครั้งว่าตอนนี้เป็นเวลานอน

8.บอกให้ลูกรู้ว่าเราจะไม่มีการเรียกชื่อกันภายในบ้าน

9.แล้วบอกลูกให้รู้ว่าถึงเวลาต้องขึ้นข้างบนแล้ว

10.มองดูลูกค่อยๆ เดินไป แน่นอนว่าจะต้องอิดออด

11.ถ้าลูกงอแง ก็ให้รอจนกว่าจะหยุดร้องไห้

12.อุ้มลูกน้อย

13.แล้วพาขึ้นไปข้างบน

14.ลองหยิบชุดนอนที่ไม่เข้าชุดออกมาให้ลูกดู

15.แล้วหยิบอีกชุดที่ไม่เข้ากันให้ลูกดูอีกครั้ง

16.ค่อยอธิบายว่าชุดนอนที่เข้าชุดกันกำลังเอาไปซัก

17.บอกต่อไปว่าชุดนอนนั้นจะยังไม่ได้ใส่ในวันนี้

18.เมื่อลูกร้องไห้ก็ค่อยๆ ปลอบโยน

19.ย้ำอีกครั้งว่าเราจะไม่เรียกชื่อกันภายในบ้าน

20.มองดูลูกใส่ชุดนอนด้วยตัวเอง

21.ถามลูกว่าอยากให้ช่วยใส่ไหม

22.ดูลูกค่อยๆ ใส่ชุดนอนด้วยตัวเองต่อไป

23.ให้ดูไปเรื่อยๆ แม้ว่าลูกจะใส่ชุดนอนผิด หรือใส่กางเกงแทนเสื้อ

24.ค่อยๆ อธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

25.แล้วค่อยใส่ชุดนอนให้กับลูก

26.บอกลูกว่า ถึงเวลาแปรงฟันแล้ว

27.อธิบายถึงข้อดีของการแปรงฟันที่จะช่วยรักษาความสะอาด

28.ค่อยๆ อธิบายอย่างใจเย็น

29.อุ้มลูกเข้าห้องน้ำ

แปรงฟันก่อนนอน

30.บีบยาสีฟันเล็กน้อยลงที่แปรงของลูก

31.เปิดน้ำใส่แปรงนิดหน่อย

32.ค่อยๆ แปรงฟันให้ลูก หรือสอนลูกแปรงฟันเอง

33.ตอนบ้วนปากอาจมีบ้างที่เลอะเทอะ

34.เสร็จแล้วก็พูดคุยกับลูกต่อ

35.บอกให้ลูกไปหยิบหนังสือมาสัก 2 เล่ม

36.ลูกอาจจะหยิบนิทานเรื่องยาวมาให้อ่าน

37.อ่านหนังสือที่ลูกหยิบมา แต่อ่านเฉพาะบรรทัดแรกในทุกๆ 3 หน้า หรืออ่านผ่านๆ

38.ถามคำถาม หรือพูดคุยเรื่องอื่นๆ กับลูกบ้าง

39.บอกลูกว่า ถึงเวลาจูบก่อนนอน

40.ลูกอาจจะขอดื่มน้ำ ให้ลูกดื่มน้ำนิดหน่อย

41.ถ้าลูกถามอะไรก็ให้ตอบทุกคำถาม

42.บอก ราตรีสวัสดิ์ แล้วจูบลูกก่อนไป

43.ถ้าลูกขอกอด ก็เข้าไปกอดลูก

44.ลูกมักจะขอเข้าห้องน้ำเพื่อถ่าย

45.พาลูกไปห้องน้ำ แล้วลองสังเกตว่าลูกถ่ายท้องจริงหรือเปล่า

46.ไม่แปลกถ้าลูกจะกลัว ยืนยันให้ลูกมั่นใจว่าห้องนอนไม่มีอะไรน่ากลัว

47.ลูกจะเริ่มถามคำถามต่างๆ ทั่วไป ให้ตอบทุกคำถาม

48.ถ้าลูกขอให้กอด ขอให้จูบอีก ให้ทำตาม

49.ลูกอาจจะขอไปฉี่ พาลูกไปห้องน้ำอีกครั้ง

50.หลังจากเข้าห้องน้ำ ลูกมักจะขออะไรบางอย่างเป็นรางวัลที่เข้าห้องน้ำได้เอง เช่น สติ๊กเกอร์

51.แปะสติกเกอร์ชื่นชมลูกน้อย

52.ลูกมักจะชวนคุย เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังไปเรื่อยๆ จนกลับไปยังห้องนอน

53.ถึงแล้วให้ปิดไฟ

54.ลูกมักจะร้องขอตุ๊กตาหรือของเล่นบางอย่าง

55.ถามลูกว่าสิ่งที่ลูกต้องการวางไว้ตรงไหน

56.ลูกอาจจะบอกว่าอยู่ในรถ ลองไปดูสิ มักจะไม่เจอ

57.ลองเข้าไปดูในห้องนั่งเล่น

58.สำรวจในห้องครัว

59.เดินดูที่สวนหลังบ้าน

60.ลองมองดูที่บ้านข้างๆ

61.แต่จริงๆ แล้ว ของเล่นที่ว่ามักอยู่ใต้เตียง

62.ถามลูกดูว่ารู้หรือเปล่าว่าของชิ้นนี้อยู่ใต้เตียง

63.ถ้าลูกถามถึงอาหารเย็น ให้อธิบายว่า เวลาอาหารเย็น ผ่านไปนานแล้ว

64.ลูกอาจจะร้องไห้เพราะความหิว ให้อธิบายว่าลูกควรจะทานให้อิ่มตั้งแต่มื้อเย็น

65.แล้วเริ่มอธิบายเพื่อย้ำว่าจะไม่มีการเรียกชื่อกันภายในบ้าน

67.ลูกจะร้องขอให้ช่วยจัดหมอนและผ้าห่ม ก็ให้เริ่มจัดหมอนและผ้าห่มให้ลูกน้อย

68.ถ้าลูกมีคำถามอีก ก็ให้ตอบคำถามไปเรื่อยๆ

69.ลูกอาจจะเตะผ้าห่ม ก็จัดแจงห่มให้ลูกเหมือนเดิม

70.ถ้าลูกขอให้เปิดไฟ ให้เปิดไฟ

71.ถ้าลูกให้เล่าเรื่องหรืออ่านนิทานอีก ก็เริ่มอธิบายว่าจะไม่มีการเล่าเรื่องอะไรอีกแล้วในคืนนี้

72.ลูกอาจจะถามว่าพรุ่งนี้จะทำอะไร ให้ปฏิเสธที่จะตอบแล้วบอกลูกว่า แม่จะไปแล้ว

73.บอกราตรีสวัสดิ์

74.ลูกมักจะบอกว่า รู้สึกคันที่หลัง คันที่ขา หรือคันที่ก้น

75.ให้ทาโลชั่นหรือหาทิชชู่เปียกเช็ดให้ลูก

76.วางลูกลงบนเตียง

77.คลุมผ้าห่มให้ลูกแล้วจัดให้เรียบร้อย

78.บอกราตรีสวัสดิ์

79.ลูกจะตอบกลับว่าราตรีสวัสดิ์

80.เมื่อถึงหน้าประตูห้องน้ำ ลูกมักจะบอกว่ายังไม่ได้ใส่ถุงเท้า

ขั้นตอนพาลูกเข้านอน

81.เลือกถุงเท้าที่ไม่เข้าคู่กันให้กับลูก

82.เลือกถุงเท้าที่ไม่เข้ากันอีกคู่ให้กับลูก

83.แล้วค่อยหยิบถุงเท้าเข้าคู่กันมาให้ลูก

84.ใส่ถุงเท้าผิดข้างให้กับลูก

85.แล้วใส่ถุงเท้าให้ผิดข้างอีกครั้ง

86.ค่อยใส่ถุงเท้าให้ถูกข้างอย่างเรียบร้อย

87.ยืนขึ้นเพื่อเตรียมตัวออกจากห้อง

88.พูด ราตรีสวัสดิ์

89.ลูกจะตอบกลับว่า ราตรีสวัสดิ์

90.ก่อนจะเดินออกจากห้องไป ลูกมักจะขอจิบน้ำอีกครั้งด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

91.ให้ลูกจิบน้ำ

92.ลูกจะขอให้ตบหลัง หรือลูบหลังก่อนไป

93.ค่อยๆ ลูบหรือตบหลังลูกเบาๆ จนลูกเริ่มเคลิ้ม

94.จึงลูบหลังช้าลงแล้วปล่อยลูกนอนบนเตียง ค่อยๆ เดินออกไป

95.ลูกมักจะมองตาม ให้ใจแข็งแล้วตอบกลับไปว่า ถึงเวลานอนแล้ว

96.ถ้าลูกเริ่มร้องไห้ ให้แสดงท่าทางจริงจัง

97.บอก ราตรีสวัสดิ์

98.แกล้งทำเป็นเดินลงไปข้างล่าง แต่จริงๆ แล้วแอบอยู่หน้าประตู

99.ภาวนาให้ลูกน้อยหลับปุ๋ย

100.แล้วเดินลงไปข้างล่าง

 

หากยังไม่แน่ใจให้เว้นระยะเวลาสักเล็กน้อย ค่อยย่องกลับเข้าไปดูความเรียบร้อยว่าลูกนอนหลับสนิทไหม วิธีนี้อาจมีหลายขั้นตอนแต่ก็สอดแทรกเรื่องราวให้ได้ฝึกลูกน้อยเข้านอนอย่าง เป็นระบบ ลองพยายามทำตามขั้นตอน จนกว่าที่ลูกน้อยจะเคยชินกับการเข้านอน หลังจากนั้นลูกก็จะได้เรียนรู้และเข้าใจ แล้วเข้านอนได้เองโดยไม่งอแง.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

มาแนะนำพืชผักสำหรับคุณแม่หลังคลอดที่ควรกิน เพราะนอกจากประโยชน์ดีๆ จากการกินผักแล้ว ยังช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนม ดีทั้งกับคุณแม่และลูกน้อยจริงๆ ค่ะ  


 

 

หัวปลี

ผักสวนครัวโบราณที่มีสารอาหารดีๆ อยู่มาก เช่น ใยอาหารที่ดีต่อการขับถ่าย แคลเซียม ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก ที่ช่วยเพิ่มน้ำนมได้ดี เป็นเมนูน่ากินก็ได้ เช่น แกงเลียง ยำหัวปลี  ต้มข่าไก่ใส่หัวปลี หรือต้มจิ้มกับน้ำพริก 


 

 

ขิง

เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน ช่วยขับเหงื่อ ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ และยังช่วยให้เจริญอาหาร บรรเทาอาการหวัด ช่วยสมานแผล และสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย ล้วนดีกับแม่หลังคลอด จะลองทำหรือมองหาเมนูง่ายๆ เช่น มันต้มขิง บัวลอยนำ้ขิง ปลาผัดขิง มาชิมก็ได้ค่ะ 


 

 

ใบกระเพรา

เรียกว่าคุ้นเคยกันดี มีอยู่ในครัวแทบทุกบ้าน เป็นผักที่มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง โดยเฉพาะสรรพคุณทางยา ที่ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม และยังช่วยเพิ่มน้ำนมให้กับคุณแม่หลังคลอด  


 

 

 

ฟักทอง

ผักสีเหลืองที่อุดมด้วยสารอาหารที่ดีต่อร่างกาย เช่น วิตามินเอ ฟอสฟอรัส และเบต้าแคโรทีน รวมถึงใยอาหารที่ดีต่อระบบการย่อย และยังเป็นหนึ่งผักที่แนะนำให้แม่หลังคลอดควรได้กิน แกงเลียง ฟักทองนึ่ง ฟักทองผัดไข่ แกงบวดฟักทอง 


 

 

กุยช่าย

พบเห็นบ่อยๆ ในเมนูผัดไท ขนมกุยช่าย บางคนเรียกว่า ผักไม้กวาด ส่วนทางภาคอีกสานจะเรียกว่า ผักแป้น เป็นผักที่มีฟอสฟอรัสสูง จึงช่วยบำรุงกระดูกได้ดี นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการฟกช้ำ อาการปัสสาวะกระปริดกระปอย ทั้งต้นและใบยังช่วยบำรุงน้ำนมด้วยค่ะ.


 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

1.น้ำนมไม่ไหลและน้ำนมน้อย

นมแม่ไม่ไหล มักเกิดจากการดูดที่ตื้นเกินไปหรือดูดที่หัวนม คุณแม่ลองขยับให้ลูกแนบตัวมากขึ้น พาปากลูกมาหาเต้านมแม่ สำคัญที่ว่าปากอ้ากว้าง คางชิดเต้านมแม่ ท้องแม่แนบท้องลูก การอุ้มแบบนี้ยังช่วยแก้ปัญหาหัวนมเจ็บได้ด้วย

ความเครียดเป็นอีกสาเหตุที่มักทำให้กลไกน้ำนมพุ่งหรือน้ำนมไหลหดหายไป ทางที่ดีเวลาลูกนอนควรหาทางพักผ่อนและพยายามกินอาหาร สร้างบรรยากาศผ่อนคลายด้วยเสียงเพลง

น้ำนมน้อย แก้ไขได้โดยท่าอุ้มท่าดูดที่ถูกต้อง การกระตุ้นโดยให้ดูดบ่อย ดูดนานขึ้น น้ำนมได้ถ่ายเทออกมามาก ก็จะมีน้ำนมมากเอง ที่สำคัญอย่าคาดหวังว่าจะมีน้ำนมมากมายในช่วงสัปดาห์แรก เพราะทั้งกระเพาะลูกและเต้านมแม่เพิ่งเริ่มงานกันทั้งคู่ ขอเวลาให้เครื่องเดินเต็มที่รับรองหายห่วง แต่ต้องให้กินบ่อยพอในช่วงเดือนแรกขอเป็นสัก 8 ครั้งในหนึ่งวันนะคะ

อาจบำรุงน้ำนมด้วยอาหารหวานคาว เช่น น้ำขิง น้ำเต้าหู้ ยำหัวปลี แกงเลียง เม็ดขนุนต้ม มะละกอ สับปะรด

2.ลูกกินอิ่มไหมนะ

ถ้าลูกอิ่มก็หยุดดูดหรือหลับเอง แต่ถ้ากังวลอาจสังเกตได้จากน้ำหนักตัวลูกเพิ่มขึ้นตามปกติ ถ่ายปัสสาวะวันละ 6 ครั้งขึ้นไป มีอาการสดใส ไม่ซีดเซียวปวกเปียกไม่มีแรง อึลูกสีเหลืองอ่อนนุ่ม หรือเละๆ อาจจะถ่ายสักวันละครั้งหรือสองสามวันครั้ง ก็แสดงว่ากินพอแล้ว

3. ของแสลงแม่ให้นมมีด้วยหรือ

ของแสลงคงไม่มี แต่ต้องห้ามของไม่ดีพวกบุหรี่ แอลกอฮอล์ ของหมักดอง ของที่มีสารกันบูด สารเคมีต่างๆ ก็ให้ห่างๆ ไว้ อาหารบางอย่างที่ควรเลี่ยงก็พวกเปบเปอร์มินท์ อาหารที่ไม่ได้ปรุงสุกและรสจัดชวนท้องร่วง ส่วนคาเฟอีนพวกนี้ถ้าอยากก็ดื่มได้แต่เลี่ยงได้จะดีที่สุด

4. เริ่มนมแม่เมื่อไหร่ดีล่ะ

เริ่มเร็วที่สุดหลังคลอด การให้กินนมแม่ใน 1 ชั่วโมงหลังคลอดช่วยลดปัญหาสุขภาพทั้งแม่ทั้งลูกได้อย่างมหาศาล ทารกแรกเกิดกว่าล้านคนจะไม่เสียชีวิตจากโรคที่ป้องกันได้ เนื่องจากลูกได้หัวน้ำนมที่มีสารอาหารครบถ้วนและภูมิคุ้มกันสำหรับทารก และช่วยให้มีน้ำนมมากขึ้นในมื้อต่อๆ ไป

อีกทั้งไออุ่นจากผิวกายแม่จะช่วยให้ลูกรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย ตั้งแต่แรกเกิดที่จะกระตุ้นสัญชาตญาณและฮอร์โมนต่างๆ ให้ทำงานได้เป็นอย่างดี สร้างความผูกพันระหว่างแม่และลูกต่อไป

5. ทำไมสีน้ำนมเปลี่ยน

น้ำนมแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงของสีและลักษณะความข้นใสอยู่บ้างตามวัน-เวลา เช่น ในระยะแรกจะเป็นหัวน้ำนมที่มีสีออกส้มข้นนิดหน่อย มีจำนวนน้อย หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีของน้ำนมมากขึ้นในระยะ 3-5 วันหลังคลอด ปริมาณก็จะมีมากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปในสัปดาห์ที่สอง สีน้ำนมก็จะเป็นสีของน้ำนม บางทีจะออกครามปนเล็กน้อย ปริมาณมีมากขึ้นจากเดิมมาก

6.นมแม่หมดอายุไหม

การเปลี่ยนแปลงของน้ำนมที่วางไว้เฉยๆ จะเห็นการแยกชั้นระหว่างน้ำและไขมัน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าน้ำนมบูดเสีย เมื่อจะนำมาใช้การเขย่าเล็กน้อยตอนอุ่นให้ร้อนขึ้น ก็จะช่วยให้น้ำนมกลับเป็นเนื้อเดียวกันอีกได้ อย่าเพิ่งทิ้งไปเสียก่อนค่ะ

และอาจมีกลิ่นกลิ่นหืนเมื่อน้ำนมสัมผัสกับอากาศเข้า จึงควรเก็บน้ำนมในภาชนะที่มีฝาปิด เพื่อป้องกันการทำปฏิกิริยากับอากาศ เหมือนไขมันทั่วๆ ไป

ภาชนะที่เหมาะกับการเก็บน้ำนมควรเป็นแก้วหรือพลาสติกใสเนื้อแข็งสำหรับ เก็บอาหาร ที่เรามาใช้ถุงเก็บน้ำนมเป็นการเพิ่มความสะดวก แต่อาจมีข้อดีน้อยลงไปสักนิดก็ไม่เป็นไร

แต่ถ้าน้ำนมจับตัวเป็นก้อนเหมือนนมเปรี้ยว มีกลิ่นบูด หรือแยกเป็นก้อนๆ มีกลิ่นที่ผิดปกติดังที่กล่าวมาก็ควรเททิ้งเสียค่ะ

7. แก้ปัญหาหัวนมบอด

หัวนมบอดหมายถึงหัวนมที่ไม่เพียงแต่แบนราบ แต่จะหดเข้าเต้าเวลาเราเอามือบีบเต้านม พบได้ไม่บ่อยนัก และก็ยังสามารถให้ลูกกินนมจากอกแม่ได้นะคะ ถ้าเป็นรายที่ลานนมนิ่ม ก็จะง่ายขึ้น เพราะการนวดดึงหัวนมมักให้ผลดี แนะนำให้ทำการนวดดึงหัวนมเพื่อให้ยื่นออกมาตอนอาบน้ำเช้า-เย็น แล้วใช้ที่ครอบหัวนมนมที่เรียกว่าปทุมแก้ว ครอบเพื่อนวดลานนมให้นิ่มไว้

ส่วนคนที่ลานนมแข็งก็อาจจะนวดไม่ยืดออกมากนัก ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ แต่เราคงต้องมาปรับเรื่องการประคองเต้านมเข้าปากลูก โดยใช้มือประคองทั้งเต้าให้เหลือเนื้อที่ที่ลานนมกว้างๆ จะได้ง่ายในการงับของลูก งานนี้อาจต้องพึ่งคนที่มีประสบการณ์หน่อย

8.เต้านมเล็กคือน้ำนมน้อยหรือเปล่า


คุณแม่ที่มีเต้านมขนาดเล็กกะทัดรัดก็ไม่ได้หมายความว่าความสามารถใน การผลิตน้ำนมจะกะทัดรัดไปด้วย ปริมาณน้ำนมจะมีมากถ้าเรามีการกระตุ้นให้ลูกกินทุก 2-3 ชั่วโมง หรืออย่างน้อย 8 ครั้งในแต่ละวัน การอุ้มที่ดีจะช่วยให้ลูกกินได้สะดวกพยายามอุ้มลูกให้แนบชิดตัวเอาคางแนบชิด นมเอาท้องแม่แนบท้องลูกให้ดี ส่วนมากมักต้องใช้หมอนช่วยเพื่อความสะดวกมากขึ้น ส่วนที่เต้านมใหญ่ก็ระวังอย่าให้น้ำหนักของนมไปทับอกลูกจนอึดอัดนะคะ อย่าลืมว่าท่าอุ้มที่ดีจะช่วยป้องกันปัญหาหัวนมเจ็บ หัวนมแตกได้เป็นอย่างดี

9.เจ็บหัวนมหรือหัวนมแตก ควรให้ลูกกินนมไหม


หัวนมเป็นบริเวณที่มีเส้นประสาทมาเลี้ยงมากมาย จึงทำให้มีความไวต่อความรู้สึก ลูกที่แข็งแรงสุขภาพดีก็มักจะมีเรี่ยวแรงดูดดี ประกอบกับแม่มือใหม่ยังอุ้มยังจับไม่ถนัดก็อาจลงเอยเป็นเจ็บไปได้ วิธีแก้ปัญหาอันแรกคือ ให้ลูกเริ่มกินจากข้างที่เจ็บน้อยก่อน รอให้ลูกอ้าปากกว้างแล้วประคองลูกเข้าหาเต้านมแม่ อมให้ลึก พอที่จะไม่รู้สึกเจ็บ ไม่เอานมแม่ก้มไปใส่ปากลูกนะคะ กอดลูกให้แนบตัวแม่มากๆ เพราะจะช่วยให้เต้านมเข้าไปอยู่ในปากลูกมากขึ้น จะได้ไม่เจ็บเวลาลูกดูด หลังให้นมเสร็จบีบน้ำนมแม่ทาบนหัวนมบางๆ แล้วรอให้แห้งก่อนใส่เสื้อชั้นในทับไป อาจพักข้างที่มีแผลสัก 3-4 มื้อ หรือจนรู้สึกดีขึ้นแล้วค่อยกลับมากินจากเต้าทั้งสองใหม่ แต่ในระหว่างนั้นต้องบีบเก็บน้ำนมเอาไว้อย่างสม่ำเสมอ

การสังเกตอาการที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังคือ

-อย่าให้เต้านมคัด แข็ง เพราะอาจนำไปสู่เต้านมอักเสบ เป็นฝีได้ ให้ลูกดูด บีบ หรือปั้มออกไปบ้าง

-อย่าหยุดให้นมแม่ทันที จะทำให้ลูกขาดโอกาสที่จะได้ภูมิคุ้มกันและสารอาหารที่เป็นประโยชน์เพราะยังมีหนทางแก้ไข

-ดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่ อย่าหมกมุ่นอยู่กับงานที่อาจให้คนอื่นช่วยทำได้

-รักษาความสะอาดเต้านมและอย่าให้หัวนมเปียกแฉะ หมั่นเปลี่ยนแผ่นรองน้ำนมเสมอ เพราะอาจมีการอักเสบติดเชื้อที่แผลหัวนมและเต้านมได้

-อย่าสวมเสื้อยกทรงที่คับเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการเสียดสีและเจ็บแผลหัวนม อาจใช้ฝาครอบหัวนมที่มีรูระบายอาการสวมไว้ใต้ยกทรง หรือไม่ต้องสวมอะไรปิดทับ ปล่อยให้อากาศถ่ายเทได้ดี

-ถ้ารู้สึกตัวรุมๆ เหมือนเป็นไข้ก็กินพาราเซตามอล ได้และอย่าลืมให้ลูกกินหรือบีบออกให้เต้านมได้รับการกระตุ้นอย่างสม่ำเสมอ

10. แม่ป่วยต้องหยุดให้นมไหม

ไม่ต้องหยุดค่ะ เวลาที่แม่ป่วยร่างกายของคุณแม่จะสร้างภูมิคุ้มกันและระบบการกำจัดเชื้อ โรคออกไป ซึ่งอาจทำให้เรามีไข้ มีน้ำมูก แต่ในกระแสเลือดจะมีปริมาณเม็ดเลือดขาวสูงขึ้น เพื่อช่วยให้หายจากโรค และสิ่งนี้เองจะผ่านน้ำนมไปสู่ลูกและป้องกันลูกจากโรคที่แม่เป็น แม่จึงไม่จำเป็นต้องหยุดการให้นม ยกเว้นมีไข้สูง อ่อนเพลียมาก แจ้งคุณหมอทุกครั้งที่อาจจำเป็นต้องใช้ยา เพื่อจะได้ใช้ยาที่ปลอดภัยระหว่างให้นมลูก ถ้าแม่เป็นหวัดก็ผูกผ้าปิดปากสักหน่อยเพื่อเป็นการป้องกันการหายใจรดและแพร่ เชื้อไปให้คนอื่น.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

แม่บางคนไม่ได้คลอดเอง แต่ทำไมรู้สึกปวดหัวหน่าว ปวดอวัยวะเพศ บางคนปวดแผล เสียวตรงแผลผ่าคลอด นานหลายเดือน

หลังผ่าตัดคลอดบุตร ในช่วงต้นสูติแพทย์จะมีการสั่งให้ยากระตุ้นการบีบตัวของมดลูกหยดเข้าสู่ กระแสเลือดทางหลอดเลือดดำ เพื่อป้องกันการตกเลือดหลังคลอด ยานี้ทำให้มดลูกบีบตัวแรงเพื่อหยุดเลือดที่ออกทางช่องคลอดและขับน้ำคาวปลา ออกมา จึงทำให้คุณแม่หลังคลอดมีอาการปวดหน่วงท้องน้อย ลักษณะปวดบีบเป็นพักๆ ร้าวลงหัวหน่าวได้ เมื่อหมดฤทธิ์ยาอาการเหล่านี้จะทุเลาลง หลังจากนั้นในบางช่วงเวลาที่ลูกดูดนมแม่ก็จะมีการหลั่งฮอร์โมนกระตุ้นน้ำนม จากต่อมใต้สมองของแม่ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นให้มดลูกบีบตัวเพิ่มขึ้นได้

ในช่วง1-2 วันแรก คุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสรีระหลายประการ บางรายมีอาการอืดแน่นท้อง เรอบ่อยจากลำไส้ยังไม่กลับมาทำงานภายหลังการผ่าตัดซึ่งพบบ่อย เมื่อคุณแม่เริ่มฟื้นตัว ลุกเดิน ลำไส้จะกลับมาทำงานได้ดีขึ้นและอืดท้องลดลงเอง นอกจากนี้ช่วงใกล้คลอดจะมีการยืดขยายของเอ็นหรือพังผืดที่ยึดติดกระดูก เชิงกรานและกระดูกหัวหน่าว ส่งผลให้ช่องเชิงกรานขยายขนาดเพื่อรองรับการเบ่งคลอดบุตร บางรายรู้สึกเจ็บที่กระดูกหัวหน่าวได้โดยเฉพาะเวลาเดิน ลุกยืน หรือเปลี่ยนท่าทาง ซึ่งสืบเนื่องมาจากกระดูกอ่อนของหัวหน่าวอักเสบนั่นเอง จะพบได้บ่อยกว่าในรายที่คลอดบุตรเองทางช่องคลอดหรือน้ำหนักตัวระหว่างตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ เมื่อให้นอนพัก ประคบน้ำอุ่น ให้ยาแก้อักเสบ รักษาตามอาการด้วยยาบรรเทาปวด อาการจะดีขึ้นเองตามลำดับ

บางรายอาจมีอาการปวดเสียวบริเวณแผลผ่าตัดได้ โดยทั่วไปใน 1 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัดจะเป็นช่วงที่แผลภายนอกเริ่มสมานติดกันสนิทจะยังไม่มี อาการเสียวใดใด ช่วงนี้บาดแผลสามารถโดนน้ำได้แล้ว ต่อมาเมื่อมีการหดรั้งตัวของแผลเพิ่ม จึงเริ่มสร้างรอยแผลเป็น บางรายมีการหนาตัวของแผลเป็นมาก มีแผลเป็นอักเสบแดงทำให้มีอาการเสียวของแผลผ่าตัดได้มาก รักษาได้โดยการใช้ยาป้ายลดรอยแผลเป็นชนิดต่างๆ

 

ผ่าคลอดแล้ว ยกของหนัก ทำงานบ้านได้ไหม

แผลผ่าตัดคลอดจะใช้เวลาให้บาดแผลภายนอกสมานติดดี ภายใน 1 สัปดาห์ สามารถเปิดแผลและสัมผัสน้ำได้ คุณแม่สาสมารถทำกิจกรรมเบาๆ ทำงานบ้านเล็กน้อยได้ แต่ยังไม่ควรยกของหนักในช่วงเวลานี้ เนื่องจากแผลผ่าตัดหน้าท้องต้องใช้เวลาซ่อมแซมให้มีความแข็งแรงของเนื้อ เยื่อชั้นต่างๆ กลับมาประมาณ 3 เดือน จึงให้เริ่มยกของหนักได้

 

หลังผ่าคลอดมีเพศสัมพันธ์กับสามีได้เมื่อไหร่

โดยหลักการสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้เมื่อพร้อม เมื่อน้ำคาวปลาหมดแล้ว และไม่เจ็บแผลผ่าตัดแล้ว คุณแม่ไม่มีแผลที่ฝีเย็บหรือในช่องคลอดอยู่แล้วจึงมีเพศสัมพันธ์ได้เร็ว หากใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วยก็อาจมีเพศสัมพันธ์ได้ตั้งแต่ 2 สัปดาห์หลังผ่าตัดคลอด แต่หากจะรอให้น้ำคาวปลาหมดสนิทและไม่ใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วย ควรรอ 4-6 สัปดาห์หลังผ่าตัดจึงค่อยเริ่มมีเพศสัมพันธ์ทั้งนี้เพื่อให้พ้นช่วงหลังคลอด และเริ่มฮอร์โมนคุมกำเนิดนั่นเอง.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

การดูแลร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ก่อนที่ จะมีลูก ไม่ใช่แค่ผู้หญิงฝ่ายเดียวเท่านั้นที่ต้องใส่ใจดูแล นั่นเพราะสุขภาพของผู้ชายก็มีผลต่อการตั้งครรภ์ด้วยเหมือนกัน ยิ่งโดยเฉพาะในเรื่องของสเปิร์ม มาดูกันค่ะว่าจะมีวิธีใดบ้างที่จะช่วยบำรุงเพิ่มพลังให้สเปิร์มแข็งแรง ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้กับคู่สามีภรรยามากขึ้นค่ะ

 

 

 

…สเปิร์มของผู้ชายกับไข่ของผู้หญิง เป็นสิ่งที่ต้องคู่กัน ถึงจะทำให้เกิดการปฏิสนธิเป็นทารกน้อยที่แข็งแรงได้ แต่หากไข่ของผู้หญิงมีความแข็งแรง แต่ขาดสเปิร์มที่มีคุณภาพของผู้ชาย นั่นก็เท่ากับว่าโอกาสที่จะเกิดการตั้งครรภ์มีเปอร์เซ็นต์น้อยมาก ซึ่งการดูแลให้สเปิร์มของผู้ชายแข็งแรงสมบูรณ์  จึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญกันให้มากยิ่งขึ้นค่ะ

 

 

 

5 วิธีปฏิบัติเพิ่มพลังสเปิร์ม ช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์

 

1. เริ่มด้วยโภชนาการที่ดี

 

หากคุณคือผู้ชายคนหนึ่งที่ตั้งใจจะมีลูก แนะนำว่าให้เริ่มต้นดูแลสุขภาพร่างกายด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่ครบ 5 หมู่ ทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ เพราะสารอาหารที่ได้อย่างหลากหลายจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับสมรรถภาพทาง ร่างกาย ควรเลือกทานผัก ผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารแอนติอ๊อกซิเดนท์ อย่าง บร็อกโคลี หน่อไม้ฝรั่ง บีทรูท ส้ม ฝรั่ง มะขามป้อม หรือผลไม้ตระกลูเบอร์รี ฯลฯ ซึ่งจะช่วยบำรุงให้สเปิร์มมีสุขภาพที่ดี

 

 

 

2. ออกกำลังกาย

 

การออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอในทุกๆ วัน หรือหากไม่ค่อยมีเวลาอาจออกกำลังกายอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ การอออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตสเปิร์มได้ดี

 

 

 

3. รักษาน้ำหนักให้สมดุล

 

หากคุณเป็นคนที่มีภาวะน้ำหนักเกิน จะทำให้สเปิร์มมีคุณภาพ ปริมาณ และการเคลื่อนไหวต่ำกว่าผู้ชายที่มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ดังนั้นการรักษารูปร่างให้มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานพอดีสมส่วนกับส่วนสูง ก็สามารถส่งผลทำให้สเปิร์มมีคุณภาพที่ดีด้วยเช่นกัน

 

 

 

4. ความเครียด นำมาซึ่งการมีสเปิร์มคุณภาพที่แย่

 

เป็นที่รู้กันดีว่าความเครียดไม่เคยส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกาย เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายอ่อนล้า อ่อนเพลีย ทำให้เกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ แล้ว ความเครียดที่มีสะสมไว้มากๆ ก็สามารถที่จะส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนที่ใช้ในการผลิตสเปิร์มได้ด้วยเหมือนกัน ยิ่งเครียดการผลิตสเปิร์มก็ยิ่งน้อยลง

 

 

 

5. การรักษาอุณหภูมิของร่างกาย

 

อุณหภูมิของร่างกายที่เพิ่มสูงขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อการผลิตสเปิร์ม จึงไม่แนะนำให้ใส่กางเกงชั้นในที่รัดแน่นมากๆ หรือหลีกเลี่ยงการวางแล็ปท็อปไว้บนตักขณะทำงาน และไม่ควรอาบน้ำด้วยการแช่น้ำอุ่นจัดอุณหภูมิสูงๆ เพราะอุณหภูมิในร่างกายที่คงที่ จะช่วยให้สเปิร์มผลิตออกมาอย่างมีคุณภาพ

 

 

 

 

 

การจะเป็นว่าที่คุณพ่อมือใหม่ไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าคุณรู้จักดูแลตัวเองให้แข็งแรงสมบูรณ์พร้อมอยู่เสมอ และสิ่งหนึ่งที่ทำได้ง่ายๆ และใกล้ตัวนั่นคือ การเริ่มต้นวันด้วยมื้ออาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำ และนอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ ที่สำคัญต้องงดเว้นจากการดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่ด้วยนะคะ

 

…ถ้าสเปิร์มพร้อมแล้ว ก็เริ่มภารกิจพิชิตลูกกันได้เลยค่ะ…


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

“ลำไส้คือที่อยู่ของจุลินทรีย์ที่ดีนับล้านตัวที่มีบทบาทในการย่อยอาหาร และยังเป็นที่อยู่ของเซลล์ภูมิต้านท้านมากถึงร้อยละ 70-80 ซึ่งมีหน้าที่ในการต่อสู้กับความเจ็บป่วย ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องให้ความสำคัญในการช่วยส่งเสริมให้ลูกได้มีสุขภาพลำ ไส้ที่ดีตั้งแต่ลูกยังเล็กนะคะ เพราะการที่ลูกมีสุขภาพลำไส้ที่ดีก็เท่ากับว่าลูกจะมีสุขภาพในด้านอื่นดี ด้วยเหมือนกัน”

 

Good to Know… โภชนาการช่วงแรกของชีวิต ตั้งแต่ตั้งครรภ์จนลูกอายุ 2 ขวบ เป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่จะกลายเป็น รากฐานสำหรับสุขภาพในอนาคตของลูก ช่วงเวลานี้จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับพัฒนาการและลำไส้ที่มีสุขภาพดี1 นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยว่าลำไส้ที่แข็งแรงไม่เพียงแต่จะสนับสนุนพัฒนาการทาง ร่างกายและสมองผ่านการดูดซึมที่เหมาะสมเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางของภูมิต้านทานตามธรรมชาติและการควบคุมอารมณ์ด้วย1,2

 

นมแม่ช่วยให้ลูกมีสุขภาพลำไส้ที่ดีได้อย่างไร ?

โภชนาการช่วงแรกของชีวิตที่ลูกได้รับหลังจากคลอดออกมาจากครรภ์ของคุณแม่ นั่นคือการให้ลูกได้ทานนมแม่เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนแรกคือวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้สุขภาพลำไส้ของลูกทำงานได้อย่างปกติ แล้วพอหลังจาก 6 เดือนจึงค่อยๆ เริ่มให้อาหารเสริมตามวัยที่เหมาะสม เพื่อช่วยพัฒนาความหลากหลายของจุลินทรีย์ในลำไส้ แล้วก็ยังช่วยในการพัฒนาเอนไซม์ในระบบทางเดินอาหารของลูกอีกด้วย

 

เห็นไหมคะว่าการส่งเสริมให้ลูกได้ทานนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด คือวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้ลูกน้อยมีสุขภาพลำไส้ที่ดี ว่าแต่คุณแม่ทราบหรือเปล่าว่า สารอาหารในนมแม่มีอะไรบ้างที่ส่งผลดีต่อลำไส้ของลูก อย่างนั้นเราไปตามดูกันค่ะว่าสารอาหารที่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาระบบภูมิคุ้ม กันที่จะได้จากการทานน้ำนมแม่นั้นมีอะไรบ้าง

1. อิมมูโนโกลบูลิน (Immunoglobulin) ได้แก่ IgA, IgB, IgM, IgD, IgE ซึ่งจะมีหน้าที่ตรวจจับและทำลายจุลินทรีย์ก่อโรคติดต่อบางชนิด และช่วยปกป้องแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ของลูก

2. พรีไบโอติก (โอลิโกแซคคาไรด์) คืออาหารที่ค่อยส่งเสริมให้การเจริญของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ของลูก และยังจะช่วยในการตรวจจับแบคทีเรีย ไวรัสเพื่อป้องกันไม่ให้จุลินทรีย์เหล่านี้เกาะติดกับผนังลำไส้

3. ไบฟิดัส แฟคเตอร์ (Bifidus Factor) จะมีหน้าที่ในการส่งเสริมการเจริญของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ “แลคโตบาซิลลัส ไบฟิดัส” ในลำไส้ของลูก โดยจะช่วยปกป้องแบคทีเรียชนิดนี้ให้ปลอดภัยจากแบคทีเรียที่ให้โทษกับร่างกายนั่นเองค่ะ

4. ไฟโบรเนคติน (Fibronectin) จะช่วยในการเร่งการทำงานของแมคโครฟาจ (macrophage) และช่วยในเรื่องการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ได้รับความเสียหลายจากการอักเสบในลำไส้

5. ฮอร์โมนและสารกระตุ้นการเจริญเติบโต (Growth factor) มีหน้าที่ในการกระตุ้นให้ลำไส้ของลูกพัฒนาได้เต็มที่ และยังช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อในลำไส้อีกด้วย

 

พูดได้คำเดียวเลยค่ะว่า “น้ำนมแม่มหัศจรรย์”

ลำไส้เป็นเสมือนศูนย์กลางของพัฒนาการโดยรวมของเด็กๆ หากสุขภาพลำไส้ไม่ดีย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายที่จะเกิดการเจ็บป่วยได้ ง่าย แต่หากสุขภาพลำไส้ดี แน่นอนว่าไม่เพียงแต่จะส่งเสริมให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงเท่านั้น แต่จะส่งผลดีไปถึงการที่เด็กจะมีพัฒนาการทางร่างกายและสมองที่ดีตามไปด้วย และที่เหมือนโบนัสก็คือการที่เด็กมีสุขภาพทางอารมณ์ที่ดีนั่นเองค่ะ ฉะนั้นมาค่ะ มาช่วยกันสนับสนุนให้ลูกได้รับโภชนาการที่ดีจากนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด เพื่อที่ลูกจะได้มีสุขภาพลำไส้ที่ดีกันนะคะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

Reference :

1Koletzko, B., Early Nutrition and its later consequences: new opportunities. AdvExp Med Biol, 2005. 569:p. 1-12.
2Furness, JB., Kunze, WA., Clerc, N.,Nutrient tasting and signaling mechanisms in the gut. ll. The intestine as a sensory organ: neural, endocrine, and immune responses.Am J Physiol. 1999 Nov;277 (5 Pt 1):G922-8.