Are you looking for the best website template for your web project? Look no further as you are already in the right place! WebSite BIGtheme.NET In our website templates section you will find tons of beautiful designs - for any kind of business and of any style. You are in a unique place - join us today
ครูวรรณ

ครูวรรณ

Website URL: http://www.kruone.com

เรื่องแชร์ประสบการณ์ อุทาหรณ์ของคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์ จะกินอะไร หรือทำอะไร ไม่ใช่แค่เราเพียงคนเดียวแล้ว แต่ยังมีหัวใจที่เต้นตุ๊บๆ อยู่ในร่างกายด้วยอีกหนึ่งชีวิต เพราะบางเรื่องเราอาจคิดไม่ถึงว่าสิ่งที่เราทำไปจะส่งผลต่อ “ลูกในท้อง” จนเกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากแม่ได้ด้วย!


 

ชิมส้มตำปูปลาร้า เฉลี่ยอาหารเป็นพิษทุกไตรมาส!

ทันทีที่ได้รู้ว่าตั้งครรภ์ลูกสาวคนที่ 2 คุณแม่ดีใจมากไม่ต่างไปจากท้องแรก ในช่วงตั้งท้องคนนี้คุณแม่อยากกินส้มตำปูปลาร้ามากเป็นพิเศษ อดใจไม่เคยไหวซักที แต่ทุกครั้งที่สั่งคุณแม่ก็ขอโอกาสแค่ชิม ซึ่งนั้นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณแม่อาหารเป็นพิษทุกไตรมาส! พอท้องเข้าเดือนที่ 7 คุณแม่ไม่เชื่อหมอ ชิมส้มตำปูปลาร้าอีก คราวนี้อาหารเป็นพิษหนักกว่าครั้งก่อนๆ จนต้องเข้าโรงพยาบาลและกินยาตามที่หมอสั่งถึง 5 วัน

เป็นไข้หวัดต่ออีก 2 สัปดาห์โดยไม่ไปหาหมอ และไม่ยอมพักผ่อน

พอหายจากอาหารเป็นพิษ ก็ตามมาป่วยด้วยไข้หวัดหลอดลมอักเสบ อีก 2 สัปดาห์ โดยไม่ได้กินยาและไม่ไปหาหมอ เพราะคิดว่าป่วยไข้หวัดธรรมดาไม่เป็นอะไรมาก ซึ่งช่วงที่ป่วยก็ไปทำงานปกติ จึงทำให้พักผ่อนน้อยเลยพลอยให้ลูกในท้องไม่ได้พักผ่อนไปกับแม่ด้วย

อาหารเป็นพิษส่งผลให้ลูกน้อยปอดติดเชื้อ

หลังจากป่วยติดกันประมาณ 3 สัปดาห์ พอถึงกำหนดไปให้คุณหมอตรวจ หมอแจ้งอาการว่า ระบบการหายใจของลูกเริ่มหายใจเต้นแรงและเร็วผิดปกติ เด็กกลับหัวพร้อมที่จะคลอดแล้ว ซึ่งคุณหมอแจ้งว่าแม่ต้องพักผ่อนให้มากๆ เพราะมีแนวโน้มจะคลอดลูกก่อนกำหนด

เข้าเดือนที่ 8 เป็นไปตามที่คุณหมอคาดการณ์ ลูกเริ่มดิ้นๆ ทำท่าจะคลอดให้ได้ คุณแม่เริ่มมีอาการท้องแข็งถี่ๆ บ้างในช่วงเช้าบ้าง ดึกบ้างแล้วแต่วัน น้องอยู่ในท้องดิ้นแรงและดิ้นเก่งมากๆ จนทำให้รู้สึกเจ็บท้องมากขึ้น จนเข้าเดือนที่ 9 อัลตราซาวนด์พบว่าลูกดิ้นกลับหัวขึ้น ช่วงรอคลอดตามกำหนด 38 สัปดาห์ คุณแม่ก็ไปทำงานตามปกติ ต่อมาเริ่มเดินไม่ไหว เพราะท้องแข็งและเจ็บจี๊ดๆ เข้าใจว่าคือ อาการเจ็บเตือน หลังจากนั้นก็ลาพักผ่อนก่อนคลอดประมาณ 1 สัปดาห์ ไม่มีอาการใดๆ นอกจากก่อนคลอด 2 วัน ที่รู้สึกได้ว่าน้องดิ้นแรงผิดปกติ มีอาการคล้ายๆ คนชักกระตุกๆ คืนนั้นท้องแข็งถี่ๆ จนคิดว่าต้องผ่าคลอดก่อนแน่ๆ แต่เมื่อถึงวันคลอด..ก็คลอดได้ตามปกติ

อาการทารกขาดออกซิเจน, ปอดติดเชื้อ

ผลกระทบจากแม่สู่ลูกในท้องแบบที่คิดไม่ถึง

ในห้องคลอด..ทันทีที่พยาบาลอุ้มลูกมาให้ดูครั้งแรก เอ๊ะ! ทำไมตัวหนูดูซีดๆ ดำๆ คล้ำๆ ม่วงๆ ดูแปลกๆ แต่พอพยาบาลให้ออกซิเจนก็ตัวแดงปกติ แต่พอลูกไปถึงห้องเด็กอ่อนแค่ 10 นาที ก็เริ่มมีอาการหายใจไม่เป็นจังหวะ ตรวจวัดออกซิเจนในร่างกายมีแค่ 60-70 ซึ่งค่าปกติจะอยู่ที่ 98-100 หมอมาแจ้งว่าน้องมีอาการขาดออกซิเจน ปอดติดเชื้อ เพราะปอดไม่สามารถเคลียร์น้ำคร่ำได้ เสมหะลงปอด เนื่องจากออกซิเจนไม่พอไปฟอกปอด ปอดน้องยังทำงานไม่เต็มที่ ซึ่งอาการแบบนี้ส่วนใหญ่จะพบกับเด็กที่คลอดก่อนกำหนด แต่นี่ลูกของแม่คลอดออกมาตามกำหนด

อาการปอดติดเชื้อในเด็ก

อาการปอดติดเชื้อของลูก และภาวะซึมเศร้าของแม่หลังคลอด

น้องมีอาการติดเชื้ออย่างรุนแรง ทำให้ตัวเหลืองเร็วและนาน ต้องส่องไฟอยู่ในตู้อบและมีอุปกรณ์ติดเต็มตัวไปหมดตั้งแต่วันแรกหลังหลอด คุณหมอช่วยรักษาอาการของน้องด้วยวิธีให้ออกซิเจนสอดท่อเข้าจมูก ให้ยาฆ่าเชื้อ ให้น้ำเกลือ วัดระดับออกซิเจนในร่างกาย และต้องประเมินอาการวันต่อวัน ต้องให้ยาฆ่าเชื้อจนกว่าจะไม่พบการติดเชื้อ เมื่อมีอาการดีขึ้นหมอก็ลองถอดออกซิเจน พบว่าลูกหายใจได้ดี เป็นจังหวะขึ้น แต่อัตราการเต้นของหัวใจก็ยังเร็วอยู่ และก็ยังบอกไม่ได้ว่าต้องรักษากี่วัน

หลังจากคุณแม่กลับมาพักฟื้นที่บ้านแล้ว รู้สึกได้เลยว่าตัวเองเศร้ามาก นั่งโทษตัวเองและร้องไห้ตลอด น้องเป็นแบบนี้ เพราะแม่เองที่ทำร้ายหนู แม่ไม่รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ทำให้น้องพักผ่อนน้อยไปด้วย จึงส่งผลให้ปอดน้องไม่แข็งแรง คิด ว่าลูกจะรอดไหม อีกกี่วันลูกจะหาย เดินทางไปกลับหาลูกที่โรงพยาบาลทุกวัน เพื่อปั๊มนมให้ลูกกิน ในขณะที่ปั๊มนมก็นั่งร้องไห้ จนพยาบาลต้องมาช่วยปลอบว่าอย่าเครียด เดี๋ยวน้ำนมจะหดไม่พอให้ลูกกิน

ปัจจุบันน้องแคลร์รี่มีอายุได้ 2 เดือน และได้กลับบ้านแล้ว หลังจากอยู่ที่โรงพยาบาลในช่วงแรกคลอดนานถึง 14 วัน แต่ตอนนี้คุณแม่ก็ยังต้องคอยสังเกตดูอาการน้องเสมอ ถ้าเมื่อไหร่ที่น้องมีอาการครืดคราด มีเสมหะเยอะๆ ก็ต้องรีบพาไปพบคุณหมอ เพื่อเอ็กซเรย์ปอด เคาะปอดดูดเสมหะให้ยาฆ่าเชื้อ

ฝากถึงคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์

เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย หากคุณแม่ที่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ไม่ตามใจปากและใส่ใจเรื่องโภชนาการให้ดี ที่สุดเพื่อลูกน้อยและตัวคุณแม่เอง หากแม่ท้องเป็นไข้ไม่สบายอย่า นิ่งนอนใจคิดว่าจะหายได้เอง ควรไปหาหมอ ก่อนที่จะทุกอย่างจะส่งผลไปสู่ลูกในท้อง เพราะเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับตัวแล้วถึงได้รู้สึกว่ามันปวดใจมาก จึงไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับลูกใครอีก.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

ความอ้วนมิได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน หากเกิดจากรับประทานในปริมาณที่มากเกินความต้องการของร่างกาย วันละเล็ก วันละน้อย จนกลายเป็น อ้วน ในที่สุดเด็ก ๆ ของเรากำลังเผชิญกับเรื่องที่ว่านี้ โดยทั้งที่พ่อ แม่และเด็กเองก็ไม่ทันรู้ตัว ทำยังไง จะไม่ให้หนู ๆ กลายเป็นหมู ๆ...ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ง่ายนัก

 


เรื่องอ้วน ๆ แบบนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร

มองเห็นได้ชัดที่สุดคือเรื่องวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เมื่อพ่อแม่ทำงานนอกบ้านกันมากและหนัก ย่อมไม่มีเวลามาพิถีพิถันเรื่องอาหารของลูก หลายครั้งที่พ่อแม่ให้เงินลูกไปหากินเอาเองที่โรงเรียน เด็ก ๆ ก็เลือกที่อร่อย หรือไม่ก็ตามโฆษณาที่โหมประโคมหนักในช่วงที่หนู ๆ ดูการ์ตูนหรือรายการเด็กทางทวี...น่ากลุ้มใจไหมค่ะ

นอกจากนี้ พ่อแม่หลายคนมีความสุขที่เห็นลูกกินได้มากและมักทำอาหารที่ลูกชอบ ปรนเปรอไม่อั้น ผลจากการดูแลใกล้ชิดแต่ผิดหลักนี้ ก็ทำให้หนู ๆ กลายเป็นหมู ๆ ไปได้ในที่สุด

 



การวัดพิกัดความอ้วนมีด้วยกัน 3 วิธี คือ

      • ดูด้วยตา มองดูอาจรู้ได้ว่าลูกชักจะเจ้าเนื้อ มีวิธีทดสอบง่าย ๆ คือให้ยืนตัวตรง แล้วเหลือบตามองปลายเท้า ถ้าไม่เห็นปลายเท้า ก็แปลว่าท้วมไปหน่อยแล้ว
      • ชั่งน้ำหนัก-วัดส่วนสูง เด็ก 7-9 ขวบ ควรสูงระหว่าง 115-125 ซม. หนักระหว่าง 22-26 กก.ส่วนที่เป็นพรีทีน 10-12 ขวบ ควรสูง 130-140 ซม. หนัก 28-32 กก. ถ้าน้ำหนักเกินจากนี้มากไป ก็แปลว่าอ้วน ควรเริ่มทำอะไรซักอย่างเพื่อลดน้ำหนัก
      • วัดปริมาณความหนาของไขมันใต้ผิวหนัง อันนี้ต้องมีผู้เชี่ยวชาญและใช้เครื่องมือค่ะ คุณหมอจะวัดที่ต้นแขนด้านหน้า ต้นแขนด้านหลัง หรือไม่ก็ใต้สะบัก (ปีกหลัง)



วิธีช่วยลูกลดความอ้วน

      • เริ่มต้นที่พ่อแม่นั่นเอง หันเอามาใจใส่เรื่องอาหารการกินของลูกให้มากขึ้น เปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่ รวมไปถึงต้องจับเข่าคุยกับคุยยายคุณย่าที่ชอบทำอาหารปรนเปรอหลาน ๆ ด้วยว่าคนเราไม่ได้กินให้อร่อยไปเรื่อย ๆ เพื่อตามใจปากหรือตามใจคุณย่าหากกินเพื่อมีชีวิตอยู่ เพื่อให้แข็งแรง ไม่ใช่กินเพื่อให้เกิดโรค
      • คุณแม่บ้านกรุณาทำอาหารทอดให้ลดลง หันไปนึ่ง ๆ ต้ม ๆ ก็อร่อยได้หลายเมนูค่ะ
      • กินอาหารนอกบ้านกันให้น้อยลงเพราะสูตรที่ว่าเด็ดนั้นส่วนมากจะใช้ชูรส ให้ติด ลิ้นลูกค้า ยิ่งอร่อยก็ยิ่งกินมาก อย่างนี้น้ำหนักเพิ่มกันทั้งบ้านค่ะ
      • กินให้เป็นเวลา ของจุบจิบนอกมื้อไม่จำเป็นเลย แต่ถ้าชอบลองของใหม่ ก็นานครั้งแล้วกัน
      • ออกแบบอาหารจานผักและผลไม้ให้เด็ก ๆ รู้สึกอยากลิ้มลอง และพยายามมีผลไม้ติดตู้เย็นไว้ตลอด ปอกหั่นให้หยิบกินได้สะดวก หนู ๆ วิ่งเล่นมาหรือเดินไปเดินมาในบ้าน ทำการบ้าน อ่านหนังสือ ช่วงพักก็จะได้หยิบกิน และก็จะติดเป็นนิสัยชอบผลไม้ไปในที่สุด
      • ปล่อยหรือชวนให้ลูก ๆ ออกไปเล่นกลางแจ้งบ่อย ๆ เขาจะไปหกคะเมนตีลังกาท่าไหนก็เรื่องของเขา ไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์ให้มากเรื่อง
      • สุดท้ายก็คือการออกกำลังกายค่ะ จะจ๊อกกิ้ง วิ่งเปี้ยว ว่ายน้ำ หรือแอโรบิก ตีแบดฯ อะไรก็ได้ สำคัญตรงที่พ่อแม่ลงไปคลุกด้วยค่ะ หนู ๆ จะสนุกกว่าการที่คุณพ่อคุณแม่ยืนลุ้นให้หนูซิตอัพโดดเดี่ยวโฮมอะโลน


ทำได้แบบนี้ น่าจะช่วยให้คุณเป็นเจ้าของครอบครัวตัวเบาสุขภาพดี ที่สำคัญ ต้องตั้งเป้าหมาย ทำความเข้าใจกับลูก แล้วก็ใจเย็นๆ ค่ะ เมื่อความอ้วนจากไป สุขภาพและความมั่นใจก็จะกลับคืนมา.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

การตั้งครรภ์ของคุณแม่ ยุคใหม่มีแนวโน้มในการผ่าคลอดสูงมาก ซึ่งก่อให้เกิดผลข้างเคียงคือ เด็กผ่าคลอดจะขาดโอกาสได้รับภูมิต้านทานตามธรรมชาติผ่านทางช่องคลอด ทำให้มีความเสี่ยงที่จะ เจ็บป่วยได้ง่าย ในการประชุมวิชาการประจำปี ครั้งที่ 32 ของสมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืด และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย “From Diagnosis to Immunotherapy in Allergic Diseases” เมื่อเร็วๆนี้ ศ.พญ.จรุงจิตร์ งามไพบูลย์ กุมารแพทย์โรคภูมิแพ้ฯ และประธานสมาคมฯ ได้กล่าวถึงการผ่าคลอดเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การพัฒนา ภูมิต้านทานในเด็กล่าช้า ในการบรรยายเรื่อง “Delayed Colonization of Gut Microbiotics in C-Section Infants: Causes, Consequence & Solutions” ซึ่งคุณหมอจรุงจิตร์ให้เหตุผลว่า เพราะพบจุลินทรีย์สุขภาพ “บิฟิโด แบคทีเรีย” ในลำไส้น้อยกว่าเด็กที่คลอดธรรมชาติ ซึ่งจุลินทรีย์สุขภาพนี้ เป็นภูมิต้านทานตั้งต้น ที่ส่งผ่านจากแม่สู่ลูกทางช่องคลอดของคุณแม่ เพื่อสร้างรากฐานระบบภูมิต้านทาน โดยระบบภูมิต้านทานนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต หากพลาดช่วงโอกาสทองนี้ ระบบภูมิต้านทานอาจไม่สามารถพัฒนาได้เต็มศักยภาพที่ควรจะเป็น

อย่างไรก็ตาม โภชนาการในช่วงแรกของชีวิต เป็นสิ่งที่คุณแม่สามารถกำหนดได้ จะส่งผลต่อสุขภาพของเด็กในระยะยาว โดยเฉพาะ “นมแม่” มีบทบาทในการเร่งเสริมสร้างภูมิต้านทานที่จำ เป็นอย่างยิ่งในเด็กผ่าคลอด เพราะนมแม่มีองค์ประกอบสำคัญ ที่ช่วยส่งเสริมภูมิต้านทานหลายชนิด เช่น โพรไบโอติก (จุลินทรีย์สุขภาพ) และพรีไบโอติก (อาหารของจุลินทรีย์สุขภาพ) ซึ่งทำงานร่วมกัน เพื่อช่วยเร่งเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์สุขภาพในระบบทางเดินอาหาร ที่มีเซลล์ภูมิต้านทานมากถึงร้อยละ 70 เด็กที่ทานนมแม่จึงมักจะมีจุลินทรีย์สุขภาพมากกว่าเด็กที่ทานนมผสมสูตรทั่ว ไป ดังนั้น บุคลากรทางการแพทย์และหน่วยงานต่างๆ ควรช่วยกันสนับสนุนให้เด็กได้รับนมแม่ให้ได้นานที่สุด เพื่อลดผลกระทบจากการผ่าคลอด และส่งเสริมระบบภูมิต้านทานตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต

ในตอนท้ายคุณหมอจรุงจิตร์ยังกล่าวด้วยว่า ช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี นับเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างภูมิต้านทานในเด็ก ดังนั้นพ่อแม่ควรให้ความใส่ใจใน โภชนาการเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการให้นมแม่แก่เด็กที่ผ่าคลอด ซึ่งต้องการการดูแลใส่ใจเป็นพิเศษในการเสริมภูมิต้านทานในช่วงแรกของชีวิต เพราะสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงของเด็กจะเป็นต้นทุนสำคัญในการพัฒนาด้านสติปัญญาและด้านอื่นๆที่จำเป็นต่อไป.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

เมื่อมีลูก มีหลายสิ่งที่พ่อแม่มือใหม่จำเป็นต้องพร้อมและเตรียมตัวรับมือ ยิ่งเรื่องสุขภาพความเจ็บป่วยของลูกแล้ว บางเรื่องอาจเป็นเรื่องเล็กๆ ของเราแต่กลับเป็นเรื่องใหญ่สำหรับลูก เช่นเมื่อมีอาการเป็นหวัดคัดจมูก มีน้ำมูกมากๆ ในรูจมูก ผู้ใหญ่อย่างเราๆ สามารถออกแรงสั่งน้ำมูกออกมาได้ แต่เด็กเล็กๆ ไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ดังนั้นสองมือของแม่นี่แหละค่ะที่จะช่วยให้ลูกมี อาการดีขึ้นได้จากอาการคัดจมูก


รู้ได้อย่างไรเมื่อลูกมีอาการคัดจมูก

วิธีการสังเกตง่ายๆ สำหรับเด็กเล็กๆ ลูกที่ยังบอกความรู้สึกตัวเองไม่ได้คือต้องคอยสังเกตว่าลูกมีการหายใจเสียง ดังครืดคราด หรือไม่ และลูกอาจจะดูดนมได้น้อยลง มีอาการร้องไห้งอแงซึ่งเป็นเพราะหายใจไม่ออก อาจจะดูเบื้องต้นโดยการฉายไฟเพื่อดูในจมูกของลูกว่ามีน้ำมูก หรือขี้มูกหรือไม่

เมื่อรู้ว่าลูกมีอาการคัดจมูก เรามีเทคนิคสำหรับแม่ๆ ที่จะช่วยลูกเคลียร์จมูกให้โล่งเวลาเกิดอาการคัดจมูกมาฝากกันถึง 4 วิธี ลองนำไปใช้กันดูค่ะ


1. การใช้ไม้ปั่นหู (คัดตันบัดส์) ขนาดเล็กค่อยๆ จุ่มน้ำเกลือ (หาซื้อได้จากร้านขายยา) แล้วค่อยๆเช็ดทำความสะอาดขี้มูกน้ำมูกที่ค้างอยู่ในโพรงจมูกของลูกอย่างเบา มือ วิธีนี้ต้องค่อยๆ ทำอย่างเบามือเพราะถ้าลูกดิ้นอาจจะทำให้เกิดอันตรายกับเยื่อบุโพรงจมูกของ ลูกได้

2. การใช้น้ำเกลือล้าง การใช้น้ำเกลือต้องเป็นน้ำเกลือที่ใช้ล้างแผลหรือทำความสะอาดโดยเฉพาะ ซึ่งมีจำหน่ายในร้านขายยา ไม่ใช่เกลือมาผสมกับน้ำเอง โดยการล้างน้ำเกลือด้วยลูกยางทำได้โดยใช้ลูกยางดูดน้ำมูกสำหรับเด็ก ค่อยๆ ดูดน้ำเกลือ 1-2 ซีซี แล้วค่อยๆ หยอดในจมูกข้างละ 3-5 หยด เพื่อให้น้ำเกลือล้างความเหนียวของน้ำมูกออกมา เสร็จแล้วใช้ลูกยางบีบลมออกก่อน แล้วจ่อบริเวณรูจมูก จากนั้นปล่อยมือให้แรงลมดูดน้ำมูกออกมา ค่อยๆ ทำซ้ำจนกว่าน้ำมูกจะหมดวิธีการนี้สำหรับพ่อแม่มือใหม่ก็อาจจะยังไม่ค่อยกล้า ทำเพราะกลัวลูกจะสำลักน้ำเกลือทางจมูก ซึ่งต้องค่อยๆ ทำและอาศัยระยะเวลาสักพักค่ะจึงค่อยๆ ชำนาญขึ้น

3.การดูดน้ำมูกด้วยอุปกรณ์ดูดน้ำมูกอัตโนมัติ วิธีนี้อาจจะสะดวกมากขึ้นด้วยการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเช่นเดียวกันแต่มี อุปกรณ์อัตโนมัติซึ่งพ่นน้ำเกลือเข้าไปในจมูกเพื่อเคลียร์จมูกให้ลูกได้เวลา มีอาการคัดจมูก

4. การใช้น้ำมันยูคาลิปตัส บรรเทาอาการคัดจมูก ช่วยให้จมูกโล่งวิธีที่แนะนำส่วนใหญ่เป็นวิธีที่ดูแลลูกที่ปลายเหตุ เมื่อลูกมีอาการหวัด คัดจมูก แต่สำหรับวิธีการใช้น้ำมันยูคาลิปตัสเป็นทางเลือกที่สามารถใช้ได้กับลูกใน ทุกๆ วัน โดยเราสามารถเลือกผลิตภัณฑ์น้ำมันยูคาลิปตัสที่เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ 100% ปราศจากเคมี วิธีการใช้นั้นก็ง่ายมากโดยที่ไม่ต้องสัมผัสโดนตัวน้อยเลย คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องทาหรือโดนผิวบอบบางของลูกโดยการเอาสำลี ชุบน้ำมันยูคาลิปตัสแล้ววางข้างๆหมอนหรือที่นอน เพื่อให้กลิ่นระเหยในอากาศ หรือใส่นํ้ามันยูคาลิปตัส 2-3 หยด ลงในน้ำร้อน เพื่อให้กลิ่นไอระเหยเข้าไปกับการหายใจหรือสำหรับเด็กโตหน่อย หยดบนปกเสื้อก็ได้เช่นกันค่ะซึ่งวิธีนี้จะเห็นได้ว่าช่วยให้ลูกหลับดีขึ้น เพราะทำให้หายใจสะดวก ให้หายคัดจมูกเร็วขึ้น.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

การอยู่ไฟหลังคลอดสำหรับแม่ที่คลอดลูกแล้วนั้น ถือเป็นการดูแลสุขภาพอีกรูปแบบหนึ่งที่มีมาอย่างยาวนาน ซึ่งการอยู่ไฟจะมีประโยชน์กับสุขภาพร่างกายของแม่หลังคลอดหรือไม่อย่างไร นั้น เรามีข้อมูลดีดีมาฝากค่ะ

การอยู่ไฟหลังคลอดอุปกรณ์สมุนไพร

การอยู่ไฟ เป็นวิถีการดูแลสุขภาพในแม่หลังคลอดของคน สมัยก่อน  เพื่อให้ร่างกายฟื้นจากความเหนื่อยล้าแล้วกลับคืนสภาพปกติโดยเร็ว  ซึ่งจะใช้ความร้อนเข้าช่วยในการฟื้นสุขภาพร่างกาย  ช่วยให้กล้ามเนื้อเส้นเอ็นบริเวณหลัง และขา ที่เกิดจากการกดทับในช่วงตั้งครรภ์ ได้คลายตัว และลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

ในสมัยก่อนการอยู่ไฟหลังคลอดจะต้องอยู่ในเรือนไฟที่ สร้างเป็นกระท่อมเล็กๆ  ขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยแม่จะต้องเข้าไปนอนผิงไฟ พร้อมกับลูกที่จะนอนอยู่บนกระด้ง  แม่จะต้องนอนบนกระดานไม้แผ่นเดียวทุกๆ วัน และห้ามอาบน้ำเย็น ดื่มแต่น้ำอุ่น งดอาหารที่ทำให้แสลง(ห้ามดื่มน้ำเย็น หรือทานของเย็นเด็ดขาด)  กินข้าวกับเกลือ หรือปลาเค็ม ซึ่งการอยู่ไฟหลังคลอดของคนสมัยก่อนแม่จะต้องอยู่ในเรือนไฟประมาณ 7-15 วัน ซึ่งในระหว่างที่อยู่ไฟห้ามแม่ออกจากเรือนไฟ เพราะเชื่อว่าจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายปรับตัวไม่ทัน แล้วจะส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยขึ้นได้  หรือที่คนสมัยย่า ยาย เรียกว่าอยู่ไฟไม่ถึง จึงทำให้ร่างกายหนาวสะท้าน

การพักฟื้นร่างกายหลังคลอดด้วยการอยู่ไฟ ถือเป็นวิถีการดูแลสุขภาพที่มีมาอย่างยาวนาน และปัจจุบันนี้ก็ยังคงมีอยู่  แต่รูปแบบการอยู่ไฟอาจถูกปรับเปลี่ยนให้ง่ายต่อแม่หลังคลอดสมัยใหม่มากขึ้น ซึ่งประโยชน์ของการอยู่ไฟหลังคลอด ที่มีความเชื่อกันว่าจะช่วยฟื้นร่างกายหลังคลอดได้ในหลายๆ เรื่อง  เช่น

  • ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดภายในร่างกาย
  • ช่วยลดภาวะความรู้สึกหนาวภายในร่างกาย ที่บางคนแค่ฝนตั้งเค้าก็หนาวเข้ากระดูกแล้ว
  • ช่วยลดอาการอ่อนเพลียจากการเสียเลือดในช่วงคลอดลูก
  • ช่วยลดการปวดเมื่อยตามข้อต่อต่างๆ ของร่างกาย
  • ช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพดี
  • ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงมีภูมิต้านทานโรค
  • ช่วยปรับสมดุลภายในร่างกายให้เข้าที่เป็นปกติ
  • ช่วยให้หน้าท้องยุบเร็ว
  • ช่วยลดความเจ็บปวดขณะมดลูกหดรัดตัวเข้าสู่ภาวะปกติ หรือที่เรียกว่ามดลูกเข้าอู่

     

    การอยู่ไฟด้วยการประคบตัว

    ข้อแนะนำสำหรับการดูแลสุขภาพด้วยการอยู่ไฟหลังคลอดสำหรับคนคลอดธรรมชาติ และคนผ่าคลอดลูก

  • แม่หลังคลอดที่คลอดลูกเองธรรมชาติ สามารถอยู่ไฟได้เลยหลังจากพักฟื้นได้ประมาณ 7 วันขึ้นไปแล้ว
  • แม่หลังคลอดที่ผ่าคลอด ยังไม่สามารถอยู่ไฟได้ทันที เพราะต้องรอให้แผลผ่าตัดหาย และแผลแห้งสนิทเสียก่อน ซึ่งส่วนมากก็จะประมาณ 1 เดือนไปแล้ว ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้แผลผ่าตัดเกิดการอักเสบขึ้นมาขณะที่อยู่ไฟหลัง คลอด

 ขั้นตอนการดูแลสุขภาพด้วยการอยู่ไฟหลังคลอด

  • การใช้ลูกประคบสมุนไพร ด้วยการนำลูกประคบร้อนที่ห่อด้วยสมุนไพรต่าง ๆ เช่น ขมิ้น ตะไคร้ ใบส้มป่อย การบูร ฯลฯ มาคลึงตามบริเวณร่างกาย และเต้านม เพื่อช่วยลดการปวดเมื่อย
  • การอาบน้ำต้มสมุนไพรอุ่นๆ ที่ประกอบไปด้วยไพล ขมิ้น ตะไคร้ มะกรูด ใบมะขาม ใบส้มป่อย เพื่อให้สมุนไพรซึมผ่านผิวหนังช่วยให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า
  • การทับหม้อเกลือ คือการนำเอาเกลือเม็ดใส่ในหม้อดินยกตั้งไฟจนเกลือสุก แล้วห่อด้วยใบพลับพลึง และผ้า แล้วนำมาประคบตามร่างกาย ซึ่งความร้อนจากหม้อเกลือจะช่วยให้รูขุมขนเปิด สมุนไพรจะซึมผ่านลงผิวหนัง เป็นการขับของเสียออกมาตามรุขุมขน
  • การอบตัวด้วยกระโจมสมุนไพร จะช่วยให้รูขุมขนเปิดเพื่อขับของเสียออกมา

 

สำหรับแม่หลังคลอดที่ต้องการดูแลสุขภาพด้วยการอยู่ไฟอาจต้องเตรียมหา ข้อมูลของสถานที่ให้บริการอยู่ไฟหลังคลอดไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ และที่สำคัญผู้ที่จะทำเรื่องการอยู่ไฟให้ต้องมีความเชี่ยวชาญ รวมทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ในการอยู่ไฟจะต้องสะอาดและปลอดภัยกับตัวแม่หลังคลอด ด้วยนะคะ.

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

มีคุณแม่ตั้งครรภ์หลายคนที่รู้ ตัวว่าต้องผ่าคลอดหรือเตรียมตัวคลอดด้วยวิธีผ่าคลอดอยู่แล้ว ก็คงเตรียมใจรับความเจ็บปวดหลังคลอดไว้บ้างแล้ว และในการผ่าคลอดนี้ก็จะมีสิ่งที่ติดตัวคุณแม่ไปตลอดชีวิต คือ รอยแผลผ่าคลอด นั้นเอง

pregnant-453200_960_720

ดังนั้นคุณแม่ควรศึกษาเรื่องการผ่าคลอด ว่าสูติแพทย์จะลงแผลผ่าตัดอย่างไร ตำแหน่งไหนแบบแนวตั้งหรือแนวขวาง แผลจะสวยไหม มีแผลเป็นไหม ซึ่งคำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่พบบ่อยและสูติแพทย์จำเป็นต้องให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงให้ทราบ โดยการลงแผลผ่าตัดคลอดบุตรที่ผนังหน้าท้อง มีอยู่ 2 แบบ คือ ผ่าคลอดแนวตั้งและผ่าคลอดแนวนอน ซึ่งขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยมีรายละเอียดความแตกต่างกัน ดังนี้

longผ่าคลอดแนวตั้ง

คือการลงแผลในแนวดิ่งที่ผนังหน้าท้องช่วงล่าง ตรงแนวกลางลำตัว ตั้งแต่ระดับต่ำกว่าสะดือยาวลงมาจนถึงระดับเหนือกระดูกหัวหน่าวเล็กน้อย ความยาวแผลประมาณ 10 เซนติเมตร การลงแผลแนวนี้จะผ่านเนื้อเยื่อหลายชั้น จนสามารถเข้าช่องท้องได้ง่าย

ข้อดี

  1. เป็นแนวแผลมาตรฐาน สามารถผ่าตัดอวัยวะอื่นในช่องท้องได้ด้วย
  2. ใช้เวลาในการผ่าตัดเพื่อเข้าสู่ช่องท้องได้เร็วกว่า เหมาะสมในรายที่ต้องการความเร่งด่วนในการคลอด
  3. สามารถขยายแผลได้ง่ายหากมีกรณีจำเป็น
  4. ผ่าตัดได้ง่าย สะดวกกว่า
  5. สามารถช่วยคลอดทารกได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะกรณีที่ทารกอยู่ผิดท่า หรือ ตัวใหญ่กว่าปกติ
  6. มีภาวะแทรกซ้อนจากแผลผ่าตัดน้อยกว่า เช่น ก้อนเลือดในผนังหน้าท้อง

ข้อเสีย

  1. เจ็บแผลผ่าตัดมากกว่า เนื่องจากมีบาดแผลในแนวตั้ง ทำให้เวลาลุกขยับตัวยาก
  2. ฟื้นตัวช้ากว่า
  3. มีแผลเป็นมากกว่า
  4. เห็นรอยแผลได้ชัดเจน ไม่สามารถใส่เสื้อเปิดพุงได้

     

     

 

 

ผ่าคลอดแนวนอน

 

เป็นที่นิยมกว่า สวยงามกว่า กระทำโดยการลงแผลแนวขวางที่ผนังหน้าท้องด้านล่าง ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร ตรงตำแหน่งรอยพับของหน้าท้องหรือระดับประมาณ 2 เซนติเมตรสูงจากขอบบนของกระดูกหัวหน่าว ขั้นตอนการผ่าจะซับซ้อนกว่าเล็กน้อย

 

ข้อดี

 

  1. เจ็บแผลผ่าตัดน้อยกว่า เนื่องจากมีบาดแผลแนวนอนตามรอยพับของหน้าท้อง ทำให้เจ็บแผลน้อยกว่าเวลาขยับลุก
  2. มีแผลเป็นน้อยกว่า เพราะลงมีดตามแนวของรอยพับผิวหนัง
  3. สามารถปิดบังแผลได้ดีในกรณีที่ใส่เสื้อเปิดพุง

ข้อเสีย

  1. ใช้เวลาในการผ่าตัดเข้าสู่ช่องท้องนานกว่า เหมาะสมกับการผ่าตัดคลอดที่ไม่เร่งด่วนมาก
  2. ผ่าตัดได้ยากกว่า โดยเฉพาะกรณีที่มีพังผืดในช่องท้องร่วมด้วย
  3. ช่วยคลอดทารกได้ยากกว่า เนื่องจากรอยแผลอยู่ต่ำ เพิ่มการใช้อุปกรณ์ช่วยคลอดศีรษะทารก
  4. หากมีการผ่าตัดอื่นในช่องท้องร่วมด้วยจะทำได้ยากกว่า
  5. มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนของแผลมากกว่า เช่น ก้อนเลือดค้างในผนังหน้าท้อง

ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วสูติแพทย์จะเป็นผู้กำหนดแนวการลงแผลผ่าตัดคลอด และในทางปฏิบัตินิยมลงแผลแนวนอนมากกว่าด้วยเหตุผลของความสวยงามเป็นหลัก แต่ในกรณีที่มีความจำเป็นอาจจะเลือกลงแผลแนวตั้งตรงได้โดยควรแจ้งให้คุณแม่ ทราบก่อนล่วงหน้า ในกรณีที่มีแผลเดิม มักจะเลือกลงแผลตามแนวเดิม โดยตัดเนื้อเยื่อแผลเป็นเก่าออกก่อน แล้วจึงทำการผ่าตัดคลอดตามปกติ

ดังนั้นการผ่าตัดคลอดถือเป็นเรื่อง ที่ไม่ไกลตัวสำหรับคุณแม่ท้องอีกต่อไป เมื่อคุณแม่ทราบข้อดี ข้อเสียดังกล่าว คุณแม่อาจมีส่วนร่วมกับแพทย์ในการพิจารณาเลือกแนวแผลผ่าคลอดที่เหมาะสมต่อไป ได้ค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Baby&Kids เพื่อลูกฉลาด ดี และมีสุข

Source

    พ่อแม่ทุกคนรักลูก พ่อแม่ทุกคนล้วนปรารถนาอยากจะให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูก เพียงแต่ต้องขี้นอยู่กับเงื่อนไขและปัจจัยชีวิตว่าจะทำสิ่งที่ปรารถนาให้ลูก ได้มากน้อยแค่ไหนตามข้อจำกัดที่มีอยู่

      เวลาพูดถึงความรัก เราไม่สามารถวัดขนาดของมันได้ว่า ความรักของพ่อแม่ครอบครัวไหนจะรักลูกมากกว่าครอบครัวนั้น ครอบครัวนี้ เพราะเราไม่มีมาตรวัดขนาดของความรัก และความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกก็ปราศจากเงื่อนไข

      สิ่งที่พอจะประเมินความรักของพ่อแม่ได้ ก็ต้องดูที่ผลลัพธ์จากตัวลูก ว่าเป็นผลผลิตของความรักแบบไหน เขาเติบโตขึ้นไปเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่เช่นไร แล้วจึงจะสะท้อนได้ว่าเป็นผลผลิตจากความรักที่ถูกวิธีหรือไม่ ถูกเลี้ยงดูมาแบบรักมากเกินไป รักน้อยเกินไปหรือเปล่า เพราะเรื่องความรัก นอกจากต้องใช้สัญูชาตญาณของความเป็นพ่อแม่ในการเลี้ยงดู ก็ต้องมีความรู้ควบคู่ด้วยจึงจะถูกวิธี มิเช่นนั้นแล้วอาจกลายเป็นทำร้ายลูกก็ได้

      แล้วพ่อแม่แบบไหนที่ใช้ “ความรัก”ทำร้ายลูก ตรวจสอบกันดูหน่อยว่าคุณเป็นพ่อแม่ประเภทไหน เข้าข่ายทำร้ายลูกหรือไม่

ประเภทแรก – กลัวลูกลำบาก

      พ่อแม่ประเภทนี้มักจะทำทุกสิ่งอย่างให้ลูก เพราะกลัวว่าลูกจะลำบาก กลัวลูกอด กลัวลูกเจ็บ ฯลฯ กลัวไปซะทุกเรื่อง ไม่ยอมให้ลูกลำบากตรากตรำ คอยปรนนิบัติพัดวีให้ทุกอย่าง เมื่อมีปัญหาใด ๆ ก็มักจะยื่นมือไปช่วยเหลือในทันที แทบจะไม่ปล่อยให้ลูกเผชิญกับปัญหาหรือความลำบากเลย ถ้าเป็นลูกเล็ก แม่ก็จะคอยอุ้มอยู่ตลอดเวลา ไม่ค่อยยอมปล่อยให้ไปคลุกดินคลุกทราย หรือเดินโดยลำพัง พอเริ่มโต ก็จะมีคนคอยเดินตามประกบทุกฝีก้าว และเมื่อเด็กพลาดล้มก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปทันที

ประเภทที่สอง – ทดแทนชีวิตวัยเด็ก

      พ่อแม่ประเภทนี้ต้องการให้ลูกทดแทนบางสิ่งบางอย่างที่ขาดหายไปของพ่อแม่ เมื่อวัยเด็ก อะไรที่ไม่เคยมี ก็อยากให้ลูกได้มี อะไรที่ไม่เคยทำ ก็อยากให้ลูกได้ทำ หรือเมื่อครั้งวัยเด็ก พ่อหรือแม่อาจมีฐานะไม่ดีนัก หรือมีปมด้อย หรือลำบากมาก่อน พ่อแม่ประเภทนี้จะฝังใจอยู่กับอดีต ฉะนั้นเมื่อตัวเองประสบความสำเร็จก็พยายามชดเชยอะไรบางอย่างให้กับลูกตลอด เวลา

ประเภทที่สาม – ขีดเส้นให้ลูกเดิน

      พ่อแม่ประเภทนี้จะเชื่อว่าเส้นทางที่เลือกไว้ให้ลูกคือเส้นทางที่ดีที่สุด เสมอ และมักเชื่อว่าตัวเองได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก โดยที่จะพูดย้ำกับลูกอยู่เสมอว่าเพราะพ่อแม่รักลูกถึงเลือกเส้นทางชีวิตเช่น นี้ให้ลูก โดยไม่ฟังเสียงของลูก เช่น อยากให้ลูกสืบทอดกิจการ ก็วางเส้นทางเพื่อให้ลูกเดินตามรอยที่ตัวเองต้องการ โดยไม่ได้ดูความถนัดหรือความชอบของลูกเลย ปัจจุบันเด็กไทยประสบปัญหาข้อนี้อย่างมากในแทบทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องเรียน ที่เด็กมักเลือกเรียนตามที่พ่อแม่ต้องการมากกว่าที่จะรู้ว่าตัวเองชอบหรือ ถนัดอะไรหรือมีเป้าหมายชีวิตของตัวเองชัดเจน

ประเภทที่สี่ – ลูกฉันไม่เคยผิด

      พ่อแม่ประเภทนี้เป็นพ่อแม่ที่ปกป้องลูกตลอดเวลา ไม่ว่าลูกจะมีปัญหาอะไรกับใคร หรือมีปัญหากับสมาชิกในครอบครัว พ่อแม่ก็มักปกป้องลูกอยู่ดี ลูกฉันไม่เคยผิด แม้ลูกจะทำผิดก็โทษผู้อื่นเสมอ เวลาลูกมีปัญหากับใคร พ่อแม่ก็มักออกโรงปกป้องเต็มที่ ซึ่งหารู้ไม่ว่าลูกประเภทนี้มักจะมีปัญหาเมื่อเขาเติบโตขึ้นเสมอ

ประเภทที่ห้า – รู้ไม่เท่าทันลูก

      พ่อแม่ประเภทนี้พร้อมจะเชื่อลูกทุกอย่าง ลูกบอกอะไรก็เชื่อ โดยไม่ได้สนใจหรือตรวจสอบเลยว่าลูกทำอะไร ลูกคบเพื่อนแบบไหน ลูกทำสิ่งที่เหมาะสมหรือเปล่า พ่อแม่ประเภทนี้มักขาดความรู้ เช่น ลูกขอซื้อคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือด้วยเหตุผลเพื่อนำมาใช้หาความรู้ ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องใช้สเปคสูงๆหรือราคาแพงจนเกินไป แต่ด้วยความที่เชื่อลูก ก็ให้เงินซื้อมาอย่างง่ายดาย โดยในความเป็นจริงลูกอาจนำมาเล่นเกมหรือใช้อย่างไม่เหมาะสม โดยที่พ่อแม่ไม่รู้ หรือไม่ตรวจสอบ หรือไม่ได้สนใจด้วยซ้ำไป

ประเภทที่หก – เข้มงวดเกินไป

      พ่อแม่ประเภทนี้มักจะไม่ยอมให้ลูกอยู่นอกสายตา ไม่ว่าลูกจะทำอะไรจะคอยกำกับอยู่เสมอ จะไม่ยอมให้ออกนอกลู่นอกทางเด็ดขาด ส่วนใหญ่จะมีกฏเกณฑ์กติกาและตารางชีวิตสำหรับลูก เช่น ถึงเวลาอ่านหนังสือ ได้เวลาไปเรียนกวดวิชา ไม่อนุญาตให้ไปเที่ยวกับเพื่อนลำพังจะต้องไปด้วยทุกครั้ง ฯลฯ พ่อแม่มักไม่ค่อยผ่อนปรน สิ่งใดที่ไม่เห็นด้วยจะไม่ยอมให้ลูกทำเด็ดขาด ส่วนใหญ่ลูกจะอึดอัด และสุดท้ายจะนำไปสู่การโกหกและหลีกหนี

ประเภทที่เจ็ด – กลัวลูกเหลิง

      พ่อแม่ประเภทนี้ไม่ยอมแสดงความรักที่มีต่อลูก รวมไปถึงไม่ยอมชื่นชมหรือให้กำลังใจเมื่อลูกทำสิ่งใดได้ เพราะกลัวว่าลูกจะเหลิง เข้าข่ายรักนะแต่ไม่แสดงออก วิธีคิดแบบนี้ ลูกอาจจะคิดว่าพ่อแม่ไม่รัก และหันออกไปหาความรักนอกบ้าน จากเพื่อนหรือคนอื่นๆที่แสดงความรักและเห็นว่าเขามีคุณค่า ซึ่งหากเขาพบคนที่ดีก็โชคดี แต่ถ้าเจอคนที่มาหลอกลวงนำพาไปสิ่งที่ไม่เหมาะสมก็เป็นอันตรายยิ่ง

      ทั้ง 7 ประการล้วนแล้วแต่เป็นอุปสรรคของความรักที่พ่อแม่มีต่อลูก และอาจนำไปสู่การแปรเปลี่ยนเป็นทำร้ายลูกได้ความรักเป็นเรื่องสำคัญที่สุดใน การเลี้ยงดูลูก ความรักที่พอดีจะทำให้ลูกเติบโต มีพัฒนาการสมกับวัยของเขา แต่ถ้าเมื่อไรพ่อแม่ให้เขามากเกินไปจนเขาสำลักความรัก เขาก็จะอ่อนแอในการใช้ชีวิต

      หรือถ้าคุณไม่มีความรักให้กับเขาเลย เขาก็จะอ่อนแอเกินกว่าจะเผชิญกับสิ่งต่าง ๆ ในโลกได้เช่นเดียวกัน พ่อแม่เป็นคนสำคัญที่สุดสำหรับลูก ความรักของพ่อแม่ต้องมีสมดุล.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

นี่คือ 10 ภาพเปรียบเทียบชีวิตของคุณผู้ชายก่อนและหลังแต่งงาน มาดูกันว่าชีวิตหลังสละโสดและการมีครอบครัวของผู้ชายอย่างเราจะเป็นอย่างไร แลดูมีความสุขดีเหมือนกันนะ

 

ก่อนหน้าแต่งงานคุณกับแฟนไปไหนไปกัน แต่พอหลังแต่งมีครอบครัว จะไปไหนยังไงก็ต้องคิดถึงเจ้าตัวเล็ก
เป็นอันดับแรก

 

family-man1

 

 

 

สมัยเป็นชายโสด ตู้เย็นคุณมีแต่ความว่างเปล่า แต่พอมีครอบครัว ตู้เย็นคุณจะเต็มไปด้วยของกิน
ข้อนี้ต้องขอบคุณภรรยานะ อิอิ

 

family-man2

 

 

 

ชายโสด นอนคนเดียวสบาย ๆ แต่พอแต่งงานมีครอบครัว เตียงที่เคยกว้างก็แคบลงทันตา

 

family-man3

 

 

 

สมัยยังโสด กระเป๋าเดินทางใบเดียวเอาอยู่ แต่พอมีครอบครัว กระเป๋าใบเดียวไม่เคยพอ

 

family-man4

 

 

 

สมัยอยู่คนเดียว รถต้องสวยและเร็ว แต่พอมีครอบครัว สิ่งสำคัญคือใช้ขนของให้คุณเมียและลูก ฮ่าๆๆ

 

family-man5

 

 

 

สมัยยังโสด เที่ยวผับ แดนซ์กระจาย แต่พอมีครอบครัว มีเจ้าตัวเล็ก จะเที่ยวทั้งทีต้องมาได้ทั้งครอบครัว

 

family-man6

 

 

 

สมัยอยู่คนเดียว อยากกินไรก็กิน แต่พอมีครอบครัวเป็นฝังเป็นฝา ต้องพิถีพิถันหน่อย รักสุขภาพจ้า

 

family-man7

 

 

 

ตอนอยู่คนเดียว ห้องน้ำคุณไม่มีอะไรมาก แต่พอมีครอบครัวเท่านั้นแหละ แชมพู ยาสระผม ครีมนวดมาจากไหนไม่รู้

 

family-man8

 

 

 

ตอนยังโสด ลุ้นบอลทีมโปรดคนเดียว แต่พอมีครอบครัว เริ่มหันมาดูรายการสำหรับเจ้าหนูน้อย

 

family-man9

 

 

 

ตอนเป็นโสด คุณมีเวลาออกกำลังกายเรียกความฟิต แต่พอเป็นพ่อบ้านใจกล้า หน้าที่หลักคือรับใช้คุณเมียและลูก

 

family-man10


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

 

ห้องนอนในบ้านหรือทาวน์เฮ้าส์คือ ห้องที่ต้องการบรรยากาศอันปลอดโปร่งเพื่อช่วยสร้างความรู้สึกผ่อนคลายให้กับ การพักอาศัย แต่สำหรับห้องนอนหลายๆ บ้านอาจจะปกคลุมไปด้วยกลิ่นอับของปลอกหมอน ผ้าห่มและผ้าปูที่นอน ซึ่งไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่มานาน ส่งผลให้ฝุ่นละออง สิ่งสกปรกและคราบเหงื่อไคลของเราสะสมอยู่ตามเนื้อผ้าแบบไม่รู้ตัว

สังเกตได้ว่าผ้าปูที่นอนที่เคยสดใหม่กลับค่อยๆ เหลืองและเป็นริ้วรอยด่างดำมากขึ้น หากไม่รีบทำความสะอาดก็จะยิ่งทำให้เกิดการหมักหมมและกลายเป็นแหล่งกำเนิดของ เชื้อโรคและความอับของห้องนอนเอาได้

 

เช่นเดียวกันกับห้องนอนที่มีลูกน้อยเข้ามาเป็นส่วนประกอบของครอบครัว คุณแม่หลายคนคงเคยเจอประสบการณ์ลูกน้อยฉี่รดที่นอนอยู่บ่อยๆ กลิ่นฉี่อาจจะติดสะสม แม้จะพยายามทำความสะอาดเท่าไหร่ก็ไม่หมดไปซะที จนทำให้บางครั้งต้องเปลี่ยนผ้าปูที่นอนของลูกน้อยใหม่ ทั้งที่ผืนเก่ายังสามารถใช้งานได้อยู่ ก่อนการทำความสะอาดเหล่านี้จะกลายเป็นเรื่องน่าปวดหัว เราลองมาหาทางออกดีๆ ที่คุณแม่หลายคนยังไม่รู้จากเคล็ดลับต่อไปนี้กันดีกว่าค่ะ

 

การใช้น้ำส้มสายชูและเบกกิ้งโซดาหรือแป้งฝุ่นเด็กกำจัดกลิ่น
หลัง จากที่พบว่าลูกน้อยฉี่รดที่นอนแบบสดๆ ร้อนๆ ควรทำความสะอาดในทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ฉี่ซึมลึกเข้าไปถึงชั้นที่นอน หลักการง่ายๆ เพียงแค่นำเอาผ้าเช็ดตัวหนาๆ ผืนที่ไม่ใช้แล้ว มารองซับเอาไว้บริเวณนั้นพร้อมรองอีก 1 ชั้นด้วยกระดาษทิชชูแบบหนา เป็นการป้องกันเบื้องต้นเพื่อให้ที่นอนไม่เปียกจนเกินไป

หลังจากซับคราบฉี่ออกไปได้แล้วบางส่วน ให้ใช้ผ้าขนหนูผืนใหม่ซับน้ำหมาดๆ วางทับลงไปที่รอยคราบ เทน้ำเปล่าสะอาดตามลงไปทีละน้อย แนะนำว่าให้เลือกใช้เป็นน้ำอุ่นเพื่อฆ่าเชื้อไปในตัว จากนั้นค่อยๆ กดซับคราบเหลืองที่ปรากฏออกไปให้ได้มากที่สุด ตามด้วยการฉีดน้ำส้มสายชูฉีดพรมลงไปบนคราบให้ทั่ว (ใช้ฟอกกี้ในการฉีด) อาจจะผสมน้ำเล็กน้อย ทิ้งเอาไว้สักครู่หนึ่ง จากนั้นโรยด้วยแป้งฝุ่นทาตัวของลูกน้อย ซึ่งมีส่วนในการช่วยดูดซับน้ำและมีกลิ่นหอม บางคนอาจจะใช้เบกกิ้งโซดาโรยไปให้ทั่ว เป็นการกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อไปในตัว

 

หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการดังกล่าวข้างต้น ให้ทิ้งผ้าปูที่นอนหรือส่วนของผ้าที่โดนฉี่ลูกน้อยเอาไว้ 2-3 ชั่วโมง หากมีกลิ่นรุนแรงให้ทิ้งไว้ข้ามวัน ก่อนนำมาซักและขัดถูบริเวณนั้นๆ ให้สะอาดหมดจด นำไปตากแดดให้แห้ง

เพียงเท่านี้ กลิ่นอันไม่พึงประสงค์ก็จะจางหายไป หากกลิ่นยังอยู่บ้างเล็กน้อยให้เปิดหน้าต่างในช่วงบ่ายรับแสงเพื่อกำจัด เชื้อโรค ไม่นานที่นอนของเจ้าหนูก็จะกลับมาหอมฉุยและใช้งานได้ต่อไปแล้วล่ะค่ะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

ชวนคุณมาทำความเข้าใจว่าทำไมลูกแรกเกิดจึงนอนผวา และสะดุ้งตื่นบ่อย อาการเช่นนี้เป็นอันตรายหรือไม่ และคุณแม่จะช่วยลูกน้อยได้อย่างไร

หากลูกน้อยของคุณมีอาการนอนผวา สะดุ้งตื่น เมื่อได้ยินเสียงดัง หรือรู้สึกว่าตัวเองกำลังหล่น โดยจะแสดงปฏิกิริยาตอบสนองโดยการกางแขน กางขา แอ่นหลัง และร้องไห้ จากนั้นก็กลับไปนอนขดตัวอีกครั้ง ปฏิกิริยาตอบสนองต่อความตกใจเช่นนี้เรียกว่า Moro reflex ที่พบได้ในเด็กแรกเกิด

ทำความเข้าใจปฏิกิริยาสะท้อนกลับของทารกแรกเกิด

ทารกที่เกิดมาพร้อมกับปฏิกิริยาสะท้อนกลับหลากหลายรูปแบบ ไม่นานหลังจากลืมตาดูโลก พวกเขาก็สามารถแสดงปฏิกิริยาตอบสนองต่างๆ อาทิ การอ้าปากเมื่อถูกเขี่ยที่มุมปาก การดูดเมื่อมีของเข้าปาก การคว้าจับ การก้าว เป็นต้น

  • Rooting ถ้าคุณแม่เขี่ยที่แก้ม เจ้าตัวน้อยจะหันหน้า อ้าปาก ไปในทิศทางที่ถูกสัมผัส ซึ่งเป็นสัญชาตญาณในการหาหัวนมแม่ของทารกนั่นเอง
  • Sucking เจ้าตัวน้อยจะดูดโดยอัตโนมัติ เมื่อมีบางอย่างสัมผัสที่เพดานปาก แต่ถึงแม้ว่าทารกจะรู้ได้เองว่าต้องดูดอย่างไร ลูกก็ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการดูดเช่นกัน หากคุณแม่พบอุปสรรคในการให้นมบุตร อย่าเพิ่งท้อใจ ลองปรึกษาคลินิกนมแม่ใกล้บ้านคุณเพื่อขอคำแนะนำในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้สำเร็จ
  • Grasping เจ้าตัวน้อยจะกำสิ่งของที่วางลงบนมือของเขา เช่น มือของคุณ หรือของเล่น ปฏิกิริยาตอบสนองเช่นนี้ช่วยให้ลูกพัฒนาทักษะในการจับสิ่งต่างๆ อย่างตั้งใจเมื่อโตขึ้น
  • Stepping ถ้าคุณแม่ประคองเจ้าตัวน้อยให้ยืนขึ้น และปล่อยให้เท้าของเขาได้สัมผัสพื้นผิวที่เรียบ เขาจะยกขาข้างหนึ่ง และอีกข้างหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนว่าเจ้าตัวน้อยกำลังพยายามจะก้าว การตอบสนองเช่นนี้ช่วยให้ลูกพัฒนาทักษะในการควบคุมการเดิน ซึ่งจะเริ่มประมาณอายุ 1 ขวบ

ปฏิกิริยาสะท้อนกลับเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการทารก และ Moro reflex ก็ถือเป็นการตอบสนองอย่างหนึ่งที่ปกติสำหรับเด็กแรกเกิดค่ะ

ลูกนอนผวา

ทำอย่างไรเมื่อลูกนอนผวา นอนสะดุ้ง?

คุณแม่อาจพบว่าลูกนอนผวา นอนสะดุ้ง ในขณะที่คุณกำลังพยายามจะวางลูกลงบนที่นอนเมื่อลูกนอนหลับ การวางลูกลงอาจทำให้ลูกรู้สึกเหมือนกำลังจะหล่น ซึ่งอาจทำให้ลูกตกใจตื่นทั้งๆ ที่เขากำลังนอนหลับสบายก็ตาม

หากคุณเป็นกังวลกับอาการผวาของลูก ลองวิธีต่อไปนี้

  • อุ้มเจ้าตัวน้อยแนบตัวคุณให้นานที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เมื่อคุณจะวางเขาลงบนที่นอน ค่อยๆ ปล่อยลูกหลังจากที่หลังของเขาสัมผัสที่นอนแล้วเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกรู้สึกว่ากำลังจะหล่น และทำให้เกิดอาการผวาได้
  • การห่อตัวลูกน้อยจะช่วยให้ลูกรู้สึกปลอดภัย เหมือนกลับไปขดตัวในมดลูกอีกครั้ง นอกจากนี้ยังช่วยให้ลูกนอนหลับนานขึ้นอีกด้วย

วิธีการห่อตัวทารก

  1. ปูผ้าขนหนูหรือผ้าห่มเป็นแนวทแยง และพับมุมด้านบนลงมา
  2. วางลูกนอนหงาย โดยให้ส่วนคออยู่บริเวณมุมที่พับลงมา
  3. จับผ้าจากด้านซ้ายห่อตัวลูก เหน็บไว้ใต้แขนซ้าย
  4. จับผ้าจากด้านล่างขึ้นมาปิดขาลูก
  5. จับผ้าจากด้านขวาเข้ามาห่อตัวลูก เหน็บชายผ้าไว้ใต้ตัวลูก

วิธีนี้เหมาะสำหรับหน้าร้อน เมืองร้อน ที่ไม่จำเป็นต้องห่อศีรษะ และใช้สำหรับการนอนหงายเท่านั้น คุณควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าลูกน้อยที่ถูกห่อนั้นไม่รู้สึกร้อน หรือถูกรัดแน่นเกินไป

เมื่อไหร่อาการนอนสะดุ้ง นอนผวาถึงจะหายไป?

อาการนอนสะดุ้ง นอนผวาจะหายไปเมื่อลูกเริ่มโตขึ้น ภายในอายุ 3- 6 เดือน ลูกจะไม่แสดงปฏิกิริยาสะท้อนด้วย Moro reflex อีกต่อไป เนื่องจากลูกสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวได้มากขึ้น จึงมีอาการนอนผวาน้อยลง

คุณสามารถช่วยลูกพัฒนาด้านการเคลื่อนไหว โดยให้พื้นที่เขาได้ยืดแขนขา เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ รู้ไหมคะว่าแม้แต่เด็กแรกเกิดก็ควรมีโอกาสได้เคลื่อนไหวเช่นกัน ทั้งนนี้รวมถึง ศีรษะน้อยๆ ของลูกด้วย เพียงแต่ต้องระมัดระวังในการประคองคอและศีรษะดีๆ ตอนที่คุณกำลังอุ้มเจ้าตัวน้อย

เมื่อไหร่ควรพบคุณหมอ?

เมื่อลูกไม่แสดงปฏิกิริยาสะท้อนกลับตามปกติ ให้สงสัยว่า ลูกอาจมีปัญหา หากข้างใดข้างหนึ่งของร่างกายลูกไม่ตอบสนองต่อ Moro reflex อาจเป็นเพราะลูกเกิดความผิดปกติที่หัวไหล่ หรือสมองได้รับบาดเจ็บ แต่หากไม่ตอบสนองทั้งสองข้าง อาจเกิดความเสียหายที่สมองและกระดูกไขสันหลัง

อย่างไรก็ดี คุณแม่ไม่ต้องเป็นกังวลจนเกินไป หากคุณลูกของคนไม่มีอาการนอนผวา หรือสะดุ้ง คุณหมอสามารถตรวจสอบได้ว่า Moro reflex ของเจ้าตัวน้อยปกติหรือเปล่า หากคุณหมอมีความกังวลใดๆ อาจจำเป็นต้องตรวจสอบกล้ามเนื้อของทารกและเส้นประสาทในลำดับต่อไป

คุณแม่หมดกังวลแล้วใช่ไหมคะ เพราะอาการที่ลูกนอนผวา นอนสะดุ้งในวัยแรกเกิดนั้นเป็นเรื่องปกติ และจะหายไปเองเมื่อโตขึ้นค่ะ

หากคุณแม่คิดว่าบทความนี้มีประโยชน์ อย่าลืมแชร์เพื่อเป็นประโยชน์แก่คุณแม่ท่านอื่นๆ ด้วยนะคะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source