Are you looking for the best website template for your web project? Look no further as you are already in the right place! WebSite BIGtheme.NET In our website templates section you will find tons of beautiful designs - for any kind of business and of any style. You are in a unique place - join us today
ครูวรรณ

ครูวรรณ

Website URL: http://www.kruone.com

จาก IG ของพ่อเปิ้ลนาคร ลูกชายคนที่ 3 ของพ่อเปิ้ลน้องออกู๊ดป่วยเป็นโรคตาขี้เกียจมีค่าสายตายาวถึง 250 คุณพ่อจึงตั้งใจว่าจะผ่าตัด เมื่อลูกชายอายุครบ 1 ขวบ คุณหมอยืนยันว่าจะหายได้ 100% คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจสงสัยว่า โรคตาขี้เกียจในเด็ก คืออะไร? รักษาอย่างไร?

 

โรคตาขี้เกียจคืออะไร?

โรคตาขี้เกียจ หรือ Lazy eye หรือ Amblyopia พบได้ประมาณ 3-5 % เกิดจากปัจจัยที่ทำให้ตาข้างนั้นๆ มองเห็นไม่ชัด ช่วง 7 ขวบแรก ซึ่งเป็นช่วงที่มีพัฒนาการการมองเห็น ทำให้การรับภาพของตาข้างนั้นลดน้อยลง มีตั้งแต่ขั้นเล็กน้อยจนถึงรุนแรง เมื่อทราบว่าเป็นตาขี้เกียจควรรีบรักษาก่อนอายุ 7 ขวบ

สาเหตุของโรคตาขี้เกียจ

1.เกิดจากเด็กที่เป็นโรคตาเข ตาเหล่อยู่แล้ว เมื่อลูกมีอาการตาเข ตาเหล่ ก็จะเลือกมองภาพข้างเดียว เพื่อไม่ให้เห็นภาพซ้อน ทำให้ตาอีกข้างไม่ได้ใช้งานเกิดการมองเห็นน้อยลง มองไม่ชัดได้ในที่สุด

2.เกิดจากเด็กที่เป็นโรคสายตาสั้น ยาว เอียงที่มากเกินไป หรือไม่เท่ากันทั้ง 2 ข้าง ถ้าค่าสายตาห่างกันมากๆ จะยิ่งทำให้ตาขี้เกียจพัฒนาขึ้น เช่น ข้างสายสั้น 100 อีกข้างสั้น 800 ก็จะมองเห็นต่างกัน ส่งผลให้ต้องเลือกมองข้างเดียว อาการแบบนี้ควรรีบตัดแว่นตั้งแต่เริ่มเกิดอาการใหม่ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ตาขี้เกียจรุนแรง

โรคตาขี้เกียจในเด็ก

3.เกิดจากโรคตาที่ทำให้บดบังการมองเห็น เช่น โรคต้อกระจก หนังตาตก สาเหตุนี้มีความรุนแรงและอันตรายมากที่สุด เมื่อการมองเห็นแย่ลงจะถูกปิดกั้นการมองเห็นโดยสิ้นเชิง

4.เกิดจากโรคของจอประสาทตา และประสาทตา

อาการของโรคตาขี้เกียจ

อาการตาขี้เกียจผู้อื่นไม่สามารถสังเกตเห็นความผิดปกติในดวงตาได้ แต่จะเห็นได้จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เด็กที่เป็นโรคจะเพ่งมองสิ่งต่างๆ มากเป็นพิเศษ หรืออาจจะมองเห็นไม่ค่อยชัดในที่มืด คุณพ่อ คุณแม่สามารถสังเกตได้จากการเรียน หรือมีอาการเหม่อ ควรรีบพาไปพบแพทย์

เมื่อไหร่ควรไปหาหมอ?

1.เมื่อมีความผิดปกติ ดังนี้

  • คลอดก่อนกำหนด
  • ผิดปกติทางสมองและพัฒนาการ
  • มีโรคประจำตัวที่สัมพันธ์กับตา
  • มีความผิดปกติของตาที่สังเกตได้ เช่น มองไม่เห็น หนังตาตก ตาเหล่ ตาสั้น น้ำตาไหล ตาแดง มีจุดขาวกลางตาดำ
  • สมาชิกในครอบครัวเคยมีความผิดปกติทางตา

2.เมื่อถึงอายุวัยที่ควรตรวจ ดังนี้

  • ครั้งที่ 1 อายุ 3-6 เดือน คุณหมอจะตรวจสอบการตอบสนองทางการมองเห็นว่าปกติหรือไม่ กลอกตาผิดปกติหรือไม่ ตาเหล่หรือไม่ ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยในวัยนี้ ตรวจพบ และรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ดีกว่า
  • ครั้งที่ 2 อายุ 3 ขวบ เด็กในวัยนี้สามารถวัดค่าการมองเห็นเป็นค่ามาตรฐานได้เป็นครั้งแรก โรคตาที่พบบ่อยในวัยนี้คือ ตาขี้เกียจ และตาเหล่
  • ครั้งที่ 3 อายุ 5-6 ขวบ เด็กวัยนี้เริ่มใช้สายตาเพิ่มขึ้น ควรวัดสายตาว่าจำเป็นต้องใส่แว่นหรือไม่ รวมทั้งถ้าพบโรคตาขี้เกียจจะได้รีบรักษา
  • ครั้งต่อๆ ไป ทุกๆ 1- 2 ปี ไปจนถึงอายุ 18 ปี ขึ้นอยู่กับอาการ และความผิดปกติ

โรคตาขี้เกียจในเด็ก

องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ตรวจตาเพื่อทำการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นดังนี้

  • เด็กคลอดก่อนกำหนด ควรตรวจโรคจอประสาทตาเสื่อม
  • เด็กทารก ควรตรวจโรคต้อกระจก ต้อหิน ความผิดปกติส่วนหน้าของตา
  • เด็ก 3-5 ขวบ ควรตรวจโรคตาขี้เกียจ ตาเข ภาวะสายตาที่มากและไม่เท่ากัน
  • เด็ก 6 ขวบขึ้นไป ควรตรวจโรคสายตาผิดปกติ

     

     

สำหรับภาวะสายตา สั้น ยาว เอียง นั้นพบบ่อยในวัย 6-18 ปี และจะมีการเปลี่ยนแปลงทุกปี เนื่องจากหลายปัจจัย เช่น ร่างกายที่เติบโตขึ้น กรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม และการใช้งาน การแก้ไขสายตาด้วยการใส่แว่นตานั้น ช่วยให้เด็กมีระดับการมองเห็นได้ดีขึ้น แต่อาจมีความจำเป็นมากสำหรับเด็กที่มีภาวะสายตาขี้เกียจ หรือป้องกันภาวะตาขี้เกียจที่อาจเกิดขึ้นได้

การมองเห็นที่ดีส่งผลต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ของลูกน้อย ถ้าไม่รีบแก้ปัญหา อาจส่งผลให้มีอาการต่างๆ เช่น ปวดตา ปวดศีรษะ มีส่วนเกี่ยวข้องกับค่าสายตา การดูแลลูกน้อยเพื่อป้องกันโรคร้ายทางตาจึงเป็นสิ่งสำคัญ

วิธีการรักษาโรคตาขี้เกียจ

โรคตาขี้เกียจในเด็ก

เมื่อตรวจพบว่าลูกเป็นโรคตาขี้เกียจให้รีบรักษาตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะยิ่งรักษาเร็วยิ่งหายเร็ว แต่ถ้ารักษาช้า อาจรักษาไม่หาย

1.สวมแว่นตา หรือใส่คอนแทคเลนส์ วิธีนี้ช่วยให้ตาข้างที่ผิดปกติได้รับการกระตุ้นการมองเห็นให้ใช้งานมากยิ่งขึ้น

2.ผ่าตัด ถ้าลูกมีความผิดปกติ เช่น ต้อกระจก หนังตาตก การผ่าตัดเป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุด ช่วยให้มองเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ก็ต้องกระตุ้นดวงตาข้างที่มีปัญหาร่วมด้วย เพื่อให้ใช้งานได้ปกติมากที่สุด

3.กระตุ้นการใช้งานข้างที่เป็นด้วยตัวเอง เช่น ปิดตาข้างที่ดี ใช้เพียงตาขี้เกียจในการมอง หรือใช้ยาหยอดตาที่ทำให้ตาข้างปกติมัวชั่วคราว จะทำให้ลูกใช้ตาข้างที่เป็นตาขี้เกียจมากขึ้น ถ้าลูกโตขึ้นมาหน่อยก็สามารถใช้วิธีบริหารดวงตาด้วยการปิดตาข้างหนึ่งแล้ว มองด้วยตาข้างที่มีปัญหาเป็นประจำ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : amarinbabyandkids

Source

เมื่อมีอาการ...ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกแน่นเสียด

สมุนไพรที่ใช้รักษา มีดังนี้...

 

กระวาน - นำผลกระวานที่แก่จัดไปตากแห้งและบดเป็นผง ตักใช้ครั้งละ 1-3 ช้อนชา ต้มกับน้ำ 1 ถ้วย ตั้งเคี่ยวจนเหลือครึ่งถ้วย แล้วนำมาดื่มให้หมดเพียงครั้งเดียว

 

พริกไท - ใช้เมล็ดพริกไทยประมาณ 15-20 เมล็ด บดเป็นผง ชงดื่ม 1 ครั้ง

 

โหระพา - ใช้โหระพาทั้งต้นที่มีดอกและผลมาล้างให้สะอาด นำมาคั้นสดแล้วดื่ม หรือ นำมาหั่นเป็นท่อน ตากแห้งเพื่อเก็บไว้ใช้เมื่อมีอาการ โดยแบบแห้งจะใช้ประมาณ 6-10 กรัม นำมาต้มน้ำดื่ม

 

กะเพรา - ใช้ใบกะเพราแดงหรือกะเพราขาวแบบสดหรือแห้งก็ได้ นำมาต้มน้ำดื่ม

 

ขมิ้นชัน - นำเหง้าแก่สดยาวประมาณ 2 นิ้ว มาขูดเปลือก ล้างน้ำให้สะอาด ตำให้ละเอียด เติมน้ำแล้วคั้นเอาแต่น้ำ กินครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3-4 ครั้ง (ใช้แก้ได้ทั้งอาการท้องอืด ท้องร่วง และโรคกระเพาะ)

 

ข่า - ใช้เหง้าข่าแก่สดยาวประมาณ 1-1 ½ นิ้ว ตำให้ละเอียด เติมน้ำปูนใส ดื่มครั้งละครึ่งแก้ว 3 เวลา หลังอาหาร

 

ขิง - ขิงแก่สดนำมาล้างให้สะอาด ทุบพอแตก นำไปต้มน้ำดื่ม หรือใช้ผงขิงชงกับน้ำร้อนดื่ม อาจเติมหรือไม่เติมน้ำตาลก็ได้

 

กระชาย - ใช้เหง้าและรากประมาณครึ่งกำมือ (สดหนัก 5-10 กรัม, แห้ง 3-5 กรัม) ต้มน้ำดื่ม

 

ตะไคร้ - นำต้นแก่ๆ มาทุบพอแหลกประมาณ 1 กำมือ แล้วต้มน้ำดื่ม

 

มะนาว - ฝานเปลือกมะนาวสด 1/2-1 ผล เป็นชิ้นเล็กๆ ซอยบางๆ ชงด้วยน้ำเดือด ปิดฝาทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วเทแต่น้ำมาดื่มเมื่อมีอาการหรือหลังอาหาร 3 เวลา

 

หัวหอม - ใช้หัวหอมสด ล้าง ปอกเปลือกออก ต้มน้ำดื่ม

 

 

รู้ไว้...ก่อนใช้สมุนไพรเป็นยา

  1. ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรเพื่อรักษาอาการและโรคต่างๆ อย่างละเอียด รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณการใช้ วิธีใช้ พิษที่อยู่ในสมุนไพร ข้อห้ามในการใช้กับบุคคลต่างๆ เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ ผู้ที่มีโรคประจำตัวต่างๆ เป็นต้น
  2. ควรเริ่มใช้สมุนไพรที่เป็นอาหารก่อน เช่น กระเทียม หัวหอม ขิง ข่า มะนาว ฯลฯ 
  3. อย่ากินในปริมาณที่มากและเข้มข้นเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดพิษหรือส่งผลเสียต่อร่างกายได้
  4. ปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญหรือแพทย์แผนไทยในการใช้สมุนไพรเพื่อการรักษาโรคและอาการต่างๆ
  5. หากมีอาการเจ็บป่วยมากหรือรุนแรงควรไปพบแพทย์แทนการซื้อสมุนไพรมาใช้รักษาเอง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

เป็นภาวะที่พบบ่อย พบได้ประมาณร้อยละ 2-4 ในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี เมื่อโตขึ้นโอกาสการชักจากไข้สูงก็จะลดลง เชื่อได้ว่าส่วนใหญ่อาจจะเคยเห็นหรือเคยมีประสบการณ์นี้มาแล้ว ภาวะชักจากไข้สูง ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง ความผิดปกติของสมดุลน้ำและเกลือแร่หรือโรคทางพันธุกรรมอื่นๆ มักพบในเด็กที่มีไข้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งมักพบภายใน 24 ชั่วโมงแรกของไข้ 

 

มาทำความเข้าใจที่ถูกต้องของภาวะนี้ พร้อมกับแนวทางที่ดีในการดูแลลูกน้อยไปพร้อมๆ กัน

 

อาการและอาการแสดง

เด็กจะไม่รู้สึกตัว ตาลอย เกร็งแขนขา หรือมีกระตุกทั้งตัว บางรายมีน้ำลายฟูมปาก อุจจาระปัสสาวะราดได้ ภาวะนี้แลดูน่ากลัว แต่สิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรทราบเบื้องต้นคือ ส่วนใหญ่แล้วอาการชักในเด็กมักจะหยุดเองภายใน 5 นาที ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นผู้เห็นเหตุการณ์ควรตั้งสติ อย่าตื่นกลัว 

 

การดูแลเบื้องต้น

- จัดเด็กให้นอนตะแคงข้างลงกับพื้นที่ปลอดภัย (ห่างไกลวัตถุอันตรายหรือของมีคม) 

- หลีกเลี่ยงการนำเอาอุปกรณ์ต่างๆ ประเภทไม้ เศษผ้า ช้อนหรือแม้กระทั่งนิ้วของผู้ช่วยเหลือใส่เข้าไปในปากเด็ก เนื่องจากอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อเด็กเอง (อาจเกิดฟันหักหรือดันลิ้นให้ไปอุดทางเดินหายใจได้) หรืออาจเกิดการบาดเจ็บต่อผู้ช่วยเหลือได้ (ผู้ป่วยขณะนั้นไม่รู้สึกตัวอาจกัดนิ้วผู้ช่วยเหลือทำให้ได้รับบาดเจ็บได้) 

- พยายามหาผู้ช่วยเหลือคนอื่นเพื่อพิจารณาติดต่อนำส่งโรงพยาบาลต่อไป  

 

คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองบางรายอาจได้รับคำบอกเล่ามาว่า เมื่อเกิดอาการชักอาจทำให้กัดลิ้นขาดได้ ในความเป็นจริงโอกาสที่เด็กชักจะกัดลิ้นเกิดขึ้นได้น้อยมาก อาจมีการบาดเจ็บจากการที่ฟันกระทบกันบริเวณด้านข้างลิ้นได้ แต่มักไม่รุนแรง หากใช้สิ่งของใส่เข้าไปในปากจะทำให้เกิดอันตรายจากการช่วยเหลือมากกว่า

 

การตรวจและรักษา

เมื่อนำส่งถึงสถานพยาบาล คุณหมอก็จะทำการซักประวัติ เกี่ยวกับระยะเวลาของไข้ หาสาเหตุของไข้ สอบถามลักษณะหรือรูปแบบของอาการชัก ระยะเวลาที่เกิดอาการชัก ดังนั้น ผู้เห็นเหตุการณ์อาจจะต้องพยายามเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้คุณหมอทราบด้วย เนื่องจากอาการชักบางรูปอาจต้องมีการตรวจรักษาเพิ่มเติมหรือมีการตอบสนองดี ต่อยาบางชนิด จากนั้นก็จะเป็นการตรวจร่างกายอาจรวมการตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ เพิ่มเติมในกรณีที่สงสัย ว่าอาจมีการติดเชื้อหรือมีความผิดปกติของสารน้ำและเกลือแร่ของผู้ป่วย

* การตรวจน้ำไขสันหลัง พิจารณาทำในรายที่สงสัยว่าอาจมีการติดเชื้อของระบบประสาทส่วนกลาง หรืออาจทำในรายที่ผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปีที่มีภาวะชักจากไข้สูง (เนื่องจากในเด็กเล็กอาการและอาการแสดงบางอย่างของการติดเชื้อระบบประสาท ส่วนกลางไม่ชัดเจน)

* การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalography: EEG) ไม่มีความจำเป็นในรายที่มีอาการชักจากไข้สูงในครั้งแรก ส่วนใหญ่จะตัดสินใจทำในรายที่มีอาการชักเป็นระยะเวลานาน หรือมีรูปแบบอาการชักที่ผิดแปลกหรือมีรูปแบบเฉพาะบางโรค และอาจพิจารณาทำในรายที่มีภาวะไข้สูงแล้วชักมาแล้วหลายๆ ครั้ง

* การตรวจทางรังสีวิทยา (CT/ MRI brain) ส่วนใหญ่จะพิจารณาทำในกรณีที่พบว่า คลื่นสมองมีความผิดปกติหรือพบความผิดปกติจากการตรวจร่างกายแล้วสงสัยว่าอาจ มีความผิดปกติในสมอง

 

คำถามที่พบบ่อย

- ภาวะชักจากไข้สูงในเด็กส่วนใหญ่มักชักระยะเวลาสั้นๆ จึงไม่ได้ก่อให้เกิดความผิดปกติต่อสติปัญญาหรือพัฒนาการของเด็ก

- มีโอกาสชักซ้ำได้หากมีความเสี่ยงเหล่านี้ได้แก่ มีชักครั้งแรกอายุน้อยกว่า 1 ปี,มีญาติสายตรงมีประวัติไข้สูงแล้วชัก, หรือมีประวัติชักเป็นระยะเวลานาน

- เด็กที่เคยชักจากไข้สูงเมื่อมีไข้ ควรรีบทำการเช็ดตัวลดไข้ รวมถึงกินยาลดไข้พาราเซตามอลก่อนที่พามาส่งโรงพยาบาล เพราะการปล่อยให้เด็กมีไข้อาจส่งผลให้เกิดอาการชักซ้ำจากไข้สูงได้

- โดยทั่วไปภาวะนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกินยากันชัก เว้นเสียแต่มีข้อบ่งชี้บางอย่างซึ่งต้องมีการพูดคุยและตัดสินใจร่วมกัน ระหว่างผู้ปกครองและหมอผู้ทำการรักษาถึงผลดีและผลเสียของยากันชักนี้.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

วิธีดูแลผิวหน้าฝน กับ 7 เคล็ดลับง่าย ๆ ที่จะช่วยบำรุงผิวของสาว ๆ ให้สวยใสปิ๊งตลอดหน้าฝน จะมีวิธีไหนบ้าง มาดูกันเลย...

          เข้าสู่ช่วงฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว ช่วงนี้จะเห็นได้ว่าสายฝนเริ่มโปรยปรายลงมาอยู่บ่อย ๆ ซึ่งในฤดูฝนแบบนี้ มักจะทำให้สาว ๆ เข้าใจผิด หรือมีความเชื่อผิด ๆ กันอยู่บ่อย ๆ ว่าฤดูฝนไม่จำเป็นต้องดูแลผิวก็ได้ สำหรับใครที่กำลังมีความคิดแบบนี้อยู่ ขอบอกเลยว่าคุณกำลังคิดผิดอย่างแรงค่ะ เพราะหน้าฝนนี่แหละคือตัวการที่ทำให้ผิวเสียได้ง่าย เนื่องจากมีทั้งมลภาวะจากน้ำฝน ที่มีเชื้อโรค ฝุ่นละออง และสารเคมีต่าง ๆ ปนเปื้อนมา ดังนั้นเมื่อผิวของเราสัมผัสกับน้ำฝน ผิวก็จะโดนทำลายโดยที่เราไม่รู้ตัว เมื่อรู้อย่างนี้แล้วสาว ๆ มาเปลี่ยนความเชื่อผิด ๆ ด้วยการหันมาดูแลสุขภาพผิวยามหน้าฝนกันดีกว่าค่ะ ซึ่งวันนี้มีเคล็ดลับสำหรับการดูแลผิวในช่วงหน้าฝนมาให้ลองทำ ตามกันดู เป็นวิธีที่ง่าย ๆ รับรองว่าทำแล้วผิวของคุณจะสวยปิ๊งตลอดหน้าฝนได้อย่างแน่นอนค่ะ


วิธีดูแลผิวหน้าฝน

          1. ล้างผิวให้สะอาดหลังจากโดนฝน

          น้ำฝนที่ตกลงมาในทุกวันนี้มักจะปนเปื้อนไปด้วยสิ่งสกปรกและสารเคมี ซึ่งเป็นตัวการทำลายผิวสวย ดังนั้นทุกครั้งหลังจากที่โดนน้ำฝนจึงควรล้างผิวให้สะอาด หรือถ้าเปียกทั้งตัวก็ควรรีบอาบน้ำสระผมให้เรียบร้อย เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกต่าง ๆ ออกจากผิวหนัง


วิธีดูแลผิวหน้าฝน

          2. ทาครีมกันแดด


          ใครว่าหน้าฝนไม่จำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดล่ะคะ เพราะถึงแม้จะเป็นหน้าฝน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีแสงแดดเลย ดังนั้นก่อนออกจากบ้านทุกครั้งจะต้องทาครีมกันแดดเสียก่อน ทั้งนี้ควรเลือกใช้ครีมกันแดดสูตรกันน้ำด้วย เผื่อเวลาโดนฝนก็ยังจะมั่นใจได้ว่าผิวยังคงได้รับการปกป้องอยู่


วิธีดูแลผิวหน้าฝน

          3. ใช้คลีนซิ่งทำความสะอาดผิว

          สภาพอากาศร้อนชื้นในฤดูฝนเป็นตัวการสำคัญที่จะทำให้ผิวมันและหมอง และยังเป็นสิวได้ง่ายเพราะผิวเกิดการอุดตัน ดังนั้นสาว ๆ จึงควรใช้คลีนซิ่งทำความสะอาดผิวก่อนล้างหน้า เพื่อจะได้กำจัดสิ่งสกปรกและสิ่งอุดตันทั้งหลายได้อย่างหมดจด


วิธีดูแลผิวหน้าฝน

          4. มาสก์หน้าสัปดาห์ละครั้ง

          อากาศชื้น ๆ ทำให้ผิวเกิดการอุดตันได้ง่ายจากคราบเครื่องสำอาง ดังนั้นในแต่ละสัปดาห์สาว ๆ จึงควรทำความสะอาดผิวด้วยการมาสก์หน้า อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อขจัดสิ่งอุดตันให้หลุดออกไป


วิธีดูแลผิวหน้าฝน

          5. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ

          การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 8-10 ชั่วโมงจะช่วยทำให้ผิวพรรณได้รับการซ่อมแซมและฟื้นฟูอย่างเต็มที่ ซึ่งวิธีนี้ถือเป็นการดูแลความสวยจากภายในสู่ภายนอก ซึ่งจะช่วยทำให้ผิวพรรณแลดูสดใสมากขึ้น


วิธีดูแลผิวหน้าฝน

          6. รับประทานผักและผลไม้ที่มีประโยชน์

          ในผักและผลไม้มีวิตามินมากมาย ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาสดใสเปล่งปลั่งได้อีกครั้ง ดังนั้นในแต่ละวันสาว ๆ จึงควรรับประทานผักและผลไม้ให้ได้อย่างน้อยวันละ 1 มื้อ จะช่วยทำให้ผิวพรรณดูมีน้ำมีนวลขึ้นได้


วิธีดูแลผิวหน้าฝน

          7. ดื่มน้ำบ่อย ๆ

          การดื่มน้ำบ่อย ๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว จะช่วยคืนความชุ่มชื้นให้กับผิวได้ดี รวมไปถึงทำให้ผิวใสแลดูสุขภาพดีขึ้นด้วย

          หน้าฝนแบบนี้ สาว ๆ อย่าลืมเอาเคล็ดลับที่เอามาฝากไปลองใช้กันดูนะคะ รับรองเลยว่าบำรุงผิวแบบนี้ตลอดหน้าฝน ผิวของคุณจะสวยใสปิ๊ง จนใคร ๆ ก็ต้องอิจฉาแน่นอนค่ะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

     คณะรัฐมนตรี ประกาศ คุณพ่อข้าราชการ ลาคลอดได้ 15 วัน ช่วยคุณแม่เลี้ยงดูลูก โดยได้รับเงินเดือนระหว่างลา ชี้ต้องเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น

          วันที่ 29 มิถุนายน 2559 ที่เฟซบุ๊ก SocialMsociety (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ได้ประกาศว่า คณะ รัฐมนตรีอนุมัติให้ "คุณพ่อลาคลอดได้" หากเป็นข้าราชการและลูกจ้างราชการ เพื่อช่วยดูแลคุณแม่และลูกน้อยระหว่างคลอด โดยคุณพ่อข้าราชการมีสิทธิได้รับเงินเดือนระหว่างลาได้ไม่เกิน 15 วัน ถ้าเป็นการลาภายใน 30 วันแรกนับตั้งแต่วันที่คุณแม่คลอด มีสิทธิรับเงินระหว่างลาได้

          ทั้งนี้ นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ข้าราชการชายที่จะลาไปช่วยภรรยาคลอดบุตร จะต้องมีหนังสือรับรองจากภรรยาแนบมาด้วย และต้องจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาให้อนุญาตก่อน หรือในวันที่ลาภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันคลอดบุตร โดยถือให้เป็นสิทธิ์การลาประเภทหนึ่ง ที่ยังได้รับเงินเดือนในระหว่างที่ลา

          ขณะที่ นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บอกว่า เห็นด้วยกับสิทธิ์การลาดังกล่าว เป็นเรื่องที่ดีที่คุณแม่จะได้รับกำลังใจจากคุณพ่อที่มาช่วยดูแลลูก ทำให้คุณแม่มีสุขภาพจิตที่ดี น้ำนมไหลมากขึ้น คุณพ่อและลูกน้อยจะมีความรัก ความผูกพันกัน ส่งผลต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ดีขึ้น และผู้เป็นพ่อต้องใช้สิทธิ์ในการลาหยุด 15 วัน ให้เกิดประโยชน์ การให้สิทธิ์ผู้ชาลาไปดูภรรยาจะลดปัญหาครอบครัวได้ และคิดว่าน่าจะช่วยลดอัตราการหย่าร้างของคู่สมรสได้ด้วย

          ส่วนทางด้าน นางสาวกิรกมล ฉายบัณดิษฐ์ จากมูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวว่า กฎหมายลาคลอดต้องมีการผลักดันต่อในเรื่องเชิงนโยบายกับการปฏิบัติ ปลูกจิตสำนึก ค่านิยม ให้ผู้ชายต้องมีส่วนร่วมในการดูแลเลี้ยงลูกกับผู้หญิง เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พ่อแม่ จะต้องรับผิดชอบร่วมกันอยู่แล้ว ส่วนคุณแม่นั้นจะต้องเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายด้วย สำหรับคุณพ่อ สามารถลางานมาช่วยคุณแม่แบ่งเบาภาระเรื่องงานบ้านทั้งหลาย เช่น ซักผ้าอ้อม ทำครัว เป็นต้น เพื่อให้คุณแม่ได้มีเวลาดูแลลูกอย่างเต็มที่และมีความสุข อีกทั้งหากลูกได้ดูดนมแม่อย่างต่อเนื่อง ก็จะมีพัฒนาการได้เร็วกว่าเด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยนมผง

          สามารถ ดาวน์โหลดตัวอย่าง "แบบใบลาเพื่อดูแลบุตรและภรรยาหลังคลอด" ได้ที่นี่เลยค่ะ.

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

ช่วงตั้งครรภ์มักจะมีข้อห้ามอะไรมากมายสำหรับแม่ท้อง โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน โดยเฉพาะชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ ที่แม่ท้องควรหลีกเลี่ยง แต่ในความเป็นจริงเลี่ยงได้ยากเพราะที่ไหน ๆ ก็มีขาย โดยเฉพาะชาหอม ๆ อย่างชาเขียว ชานม หากเป็นเช่นนี้ ดื่มชาตอนท้องดีหรือไม่ ผลเสียคืออะไร ชาชนิดใดที่ไม่ควรดื่ม

ดื่มชาตอนท้องดีหรือไม่

 

ก่อนท้องคุณแม่หลาย ๆ คนมักจะชอบดื่มชา  กาแฟจนเรียกว่าติดแล้วหละ  เมื่อถึงเวลาที่ตั้งครรภ์จริง ๆจะให้เลิกดื่มไปเลยก็คงยาก ปกติสำหรับแม่ท้องแล้ว เป็นที่รู้กันดีว่าไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีปริมาณคาเฟอีนเกิน 100 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะจะทำให้แท้งง่ายค่ะ  แต่สำหรับแม่ท้องที่ชอบดื่มชามาดูกันว่า ดื่มชาตอนท้องนั้นดีหรือไม่  

 

ชาเขียว

 

ดื่มชาตอนท้องดีหรือไม่, คนท้องดื่มชาได้หรือไม่

 

ชาเขียว ในแง่ของคาเฟอีนนั้น ไม่ใช่ไม่มีเลยนะค่ะ เพียงแต่ปริมาณต่อ 1 ถ้วยอยู่ที่ประมาณ 10-50 มิลลิกรัมเท่านั้น ถ้าเทียบแล้วแตกต่างกับกาแฟลิบลับ ดังนั้น ชาเขียวจึงไม่ใช่ข้อห้ามสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เพียงแต่ไม่ควรดื่มบ่อยนัก

 

ชาสมุนไพร

 

ดื่มชาตอนท้องดีหรือไม่, คนท้องดื่มชาได้หรือไม่

 

ชาสมุนไพร แม้จะไม่มีคาเฟอีนแต่ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะสมุนไพรหลายชนิดยังไม่มีการศึกษาความปลอดภัยในคนตั้งครรภ์ยกเว้น ชาเปปเปอร์มินต์ และชาขิง ซึ่งช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้อง และจัดว่าปลอดภัย

 

ชาสมุนไพรนิยมดื่มเพื่อบำรุงสุขภาพ และเป็นยาแก้อาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ มากกว่าค่ะ ไม่มีคาเฟอีน และส่วนใหญ่มีวิธีทำง่าย ๆ โดยหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากลมจนแห้ง แล้วค่อยเก็บใส่โหลมิดชิด เมื่อต้องการดื่มก็นำมาชงกับน้ำร้อนแล้วกรอง ปรุงรสด้วยน้ำผึ้งก็ได้ค่ะ

 

– ชาขิง    แก้คลื่นไส้อาเจียน

 

– ชาตะไคร้   ช่วยย่อยอาหาร แก้วิงเวียน

 

– ชาใบเตย   ช่วยคลายร้อนหอมชื่นใจ และลดน้ำตาลในเลือด

 

– ชามะตูม   มีกลิ่นหอมหวานบำรุงธาตุ แก้ร้อนใน

 

– ชาโป๊ยกั๊ก   ชาโป๊ยกั๊ก หรือโป๊ยกั๊กที่เป็นเครื่องเทศในผงพะโล้ มีส่วนช่วยในระบบย่อยอาหาร บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด แน่นท้อง อาเจียน และช่วยย่อยอาหารย่อยยาก ปรับการทำงานของลำไส้ให้เป็นปกติ

 

– ชาเปปเปอร์มินต์  มีคุณสมบัติช่วยเร่งการย่อยอาหารให้เร็วขึ้น ทำให้เรารู้สึกกระฉับกระเฉง สดชื่น

 

– ชากุหลาบ  ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก ช่วยลดการอักเสบของผิว  อุดมไปด้วยวิตามิน A, B3, C, D และ E ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดูแลผิวพรรณ

 

รู้ไว้!!!!ชาดอกคำฝอย ต้องห้ามสำหรับคนท้อง

 

ดื่มชาตอนท้องดีหรือไม่, คนท้องดื่มชาได้หรือไม่

 

ชาดอกคำฝอย  ชาสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่มีผู้นิยมดื่ม  มีสรรพคุณมากมายที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ช่วยบำรุงระบบประสาท ลดความเครียด ช่วยบำรุงหัวใจ และบรรเทาอาการโรคหัวใจและหลอดเลือด  ลดไขมันในเส้นเลือด ทำให้โลหิตไหลเวียนได้ดีขึ้น ป้องกันอาการโรคความดันโลหิตสูงแก้หวัดคัดจมูก ขับเสมหะ และสามารถแก้อาการประจำเดือนมาไม่ปกติได้อีกด้วย

 

จากสรรพคุณทั่วไปอาจจะดูว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร  แต่สรรพคุณในเรื่องแก้ประจำเดือนมาไม่ปรกติ คือ การขับเลือดนั่นเอง  เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์สามารถทำให้มดลูกเกิดการบีบตัว ถือเป็นอันตรายอย่าง ยิ่งสำหรับแม่ตั้งครรภ์  จึงเป็นเครื่องดื่มที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อความปลอดภัยของคุณแม่เองและทารก น้อยในครรภ์ค่ะ

 

ผลของคาเฟอีนที่มีต่อแม่ท้องและทารกในครรภ์

 

ดื่มชาตอนท้องดีหรือไม่, คนท้องดื่มชาได้หรือไม่

 

1. คาเฟอีนมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะ โดยขับน้ำและแคลเซียมออกจากร่างกาย ซึ่งจะมีผลต่อสุขภาพของแม่และทารกในครรภ์

 

2. ในการดื่ม ชา กาแฟ มักจะผสมครีมเทียมและน้ำตาล ซึ่งครีมเทียมและน้ำตาลนั้นไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของแม่ ส่วนการดื่มน้ำอัดลมบางชนิดก็มีสารคาเฟอีน หรือสารเคมีอื่นผสมอยู่อีกด้วย

 

3. คาเฟอีนจะทำให้นอนหลับยากขึ้น ซึ่งการนอนหลับพักผ่อนที่พอเพียงเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการเติบโตของทารกในครรภ์

 

4. คาเฟอีนจะขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กที่เป็นสารสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์

 

5. มีงานวิจัยพบว่า การดื่มคาเฟอีนที่มากเกินขนาดมีผลให้หัวใจของทารกในครรภ์เต้นเร็วผิดปกติ และอาจมีการชักกระตุก และมีภาวะโรคเบาหวานในเวลาต่อมา

 

เรื่องน่ารู้ วิธีลดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน

 

ดื่มชาตอนท้องดีหรือไม่, คนท้องดื่มชาได้หรือไม่

 

คุณแม่สามารถลดอาการหงุดหงิดจากการติดคาเฟอีนได้โดยในช่วงเริ่มต้น     ควรลดปริมาณลงทีละน้อย จนไม่ต้องดื่มเลย     หรืออาจจะใช้วิธีดื่มกาแฟที่สกัดคาเฟอีนออก   แทนการดื่มกาแฟปกติ นอกจากนี้ควรพยายามรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ด้วยการกินอาหารบ่อยขึ้น    เลือกกินโปรตีนเพิ่มขึ้น ทานอาหารพวกแป้งและน้ำตาลให้มากพอ   ออกกำลังกายเป็นประจำ   และพักผ่อนให้เพียงพอ เท่านี้ก็จะสามารถช่วยลดอาการที่เกิดจากการขาดคาเฟอีนลงได้ และหายไปในที่สุดค่ะ

 

 

เครื่องดื่มสำหรับแม่ท้องทางที่ดีไม่ควรมีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ แม้จะไม่ได้เป็นข้อห้ามแต่เพื่อความปลอดภัยต่อแม่ท้องและทารกในครรภ์  ลองหันมาดื่มเครื่องดื่มประเภทอื่นทดแทนจะดีกว่าค่ะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

หลังคลอดคุณสามีก็อยากจะแย่อยู่แล้ว แต่ฝ่ายคุณภรรยากลับไม่มีอารมณ์ความรู้สึก มันก็เลยไม่แฮปปี้กันทั้งสองฝ่าย เรามาศึกษาเรียนรู้ผู้หญิงกันก่อนดีกว่าว่า เธอทำต่อมความรู้สึกทางเพศหายไปไหน?


หลังคลอด...ร่างกายไม่เหมือนเดิม
สาเหตุ ที่ทำให้คุณผู้หญิงไม่มีความรู้สึกทางเพศหลังจากคลอดลูกไปแล้วก็มีสาเหตุได้ มากมาย ทั้งด้านร่างกาย จิตใจและอารมณ์ ความสับสนในบทบาทของการเป็นภรรยากับการเป็นแม่ รวมทั้งความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไประหว่างสามีภรรยา

  • ไม่มั่นใจตัวเองเพราะจากหุ่นเซ็กซี่เห็นแล้วชวนวาบหวาม ก็กลายเป็นตัวกลมพุงห้อยตัวใหญ่เทอะทะ หน้าท้องก็ลาย
  • เต้านมคัดเจ็บไปด้วย ขนาดเดินแกว่งไปแกว่งมายังเจ็บ พอโดนฟัดก็ยิ่งรู้สึกเจ็บเข้าไปใหญ่ ก็เลยไม่ค่อยจะแฮปปี้นัก
  • คนที่คลอดเองช่องคลอดก็ต้องเสียหายไปจากการคลอดบ้าง ถึงแม้จะรีแพร์มาอย่างดีมันก็ไม่ยืดหยุ่นเหมือนของใหม่



คลอดลูก อีกเหตุผลของการเบื่อเซ็กซ์

  • การคลอดเป็นเหตุการณ์ที่เจ็บปวด หากเจ็บปวดทรมานานการคลอดก็มักจะสร้างรอยประทับใจที่ไม่ดีไว้ในส่วนลึกของ ความรู้สึก ทำให้รู้สึกว่าการมีเพศสัมพันธ์แล้วตั้งครรภ์เป็นสาเหตุของความเจ็บปวดที่ ว่านี้
  • เวลาคลอดลูก ของลับก็เลยกลายเป็นของไม่ลับไปซะแล้ว ความรู้สึกทางเพศที่ได้เปลือยกายต่อหน้าสามีก็หดหายไปด้วย
  • ผู้หญิงบางคนพอคลอดลูกแล้วก็เลยมีทัศนคติไม่ดีกับผู้ชาย เกิดเป็นผู้หญิงไหนจะต้องยุ่งยากกับการมีประจำเดือน ต้องมาเหน็ดเหนื่อยกับการแบกครรภ์ ต้องเจ็บปวดเมื่อ คลอด หลังคลอดก็ต้องมาเลี้ยงลูกอีก ยิ่งถ้าสามีเอาแต่นอนไม่เคยมาช่วยเลี้ยงเลยยิ่งทำให้ภรรยารู้สึกแบบนี้มาก ขึ้นไปใหญ่



เป็นเมียหรือแม่ดี

  • ความเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเลี้ยงลูกอาจทำให้ไม่มีอารมณ์โรแมนติกในเรื่องอย่างว่า
  • การที่มีลูกมานอนในห้องอีกคนมันก็ทำให้ฟีลลิ่ง ความรู้สึกไม่โรแมนติกอย่างเมื่อก่อน
  • คุณแม่บางคนที่ยังเข็ดกับการตั้งครรภ์ การคลอด หรือเหนื่อยจากการเลี้ยงลูก แถมยังไม่ได้วางแผนคุมกำเนิดให้เป็นเรื่องเป็นราว จะมีเรื่องที่ต้องกังวลเพิ่มขึ้นมาอีก


พ่อ ผู้ช่วยแบ่งเบาบทบาท" แม่"

เรื่อง ของบทบาทของความเป็นแม่ กับความเป็นเมียนี่แหละสำคัญที่สุด เพราะโดยมากพอมีลูกก็มักจะเล่นบทบาทของความเป็นแม่ซะมากกว่า จนบางทีสามียังนึกว่าเราเป็นแม่ไปอีกคนเลย เรื่องนี้จะต้องช่วยกันทั้งสองฝ่าย โดยคุณพ่อต้องพยายามหาโอกาสแทรกเข้าไปมีบทบาทตรงกลางระหว่างแม่กับลูกเยอะๆ ให้คุณแม่รู้สึกว่าต้องทำหน้าที่บทบาทของความเป็นเมียบ้าง อย่าให้แม่กับลูกยุ่งกันอยู่แค่สองคน แล้วดูเหมือนพ่อเป็นคนนอก ลุยเข้าไปเลย ช่วยกันเลี้ยงเจ้าตัวน้อย ฟัดลูกบ้าง ฟัดแม่บ้าง ให้ดูมีความสัมพันธ์ที่เป็นธรรมชาติ แม้ว่าบางทีมีลูกนอนอยู่ในห้องด้วยกัน หาก ช่วยกันเลี้ยง พอลูกหลับก็เป็นเวลาของคุณพ่อคุณแม่สองคนแล้ว อ้อ..อย่างลืมแยกเตียงเจ้าตัวน้อยด้วยนะครับ ถ้านอนเตียงเดียวกันเป็นก้างขวางคอแล้วยิ่งทำอะไรกันลำบาก.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

รู้ใช่ไหมคะว่าตอนท้อง หน้าอกหน้าใจจะขยายใหญ่ขึ้น แต่รู้หรือเปล่าว่าร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นด้วย

หัวนมจะใหญ่ขึ้น นุ่มขึ้นกว่าปกติ และอยู่ดี ๆ อาจมีน้ำนมไหลออกมาได้ทั้ง ๆ ที่ยังไม่คลอด

และที่ทำให้แม่ ๆ หลายคนอยากกรีดร้อง คือ หัวนมที่เคยขาวอมชมพูจะดูหมองคล้ำลง

ใจเย็น ๆ นะคะ หัวนมคล้ำเป็นเรื่องธรรมชาติค่ะ!

หัวนมคล้ำตอนท้อง

อะไรทำให้หัวนมสีคล้ำ?

คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียว ใช่แล้วค่ะ “ฮอร์โมนคนท้อง” นั่นเอง!

ฮอร์โมนนี้จะกระตุ้นให้ร่างกายเร่งผลิตสารเมลานินออกมาเยอะ ๆ เมื่อเม็ดสีเยอะ ผิวหนังก็จะสีคล้ำลง โดยเฉพาะบริเวณที่มีเม็ดสีเมลานินกระจุกรวมกันอยู่แล้ว เช่น กระ รอยแผลเป็น รวมถึงบริเวณลานหัวนมด้วย

ไม่ใช่แค่นั้น ผิวบริเวณจุดซ่อนเร้นและส่วนที่โดนเสียดสีบ่อย ๆ เช่น รักแร้ โคนขาหนีบ ก็จะคล้ำลงอย่างเห็นได้ชัดด้วยเช่นกัน

ผู้หญิงบางคนโดยเฉพาะคนที่ผิวคล้ำอยู่แล้วอาจรู้สึกว่าใบหน้าหมองคล้ำลงด้วย ทั้งริมฝีปากบน จมูก โหนกแก้ม หน้าผาก

 

แล้วจะคล้ำถาวรไหม?

สบายใจได้ค่ะ โดยทั่วไป หลังคลอดสักระยะหนึ่ง สีผิวที่คล้ำลงตอนตั้งท้องจะกลับมาขาวเหมือนเดิม

แต่บางคนอาจรู้สึกหัวนมไม่ขาวอมชมพูเท่าเดิม ก็เป็นเรื่องธรรมดาค่ะ คล้ำลงแค่นิดหน่อย อย่ากังวลไปเลยค่ะ

 

ไม่อยากหัวนมคล้ำ ต้องทำอย่างไร?

คุณห้ามร่างกายไม่ให้เร่งผลิตสารเมลานินไม่ได้ แต่สามารถป้องกันปัจจัยภายนอกได้ค่ะ ทำง่าย ๆ ตามนี้เลย

  • หลีกเลี่ยงแสงแดด
  • ทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน และทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง
  • ใช้สกินแคร์สูตรอ่อนโยน เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวระคายเคือง
  • ถ้าไม่มั่นใจกับสีผิวไม่สม่ำเสมอ จะปกปิดด้วยรองพื้นหรือคอนซิลเลอร์ก็ได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

นักแปลอิสระ ผู้มุ่งมั่นตั้งใจนำข่าวสารและสาระจากต่างประเทศมาถ่ายทอดสู่คุณแม่ชาวไทยด้วยภาษาที่อ่านสนุก เข้าใจง่าย

Source

คุณพ่อ คุณแม่เคยสังเกตลูกบ้างไหมคะ ว่าเคยมีพฤติกรรมแบบนี้บ้างหรือเปล่า? เช่น ชอบเรียงของให้เป็นระเบียบ เอาของเล่นมาเรียงกันเป็นแถวๆ หรือชอบจัดของ มีความเข้าใจด้านการเรียนรู้ได้ แต่ไม่สามารถสื่อสารออกมาได้ เพราะพูดเรียงประโยคไม่ถูกต้อง ตอบคำถามไม่เป็น ลูกชอบเรียงของเล่นเป็นออทิสติก ?

 

ดร.จูดิธ ไมเยอร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านพัฒนาการเด็กและครอบครัวศึกษาจากมหาวิทยาลัยเพอร์ดู ร์ ให้ความเห็นว่าพฤติกรรมนี้ถือเป็นเรื่องปกติ ยกเว้นในกรณีของเด็กที่มีแนวโน้มจะเป็นออทิสติก คุณพ่อคุณแม่อาจต้องเฝ้าระวังให้มากขึ้น แต่ถ้าลูกไม่มีสัญญาณผิดปกติอื่นๆ ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลจนเกินไป

“เด็กวัย 3 – 5 ขวบเริ่มเรียนรู้ว่าสิ่งของต่างๆ ทำงานอย่างไร และแบ่งประเภทของสิ่งของที่รู้จักได้” ดร.ไมเยอร์กล่าว นิสัยชอบจัดเรียงนี้ นอกจากจะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้แล้วยังฝึกความเป็นระเบียบด้วยอย่างน้อยคุณ แม่ก็สบายขึ้น เพราะลูกรู้จักเก็บของเล่นเข้าที่ แล้วถ้าลูกเป็นออทิสติกล่ะ จะทำอย่างไร?

ออทิสติกคืออะไร?

ออทิสติก คือความผิดปกติของโครงสร้าง หรือสารเคมีบางอย่างของสมอง ทำให้มีปัญหาด้านพัฒนาการทางภาษาและสังคม เกิดขึ้นได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เด็กเล็กบางคนอาจมีอาการผิดปกติให้พ่อแม่สังเกตเห็น แต่บางคนก็ไม่ชัดเจน ซึ่งไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดู หรือบุคลิกภาพของพ่อแม่

ในประเทศไทยเด็กที่เป็นออทิสติกพบในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีประมาณ 9.9 คนต่อ 10,000 คน และในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง

ลูกชอบเรียงของเล่นเป็นออทิสติก

ออทิสติกเกิดจากอะไร?

1.ความผิดปกติของสมอง ได้แก่

  • มีความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าในสมอง ทำให้มีโอกาสเป็นลมชักมากกว่าคนทั่วไป
  • ความผิดปกติทางกายวิภาคของสมอง ทำให้เกิดบกพร่อง ความรุนแรงแตกต่างกันไปในแต่ละคน
  • ความผอดปกติของสารสื่อประสาท ซึ่งเป็นสารเคมีที่ทำหน้าที่สื่อสารเพื่อให้สมองทำงานเป็นปกติ
  • มีสมองใหญ่กว่าเด็กทั่วไป 2 – 10% ทำให้มีความสนใจเฉพาะรายละเอียดของสิ่งต่างๆ

2.ปัจจัยทางพันธุกรรม ได้แก่

  • พี่น้องของเด็กออทิสติก มีโอกาสเป็นโรคนี้ มากกว่าคนทั่วไปประมาณ 22 เท่า
  • พบในแฝดไข่ใบเดียวกัน มากกว่าแฝดไข่คนละใบ
  • พบมีความผิดปกติของบางยีน และบางโครโมโซม

วิธีสังเกตอาการออทิสติก

ถ้าคุณพ่อ คุณแม่พบว่าลูกมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ โดยช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการรักษาคือช่วงเด็กเล็ก 3 – 5 ขวบ โดยมีวิธีสังเกตลูกน้อยดังนี้

ลูกชอบเรียงของเล่นเป็นออทิสติก

  • อายุ 10 – 12 เดือน ไม่มองตามสิ่งที่พี่เลี้ยงชี้ชวนให้ดู ไม่เข้าใจหน้าที่ของของเล่น
  • อายุ 12 – 14 เดือน ไม่ชี้เพื่อบอกสิ่งที่ตนต้องการ ไม่มีภาษาท่าทางเพื่อการสื่อสาร ไม่ส่งเสียงอ้อแอ้
  • อายุ 14 – 16 เดือน ไม่ชี้สิ่งที่ตนสนใจ และไม่ชี้ชวนให้พี่เลี้ยงสนใจด้วย
  • อายุ 16 – 18 เดือน เล่นสมมติไม่ได้ เช่น ป้อนนมให้ตุ๊กตา ยังไม่สามารถพูดเป็นคำ 1 พยางค์ได้
  • อายุ 2 ปี ไม่อยากเล่นกับเด็กอื่น ไม่เข้าไปนั่งเล่นข้างๆ ไม่มีปฏิสัมพันธ์ ยังไม่พูด 2 พยางค์ติดกันได้
  • อายุ 3 ปี ไม่เล่นแบบมีปฏิสัมพันธ์ และไม่เล่นสมมติเป็นเรื่องราว

     

    อาการของออทิสติก

    1.พัฒนาการด้านภาษา ได้แก่

  • พูดช้า พูดคำซ้ำๆ พูดด้วยภาษาของตัวเองคนอื่นไม่เข้าใจ เรียกชื่อไม่หัน ไม่เข้าใจคำสั่ง
  • พูดติดๆ ขัดๆ พูดด้วยโทนเสียงที่ผิดปกติ หรือพูดเล่นเสียง พูดไม่ชัดมากๆ ตอบไม่ตรงคำถาม
  • พูดทวนคำที่คนอื่นพูดจบ พูดตามโทรทัศน์ ทั้งแบบทันที และสักระยะหลังจากได้ยิน
  • เข้าใจภาษาแบบตรงไปตรงมาตามตัวหนังสือ ไม่เข้าใจมุกตลก สุภาษิต สำนวน คำพังเพย

ลูกชอบเรียงของเล่นเป็นออทิสติก

2.พัฒนาการด้านสังคม ได้แก่

  • ไม่สบตา ไม่มองหน้า ไม่สื่อสารแสดงความต้องการของตัวเอง เช่น ไม่ชี้ไปที่ของที่อยากได้
  • ไม่แสดงอารมณ์ทางสีหน้า ไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ ดูไร้อารมณ์ ชอบอยู่คนเดียว ชอบเล่นคนเดียว
  • ไม่หันหาเมื่อเรียกชื่อ แต่สนใจเสียงอื่นแทน ไม่สนใจฟังเวลาพูดด้วย
  • ไม่สนที่จะปฏิสัมพันธ์กับใคร เช่น ไม่ทักใคร ไม่ยิ้มให้ ไม่ยิ้มตอบ วิ่งหนีเมื่อมีคนทัก
  • ไม่สามารถพูดคุยกับคนอื่นได้นานๆ ไม่ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ไม่มีเพื่อนสนิทตามวัย
  • ไม่แสดงท่าทางดีใจเมื่อพบพ่อแม่ เช่น ยิ้ม วิ่งมาหา หรือกอด และไม่ร้องตามเมื่อพ่อแม่จากไป
  • ไม่วิ่งมาหาพ่อแม่เพื่อขอความช่วยเหลือหรือให้ปลอบเมื่อได้รับบาดเจ็บ ไม่แสดงความรักกับพ่อแม่
  • ไม่เข้าใจสถานการณ์สังคมที่ซับซ้อน ไม่รู้จักกาลเทศะ ไม่เข้าใจความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
  • ไม่รู้จักแบ่งขนม หรือของเล่นให้เด็กคนอื่น ไม่สามารถทำท่าเลียนแบบผู้ใหญ่ เช่น แต่งหน้า หวีผม

3.พัฒนาการด้านพฤติกรรม ได้แก่

  • ชอบทำกิจกรรมซ้ำๆ ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เช่น ฟังเพลงเดิมๆ ดูการ์ตูนเรื่องเดิม
  • รับการเปลี่ยนแปลงไม่ค่อยได้ เช่น ต้องใส่รองเท้าคู่เดิมสีเดิมถ้าเปลี่ยนจะร้องไม่ยอมหยุด
  • ชองเรียงของให้เป็นระเบียบ เช่น เรียงของเล่นเป็นแถวๆ ดูเป็นเด็กเจ้าระเบียบมากกว่าเด็กทั่วไป
  • สนใจวัตถุเฉพาะส่วน เช่น รถยนต์สนใจส่วนล้อที่หมุน พัดลมที่ส่ายไปมา ชอบดูอะไรหมุนๆ
  • ไม่เล่นสมมติตามวัย เล่นของเล่นไม่เป็น มักจะเอามาเคาะ โยน ถือ ดม หรือเอาเข้าปาก
  • กิจวัตรประจำวันมีแบบแผนเฉพาะ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น กินอาหารชนิดเดิมๆ
  • เคลื่อนไหวร่างกายซ้ำๆ เช่น สะบัดมือ หมุนตัว เขย่งเท้า โยกตัว โขกศีรษะ ทำร้ายร่างกายตัวเอง
  • มีความสามารถสูง มีความสนใจเฉพาะเรื่อง จนกลายเป็นความสามารถพิเศษ สะสมเรื่องที่สนใจ
  • ตอบสนองต่อสิ่งเร้ามาก หรือน้อยเกินไป เช่น ไม่สามารถทนเสียงดังได้ หรือชอบทำเสียงดัง
  • สนใจต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่ใช่คน มักสนใจเสียงอื่นๆ ที่ไม่ใช่เสียงคน

ลูกชอบเรียงของเล่นเป็นออทิสติก

การรักษาออทิสติก

1.ปรับพฤติกรรมและฝึกทักษะทางสังคม เช่น ลดพฤติกรรมซ้ำๆ โดยการให้รางวัล คำชมเมื่อมีพฤติกรรมที่เหมาะสม เพิกเฉยเมื่อเด็กงอแง หรือเบี่ยงเบนความสนใจเด็กไปยังสิ่งอื่นที่เด็กชอบในขณะที่เด็กงอแง

2.การฝึกพูด เป็นการรักษาที่สำคัญโดยเฉพาะในรายที่มีพัฒนาการด้านภาษาและการสื่อความหมาย ล่าช้า การฝึกการสื่อสารได้เร็วเท่าไหร่จะทำให้เด็กเรียนรู้จากการใช้ภาษาได้เร็ว เท่านั้น

3.การส่งเสริมพัฒนาการ ส่งเสริมพัฒนาการด้านอื่นที่ล่าช้าควบคู่กับการพัฒนาทักษะด้านการสื่อสาร สังคม และการปรับพฤติกรรม

4.การศึกษาพิเศษ จัดการศึกษาที่มีระบบชัดเจน ไม่มีสิ่งเร้ามากเกินไป มีครูการศึกษาพิเศษดูแล โดยวางแผนการศึกษาร่วมกันระหว่างผู้ปกครองและโรงเรียน จัดกิจกรรมการเรียนการสอนช่วงหยุดเรียน

5.การรักษาด้วยยา เป็นการรักษาเพื่อลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและช่วยให้ฝึกเด็กได้ง่ายขึ้น การรักษาด้วยยาไม่ได้เป็นการรักษาอาการหลักของโรค ยาที่ใช้ ได้แก่ Methylphenidate Risperidone/Haloperidol


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : amarinbabyandkids

Source

น้ำนมแม่มีหลายสี ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นน้ำนมใส ๆ สีขาว ไม่ก็ออกฟ้า น้ำตาลแทน หรือเหลืองก็ได้ แต่ในบางช่วงระหว่างที่คุณให้นมลูกอยู่ คุณอาจจะประหลาดใจที่ค้นพบว่าน้ำนมของคุณเองก็อาจเป็นสีอื่น ๆ ได้เช่นกัน

โดยทั่วไปแล้ว น้ำนมของมนุษย์เรามักจะเป็นน้ำนมใส ๆ หรือมีสีฟ้าจาง ๆ อ่อน ๆ ตอนที่น้ำนมเริ่มไหลออกมาใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นตอนเริ่มป้อนนมลูกหรือตอนเริ่มปั๊มน้ำนมออกมา น้ำนมที่ไหลออกมาในช่วงนี้คือน้ำนมส่วนหน้าที่มีไขมันน้อยกว่า เมื่อการให้นมลูกดำเนินต่อไปจากน้ำนมส่วนหน้าเป็นน้ำนมส่วนหลัง ปริมาณไขมันก็เพิ่มสูงขึ้น นมก็จะเริ่มข้นขึ้นและมีสีขาวมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม อาหาร สมุนไพร อาหารเสริม และการใช้ยาบางชนิดสามารถเปลี่ยนสีของนมได้เป็นสีออกชมพู ส้ม แดง น้ำตาล  เขียว และแม้กระทั่งดำ สารที่เพิ่มเติมเข้ามาเหล่านี้สามารถเปลี่ยนสีของปัสสาวะทั้งของคุณและของ ลูกได้ด้วย

แม้อาจเป็นเรื่องน่าตกใจและน่ากลัวที่คุณเห็นสีน้ำนมเป็นสีต่าง ๆ แต่การเปลี่ยนแปลงของสีน้ำนมมักเกิดจากอาหารการกินและไม่อันตรายเลย

น้ำนมสีเขียว

ร่างกายคุณสามารถผลิตน้ำนมสีเขียวได้หลังจากย่อยอาหารที่มีสีเขียวหรือ ถูกผสมสีเขียวเข้าไป การดื่มเครื่องดื่มที่มีสีเขียว กินผักโขมหรือสาหร่ายทะเล กินสมุนไพรและอาหารเสริมบางชนิดก็เปลี่ยนสีน้ำนมให้กลายเป็นสีเขียวได้เช่น กัน

น้ำนมสีชมพู ส้ม แดง และน้ำตาล

น้ำนมแม่สามารถเปลี่ยนเป็นสีแดง ชมพู หรือส้มได้จากอาหารที่มีสีแดง ชมพู และส้มโดยธรรมชาติ หรืออาหารที่ผสมสีแดง เหลือง และส้มเข้าไป บีตรูต น้ำอัดลมสีส้ม น้ำผลไม้ที่มีสีแดงหรือส้ม สามารถทำให้น้ำนมของคุณเปลี่ยนเป็นสีชมพู แดง และส้มรูปแบบต่าง ๆ ได้

หากเลือดจากในเต้านมของคุณรั่วไหลออกมาในท่อน้ำนมล่ะก็ น้ำนมอาจมีสีน้ำตาลหรือสีสนิม อาการอย่างนี้เรียกว่า ภาวะน้ำนมมีเลือดปน ในภาษาอังกฤษเรียกว่า rusty pipe syndrome หรือถ้าแปลตรงตัวก็คือ ภาวะท่อสนิม เนื่องจากน้ำนมมีสีดูเหมือนน้ำสกปรกจากท่อน้ำที่ขึ้นสนิมเก่า ๆ บางครั้งเลือดปริมาณเล็กน้อยจากหัวนมแตกก็อาจเข้าไปปนกับน้ำนมได้ ทำให้น้ำนมมีริ้วสีแดงหรือชมพู

การมีเลือดปริมาณเล็กน้อยอยู่ในน้ำนมนั้นไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อลูกของ คุณ คุณไม่ต้องหยุดการให้นมลูกแต่อย่างใด ในกรณีส่วนใหญ่ ภาวะเลือดไหลจะหยุดไปเองหลังจากผ่านไปสองหรือสามวัน หากปัญหายังคงมีอยู่หลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์ คุณควรไปพบแพทย์จะดีกว่า

น้ำนมสีดำ

การผลิตน้ำนมสีดำนั้นเกิดจากยาปฏิชีวนะชื่อว่า มิโนไซคลีน (มิโนซิน) ยามิโนไซคลีนทำให้ผิวคุณคล้ำลงได้อีกด้วย คุณไม่ควรใช้ยาชนิดนี้ระหว่างที่คุณกำลังให้นมลูก คุณควรให้คุณหมอทราบเสมอว่าคุณกำลังให้นมลูกก่อนที่จะกินยา.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source