Are you looking for the best website template for your web project? Look no further as you are already in the right place! WebSite BIGtheme.NET In our website templates section you will find tons of beautiful designs - for any kind of business and of any style. You are in a unique place - join us today
ครูวรรณ

ครูวรรณ

Website URL: http://www.kruone.com

         อาการท้องแข็ง : เป็น อาการที่พบในหญิงใกล้คลอด (อายุครรภ์ประมาณ 28 สัปดาห์ขึ้นไป) ซึ่งจะมีอาการท้องแข็งเมื่อเอามือจับดูจะรู้สึกได้ว่าเป็นก้อน ๆ ตึงสลับกันเป็นระยะแบบเป็น ๆ หาย ๆ ในบางรายอาจมีการแข็งมาก-น้อยแตกต่างกันออกไป หรือปวดเกร็งเสียวช่วงท้องน้อยด้วย โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการท้องแข็ง 10 นาทีขึ้นไป หรือเป็น ๆ หาย ๆ นานนับชั่วโมง 

           อาการท้องแข็ง เกิดจากสาเหตุใด : ความจริงแล้วอาการท้องแข็งเกิดขึ้นได้หลากหลายสาเหตุต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

         - จากลูกในท้อง บางขณะที่ลูกดิ้นอาจไปโดนกับผนังมดลูก จนอาจทำให้มดลูกถูกกระตุ้นจนเกิดการบีบตัว

         - จากมดลูกบีบรัดตัวขึ้นเองจึงทำให้กล้ามเนื้อมดลูกขาดเลือด ซึ่งนั่นอาจกลายเป็นสาเหตุให้คุณแม่คลอดก่อนกำหนดหรือแท้งได้

         - จากการกินอาหารและแก๊สในกระเพาะอาหาร เนื่องจากครรภ์มีขนาดใหญ่ขึ้น เมื่อใดก็ตามที่กินอาหารลงไปเยอะ ๆ ก็อาจไปเบียดกับมดลูกจนรัดตัวได้เหมือนกัน

         - จากพฤติกรรมและกิจกรรมในชีวิตประจำวันอื่น ๆ เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ การทำงานหนักหรือการมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรงและการกลั้นปัสสาวะบ่อย ๆ

วิธีช่วยแก้ไขอาการท้องแข็ง

         - งดงานทั้งในและนอกบ้านหนัก ๆ ที่ทำให้เหนื่อยล้าและเกิดความเครียด หาเวลาพักผ่อนด้วยการนั่งอ่านหนังสือ นอนหลับพักผ่อนให้มากขึ้น ก็จะช่วยให้ลดปัญหานี้ได้

          - หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่ไปกระตุ้นมดลูกให้มีการบีบรัดตัว เช่น การจับลูบท้อง การเหวี่ยงขยับตัวแรง ๆ หรือการมีเพศสัมพันธ์ ควรงดไปก่อนจะดีกว่านะคะ      

          - หลังมื้ออาหารควรเดินย่อยหรือนั่งพักสักครู่ก่อน ไม่ควรนอนหลับไปเลย เพราะอาจเกิดแก๊สในกระเพาะหรือจุกเสียดจนท้องแข็งได้

          - คุณแม่ไม่ควรกลั้นปัสสาวะบ่อย ๆ เพราะการกลั้นปัสสาวะจะทำให้กระเพาะปัสสาวะโตจนไปเบียดกับมดลูกจนเกิดอาการ ท้องตึงแข็ง โดยสังเกตได้ว่าเมื่อได้ปัสสาวะออกไปแล้วท้องก็หายแข็ง

          ความจริงแล้วอาการผิดปกติต่าง ๆ ในขณะตั้งครรภ์นั้นถือได้ว่าเป็นปัญหาที่คุณแม่ส่วนใหญ่พบเจอ เนื่องจากร่างกายมีการปรับเปลี่ยนและเชื่อมโยงกันระหว่างคนสองคน ดังนั้นแล้วหากพบอาการท้องแข็งเป็นระยะเวลานาน ๆ หรือบ่อยครั้งจนผิดปกติหรือสิ่งต่าง ๆ ก็ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเช็กและรักษาตามวิธีที่ถูกต้องต่อไปค่ะ.


 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

อธิบดีกรมการแพทย์เตือนผมร่วงต่อเนื่องเกินวันละ 30-50 เส้น ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ชี้อาจเป็นสัญญาณเตือนที่เกิดจากโรคหรือความผิดปกติของร่างกาย เช่น โรคเอสแอลอี ไทรอยด์ ซิฟิลิส โรคตับ โรคไต

นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โดยปกติผมของคนเรามีประมาณ 80,000-1,200,000 เส้น งอกยาวขึ้นประมาณวันละ 0.35 มิลลิเมตรและมีอายุนาน 2-6 ปี ซึ่งปกติจะมีผมร่วงเป็นประจำทุกวัน แต่ไม่เกินวันละ 30-50 เส้น ดังนั้น ผมร่วงผิดปกติอาจเกิดจากสาเหตุๆ เช่น ผมร่วงจากกรรมพันธุ์ พบได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่ส่วนใหญ่มักเกิดกับผู้ชายมากกว่า เนื่องจากรากผมมีความไวต่อฮอร์โมนแอนโดรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชาย ทำให้เส้นผมมีอายุสั้นกว่าปกติและเส้นผมที่เกิดใหม่มีขนาดเล็กและบางลง ส่วนมากจะเป็นบริเวณกลางศีรษะและหน้าผากเริ่มสังเกตได้เมื่อมีอายุ 20 ปี ขึ้นไป ส่วนผู้หญิงมักแสดงอาการหลังวัยหมดประจำเดือน ผมร่วงเนื่องจากผมหยุดเจริญชั่วคราว

ในแต่ละวันจะมีเส้นผมประมาณ 10-15% ที่หยุดเจริญและหลุดร่วงไป แต่ในบางภาวะเส้นผมที่กำลังเจริญอาจหยุดการเจริญในทันที ทำให้มีเส้นผมเสื่อมและหลุดร่วงเพิ่มจำนวนมากกว่าปกติ เช่น ผู้หญิงหลังคลอด ทารกแรกเกิด หลังจากเป็นไข้สูง ได้รับการผ่าตัดใหญ่ เจ็บป่วยเรื้อรัง การเสียเลือด การบริจาคเลือด การใช้ยาบางชนิด และภาวะเครียดทางจิตใจ ผมร่วงชนิดนี้มักจะเกิดขึ้นใน 1-3 เดือน หลังจากนั้นจะหยุดร่วงและงอกขึ้นใหม่ตามปกติ

ผมร่วงเป็นหย่อม เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด จะมีอาการผมร่วงเฉพาะที่ในรูปแบบกลมหรือรี มีขอบเขตชัดเจน ตรงกลางไม่มีเส้นผม หนังศีรษะในบริเวณนั้นไม่แดง ไม่เจ็บ ไม่คัน ไม่เป็นสะเก็ดหรือเป็นขุย บางคนอาจพบเส้นผมสีขาวขึ้นในบริเวณนั้น ผู้ป่วยอาจมีผมร่วงเพียง 1-2 หย่อม หรืออาจมากกว่า 10 หย่อม ถ้าเป็นมากอาจลุกลามจนทั่วศีรษะ บางคนอาจมีขนตาและขนคิ้วร่วงร่วมด้วย ผู้ป่วยบางคนอาจหายไปเองตามธรรมชาติ แต่อาจกินเวลาเป็นปี บางคนเมื่อรักษาหายแล้วอาจกำเริบได้ใหม่ เป็นๆ หายๆ บ่อยครั้ง ซึ่งอาจเป็นร่วมกับโรคต่อมไทรอยด์และโรคด่างขาว

ผมร่วงจากการถอนผม พบได้บ่อยในเด็กที่มีปัญหากดดันทางจิตใจด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น ปัญหาทางครอบครัว ปัญหาการเรียน เด็กบางคนอาจถอนผมเล่นจนเป็นนิสัย ผู้ป่วยจะถอนผมตัวเองจนผมแหว่ง หนังศีรษะบริเวณที่ผมร่วงจะไม่มีผื่นคันหรือเป็นขุย และจะพบเส้นผมที่เป็นตอสั้นๆอยู่มาก เนื่องจากผู้ป่วยถอนออกไม่ถนัด

ผมร่วงจากเชื้อรา โรคเชื้อราที่ศีรษะ (กลากที่ศีรษะ) อาจพบได้บ่อยในเด็ก เกิดจากการติดเชื้อรา โรคนี้ผมร่วงเป็นหย่อมๆ เป็นผื่นแดงคันและเป็นขุยหรือสะเก็ด นอกจากนี้ มักจะพบร่องรอยของโรค เชื้อรา (กลาก) ที่มือ เท้า ลำตัวหรือในบริเวณร่มผ้าร่วมด้วย

ผมร่วงจากการทำผม การทำผมด้วยการม้วนผม ย้อมสีผม ดัดผม เป่าผม หรือวิธีอื่นๆ อาจทำให้ผมร่วงได้ จากการที่มีหนังศีรษะอักเสบ หรือเส้นผมเปราะหัก

ผมร่วงจากยาและการฉายรังสี ยาที่อาจทำให้เกิดอาการผมร่วงมีอยู่หลายชนิด เช่น ยารักษามะเร็ง การฉายรังสีในการรักษามะเร็ง ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด ยารักษาคอพอกเป็นพิษ ยาคุมกำเนิด ยาใช้ป้องกันโรคเกาต์

ผมร่วงจากโรคอื่นๆ ผู้ป่วยที่เป็นโรคบางอย่าง เช่น โรคเอสแอลอี อาจมีอาการ ผมร่วง ผมบาง ร่วมกับอาการไข้เรื้อรัง ปวดตามข้อ มีผื่นปีกผีเสื้อขึ้นที่หน้า โรคเรื้อรังบางอย่าง ก็ทำให้ผมร่วงได้ เช่น ไทรอยด์ ซิฟิลิส โรคตับ โรคไต

อธิบดีกรมการแพทย์ แนะนำข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ที่มีปัญหาผมร่วง ว่า

1. ควรสระผมทำความสะอาดเส้นผมและผิวหนังของศีรษะอย่างสม่ำเสมอ

2. ไม่ควรเกาหรือขยี้หนังศีรษะแรงจนเกินไป

3. หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกับหนังศีรษะ เช่น การย้อม ทำสี ดัด ผมที่บ่อยเกินไป

4. หลีกเลี่ยงการดึงหรือถอนผมเล่น

5. หลีกเลี่ยงความเครียดเพราะจะกระตุ้นให้อาการผมร่วงมากขึ้น

ทั้งนี้ อาการผมร่วงในผู้ป่วยบางรายอาจหายเองได้ แต่หากอาการยังไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาสาเหตุของโรคและ ได้รับการรักษาที่ถูกต้องนะคะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

ปัจจุบันกระแสการเล่นสมาร์ทโฟนมาแรง จนเรียกได้ว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดนี้แทบกลายมาเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 ไปแล้วก็ว่าได้ แต่สาวๆ รู้มั้ยคะว่าภัยเงียบที่มาพร้อมการติดโซเชียลมีอะไรบ้าง เอาล่ะ ตามมาดูดีกว่า เพราะเราพาคุณมาทำความรู้จักกันแล้ว

โรคซึมเศร้าจากเฟซบุ๊ก (Facebook Depression Syndrome)

ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าโรคซึมเศร้าซึ่งเกิดจากการเล่นเฟซบุ๊กก็มี ซึ่งสาเหตุก็มาจากการที่เราเอาแต่เล่นเฟซเพื่อระบายความรู้สึกเสียเป็นส่วน ใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เหงา เศร้า อ้างว้างก็จะยิ่งโพสต์ระบายความรู้สึกเยอะอย่างไม่รู้ตัว นอกจากนี้ การที่ได้เห็นคนอื่นๆ โพสต์หรืออัพเดทแต่เรื่องราวดีๆ ของชีวิตตัวเอง มันอาจทำให้คุณเก็บกลับมาเปรียบเทียบว่าชีวิตของคุณไม่มีอะไรดีเท่าคนอื่น ทำให้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตา รู้สึกนอยด์ จนกลายเป็นอาการซึมเศร้า อีกทั้งในกรณีที่คุณได้รับการปฏิเสธจากการส่งคำร้องขอเป็นเพื่อนก็เป็นอีก หนึ่งสาเหตุที่สะกิดใจ ทำให้รู้สึกแย่หรือเหมือนถูกรังเกียจจนทำให้กลายเป็นภาวะซึมเศร้าสะสมได้ อย่างไม่รู้ตัวด้วยนั่นเอง รู้แบบนี้แล้วก็พยายามลดละเลิกเล่นเฟซบุ๊กจะดีกว่า หันมาใส่ใจคนรอบตัวบ้าง แล้วคุณจะรู้สึกดีขึ้นได้ค่ะ

ภัยเงียบจากการติดโซเชียล ไม่อยากเสี่ยง เลี่ยงจอสมาร์ทโฟนด่วน!

โรควุ้นในตาเสื่อม

จริงๆ แล้ว โรควุ้นในตาเสื่อมมักเป็นโรคที่พบได้ในผู้สูงอายุ แต่ในปัจจุบันกลับพบว่าคนอายุน้อยๆ ก็ยังสามารถเป็นโรคนี้ได้เช่นเดียวกัน เพราะในระหว่างวันนอกจากการนั่งทำงานหน้าจอที่ว่าต้องใช้สายตาหนักแล้ว พฤติกรรมการเล่นมือถือบ่อยๆ ย่อมทำให้สายตาต้องรับแสงจากจอเล็กๆ มากยิ่งขึ้น หลายคนอาจคิดว่าไม่มีปัญหาอะไร แต่หากปล่อยไปนานๆ จนมองเห็นเป็นภาพตาข่าย หยากไย่ หรือเส้นๆ วนไปมาเหมือนยุง อาการแบบนี้แนะนำว่าให้พบแพทย์ด่วน เพราะเป็นอาการของโรควุ้นในตาเสื่อมนั่นเอง และถ้าจะให้ดีก่อนที่โรคนี้จะมาเยือนจนสายเกินไป แนะนำให้พยายามลดการใช้งานสายตากับจอมือถือ หรือจอคอมพิวเตอร์ให้น้อยลงบ้าง ในระหว่างวันอาจจะพยายามมองไปที่ภาพธรรมชาติภายนอก เช่น ท้องฟ้า และต้นไม้สีเขียวๆ ซึ่งการพักสายตาบ่อยๆ และหลับตาพักจะช่วยให้ดวงตาได้รับการผ่อนคลายและป้องกันโรควุ้นในตาเสื่อม ได้มากยิ่งขึ้น

ภัยเงียบจากการติดโซเชียล ไม่อยากเสี่ยง เลี่ยงจอสมาร์ทโฟนด่วน!

โรคสมาร์ทโฟนเฟซ (Smartphone face)

เป็นอีกหนึ่งโรคสุดฮิตของคนติดแชทที่มักพบได้บ่อยๆ สำหรับโรคสมาร์ทโฟนเฟซ (Smartphone face) หรือโรคใบหน้าสมาร์ทโฟน สาเหตุก็มาจากการก้มหน้ามองแต่หน้าจอมือถือ-แท็บเล็ตนานเกินไป จนทำให้กล้ามเนื้อในส่วนคอมีอาการเกร็งและยังเข้าเพิ่มแรงกดบริเวณแก้มได้ อีกด้วย ซึ่งเมื่อแก้มได้รับแรงกดเป็นเวลานานเข้าก็ทำให้เส้นใยอิลาสตินบนใบหน้าเกิด การยืดตัว จนแก้วในบริเวณกรามย้อยลง อีกทั้งกล้ามเนื้อในบริเวณมุมปากก็ยังจะตกมาทางคางอีกด้วย อาการเหล่านี้จะส่งผลทำให้ใบหน้าของเราผิดแปลกไป

ภัยเงียบจากการติดโซเชียล ไม่อยากเสี่ยง เลี่ยงจอสมาร์ทโฟนด่วน!

ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าการติดแชท หรือติดโซเชียลจะนำภาวะอันตรายร้ายแรงมาสู่ร่างกายของเรามากถึงเพียงนี้ หากไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายโดยตรงก็จะมีผลกับทางสภาพจิตแน่นอน ซ้ำร้ายกว่านั้นคือ ผู้ป่วยมีปัญหาทั้งสองอย่างตามมาพร้อมกัน

เห็นแล้วนะคะว่าการติดโซเชียลพ่วงมาพร้อมภัยเงียบแค่ไหน จากนี้ก็พยายามติดสมาร์ทโฟนกันให้น้อยลงจะดีกว่าค่ะ.


 

 

ขอขอบคุณขข้อมูลจาก :

Source

          การดูแลจุดซ่อนเร้นของผู้หญิงในแต่ละวัย ควรรู้ก่อนว่าเวลาผ่านไป วัยเปลี่ยนไป น้องสาวเราก็เปลี่ยนลักษณะตามด้วยนะ
   
          ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าจุดซ่อนเร้น นั่นก็แปลว่าอวัยวะส่วนนี้คือของสงวนสำหรับสาว ๆ แต่เพราะว่าความสงวนนี่แหละที่ทำให้แม้แต่ตัวผู้หญิงเองก็ยังไม่รู้ว่า อวัยวะเพศหญิงไม่ได้เป็นเหมือนเดิมตลอดกาลหรอกนะคะ ทว่าจุดซ่อนเร้นของเราจะเปลี่ยนไปตามวัย เรียกว่ามีพัฒนาการไปพร้อม ๆ กับอวัยวะอื่น ๆ ตามนี้เลย

การดูแลจุดซ่อนเร้น


จุดซ่อนเร้นของสาววัย 20


          นี่คือช่วงวัยเจริญพันธุ์ อวัยวะเพศของวัยสาวจึงอยู่ในลักษณะโตเต็มวัย ยกเว้นแคมใหญ่ (labia majora) ที่อาจยังซ่อนตัวอยู่ใต้ชั้นผิวหนัง ซึ่งอาจทำให้ส่วนนี้ดูบาง หรือสังเกตเห็นไม่ค่อยชัด เนื่องจากอาจมีไขมันใต้ชั้นผิวหนังบังอยู่ หรือเป็นเพราะฮอร์โมนการเจริญพันธุ์ยังมีไม่เต็มที่

การดูแลจุดซ่อนเร้น


จุดซ่อนเร้นของสาววัย 30

          ช่วงวัยนี้อาจเจอกับภาวะฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ หรือเพราะความเครียด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนนี้อาจทำให้แคมเล็ก (labia minora) มีสีเข้มขึ้น รวมไปถึงเยื่อบุผิวก็อาจมีสีเข้มขึ้นด้วย
   
          นอกจากนี้หากอยู่ในภาวะตั้งครรภ์ มดลูกที่ขยายตัวอาจทำให้ช่องคลอดขยายตัวตาม สาว ๆ จึงอาจสังเกตเห็นจุดซ่อนเร้นของเรามีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย

การดูแลจุดซ่อนเร้น


จุดซ่อนเร้นของสาววัย 40
   
          สาว ๆ วัย 40+ เป็นวัยที่เตรียมพร้อมเข้าสู่ภาวะหมดประจำเดือน บางคนจึงเริ่มมีปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติ มาขาด ๆ หาย ๆ จนกระทั่งพบว่าตัวเองหมดประจำเดือนในที่สุด ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วภาวะประจำเดือนหมดจะอยู่ในช่วงวัย 51 ปี โดยประมาณ และอาจเจอกับภาวะขนบริเวณอวัยวะเพศบางลง หรือหลุดร่วงจำนวนมากด้วยนะคะ
   
          นอกจากนี้ด้วยอายุที่มากขึ้น ฮอร์โมนที่ลดลง รวมทั้งความเสื่อมของเอ็นกล้ามเนื้อบริเวณจุดซ่อนเร้น ก็อาจทำให้เกิดภาวะหูรูดเสื่อม หรือภาวะกลั้นปัสสาวะได้ยาก อีกทั้งระดับเอสโตรเจนที่ลดลงในสาววัย 40+ ก็อาจทำให้เกิดภาวะอัลคาไลน์ในช่องคลอดเสียสมดุล จนทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายกว่าวัยอื่น ๆ หรือบางคนอาจมีปัญหาผนังช่องคลอดแห้ง ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการคัน แสบ แดง บริเวณนี้ได้

การดูแลจุดซ่อนเร้น


จุดซ่อนเร้นต้องเป็นอย่างไร ถึงควรจะไปหาหมอ
   
          การดูแลจุดซ่อนเร้นให้มีสุขภาพดี ไม่จำเป็นต้องตรวจภายในกันบ่อย ๆ แต่เราสามารถสังเกตอาการผิดปกติของจุดซ่อนเร้นเบื้องต้นด้วยตัวเองได้ ดังนี้
   

          - มีอาการคันจุดซ่อนเร้นเรื้อรัง
          - มีของเหลวไหลออกจากช่องคลอดมากผิดปกติ
          - อวัยวะเพศมีกลิ่นเหม็น และกลิ่นค่อนข้างรุนแรง
          - มีเลือดออกจากช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ
          - ตกขาวมากผิดปกติ
          - ตกขาวมีสีที่ผิดปกติ

         
          อย่างไรก็ตาม หากไปพบสูตินรีแพทย์แล้ว ควรบอกเล่าทุกอาการที่เกิดขึ้นกับจุดซ่อนเร้นของเราให้หมดเปลือก ไม่ต้องเขิน ไม่ต้องเกรงใจหมอ นอกจากนี้ก็ควรตอบคำซักถามของแพทย์อย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้แพทย์มีข้อมูลเพียงพอสำหรับการวินิจฉัยความผิดปกติของจุดซ่อนเร้น ให้เรานะคะ

การดูแลจุดซ่อนเร้น


จุดซ่อนเร้นซ่อนอยู่ข้างใน ดูแลอย่างไรดี

          ถึงจะแอบซ่อนตัวอยู่ด้านใน แต่สาว ๆ ก็อย่าละเลยความสนใจเด็ดขาด โดยควรดูแลจุดซ่อนเร้นตามนี้ค่ะ

          1. หมั่นตรวจเช็กอวัยวะเพศของตัวเองอย่างละเอียด ให้เวลากับการตรวจหาความผิดปกติของจุดซ่อนเร้น เช่น รอยแดง อาการบวม จุดสีเข้มหรือดำ ตุ่มน้ำ หรือก้อนที่ปากช่องคลอด เป็นต้น ซึ่งหากพบว่ามีความผิดปกติดังนี้ ก็ควรรีบปรึกษาสูตินรีแพทย์

          2. หลังเข้าห้องน้ำ ควรทำความสะอาดอวัยวะเพศให้แห้งอยู่เสมอ และไม่ควรเช็ดทำความสะอาดอวัยวะเพศด้วยความรุนแรง หรือใช้กระดาษชำระที่มีกลิ่นและสี แต่ควรใช้กระดาษสะอาดหรือผ้าสะอาดซับให้แห้งก่อนสวมใส่กางเกงชั้นใน

          3. ไม่ควรใส่กางเกงหรือเสื้อผ้าที่รัดแน่นจนเกินไป เพราะอาจเกิดความอับชื้นได้ง่าย

          4. หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าอนามัยชนิดสอดเข้าไปในช่องคลอด เพราะอากาศบ้านเรามีความร้อนชื้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดการหมักหมมของเชื้อโรคในช่องคลอดได้ง่าย

          5. หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าอนามัยที่ผสมสารสังเคราะห์ต่าง ๆ เช่น สารแต่งกลิ่นให้หอม หรือที่อวดอ้างสรรพคุณสมุนไพร เพราะผ้าอนามัยเหล่านี้อาจไม่ถูกสุขลักษณะและก่อให้เกิดการติดเชื้อในช่อง คลอดได้

          6. หลีกเลี่ยงการใช้สบู่หรือครีมบางอย่างที่ไม่คุ้นเคย เช่น สบู่ยา สบู่สมุนไพร ครีมฟอกช่องคลอด มาล้างทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น เพราะอาจทำให้เกิดอาการแพ้บริเวณปากช่องคลอดได้

          7. อย่าสวนล้างช่องคลอดโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เสียสมดุลในช่องคลอดได้ อีกทั้งช่องคลอดก็มีกระบวนการทำความสะอาดเชื้อด้วยตัวเองอยู่แล้วนะคะ

          สุขอนามัยของจุดซ่อนเร้นเป็นเรื่องสำคัญสำหรับสาว ๆ ดังนั้นก็ขอย้ำอีกทีว่าอย่าละเลยน้องสาวของเราเด็ดขาดนะคะ.


 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

          รวมวิธีรักษาหลุมสิว วิธีรักษาหลุมสิวแบบธรรมชาติ ด้วยวัตถุดิบที่หาได้ง่าย ๆ จากในครัว จะมีอะไรบ้าง และต้องรักษายังไง ใครที่กำลังมีปัญหานี้ตามมาดูกันเลยค่ะ

          สำหรับคนที่เป็นสิว ปัญหาหนึ่งที่ต้องเจอหลังจากสิวหายและทำให้หนักใจสุด ๆ ก็คือ "รอยหลุมสิว" นั่นเอง ซึ่งรอยหลุมสิวนี้เกิดขึ้นได้จากการที่ปล่อยให้สิวอักเสบลุกลามจนกินพื้นที่ ลึกลงไปถึงใต้ผิวหนังชั้นใน ซึ่งหากบีบ หรือรักษาผิดวิธี หรือแม้กระทั่งปล่อยไว้ให้หายเองโดยไม่รักษาก็จะส่งผลให้หนองกัดเซาะผิวหนัง หายไป ซึ่งผลสุดท้ายก็จะทำให้ผิวยุบตัว เกิดพังผืดใต้รอยแผลเป็นจนทำให้หน้ากลายเป็นหลุมเป็นบ่อเหมือนพื้นผิวดวง จันทร์นั่นเอง ซึ่งปัญหานี้หากเป็นแล้วรักษาได้ยาก กว่าจะหายก็ต้องใช้เวลานาน แต่ทั้งนี้ก็ไม่ต้องกังวลจนเกินไป เพราะใช่ว่าจะไม่มีวิธีรักษาเลยนะคะสาว ๆ

          สำหรับ วิธีรักษารอยหลุมสิวนั้น อย่างที่กล่าวไปข้างต้นคืออาจต้องใช้เวลานานสักหน่อย แต่ถ้าหากปฏิบัติและรักษาอย่างเป็นประจำ รอยหลุมสิวก็จะค่อย ๆ จางลงจนหายได้ในที่สุด โดยวิธีรักษานั้นก็มีอยู่หลายวิธีด้วยกัน บางคนอาจจะเพิ่งทางการแพทย์อย่างการทำเลเซอร์ ฉีดฟิลเลอร์ ซึ่งวิธีนี้ก็ได้ผลดี หายเร็ว แต่อาจมีค่าใช้จ่ายสูงมาก และนอกจากนี้ก็ยังมีวิธีรักษาหลุมสิวแบบธรรมชาติอีกด้วย ซึ่งจะมีวิธีไหน ใช้อะไรรักษาได้บ้าง วันนี้มีข้อมูลมาฝากกันแล้วค่ะ ถ้าอยากหน้าใสเรียบเนียนไร้หลุมสิวเร็ว ๆ ละก็ รีบตามมาดูกันเลย...

วิธีรักษาหลุมสิว


1. ใบบัวบก

          ใบบัวบก ถือเป็นสมุนไพรที่รักษารอยหลุมสิวได้อย่างมหัศจรรย์ เพราะสรรพคุณของใบบัวบกนั้นมีสารไกลโคไซด์ที่สามารถช่วยในการรักษาสิว และช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่สำคัญยังช่วยฟื้นฟูผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของชั้นผิวหนัง ทำให้ฟื้นฟูรอยแผล รอยหลุมสิวให้จางลงได้ สำหรับวิธีทำนั้นก็ง่ายมาก ๆ เลยค่ะ เพียงแค่นำใบบัวบกประมาณ 1 กำมือมาล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นนำไปปั่นให้ละเอียด แล้วนำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาทีแล้วล้างออก โดยให้ทำอย่างนี้เป็นประจำ รอยหลุมสิวจะค่อย ๆ จางลงอย่างเห็นได้ชัด

วิธีรักษาหลุมสิว


2. หอมแดงและมะนาว


          นำหอมแดงมาฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ทุบเบา ๆ ให้น้ำหอมแดงออกมา จากนั้นบีบน้ำมะนาวใส่หอมแดงที่ฝานเอาไว้ เสร็จแล้วให้นำหอมแดงมาโปะทิ้งไว้บริเวณผิวหนังที่เป็นรอยหลุมสิว ประมาณ 5-10 นาที แล้วล้างออก สูตรนี้ให้ทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง รอยหลุมสิวจะค่อย ๆ จางลง เพราะในหอมแดงมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยฟื้นฟูรอยหลุมสิว รวมถึงมะนาวก็ยังมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ และมีวิตามินซีสูง สามารถช่วยรักษาพวกริ้วรอยจากสิว และรอยหลุมสิวได้ดี

วิธีรักษาหลุมสิว


3. มะละกอสุก


          สำหรับใครที่มีปัญหารอยหลุมสิวไม่ลึก มะละกอสุกเป็นตัวช่วยอย่างดีเลยล่ะค่ะ เพราะในมะละกอสุกนั้นจะมีเอ็นไซม์ที่ช่วยกระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว หลุดออก รวมถึงยังมีสรรพคุณช่วยสมานแผลได้ดี ดังนั้นจึงเป็นผลไม้ที่จะช่วยแก้ปัญหารอยหลุมสิวได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว โดยวิธีทำให้นำมะละกอสุกมาปอกเปลือกออก ล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาบดให้ละเอียด จากนั้นให้นำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด เมื่อทำอย่างเป็นประจำรอยหลุ่มสิวก็จะค่อย ๆ จางลง

วิธีรักษาหลุมสิว


4. ว่านหางจระเข้


          ว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณช่วยบำรุงรักษาผิว ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และนอกจากนี้คุณสมบัติของว่านหางจระเข้ที่สำคัญอีกอย่างก็คือช่วยสมานผิวได้ ดี ช่วยกระตุ้นให้ผิวหนังหดตัว และป้องกันการอักเสบ ดังนั้นใครที่มีปัญหารอยหลุมสิวว่านหางจระเข้ช่วยคุณได้ค่ะ โดยให้นำว่านหางจระเข้มาปอกเปลือกออกเอาแต่วุ้นใส ๆ จากนั้นนำไปล้างให้สะอาด แล้วนำมาบดให้ละเอียด เสร็จแล้วนำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วล้างออก โดยให้ทำเป็นประจำ สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง นอกจากรอยหลุมสิวจะดูจางลงแล้ว สุขภาพผิวหน้าของคุณจะดีขึ้นด้วย

วิธีรักษาหลุมสิว


5. น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น


          น้ำมัน มะพร้าวสกัดเย็น ก็ถือเป็นผู้ช่วยแก้ปัญหารอยหลุมสิวได้ดีเลยทีเดียว เพราะในน้ำมันมะพร้าวจะมีกรดลอริคช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สามารถช่วยให้รอยหลุมสิวอ่อนนุ่มและจางลงได้ ด้วย โดยหลังจากล้างหน้าก่อนนอนให้ทาน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้จนเช้าโดยไม่ต้องล้างออก สรรพคุณของน้ำมันมะพร้าวจะช่วยให้ปัญหารอยหลุมสิวค่อย ๆ ดีขึ้น นอกจากนี้ยังจะช่วยลดปัญหาสิว และทำให้ผิวหน้าเนียนนุ่มชุ่มชื้นขึ้นอีกด้วย

          การรักษาหลุมสิวให้หายนั้นจำเป็นต้องใช้เวลา แต่ก็หายได้ แต่ทางที่ดีเราควรป้องกันไม่ให้เกิดรอยหลุมสิวตั้งแต่แรกจะดีที่สุด โดยสิ่งที่ควรทำก็คือพยายามไม่ให้เป็นสิวอักเสบลุกลาม หรือถ้าเป็นแล้วก็ควรรีบรักษาให้สิวหายเร็ว ๆ อย่าบีบหรืออย่าปล่อยทิ้งไว้ เพราะถ้าขืนชักช้าเกินไปคุณอาจมีหลุมสิวอยู่บนใบหน้าแล้วก็เป็นได้ ทีนี้แหละอาจจะต้องรักษารอยหลุมสิวกันอีกนานเลยทีเดียวกว่าใบหน้าของคุณจะ กลับมาเรียบเนียนอีกครั้ง ดังนั้นท่องไว้เลยว่าป้องกันไว้ก่อนจะดีที่สุดนะคะ.


 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

การดูแลความงามของผิวหน้าเป็นเรื่องที่ผู้หญิงใส่ใจเป็นพิเศษ ไม่เว้นแม้แต่คุณแม่ที่มีเจ้าตัวน้อยเช่นคุณ แต่จะดูแลอย่างไรให้ปลอดภัยจากสารตะกั่ว ปรอท สารเคมีที่เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางค์บำรุงผิวทั้งหลายก็หันมาใช้สูตร ธรรมชาติสิคะ 

 

เมนูผิวหน้าสวย

  • เมนูมะละกอ ปั่นมะละกอให้ละเอียด นำมาพอกให้ทั่วหน้า มะละกอมีเอนไซม์ที่ช่วยขจัดเซลล์ที่ตายไปให้หมดได้ ทิ้งไว้ 15-20 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด ซับหน้าจนแห้ง จะทำให้หน้าใสขึ้น หรือนำมะละกอสุกมายีให้ละเอียด พอกหน้าทิ้งไว้ 10 นาที ล้างออกก็ช่วยให้ลดจุดด่างดำ หรือนำมะละกอสุกบดผสมน้ำมันบริสุทธิ์ แช่ในน้ำร้อนพออุ่นๆ นำมาพอกหน้าแล้วอบด้วยผ้าขนหนูอุ่นๆ ทิ้งไว้ 25 นาที แล้วล้างออกก็จะทำให้ผิวเนียนขึ้นค่ะ  
  • เมนูน้ำผึ้ง ล้างหน้าให้สะอาด เช็ดให้แห้ง ใช้ปลายนิ้วแตะน้ำผึ้งลูบไล้ใบหน้า และลำคอเบาๆสักครู่ นวดด้วยปลายนิ้วเบาๆ 5 นาทีจนน้ำผึ้งเหนียว ทิ้งไว้ นอนให้ศีรษะต่ำกว่าปลายเท้าให้เลือดไหลมาหล่อเลี้ยงที่ใบหน้า
  • เมนูแอปเปิ้ล  ปลอกแอปเปิล คว้านเอาไส้และเมล็ดออก แล้วบดให้ละเอียดพร้อมผสมน้ำผึ้งลงไป เมื่อบดจนเข้ากันดีแล้ว นำเอามาพอกหน้าทิ้งไว้ 20 นาที แล้วใช้นมสดเย็นๆ ล้างออกค่ะ
  • เมนูแตงโม ฝานแตงโมเป็นชิ้นบางๆจากส่วนที่แดงที่สุด นำมาแปะให้ทั่วใบหน้า แล้วใช้ผ้าขาวบางคลุมหน้าไว้ นอนพักสักครู่ราวครึ่งชั่วโมง แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น  
  • เมนูไข่ขาว ต่อยไข่ไก่ 1 ฟอง แยกไข่แดงออก เทเฉพาะไข่ขาวลงในถ้วย ใช้ส้อมตีไข่ขาวจนเป็นฟอง ใช้แปรงนุ่มๆ จุ่มไข่ขาวทาให้ทั่วใบหน้า ลำคอ ทิ้งไว้ราว 20 นาที จนไข่ขาวเริ่มจับตัวแข็ง แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น
  • เมนูมะนาวและน้ำผึ้ง ผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำมะนาว 1 ช้อนชา คนให้เข้ากัน แล้วนำมาทาให้ทั่วทั้งใบหน้าและลำคอ ทิ้งไว้อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง หรือมากกว่า แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น
  • เมนูมะเขือเทศ ฝานมะเขือเทศ 1 ชิ้นหนาๆ ถูให้ทั่วใบหน้าและลำคอเบาๆ ส่วนตรงที่มีสิวเสี้ยน มะเขือเทศมีวิตามินซี กรดAHA จะช่วยลอกผิวหนังที่ตายแล้วให้หลุดออกได้ แล้วใช้สำลีชุบน้ำเย็นเช็ดมะเขือเทศออก
  • เมนูนมเปรี้ยว ถ้าคุณแม่มีผิวหน้ามันให้ล้างหน้าจนสะอาดก่อนใช้นม เปรี้ยวที่แช่เย็นจัดพอกหน้า ทิ้งไว้ 20 นาที หรือนานกว่านั้น แล้วใช้ผ้าขนหนูนุ่มๆเช็ดออก
  • เมนูมะนาว ใช้น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ ผสมไข่ขาว 1 ฟอง คนให้เข้ากัน ทาให้ทั่วใบหน้า เว้นรอบดวงตานวดเบาๆราว 5 นาที พอกทิ้งไว้ 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำเย็นจัด เพื่อช่วยกระชับรูขุมขน ทำสัปดาห์ 1-2 ครั้ง จะทำให้รูขุมขนเล็กลง และยังช่วยลดความมันบนใบหน้าได้ด้วย 
  • เมนูสตรอเบอร์รี่+รำข้าวโอ๊ต เด็ดขั้วสตรอเบอร์รี่ออก 5 ลูก ล้างให้สะอาด ใส่ลงเครื่องปั่น ปั่นให้ละเอียด ใส่รำข้าวโอ๊ดลงไป 3 ช้อนโต๊ะ ปั่นให้ละเอียดอีกครั้ง ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด แล้วทาส่วนผสมที่ได้ทิ้งไว้ 30 นาที ล้างออกด้วยน้ำเปล่าอีกครั้ง
  • เมนูฟักทอง มะละกอ ไข่ไก่ ใช้เนื้อฝักทองครึ่งถ้วย มะละกอครึ่งถ้วย ไข่ไก่ 1 ฟองปั้นให้เข้ากัน ล้างหน้าให้สะอาด ชับพอหมาด นำส่วนผสมพอกให้ทั่วหน้า เว้นรอบดวงตาพอก ทิ้งไว้ 20-30 นาที แล้วใช้สำลี ชุบน้ำอุ่นเช็ดออก ทำสัปดาห์ละครั้ง จะช่วยให้ผิวหน้าคุณแม่เนียนนุ่มได้ค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

“เพศสัมพันธ์” หรือเรื่อง “เซ็กส์” ก็เป็นเรื่องใหญ่ในการใช้ชีวิตคู่ สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์แล้ว เราเชื่อว่าต้องมีปัญหาคาใจอีกมากมายที่อยู่ในหัว ไม่ว่าจะเป็นเซ็กส์ระหว่างตั้งครรภ์มีได้ไหม มีแล้วลูกจะอันตรายหรือเปล่า หรือถ้ามีแล้วจะยิ่งไปกระตุ้นให้คลอดก่อนกำหนดไหม? ไม่ต้องเครียดไปค่ะ เรามีคำตอบมาบอกค่ะ

1 ระหว่างตั้งครรภ์มีเซ็กส์ได้ไหม?

ขณะตั้งครรภ์คุณแม่สามารถมีเซ็กส์ได้ตามปกติแน่นอนค่ะ  และสามารถมีได้ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนกระทั้งใกล้คลอดเลย จะมีแค่บางช่วงที่ควรลดการมีเซ็กส์ลงบ้าง เช่นตอนตั้งครรภ์ใหม่ๆ เพราะคุณแม่ส่วนมากมักมีอาการแพ้ท้อง เวียนศีรษะ อ่อนเพลียง่าย

 

ส่วนอีกช่วงที่่ควรหลีกเลี่ยงคือ ช่วงใกล้คลอดมากๆแล้ว เพราะช่วงนี้ร่างกายของคุณแม่จะดูค่อนข้างอุ้ยอ้าย แค่นั่งหรือเดินตามปกติก็เหนื่อยแทบจะขาดใจตายอยู่แล้ว ถ้ามามีเซ็กส์ตอนนี้อาจจะทำให้เหนื่อยได้มากกว่าปกติ

ถ้านอกเหนือจากสองช่วงนี้แล้วก็ Go On ได้เลยค่ะ!!!

 

2 มีเซ็กส์แล้วจะเป็นอันตรายต่อลูกไหม ?

เป็นอีกคำถามค้างคาใจ ขอฟังธงตรงนี้เลยว่า ไม่อันตรายต่อลูกน้อยแน่นอน รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์ อาจารย์หมอจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ท่านได้เปรียบเทียบไว้เข้าใจมากค่ะ คือลูก ที่อยู่ในท้องก็คล้ายกับก้อนหินที่อยู่ในลูกโป่งใส่น้ำแล้วยัดใส่เข้าไปใน ขวดอีกทีนึง และเจ้าขวดที่ว่าก็มีปากขวดที่ปิดและแข็งแรงพอควร  เวลาที่มีเซ็กส์กัน อวัยวะเพศของสามีอย่างมากก็จะไปโดนแค่บริเวณปากขวดเท่านั้น ไม่มีทางไปโดนตัวลูกแน่นอน

ได้ยินอย่างนี้แล้ว คุณแม่สบายใจได้เลยค่ะ

 

sex during pregnancy

 

3 เวลาถึงจุดสุดยอดลูกจะได้รับอันตรายไหม ?

ที่สุดของการมีเซ็กส์ก็เพื่อสิ่งนี้ ช่วงที่ถึงจุดสุดยอดนั้นจะมีการเกร็งกล้ามเนื้อ และมดลูกอาจจะหดตัวได้ คุณแม่หลายคนก็เป็นกังวลว่ากล้ามเนื้อนั้นจะไปรัดจนลูกเป็นอันตรายหรือเปล่า อันนี้ตอบได้เลยค่ะว่าแรงของกล้ามเนื้อที่หดตัวนั้นไม่ได้มากพอที่จะเป็น อันตรายต่อลูกเลย ไม่ต้องกังวลค่ะ

 

4 มีเซ็กส์จะกระตุ้นให้เจ็บคลอดไหม ?

ข้อนี้ก็เช่นเดียวกับการถึงจุดสุดยอด คือร่างกายของคุณแม่จะมีการตอบรับ แต่การ ที่อวัยวะเพศของผู้ชายไปกระแทกกับปากมดลูก รวมทั้งน้ำอสุจิที่มีการหลั่งขณะมีเซ็กส์ สามารถกระตุ้นให้ปากมดลูกสร้างสารเคมีตัวหนึ่งที่ชื่อว่า พรอสตราแกลนดิน (Prostaglandins) ที่สามารถ ทำให้ปากมดลูกนุ่มขึ้นและกระตุ้นให้มดลูกหดรัดตัวได้ อย่างไรก็ตาม สารที่สร้างขึ้นมานี้ก็ไม่ได้มากพอจนทำให้คุณแม่เจ็บครรภ์คลอด เป็นปฎิกริยาปกติของร่างกายเท่านั้นเอง ไม่ต้องกังวลอีกเช่นกันค่ะ

 

5 เซ็กส์ตอนท้องจะให้ความรู้สึกเหมือนเดิมไหม ?

 

ในช่วงตั้งครรภ์นอกจากแขน ขา หน้า หรอตัวที่บวมแล้ว ที่บริเวณช่องคลอด และเต้านมก็บวมเช่นกัน การที่อวัยวะสืบพันธุ์มีเลือดมาเลี้ยงมากและบวมขึ้น จะทำให้เวลามีเซ็กส์ คุณแม่ก็จะมีความรู้สึกทางเพศเร็วขึ้นและมากขึ้น  นอกจากนี้แล้วคุณแม่ยังจะรู้สึกว่าช่องคลอดมีการหล่อลื่นดีกว่าตอนไม่ตั้ง ครรภ์ เพราะคนท้องจะมีตกขาวมากกว่าคนปกติ สรุปว่าคนท้องน่าจะมีความรู้สึกทางเพศดีกว่าคนไม่ท้องเสียอีก

 

เพราะฉะนั้นการที่คุณแม่ไม่ความสุขในการ มีเซ็กส์ช่วงตั้งครรภ์นั้น มาจากปัญหาด้านจิตใจล้วนๆค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการกังวล ความเครียด  รู้อย่างนี้แล้ว ทำให้ให้สบาย ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติดีกว่านะคะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

หลายปีที่ผ่านมา มีเรื่องราวของการดูแลลูกเรื่องใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา เรื่องหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของคุณแม่หลายๆ คน และมีการเผยแพร่กันมากพอสมควร ก็คือ การนวด คุณแม่บางท่านก็อาจมีประสบการณ์จริงเรื่องนี้ แต่สำหรับคุณแม่มือใหม่ก็ต้องมีการเรียนรู้วิธีการที่ถูกต้อง และที่สำคัญคือ ต้องรู้จักข้อเสียของการนวดด้วยเช่นกัน 

ข้อดีเรื่องนวด 

การนวดทารก สิ่งที่เป็นประโยชน์มากที่สุดคือ การสัมผัส ซึ่งการสัมผัสนี่เองเป็นภาษาแรกของทารก เป็นจุดเริ่มต้นการสื่อสารระหว่างพ่อแม่ ถึงลูกน้อย ดังนั้น การอุ้ม การกอด จึงเป็นเรื่องที่เด็กทารกทุกคนต้องการ สำหรับการนวด เป็นการเพิ่มศาสตร์ขึ้นมาหนึ่งแขนง นัยว่าเป็นการส่งเสริมพัฒนาการแก่ทารก ซึ่งข้อดีของการนวดมีดังนี้ 

  • เมื่อมีการสัมผัส ทารกรู้สึกผ่อนคลาย ความรู้สึกจากการสัมผัสจะถูกส่งไปยังระบบประสาทส่วนกลาง และไปกระตุ้นการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย 
  • กระตุ้นการทำงานของระบบฮอร์โมนต่างๆ 
  • ส่งผลต่อระบบไหลเวียนเลือด ทำให้กล้ามเนื้อทำงานได้อย่างเต็มที่ 
  • ช่วยให้ข้อต่อต่างๆ มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เคลื่อนไหวร่างกายได้คล่องแคล่ว 
  • กล้ามเนื้อสามารถดูดซึมสารอาหาร และใช้ออกซิเจนจากการไหลเวียนเลือดที่มีประสิทธิภาพ กล้ามเนื้อก็สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์
  • กระตุ้นการทำงานของระบบสร้างภูมิคุ้มกัน 
  • สำหรับเด็กที่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง จะช่วยการตึงตัวของกล้ามเนื้อ 
  • ทารกหลับสนิทได้ยาวขึ้น สมองรับออกซิเจนอย่างเพียงพอ การเจริญเติบโตเป็นไปด้วยดี 
  • ทารกรู้สึกปลอดภัย อบอุ่น จากการสัมผัส เพราะเมื่อแรกคลอด ทารกมีการปรับตัวสูง 
  • ลดฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความเครียดในทารกลง ถ้าทารกได้รับการนวดอย่างสม่ำเสมอ 
  • เพิ่มฮอร์โมนความสุข ลดอาการเจ็บปวด ทำให้ทารกอารมณ์ดี 
  • ลดอาการงอแง หงุดหงิด ของทารก 
  • ลูกรับรู้ความรัก ความอบอุ่นของพ่อแม่ ทำให้เป็นเด็กที่มีความสุข และพัฒนาไปสู่การเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นตัวเองในอนาคต 
  • เป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างสายใยรักในครอบครัว ทำให้คุณแม่และลูกน้อยปรับตัวเข้าหากันได้เร็วยิ่งขึ้น 

 

ข้อควรระวัง เรื่องนวด 

แน่นอนว่าการนวดเป็นเรื่องดีสำหรับทารก แต่ก็มีข้อควรระวังเช่นกัน เพราะทุกอย่างต้องอยู่ในจุดที่พอ พอเหมาะกับลูก 

  • ต้องดูเวลาที่เหมาะสมสำหรับการนวด เช่น ไม่นวดหลังจากมื้อนม 
  • ถ้าลูกไม่สบาย มีไข้ ต้องงดการนวด เพราะการนวดเพิ่มการไหลเวียนเลือด จะทำให้อุณหภูมิลดยากขึ้น
  • ถ้าลูกยังมีอารมณ์ไม่ดี งอแง หรือหงุดหงิด ก็ไม่ควรนวดเช่นกัน เพราะจำทำให้ทารกรู้สึกต่อต้าน และรู้สึกไม่ดีกับการนวด 
  • ถ้ามีการใช้น้ำมันในการนวด ควรทดสอบน้ำมันที่นำมานวดในปริมาณน้อยๆ ที่ผิวหนังลูกก่อน เพราะลูกน้อยอาจมีอาการแพ้ได้ 
  • ไม่ควรใช้น้ำมันหอมระเหยในการนวดทารก
  • ห้ามใช้น้ำมันนวดบริเวณใบหน้า เพราะอาจพลาดเข้าดวงตาลูกน้อยได้ 
  • ถ้าลูกฉีดวัคซีนควรเว้นระยะไว้ 2 วัน เพราะลูกอาจเกิดอาการเจ็บปวดบริเวณที่ฉีดได้ 
  • บริเวณที่มีแผลถลอก ควรหลีกเลี่ยงการนวด 
  • ผู้นวดต้องศึกษาวิธีนวดให้เข้าใจเป็นอย่างดีเสียก่อน และต้องตัดเล็บให้สั้น ใช้น้ำหนักมือที่เหมาะสม 
  • เมื่อผู้นวดจะอุ้มทารก ต้องล้างมือให้สะอาด และแน่ใจว่ามือไม่ลื่นแล้ว ป้องกันการพลาดพลั้งในการอุ้มทารก 

การนวดสัมผัสเป็นเรื่องดีค่ะ แต่ก็ต้องทำด้วยความระมัดระวังและเหมาะสม จะทำให้การนวดเกิดประโยชน์แก่ลูกน้อยมากที่สุด.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

 
          ปัญหาผิวแตกลาย ถือเป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่อยากจะเจอ เพราะนอกจากจะทำให้ผิวดูน่าเกลียดแล้ว ยังต้องใช้เวลาในการดูแลรักษาผิวนานอีกด้วย ซึ่งปัญหาผิวแตกลายนี้มักจะเกิดขึ้นกับคนที่อ้วนขึ้นหรือผอมลงอย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่กระทั่งคนท้องก็มักจะต้องเจอกับปัญหาเหล่านี้อยู่บ่อย ๆ ซึ่งบางคนอาจมีปัญหาท้องลาย สะโพกลาย ขาลาย น่องลาย ก้นลาย อกลาย หรือแม้แต่ส่วนอื่น ๆ ก็สามารถเป็นได้เช่นกัน โดยวิธีการดูแลนั้นก็สามารถทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่นิยมกันก็คือการหาตัวช่วยอย่าง "ครีมทาผิวแตกลาย" มาใช้บำรุงผิวนั่นเองค่ะ ซึ่งจะมียี่ห้อไหนบ้างที่ใช้แล้วดี ใช้แล้วได้ผล วันนี้ได้นำรีวิวมาฝากสาว ๆ กันแล้วค่ะ ถ้าใครกำลังตามหากันอยู่ละก็ รีบมาดูกันเลย...

ครีมทาผิวแตกลาย ยี่ห้อไหนดี

 

ภาพจาก : bio-oil.com


1. Bio Oil

          ครีม ทาผิวแตกลายตัวนี้มาในรูปแบบออยล์ค่ะสาว ๆ เรียกได้ว่าเป็นเป็นออยล์ที่สามารถจัดการกับผิวแตกลายได้แบบขั้นเทพจริง ๆ แถมยังซึมเข้าสู่ผิวได้เร็ว ไม่ทำให้ผิวมันอีกด้วย ซึ่งใครที่เคยใช้ก็บอกต่อเป็นเสียงเดียวกันว่าช่วยลดรอยแตกลายอย่างได้ผล อีกทั้งยังช่วยทำให้สีผิวเรียบเนียนสม่ำเสมอ และยังช่วยลดรอยแผลเป็นได้อีกด้วยนะคะ เริดสุด ๆ ไปเลย สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 300-600 บาทค่ะ

ครีมทาผิวแตกลาย ยี่ห้อไหนดี

 

ภาพจาก : เฟซบุ๊ก Provamed Club


2. Provamed Stretch Mark Cream

          ครีมทาผิวแตกลายตัวนี้ก็เป็นที่นิยมในหมู่สาว ๆ เช่นเดียวกันค่ะ เนื้อครีมสีขาวเข้มข้น มีกลิ่นหอม ทาแล้วไม่เหนอะหนะ แต่ให้ความชุ่มชื้นกับผิวดีมาก ๆ เลยค่ะ เหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์หรือผู้ที่มีปัญหาผิวแตกลายตามส่วนต่าง ๆ ใช้แล้วเห็นผล รอยแตกลายดูจางลง และยังช่วยบำรุงผิวให้มีสุขภาพดีขึ้นอีกด้วย สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 300 กว่าบาทค่ะ

ครีมทาผิวแตกลาย ยี่ห้อไหนดี

 

ภาพจาก : glyderm.co.th


3. Gly Derm Stretch Mark Cream

          ครีม ทาผิวแตกลายตัวนี้เป็นเวชสำอางที่เภสัชกรแนะนำให้ใช้เลยล่ะค่ะ เพราะเหมาะกับทุกสภาพผิวที่มีรอยแตกลาย แม้แต่สาว ๆ ผิวแพ้ง่ายก็สามารถใช้ได้ค่ะ เนื้อครีมตัวนี้จะเข้มข้นและเนียนละเอียด ทาแล้วสามารถซึมเข้าสู่ผิวได้เร็ว ใช้เพียงไม่กี่สัปดาห์ก็เห็นผลได้ชัดเลยค่ะว่าผิวแตกลายนั้นดูจางลง และผิวก็ดูเรียบเนียนขึ้นด้วย ราคาประมาณ 300 กว่าบาทค่ะ

ครีมทาผิวแตกลาย ยี่ห้อไหนดี

 

ภาพจาก : smooth-e.com


4. Smooth E Perfect Skin Therapie

          สำหรับตัวนี้เป็นโลชั่นเวชสำอางค่ะสาว ๆ เป็นสูตรเข้มข้นสำหรับฟื้นฟูผิวกายที่มีปัญหาผิวแห้ง และแตกลายโดยเฉพาะ ทาแล้วผิวจะรู้สึกชุ่มชื้นมาก ๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผิวที่แตกลายจางลงแล้ว ยังจะช่วยบำรุงผิวให้กระชับ และกลับมามีสุขภาพดีขึ้นด้วยค่ะ ราคาประมาณ 200-300 บาท

ครีมทาผิวแตกลาย ยี่ห้อไหนดี

 

ภาพจาก : nivea.co.th


5. Nivea Creme

          ปิด ท้ายกันที่ครีมตลับกลม ๆ ในตำนาน ตัวนี้สาว ๆ เขารู้จักกันดีค่ะ นอกจากจะเป็นครีมทาผิวสำหรับบำรุงผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื้นแล้ว เรื่องแก้ปัญหารอยแตกลายตัวนี้ก็เอาอยู่ค่ะสาว ๆ เพราะให้ความชุ่มชื้น ลดความแห้งกร้านของผิว และช่วยลดรอยแตกลายบนผิวหนังได้ดีมาก ๆ บอกเลยว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ที่กลัวผิวแตกลาย หรือสาว ๆ ที่มีปัญหาผิวแตกลายอยู่แล้วไม่ควรพลาดเลยค่ะ แถมราคายังสบายกระเป๋าอีกด้วย ตลับละประมาณ 30-130 บาทเท่านั้นเอง

          เอ้า ! สำหรับสาว ๆ คนไหนที่มีปัญหาผิวแตกลาย อย่ารอช้า ! จัดการบำรุงผิวด้วยครีมทาผิวแตกลายเหล่านี้กันเลย รับรองผิวแตกลายจะค่อย ๆ หายไป จนเหลือแต่ผิวเนียนสวย คราวนี้ล่ะโชว์ผิวแบบมั่นใจกันได้เลยค่ะ.


 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

เมื่อเรื่องน้ำหนัก เป็นเรื่องหนักใจของคุณแม่หลังคลอด เกิดปฏิบัติการสรรหาวิธีดูแลเรือนร่าง เพื่อให้น้ำหนักตัวลดลง ซึ่งบางครั้งอาจความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนแบบผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่บ้าง มารู้ถึงข้อเท็จจริงในการดูแลรูปร่างถึงคุณแม่กันค่ะ  

 

1. ลดน้ำหนัก ไม่ใช่ลดอาหาร 

สารอาหารหลักที่ให้พลังงานกับร่างกาย คือโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมันนั้นมีอยู่ในอาหารที่เรากินเข้าไป ส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้ และเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ในรูปของไขมัน ฉะนั้น ยิ่งกินอาหารที่ให้พลังงานมาก (สังเกตจากฉลากอาหาร จะแสดงปริมาณแคลอรี่เอาไว้) ก็ยิ่งทำให้ร่างกายสะสมไขมันมากตาม 

การลดน้ำหนัก จึงไม่ใช่การลดจำนวนอาหารที่กินเข้าไป แต่ควรจำกัดและลดปริมาณไขมันที่เป็นส่วนเกิน หรือไม่รับมากเกินไป เพราะบางคนไม่กินอาหารเช้า มากินบวกช่วงมื้อเย็นแทน หรือกินมื้อเช้าเยอะๆ แต่หลังเที่ยงไม่แตะอาหาร วิธีแบบนี้มีความเสี่ยงเรื่องสุขภาพ การขาดสารอาหารค่ะ 

 

2. ผิวแย่เพราะกินแต่ผัก ผลไม้ 

ความเชื่อผิดๆ ที่ว่า การกินผัก ผลไม้ โดยไม่แตะแป้ง โปรตีน หรือไขมันแล้วจะช่วยให้น้ำหนักลด ทำให้ผอมลง ที่จริงการกินแบบนี้ไปนานๆ จะทำให้ร่างกายขาดโปรตีน ไขมัน และวิตามินที่อยู่ในโปรตีน และเมื่อขาดสารอาหารเหล่านี้ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็คือ สุขภาพผิวที่ไม่แข็งแรง ทำให้ผิวพรรณคุณแม่แลดูไม่สดใส (ถึงจะผอมก็จริง) ผลกระทบระยะยาว สำหรับวิธีนี้ อาจก่อให้เกิดปัญหาเรื่องโรคภูมิแพ้ เพราะร่างกายไม่มีภูมิต้านทานมากพอที่จะต่อต้านเชื้อโรค 

 

3. น้ำหนักไม่ลง มีผลมาจากการนอน 

การนอนเป็นประเด็นเรื่องที่ถูกมองข้าม ซึ่งร่างกายของเราถูกตั้งโปรแกรมไว้แล้วว่า ควรพักผ่อนร่างกาย นอนตอนกลางคืนนี่คะ เมื่อร่างกายไม่ได้พัก ฮอร์โมนที่เร่งการเผาผลาญพลังงานก็ทำงานได้ไม่เต็มที่ ดังนั้น คุณแม่ที่ทำงานตอนกลางคืนหรือพักผ่อน นอนหลับไม่เพียงพอ เท่าที่ร่างกายต้องการ (6-8 ชั่วโมง) อาจส่งผลกระทบกับสุขภาพ และเป็นหนึ่งในอุปสรรคกับการลดน้ำหนัก รู้เช่นนี้แล้ว มาจัดระเบียบเรื่องนอน ให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ป่วย ไม่อ้วนได้ง่ายๆ ค่ะ 

 

 4. ขจัดไขมัน ไม่ใช่แค่ออกกำลังกาย 

         การออกกำลังกายเป็นการควบคุมและดูแลเรื่องน้ำหนักตัวที่ดีที่สุด แต่เป็นในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ถ้าใครใช้วิธีการออกกำลังกายอย่างหนักในเวลาสั้นๆ (เร่งการเผาพลาญ) ร่างกายจะดึงพลังงานจากไกลโคเจนที่อยู่ในกล้ามเนื้อและตับ แทบไม่ได้แตะไขมันที่มีในร่างกาย ผลที่เกิดคือ กล้ามเนื้ออาจเกิดการอักเสบได้

อยากให้คุณแม่คิดว่า การออกกำลังกายทำให้ร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพดี รูปร่างก็จะดีตามไปด้วย จีงควรใช้วิธีค่อยเป็นค่อยไป และค่อยออกกำลังเฉพาะส่วนเมื่อร่างกายปรับตัวต่อการออกกำลังกายได้แล้ว

 

เทคนิคหุ่นดี สวยปลอดภัย

การลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องยาก อาศัยเรื่องของวินัยเป็นตัวจัดระบบ เพื่อให้การลดน้ำหนักที่คุณแม่ตั้งธงเอาไว้เป็นจริง เรามีเทคนิคง่ายๆ มาบอกค่ะ

1.  กินครบ 5 หมู่ กินให้หลากหลาย โดยเฉพาะอาหารมื้อเช้า มื้อสำคัญ เป็นตัวกำหนดระบบการเผาผลาญที่มีประสิทธิภาพ ช่วยทำให้น้ำหนักคงที่ ไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม

2. กินอาหาร 3 มื้อปกติให้ตรงเวลา ระหว่างมื้อใดมื้อหนึ่ง หากห่างกันมากเกิน 6 ชั่วโมง แนะนำให้หาผลไม้ หรือของว่างที่ดีต่อสุขภาพรองท้องสักนิด 

3. เริ่มจัดระบบเผาพลาญพลังงานของร่างกาย โดยการค่อยๆ เติมอาหารให้ร่างกาย ดื่มน้ำเปล่าให้มากและค่อยๆ บดเคี้ยวอาหาร และออกกำลังกายเป็นประจำ ในแบบที่คุณสะดวก เพื่อกระชับกล้ามเนื้อให้แข็งแรง

4. เขียนตัวโตๆ บอกตัวเองว่า ตัวแปรที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มไม่ใช่อาหารที่กิน แต่เป็นปริมาณพลังงานที่เกินความต้องการ คัดสรรอาหารที่ดีกับสุขภาพให้ตัวเอง

5. แล้วก็นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

 

เรื่องแบบนี้ไม่ลองไม่รู้ ไม่ทำก็ไม่เห็นผลค่ะ.


 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source