Are you looking for the best website template for your web project? Look no further as you are already in the right place! WebSite BIGtheme.NET In our website templates section you will find tons of beautiful designs - for any kind of business and of any style. You are in a unique place - join us today
ครูวรรณ

ครูวรรณ

Website URL: http://www.kruone.com

ใครที่ไปเที่ยวภาคใต้บ่อยๆ คงจะรู้ดีว่าของฝากที่ต้องซื้อติดไม้ติดมือมาด้วยทุกครั้ง จะต้องเป็นผลไม้อบแห้งอย่างอินทผลัม ว่าแต่อิทผลัมทำไมจึงเป็นผลไม้ที่แนะนำให้คุณแม่ท้องควรกิน ว่าแล้วเราไปค้นหาคำตอบของผลไม้มหัศจรรย์ที่มีถิ่นกำเนิดมาจากแถบประเทศ ตะวันออกกลางชนิดนี้กันค่ะ

อินทผลัมเป็นผลไม้ที่หาทานได้ไม่ยาก เพราะมีทั้งชนิดอบแห้ง หรือแบบผลไม้สดให้เลือกทานตามใจชอบ จึงอยากแนะนำให้คุณแม่ท้องลองหามาทานกันค่ะ เพราะไม่มีคอเลสเตอรอล   เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ได้แก่ วิตามิน A, วิตามิน B1, วิตามิน B2, วิตามิน B6, วิตามิน K, แคลเซียม, ซัลเฟอร์, เหล็ก, โพแทสเซียม, ฟอสฟอรัส, แมงกานิส, แมกนีเซียม และน้ำมันโวลาไทล์ แถมยังมีไฟเบอร์ ที่ช่วยในการลดอาการท้องผูกในระหว่างตั้งครรภ์ได้เป็นอย่างดี

แม่ท้องกับประโยชน์ที่จะได้รับจากอินทผลัม

เชื่อกันว่าการรับประทานอินทผลัมจะช่วยสร้างความแข็ง แรงของกล้ามเนื้อมดลูก ช่วยให้การบีบตัวของมดลูกในช่วงการคลอดได้ดี และยังช่วยลดอาการตกเลือดหลังจากคลอดลูกได้อีกด้วย สำหรับคุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ การรับประทานอินทผลัมจะช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้า นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มสารอาหารสำคัญในน้ำนมแม่ ซึ่งสารอาหารที่ได้จากอินทผาลัมเมื่อลูกทานนมแม่จะช่วยในเรื่องภุมิคุ้มกัน ในร่างกาย ทำให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรง

อินทผลัมกับเดือนรอมฎอน

ชาวมุสลิมถือว่าอินทผลัมนั้นเป็นผลไม้ที่พระผู้เป็น เจ้าประทานให้ เนื่องจากในคัมภีร์อัลกุรอานได้มีการบันทึกเกี่ยวกับอินทผลัมอยู่หลายครั้ง ซึ่งชาวมุสลิมจะเก็บอินทผลัมสดไว้รับประทานในช่วงเดือนถือศีลอด(เดือนรอม ฎอน) เนื่องจากในคัมภีร์อัลกุรอานได้บัญญัติไว้ว่าสามารถละศีลอดด้วยการกินอินทผา ลัมแทนการดื่มน้ำได้

แม่ท้องกับประโยชน์ที่จะได้รับจากอินทผลัม

ประโยชน์อื่นๆ ที่ได้จากการทานอินทผลัม

  • ช่วยบำรุงกระดูก และฟันให้แข็งแรง ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน
  • ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดในสมองได้มากถึง 40% เพราะมีโพแทสเซียมสูง
  • ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ (สาเหตุจากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ และความดันโลหิตต่ำ)
  • ช่วยแก้กระหาย แก้อาการเจ็บคอ ช่วยในเรื่องระบบประสาท ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และความดันโลหิตสูง
  • ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ อินทผลัมจะมีสารฟีลกูลีน จึงช่วยบำรุงการหลั่งน้ำเชื้อของผู้ชายได้ดี

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

ฝนตกทุกวันแบบนี้ ลูกบ้านไหนคัดจมูก น้ำมูกไหลไม่หยุดบ้างคะ ถ้าลูกมีอาการแบบนี้เข้าข่ายเป็นไซนัสอักเสบแล้วล่ะ ยิ่งเป็นน้ำมูกเรื้อรัง ยิ่งต้องรีบรักษา ถ้ายังไม่รู้ว่าไซนัสอักเสบในเด็กเป็นยังไง มาดูกันเลย
 
ไซนัสอักเสบเกิดจากอะไร

ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อกลุ่มเดียวกับพวกไข้หวัด โดยตอนแรกเด็กจะเป็นหวัดจากเชื้อไวรัสก่อน และมาติดเชื้อแบคทีเรียจนกลายเป็นไซนัส นอกจากนี้ยังเกิดจากสาเหตุอื่นๆอีก เช่น จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ โรคริดสีดวงในจมูก หรือมีสิ่งแปลกปลอมในจมูก เป็นต้น

อาการไซนัสอักเสบ

สังเกตว่าลูกจะมีน้ำมูกสีข้น และน้ำมูกจะเป็นนานหลายสัปดาห์ มีไข้ต่ำ คัดจมูก ไอมากเพราะมีเสมหะเยอะ ลมหายใจเหม็น บางทีจะปวดบริเวณใบหน้า โหนกแก้ม และหัวคิ้ว บางรายก็มีอาการนอนกรนร่วมด้วย

กลุ่มเสี่ยงของโรคไซนัสอักเสบ

ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กในวัยอนุบาลและประถม เพราะว่าเด็กจะอยู่ร่วมกันบ่อย และทำให้เชื้อโรคทางระบบทางเดินหายใจแพร่เชื้อได้ง่าย  คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยอนุบาลก็อย่าลืมดูแลสุขภาพให้ลูกด้วยนะคะ ถ้าลูกเราเป็นหวัด มีน้ำมูกเรื้อรังก็ควรให้ลูกพักผ่อนอยู่บ้าน แต่ถ้าหากมีเพื่อนในโรงเรียนเป็นหวัด ก็ควรให้ลูกใส่หน้ากากอนามัยป้องกันไว้ด้วยค่ะ

วิธีการรักษาไซนัสอักเสบ

ยาที่รักษาต้องขึ้นอยู่กับผู้ป่วย หากเป็นไซนัสอักเสบเฉียบพลัน ต้องทานยาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ถ้าเป็นชนิดเรื้อรังต้องทานยามากกว่านี้ เพราะอาจจะกลับมาเป็นซ้ำได้ และการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือก็เป็นวิธีที่ดี เพราะจะช่วยสามารถละลายน้ำมูกให้ลดลงได้

ดูแลลูกอย่างไรไม่ให้เป็นไซนัสอักเสบ

1.ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังหยิบจับสิ่งของสกปรก
2.ไม่ให้ลูกไปคลุกคลีกับผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจ
3.หากลูกเริ่มเป็นหวัด หรือมีน้ำมูก ควรรีบรักษา ไม่ปล่อยไว้ให้เริ้อรัง

ไซนัสอักเสบไม่ใช่โรคที่น่ากลัวเลยนะคะ ถ้าคุณพ่อคุณแม่รู้วิธีดูแลและป้องกันอย่างถูกต้อง เพียงเท่านี้ลุกรักของคุณก็จะปลอดภัยหายจากน้ำมูกเรื้อรังแน่นอนค่ะ.


 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

ท้องนอกมดลูก คืออะไร?

การตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic pregnancy) คือภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ที่เป็นอันตรายต่อตัวแม่และเด็ก เป็นความผิดปกติของการตั้งครรภ์ประเภทหนึ่ง เพราะตัวอ่อนไม่ฝังตัวอยู่ในโพรงมดลูกดังที่ควรจะเป็น แต่กลับไปฝังตัวอยู่นอกโพรงมดลูก โดยอาจจะเป็นในส่วนของปีกมดลูก ท่อนำไข่ รังไข่ ปากมดลูก หรือช่องท้อง ซึ่งจะทำให้การเจริญเติบโตของตัวอ่อนในครรภ์ผิดปกติ เพราะอยู่ในตำแหน่งที่ผิด ไม่รองรับการเจริญเติบโตของตัวอ่อน นอกจากนี้ยังทำให้อวัยวะภายในของคุณแม่ได้รับความเสียหาย จนอาจทำให้เลือดออกในช่องท้อง และเสียชีวิตได้

 

ใครที่มีความเสี่ยงที่อาจ “ท้องนอกมดลูก” ได้?

1. มีประวัติตั้งครรภ์นอกมดลูกมาก่อน

2. สตรีที่ตั้งครรภ์ในช่วงที่อายุมากแล้ว มีความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์นอกมดลูกมากกว่าสตรีที่อายุน้อยกว่า

3. การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน ที่อาจทำให้เกิดพังผืดบริเวณปีกมดลูก ทำให้ขัดขวางการเดินทางของตัวอ่อน หรือทำให้ตัวอ่อนเดินทางช้าลง จนต้องฝังตัวที่บริเวณปีกมดลูกเสียก่อน

4. การผ่าตัดในอุ้งเชิงกราน โดยเฉพาะบริเวณท่อนำไข่ ที่อาจก่อให้เกิดพังผืด หรือท่อนำไข่ตีบตันบางส่วน ทำให้การเดินทางของตัวอ่อนช้าลง และอาจฝังตัวบริเวณปีกมดลูก ห่อนถึงโพรงมดลูกได้เช่นกัน

5. การรับประทานยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสโตรเจนเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ท่อนำไข่บีบตัวช้าลง และทำให้ตัวอ่อนเคลื่อนที่ได้ช้าลงได้

6. การใส่ห่วงอนามัย สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูกได้ แต่ไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้ ในกรณีที่ตัวอ่อนฝังตัวอยู่บริเวณปีกมดลูกแทน

7. การใช้เทคโนโลยีช่วยในการตั้งครรภ์ เช่น การกระตุ้นการตกไข่ด้วยฮอร์โมน หรือการทำกิฟท์ (Gamete Intrafallopian Tube Transfer)

8. ท่อนำไข่มีความผิดปกติ อาจมีพังผืด หรือบีบตัวได้น้อยกว่าปกติ จึงเป็นสาเหตุทำให้ไม่สามารถช่วยตัวอ่อนเคลื่อนไปฝังตัวในโพรงมดลูกได้ สำเร็จ

9. การสูบบุหรี่ มีผลต่อการเคลื่อนไหวของปีกมดลูก และการโบกพัดของขนในท่อนำไข่ ที่จะช่วยเคลื่อนตัวอ่อนไปฝังอยู่นโพรงมดลูก

 

อาการเริ่มต้น ที่บ่งบอกถึงการ “ท้องนอกมดลูก”

-           ปวดท้องน้อยมาก ปวดได้ทั้งซ้ายหรือขวา (ข้างที่ตัวอ่อนฝังตัวอยู่ ในกรณีที่เป็นการฝังตัวในปีกมดลูกข้างใดข้างหนึ่ง)

-           เลือดออกทางช่องคลอดแบบกะปริดกะปรอย

-           มีประวัติเคยขาดรอบเดือนมาก่อน

-           อาจมีอาการซีด หรือปวดไหล่

-           หากตรวจภายในจะพบเลือดออกในช่องคลอด หากเสียเลือดภายในช่องท้องมากจะความดันโลหิตต่ำ ชีพจรเต้นเร็ว เป็นสัญญาณบอกเหตุว่ากำลังจะเกิดอาการช็อค  

 

การรักษาอาการ “ท้องนอกมดลูก”

โดยส่วนใหญ่หากคุณแม่ไม่มีอาการปวดท้องมาก ไม่มีเลือดออกภายในช่องท้อง แพทย์จะคอยดูอาการไปก่อน หรืออาจฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ หรือเข้าที่ตัวทารกโดยตรง ได้ แต่หากมีอาการหนัก อาจต้องผ่าตัด โดยอาจตัดปีกมดลูกบางส่วน ตัดปีกมดลูกทั้งหมด หรือดูเอาเฉพาะส่วนที่ตั้งครรภ์ออกก็ได้

 

อย่างไรก็ตาม การฝากครรภ์กับแพทย์ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ ก็เป็นวิธีที่ดีที่จะช่วยติดตามการเจริญเติบโตของลูกน้อยในครรภ์ และหากพบสิ่งผิดปกติตั้งแต่แรกๆ การรักษาก็จะยิ่งทำได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลใจให้มากนะคะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

1.ปลา

ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่าการกินปลานั้นจะทำให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่ดี และไขมันที่สามารถย่อยได้ง่าย สำหรับคนที่ไม่ชอบกินเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ ก็ควรกินปลาแทนเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ เลือกกินปลาทะเลน้ำลึกที่มีโอเมก้า3 เป็นประจำจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลภายในร่างกายให้คงที่ จึงทำให้อาการปวดหัวลดลงไปได้มากเลยล่ะ แถมยังช่วยบรรเทาอาการไมเกรนอีกด้วยนะ

2.กล้วย

ในกล้วยจะมีโพแทสเซียมอยู่เยอะ ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายต้องการ โพแทสเซียมจะเป็นตัวช่วยปรับสมดุลภายในร่างกาย ช่วยลดความเครียดและช่วยบรรเทาอาการปวดหัวที่เกิดจากความเครียดได้เป็นอย่าง ดี เพราะฉะนั้นในการทำงานระหว่างวันก็อาจจะกินกล้วยเข้าไปสัก 1 ผล เป็นอาหารว่าง นอกจากจะช่วยให้อิ่มท้องได้แล้ว ยังทำให้อาการปวดหัวลดลงได้ด้วย รู้อย่างนี้แล้วต้องหากล้วยมาไว้กินบ้างแล้วนะ

3.ขิง

ขิงเป็นพืชผักสวนครัวที่มีประโยชน์มากมาย ช่วยแก้ไมเกรน ช่วยให้เลือดลมภายในร่างกายไหลเวียนได้ดี ทำให้ผ่อนคลาย จึงเหมาะที่จะนำมากินเพื่อลดอาการปวดหัวมากเลยล่ะ ยิ่งถ้าได้กินเป็นประจำจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรงและป้องกันการปวดหัวได้อย่าง ดีเยี่ยมเลยล่ะ


4.ผักใบเขียวเข้ม

ในผักใบเขียวเข้มอย่างพวกคะน้า ผักบุ้ง ผักแขนง จะมีสารคลอโรฟิลล์ที่ช่วยล้างพิษภายในร่างกาย ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น อาการปวดจึงลดลงได้นั่นเอง นอกจากนี้ผักใบเขียวยังมีส่วนช่วยในการบำรุงผิวพรรณด้วยนะ

5.ข้าวโพด

การกินข้าวโพดเป็นประจำจะช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ได้ เพราะในข้าวโพดมีวิตามินบี 3 หรือสารไนอะซินอยู่สูง ลองซื้อข้าวโพดมาต้มกินเป็นประจำดูสิ นอกจากอร่อยแล้วสุขภาพของคุณยังดีขึ้นอีกด้วยนะคะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

         แม้จะเป็นคนที่มีเสน่ห์ มากแค่ไหน แต่ถ้าหุ่นอ้วนไปไกลก็ไม่พ้นจะโดนคนนั้นทัก คนนี้แซว จนทำให้รู้สึกแย่อยู่บ่อย ๆ เหมือนอย่างที่คุณแม่ลูกหนึ่งผู้นี้ก็เคยถูกหนุ่ม ๆ ล้อว่าตัวใหญ่ยักษ์ จนทำให้เธอตัดสินใจลด ละ เลิก ไลฟ์สไตล์ที่คิดว่าทำให้อ้วน พร้อมทั้งออกกำลังกายอย่างหักโหมเพื่อลดน้ำหนักให้สำเร็จจงได้

ลดน้ำหนัก

ลดน้ำหนัก


          ทว่าสิ่งที่เธอทุ่มเทให้กับการลดความอ้วนไปดันไม่เป็นผล สุดท้ายเธอจึงเลือกที่จะกินให้มากกว่าเดิมหลายกิโลแคลอรี และวิธีนี้ก็ทำให้เธอได้หุ่นดี ๆ มาครอง

          Kelsey Byers เคยเป็นเด็กสาวที่หุ่นดีมาโดยตลอด แต่ความอ้วนเริ่มมาเยือนก็ตอนที่เธอเข้าเรียนมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 1 ด้วยความที่มีกลุ่มเพื่อนที่รักการกินและการสังสรรค์ ตอนนั้นน้ำหนักตัวเธอจึงเพิ่มขึ้นมาจากเดิมกว่า 50 ปอนด์ หรือประมาณ 22 กิโลกรัม จนวันหนึ่งเธอโดนเด็กหนุ่มแซวให้ได้ยินว่าตัวเธออ้วนใหญ่ไซส์มหึมา ตั้งแต่นั้นมาเธอจึงเก็บเอาคำแซวที่ว่ามาเป็นแรงบันดาลใจ และเริ่มลดน้ำหนักด้วยตัวเอง

ลดน้ำหนัก


          โดยเธอเริ่มลดอาหารฟาสต์ฟู้ดจากที่เมื่อก่อนกินอาหารขยะสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง มาเป็นสัปดาห์ละครั้ง และออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมงครึ่งเป็นประจำ แต่นั่นกลับไม่ทำให้น้ำหนักลดลงสักเท่าไร ประกอบกับไม่มีเพื่อน ๆ มาร่วมออกกำลังกายด้วย ทุกคนยังคงรักการกินอยู่เหมือนเดิม เธอจึงรู้สึกท้อใจกับการลดน้ำหนักอยู่นิด ๆ

ลดน้ำหนัก


          ทว่าเมื่อย้าย ที่เรียนในชั้นปีที่ 2 เธอได้คบเพื่อนกลุ่มใหม่ ซึ่งต่างคนต่างดูแลรูปร่างและสุขภาพกันอยู่ตลอด ทำให้เธอมีแรงจูงใจที่จะเริ่มลดน้ำหนักอย่างจริงจังอีกครั้ง (ซึ่งเพื่อนใหม่ที่คอยแนะนำให้เธอออกกำลังกาย ก็ได้เปลี่ยนสถานะมาเป็นสามีของเธอนั่นเอง) เขาสอนให้เธอเล่นเวท สร้างกล้ามเนื้อ และเผาผลาญไขมันไปพร้อม ๆ กัน รวมทั้งให้เธองดอาหารขยะ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม ซึ่งวิธีลดความอ้วนสูตรนี้ก็ทำให้เธอลดน้ำหนักไปได้ถึง 8 ปอนด์ หรือประมาณ 3.6 กิโลกรัมเลยทีเดียว ที่สำคัญยังทำให้เธอรู้ว่า ใจความสำคัญของการลดน้ำหนัก ต้องประกอบไปด้วยการควบคุมอาหาร และการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี

ลดน้ำหนัก


          ด้วยเหตุนี้ Kelsey Byers จึงตัดสินใจจ้างนักโภชนาการเพื่อช่วยในการลดน้ำหนัก โดยนักโภชนาการก็จัดให้เธอกินอาหารวันละประมาณ 2,000 กิโลแคลอรี ซึ่งนับว่ากินมากกว่าตอนที่เธออ้วนสุดขีดไปประมาณ 800 กิโลแคลอรีเลยทีเดียว

          โดยในแต่ละวันเธอ จะกินอาหาร 5 มื้อ โดยเธอจะกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนประมาณ 20-25 กรัม และกินโปรตีนจากเนื้อสัตว์ไร้มันเป็นส่วนใหญ่ อย่างมื้อเช้าของเธอก็จะเป็นไข่ขาว 5 ฟอง กับข้าวโอ๊ต กลางวันเป็นอกไก่ บลอกโคลี และมันหวาน ส่วนมื้อเย็นจะเป็นเนื้อย่างไร้มัน โฮลวีทบัน และอะโวคาโด และถ้าเกิดหิวระหว่างมื้อก็จะเน้นกินโปรตีนอย่างโปรตีนเชคและถั่ว เพื่อให้อิ่มอยู่ท้อง

ลดน้ำหนัก

ลดน้ำหนัก


          ส่วนวิธีออกกำลังกายลดความอ้วนของเธอก็ทำทั้งคาร์ดิโอ และเวทเทรนนิ่ง โดยเธอจะตื่นแต่เช้ามาออกกำลังกายด้วยการยกเวทบ้าง กระโดดเชือกบ้าง เป็นเวลา 20-30 นาที และมักจะคาร์ดิโออยู่ที่บ้านพร้อมสามีและลูก ๆ เป็นประจำ ซึ่งเธอบอกว่าการควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นเวลา 3-4 ปี ทำให้เธอลดน้ำหนักไปได้ถึง 40 ปอนด์ หรือประมาณ 18 กิโลกรัม เฉลี่ยแล้วก็ลดน้ำหนักได้ปีละ 10 ปอนด์หรือ 4.5 กิโลกรัมเลยนะคะ

          และ แม้ว่าจะลดน้ำหนักได้น้อยกว่าตอนที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นมา ทว่ารูปร่างของ Kelsey Byers ก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเธอบอกว่าหุ่นสตรองแบบนี้ใครก็มีได้ ขอแค่มีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างเธอเท่านั้นก็พอ ;)

ลดน้ำหนัก

ลดน้ำหนัก

ลดน้ำหนัก

ลดน้ำหนัก


ภาพจากอินสตาแกรม kelseybyersfit


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

          หลังวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า ถ้าอยากให้ร่างกายสดชื่น หายจากความเหนื่อยล้า อาหารเช้า 8 ชนิดนี้นี่แหละที่ตอบโจทย์

          ไม่ว่าคุณจะวิ่งออกกำลังกายเพื่อฟิตสุขภาพ หรืออยากวิ่งลดน้ำหนัก หากคุณเลือกที่จะวิ่งตอนเช้า แน่นอนว่าหลังวิ่งออกกำลังกาย ร่างกายก็คงต้องการอาหารเช้ามา เติมพลัง และเพื่อแทนที่เหงื่อที่เสียไป แต่ครั้นจะกินอะไรตามใจปากก็ใช่ที่ ในเมื่อเราอุตส่าห์ปลุกตัวเองให้ตื่นแต่เช้ามาวิ่งออกกำลังกายกันแล้ว สิ่งที่ควรทำให้ตัวเองรู้สึกมีพลังและสดชื่นไปตลอดวันอีกอย่างก็คือการเลือก กินอาหารหลังออกกำลังกาย

          ซึ่งสำหรับคนที่วิ่งออกกำลังกายตอนเช้า เราก็มี 8 อาหารเพิ่มพลังเตรียมไว้ให้คุณกินเป็นอาหารเช้า ที่นอกจากจะช่วยปลุกให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าไปตลอดทั้งวันแล้ว อาหารเหล่านี้ยังช่วยเพิ่มความฟิตให้ร่างกายได้เกินร้อยอีกด้วย

อกไก่ ข้าวกล้อง


1. อกไก่+ข้าวกล้อง
   
          อกไก่เป็นแหล่งโปรตีนชั้นเยี่ยม แถมเป็นอาหารแคลอรีต่ำ เหมาะสำหรับกินเพิ่มพลังเป็นอาหารเช้า โดยอาจนึ่งหรือต้มอกไก่ไว้ก่อนที่จะไปวิ่งออกกำลังกาย เมื่อวิ่งเสร็จแล้วก็นำอกไก่มาอุ่นให้ร้อนอีกสักนิด กินคู่กับข้าวกล้องถ้วยเล็ก ๆ โปรตีนจากอกไก่ รวมทั้งคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนและวิตามินบีจากข้าวกล้องจะช่วยให้คุณรู้สึก อิ่มท้องได้นานถึงเที่ยง อีกทั้งการรับประทานมื้อเช้าที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารอย่างนี้ยังจะ ช่วยปลุกความสดชื่นให้คุณได้ตลอดทั้งวันเลยด้วย

ผักสด ไข่ต้ม


2. ผักสด+ไข่ต้ม

          ผักเป็นตัวเลือกที่ดีในการปลุกความสดชื่นให้ร่างกาย เพราะมีวิตามิน เกลือแร่ สารต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้งยังมีไฟเบอร์ในปริมาณมาก ยิ่งหากกินคู่กับไข่ต้มสักฟอง โปรตีนจากไข่ต้มก็จะช่วยให้รู้สึกอิ่มอยู่ท้องมากขึ้น ที่สำคัญโปรตีนในไข่ต้มยังจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้เราได้อีกทาง

แซลมอน หน่อไม้ฝรั่ง


3. แซลมอน+หน่อไม้ฝรั่ง
   
          แซลมอนเปี่ยมไปด้วยโอเมก้า 3 และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยเติมพลังงานให้ร่างกายตื่นจากความอ่อนล้าหลังวิ่งออกกำลังกายได้ อย่างรวดเร็ว โดยอาหารเช้าจากปลาแซลมอนก็สามารถทำได้ทั้งเมนูย่าง และเมนูนึ่ง อร่อยคู่กับหน่อไม้ฝรั่งต้มอีกสักนิดก็จะได้ไฟเบอร์ วิตามิน และเกลือแร่ทดแทนจำนวนเดิมที่หายไปพร้อมกับการเรียกเหงื่อในยามเช้า

 กล้วย


4. กล้วย
   
          กล้วยมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่จำเป็นต่อร่างกายของนักวิ่ง เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานทดแทนในส่วนที่เราสูญเสียไปเมื่อตอนที่วิ่งออก กำลังกาย อีกทั้งกล้วยยังเปี่ยมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ และแร่ธาตุหลากหลายชนิด ทั้งยังมีส่วนเพิ่มความอึดให้กับนักวิ่งได้อีกต่างหาก แต่ถ้าใครยังคงไม่แน่ใจว่ากินกล้วยตอนเช้าดีหรือไม่ เรามีข้อมูลดี ๆ มาตอบข้อสงสัยอยู่ด้านล่างนี้

          - กินกล้วยตอนเช้า ประโยชน์น่าว้าวหรืออันตราย

ผลไม้


5. ผลไม้
   
          ผลไม้มีรสหวาน มีวิตามิน เกลือแร่ และยังมีน้ำเป็นส่วนประกอบ ดังนั้นหลังวิ่งตอนเช้าเสร็จใหม่ ๆ ผลไม้อย่างส้ม แอปเปิล เกรปฟรุต องุ่น และกีวี จึงช่วยให้ความสดชื่นแก่ร่างกายได้โดยทันที และยังช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดได้ อีกทั้งผลไม้เหล่านี้ยังให้สารต้านอนุมูลอิสระแก่ร่างกายเราอีกด้วยค่ะ

          ทว่าเพื่อสุขภาพที่ดีและการลดน้ำหนักอย่างได้ผลก็ควรกินผลไม้สด ๆ ไม่จิ้มน้ำตาล หรือเป็นผลไม้แปรรูปใด ๆ

ข้าวโอ๊ต


6. ข้าวโอ๊ต
   
          ข้าวโอ๊ตก็เป็นอาหารที่ดีสำหรับนักวิ่งทุกคน เพราะอุดมไปด้วยโปรตีน ไฟเบอร์ และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ที่จะทำให้คุณอิ่มอยู่ท้องแบบไม่อึดอัดจนเกินไป อีกทั้งไฟเบอร์ในข้าวโอ๊ตยังสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายของเราได้ ด้วยนะคะ ดังนั้นใครที่กำลังอยู่ในช่วงวิ่งลดน้ำหนัก ข้าวโอ๊ตก็เป็นเมนูแนะนำเลย

กรีกโยเกิร์ต


7. กรีกโยเกิร์ต
   
          นี่แหละแหล่งโปรตีนชั้นดีที่คู่ควรกับผู้ที่วิ่งออกกำลังกาย เพราะโปรตีนในกรีกโยเกิร์ตไม่เพียงช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มท้องขึ้นเท่านั้น แต่ยังจะช่วยสนับสนุนการสร้างกล้ามเนื้อ กระตุ้นระบบเผาผลาญ ทำให้เบิร์นแคลอรีได้มากขึ้นอีกต่างหาก

อัลมอนด์


8. อัลมอนด์

          หลายคนรู้ประโยชน์ของอัลมอนด์ว่ามีส่วนช่วยบำรุงหัวใจ ลดคอเลสเตอรอลที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด แต่นอกจากสรรพคุณเหล่านี้แล้วอัลมอนด์ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งมีส่วนช่วยร่างกายจัดการกับระดับไขมันในเลือด รวมทั้งในอัลมอนด์ยังมีวิตามินและสารอาหารที่ช่วยกระตุ้นพลังงานในร่างกาย เราด้วยนะคะ และถ้าจะให้ดีก็ควรกินอัลมอนด์คู่กับคอร์นเฟล็กหรือจะดื่มนมคู่กันไปด้วยก็ ได้

          วิ่งออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพดีทั้งที ก็อย่าลืมใส่ใจเรื่องอาหารการกินกันด้วย โดยเฉพาะอาหารเช้าเหล่านี้นะคะ :)


 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

          กินยาคุมแล้วประจำเดือนไม่มา สาว ๆ หลายคนก็กังวลว่าจะท้องหรือเปล่า แต่จริง ๆ แล้วสาเหตุที่ประจำเดือนขาดก็เกิดจากปัจจัยอื่น ๆ ได้ ไม่ใช่แค่ตั้งครรภ์

          ประจำ เดือนไม่มาทั้ง ๆ ที่ก็กินยาคุมกำเนิดไม่เคยขาด ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดกับสาวคนไหนก็คงวิตกกังวลไปต่าง ๆ นานาอย่างห้ามความคิดไม่ได้ ทว่าอย่าเพิ่งเครียดกันไปว่าประจำเดือนไม่มาแล้วจะท้องแน่ ๆ เพราะสาเหตุที่ประจำเดือนไม่มาทั้งที่กินยาคุมอยู่ก็อาจเป็นเพราะแบบนี้ก็ ได้

กินยาคุมแล้วประจำเดือนไม่มา


ผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิด


          ยาคุมกำเนิดบางตัวกินแล้วก็อาจเกิดผลข้างเคียง เช่น ทำให้ประจำเดือนขาดไปราว ๆ 3-4 เดือน โดยเฉพาะกับคนที่มีประวัติประจำเดือนมาน้อย หรือมาไม่สม่ำเสมออยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นหากในช่วงหยุดกินยาคุมแล้วประจำเดือนไม่มา และทดสอบการตั้งครรภ์แล้วปรากฏว่าไม่ท้อง ก็ลองปรึกษาสูตินรีแพทย์เพื่อหาวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะกับสภาพร่างกายของเรา ที่สุด หรือปรึกษาเภสัชกรเพื่อเลือกกินยาคุมกำเนิดตัวใหม่ที่เข้ากับร่างกายเราได้ มากกว่า

กินยาบางอย่างที่ต่อต้านการออกฤทธิ์ของยาคุมกำเนิด

          ยา บางอย่างมีฤทธิ์ต่อต้านการออกฤทธิ์ของยาคุมกำเนิด เช่น ยากันชัก หรือยารักษาวัณโรค ซึ่งหากกินยาเหล่านี้ในระหว่างที่กินยาคุมกำเนิดด้วย ก็เป็นไปได้ว่าฤทธิ์ของยาคุมกำเนิดจะถูกลดประสิทธิภาพลง ส่งผลให้ระดับฮอร์โมนปรวนแปรได้ ประจำเดือนก็ขาดได้ และอาจมีสิทธิ์ตั้งครรภ์ได้ด้วยนะคะ ดังนั้นให้รอดูประจำเดือนอีกสักเดือน ถ้าประจำเดือนยังไม่มาอีกก็ลองทดสอบการตั้งครรภ์ หรือปรึกษาการวางแผนครอบครัวกับแพทย์ประจำทางให้ชัดเจนไปเลย

กินยาคุมแล้วประจำเดือนไม่มา


กินยาคุมติดต่อกันนาน ๆ


          ยา บางชนิด เช่น ยากล่อมประสาท ยาลดความดันโลหิต (รีเซอร์ปีน) ยาเสพติดชนิดต่าง ๆ หรือแม้แต่ยาคุมกำเนิด ถ้ากินติดต่อกันนาน ๆ ก็อาจทำให้ประจำเดือนไม่มาได้เช่นกัน และเคสนี้ก็มักจะเกิดกับคนที่ประจำเดือนมาค่อนข้างน้อย มาไม่ปกติบ่อย ๆ อยู่ก่อนแล้ว ซึ่งก็แปลได้ว่าการที่กินยาคุมแล้วประจำเดือนไม่มา ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะท้องเสมอไป

          อย่าง ไรก็ตาม หากประจำเดือนของคุณไม่มาเพราะสาเหตุนี้ก็ไม่เป็นอันตรายร้ายแรงค่ะ นอกเสียจากต้องรอให้ร่างกายปรับฮอร์โมนให้ได้เสียก่อน ซึ่งก็อาจจะต้องใช้เวลาสักระยะ หรือบางคนอาจต้องปรับฮอร์โมนกันเป็นปี ๆ เลยก็มี ที่สำคัญถ้ายังไม่พร้อมมีบุตรก็อย่าหยุดกินยาคุมเด็ดขาดนะคะ ให้กินยาคุมตามรอบไปปกติ หรือเพื่อความมั่นใจจะปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก็ได้

ระดับฮอร์โมนของยาคุมกำเนิด

          สำหรับคนที่กินยาคุมแล้วมีเลือดออกกะปริบกะปรอย กินยาคุมแล้วประจำเดือนมาน้อยมาก จนแทบจะเข้าข่ายกินยาคุมแล้วประจำเดือนไม่มา อาจเป็นผลจากฮอร์โมนเอสโตรเจนในตัวยาคุมกำเนิดก็ได้ และหากมั่นใจว่าเรากินยาคุมกำเนิดอย่างถูกวิธีไม่มีบกพร่อง แนะนำให้ปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์เพื่อเลือกใช้วิธีคุมกำเนิดหรือยาคุมกำเนิด ตัวใหม่ที่เหมาะกว่า

การปรับฮอร์โมนของร่างกาย

          อาการ กินยาคุมแล้วประจำเดือนไม่มาก็มักจะเกิดกับคนที่เพิ่งเริ่มกินยาคุมใหม่ ๆ ด้วยเช่นกัน เนื่องจากร่างกายของผู้หญิงบางคนอาจต้องใช้ระยะเวลาในการปรับจูนฮอร์โมนให้ เข้าที่เข้าทาง ซึ่งอาจกินเวลายาวนานไปจนถึงการรับประทานยาคุมแผงที่ 2-3 เลยทีเดียว และนี่ก็ไม่ใช่ว่ายาคุมกำเนิดไม่ถูกกับร่างกายของเราด้วยนะคะ แต่อาจเป็นระดับฮอร์โมนในร่างกายของเราเองที่เกิดการปรวนแปร ดังนั้นหากมั่นใจว่ากินยาคุมถูกต้องแน่ ๆ แนะนำให้รอร่างกายปรับฮอร์โมนสัก 2-3 เดือน หากพ้นจากนี้แล้วประจำเดือนยังไม่มาทั้ง ๆ ที่กินยาคุมอย่างสม่ำเสมออยู่ คราวนี้ค่อยไปปรึกษาแพทย์อีกที

กินยาคุมแล้วประจำเดือนไม่มา


กินยาคุมฉุกเฉิน


          สาว ๆ บางคนอาจเลือกกินยาคุมฉุกเฉินในวันที่ลืมกินยาคุมกำเนิดแบบปกติ ซึ่งก็สามารถทำได้ ไม่เกิดอันตรายใด ๆ ทว่าก็อาจมีผลข้างเคียงอย่างประจำเดือนที่น่าจะมาตามรอบของยาคุมกำเนิด อาจเลื่อนออกไปทำให้ประจำเดือนมาช้ากว่าปกติ หรือบางคนที่ระดับฮอร์โมนในร่างกายแกว่งอยู่แล้ว ประจำเดือนอาจขาดไปเลยก็มี แต่หากกินยาคุมกำเนิดต่อไปอีก 1 แผงแล้วประจำเดือนก็ยังไม่มา แนะนำให้ตรวจสอบการตั้งครรภ์หรือปรึกษาแพทย์จะดีกว่าค่ะ

หยุดกินยาคุม

          หาก คุณหยุดกินยาคุมกลางคัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ก็อาจเจอกับอาการเลือดออกกะปริบกะปรอย หรือประจำเดือนคลาดเคลื่อนได้ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะกินยาคุมกำเนิดมาหลายแผงแล้ว ประจำเดือนก็มาตรงกำหนดไม่คลาดเคลื่อนมาก่อนเลย และหากกังวลใจว่าหยุดกินยาคุมแล้วจะท้องไหม ให้ลองทดสอบการตั้งครรภ์และปรึกษาแพทย์อีกทีนะคะ

          อย่างไรก็ดีถ้าหยุดกินยาคุมแล้วประจำเดือนยังไม่มา นั่นก็อาจเป็นเพราะว่าการหยุดกินยาคุมส่งผลกระทบในรอบเดือนถัด ๆ ไปของเราเข้าแล้ว เนื่องจากตอนที่กินยาคุม ร่างกายจะถูกตัวยาควบคุมฮอร์โมน ทำให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ แต่เมื่อเราหยุดกินยาคุม ร่างกายไม่ได้รับฮอร์โมนจากตัวยาอีก ก็ถึงเวลาที่ฮอร์โมนเพศในตัวเราจะหลั่งตามธรรมชาติ จุดนี้จึงอาจทำให้บางคนหยุดกินยาคุมแล้วประจำเดือนไม่มาเพราะฮอร์โมนในร่าง กายแกว่งไปบ้าง ทว่าหากประจำเดือนขาดไปเกิน 3 เดือนก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงด้วย


กินยาคุมแล้วประจำเดือนไม่มา


เปลี่ยนชนิดของยาคุม


          สาว ๆ บางคนอาจเปลี่ยนวิธีคุมกำเนิด เช่น จากที่กินยาคุมกำเนิด ก็อาจเปลี่ยนไปใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด หรือวิธีคุมกำเนิดชนิดอื่น ซึ่งอาจส่งผลให้ประจำเดือนคลาดเคลื่อนได้ โดยเฉพาะในระยะแรก ๆ ที่เริ่มใช้วิธีคุมกำเนิดชนิดใหม่ แต่หากเปลี่ยนมาใช้วิธีคุมกำเนิดแบบใหม่ได้เกิน 2 เดือนแล้ว แต่ประจำเดือนยังคงไม่มา เคสนี้อาจต้องทดสอบการตั้งครรภ์หรือปรึกษาแพทย์แล้วล่ะค่ะ

อยู่ในช่วงวัยหมดประจำเดือน หรือก่อนหมดประจำเดือน

          สำหรับ สาวในช่วงวัยหมดประจำเดือนที่ยังกินยาคุมกำเนิดเป็นประจำ แต่ระยะหลัง ๆ ประจำเดือนเริ่มขาดหายไป นี่อาจเป็นเพราะกำลังจะเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนก็ได้นะคะ ถ้ายังไงให้ลองปรึกษาแพทย์ดูก็น่าจะดีกว่า

กินยาคุมแล้วประจำเดือนไม่มา


ความเครียด


          ความเครียดเป็นตัวการร้ายที่ทำให้ประจำเดือนเราไม่มาตามนัดได้ และความเครียดก็ไม่สนใจว่าเราจะกินยาคุมอยู่หรือไม่ด้วยนะคะ เพราะความเครียดจะส่งผลกับอารมณ์และการหลั่งฮอร์โมนของเราโดยตรง ซึ่งอาจทำให้การตกไข่ และรอบเดือนของเราผิดปกติไปได้นั่นเอง

ผลข้างเคียงจากโรคบางอย่าง

          แม้ จะกินยาคุมกำเนิดอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ แต่หากว่าคุณมีอาการของโรคบางชนิด เช่น โรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง ไทรอยด์ ถุงน้ำรังไข่ โรคเครียด โรคไต หรือโรคซิสติกไฟโบรซีส (cystic fibrosis) ผลการศึกษาจาก Michigan's Health Center ก็บอกว่า อาการของโรคดังกล่าวอาจส่งผลให้ประจำเดือนไม่มาก็ได้ ดังนั้นหากประจำเดือนขาดไป 2 เดือนหรือมากกว่านั้นก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ แนะนำให้ไปตรวจเช็กร่างกายให้ละเอียดถี่ถ้วนจะดีกว่า

กินยาคุมแล้วประจำเดือนไม่มา


ตั้งครรภ์

          แน่นอนว่าไม่มีวิธีคุมกำเนิดชนิดไหนที่ป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 100% โดยเฉพาะหากคุณคุมกำเนิดไม่ถูกวิธี เช่น ลืมกินยาคุมบ้าง กินยาคุมไม่ตรงเวลาบ้าง เป็นต้น การใช้ยาคุมไม่ถูกวิธีเช่นนี้ก็อาจส่งผลให้ประจำเดือนมาแบบกะปริบกะปรอย ประจำเดือนไม่มา หรืออาจเกิดการตั้งครรภ์ได้เช่นกัน และถ้าหากกินยาคุมแล้วประจำเดือนไม่มา พร้อมทั้งมีอาการคนท้องอื่น ๆ ร่วมด้วย ก็แปลว่าการคุมกำเนิดของเราไม่ประสบผลสำเร็จนะคะ

          อย่าง ไรก็ตาม ภาวะกินยาคุมแล้วประจำเดือนไม่มายังอาจมีปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน รวมถึงยาคุมกำเนิดที่กิน หรือวิธีคุมกำเนิดที่ใช้ แถมการที่ประจำเดือนไม่มา ก็อาจเป็นเพราะไลฟ์สไตล์ของเราเองด้วยเช่นกันค่ะ.


 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

          ต่อมบาร์โธลินคืออะไร มีอาการอักเสบได้อย่างไร เรื่องสุขอนามัยของน้องสาวที่ผู้หญิงทุกคนควรอ่าน ว่าเป็นแล้วทรมานแค่ไหน 

          การ ดูแลรักษาความสะอาดจุดซ่อนเร้นให้ดีช่วยป้องกันอาการไม่พึงประสงค์ได้หลาย โรคเลยนะคะ รวมทั้งอาการต่อมบาร์โธลินอักเสบ ซึ่งเชื่อแน่ว่าหลายคนเพิ่งเคยได้ยินชื่อต่อมนี้เป็นครั้งแรก แล้วก็ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน หากมีอาการอักเสบจะเป็นอย่างไร คุณสมาชิกหมายเลข 1009453 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม  เลยขอแชร์ประสบการณ์หลังเผชิญกับอาการต่อมบาร์โธลินอักเสบมาให้คุณสาว ๆ ทุกคนได้รู้จักต่อมบาร์โธลิน และลองสังเกตอาการของตัวเองดู หากพบความผิดปกติจะได้ไม่ต้องอายแล้วรีบไปตรวจเช็กกับคุณหมอนะคะ

ต่อมบาร์โธลิน


          ++ แชร์ประสบการณ์ต่อมบาร์โธลินอักเสบครั้งแรก สาว ๆ ควรอ่าน ++ โดย คุณสมาชิกหมายเลข 1009453 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม 

          สวัสดีค่ะ วันนี้ขอแชร์ประสบการณ์ต่อมบาร์โธลินอักเสบเป็นครั้งแรกในชีวิตนะคะ แล้วก็การไปหาหมอสูติเป็นครั้งแรกด้วยค่ะ ยอมรับว่ากลัวมาก ขณะที่พิมพ์นี้เราก็เพิ่งกลับมาจากหาคุณหมอเลยค่ะ หากใครที่ไม่รู้ว่าต่อมบาร์โธลินคืออะไรอยู่ตรงไหน

          เราขอโพสต์ภาพ และข้อมูลไว้ข้างล่างนี้นะคะ เผื่อเป็นประโยชน์ให้หลาย ๆ ท่านได้อ่านค่ะ

ต่อมบาร์โธลิน


          ต่อมบาร์โธลินคือต่อมสีแดง ๆ สองข้างที่ลูกศรชี้ค่ะ ผู้หญิงทุกคนมีกันทั้งนั้น เป็นต่อมที่ปกติมันจะผลิตสารคัดหลั่งในน้องสาวของเรานะคะ

          แล้วแต่ว่ามันจะอักเสบขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็เตรียมตัวเจ็บตัวเมื่อนั้นค่ะ

          แล้วเวลาที่มันเกิดอักเสบขึ้นมา จะมีอาการคล้าย ๆ แบบนี้ค่ะ แล้วแต่ว่าจะบวมข้างไหน ของเราบวมข้างซ้าย บางคนอาจจะบวมข้างขวา มันจะมีก้อน ขนาดประมาณลูกมะนาวลูกเล็กได้ค่ะ ในข้างใดข้างนึงของน้องสาวเรา ตอนแรกยอมรับว่ากลัวมาก ไม่ได้ไปหาหมอแต่แรกเพราะไม่มีเวลาทั้งที่น้องสาวเราผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด เช่น เวลาเดินก็เจ็บ นั่งก็เจ็บ ออกกำลังกายก็เจ็บ โยคะก็เจ็บ เจ็บไปหมด ขัดขวางการใช้ชีวิตมาก ๆ แต่ปัสสาวะไม่เจ็บนะคะ ธรรมดาอาการอักเสบจะไม่มีผลต่อการปัสสาวะค่ะ (ยกเว้นบางรายที่มีการติดเชื้อด้วย)

          อาการของเราคือมันไม่ได้มาเป็นก้อนเลยนะคะ มันจะมีอาการเจ็บจี๊ด ๆ มาก่อนที่หว่างขา พอสักสองสามวันถึงจะเป็นก้อนและเริ่มปวด คือเราจำได้วันนั้นเราเดินเยอะมาก ออกกำลังกายยกเวทด้วย (ยังไม่รู้ตัวว่าอักเสบ) พออาบน้ำนอน ต่อมบาร์โธลินของเรามันเต้นตุ๊บ ๆ เลยค่ะ แบบปวดมาก ๆ คือห้ามเดินเยอะ ห้ามทำงานหนัก ลางานได้ ให้ลานอนพักเลยค่ะ อาจจะมีไข้ ปวดหัวตัวร้อน ร่วมด้วย ทานพาราลดไข้หรือยาแก้ปวดก็ได้ค่ะ อาการก่อนที่มันจะแตกจะมีระยะประมาณ 1 อาทิตย์ค่ะ เรียกได้ว่าเป้นช่วงที่ทรมานมาก ๆ

ต่อมบาร์โธลิน

 

(ภาพขวาต่อมบาร์โธลินมีการอักเสบ ภาพซ้ายต่อมปกติ)


          ที่มันอักเสบ จริง ๆ มีหลายสาเหตุนะคะ สำหรับเราหมอถามว่าไปใส่กางเกงอะไรคับ ๆ มาหรือเปล่า จริง ๆ เพิ่งซื้อกางเกงออกกำลังกายตัวใหม่มาพอดี ค่อนข้างเสียดสีพอควร หรือการที่ใส่ผ้าอนามัยโดยไม่เปลี่ยนนานเกินไปก็ทำให้มันอักเสบได้ รวมถึงการรักษาความสะอาด ส่วนใหญ่มักเป็นในวัยสาว ๆ เจริญพันธุ์มากกว่าผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนค่ะ เกิดขึ้นได้ในพวกที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วและยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ (คือกลุ่มไหนก็เป็นได้ แต่กลุ่มเสี่ยงคือกลุ่ม sexually active หรือสาว ๆ ที่มีเพศสัมพันธ์เป็นประจำ) เราลองหาข้อมูลในเว็บต่างประเทศดูแล้ว สาว ๆ ค่อนข้างเป็นกันเยอะพอควรและก็กลัวที่จะไปหาหมอ

          เบื้องต้นหากยังอักเสบไม่มาก ก็ไม่ต้องทำอะไร ทานยาเผื่อมันจะยุบลง ถ้าบวมจริง ๆ ต้องให้หมอกรีด เอาหนองออก หรือไม่ก็ให้มันแตกเองแบบของเรา จริง ๆ เราว่าให้มันแตกเองดีที่สุดนะคะ เพราะว่าถ้าให้หมอกรีดให้ตอนที่ยังเจ็บ ๆ บวมเต็มที่...............คือเราไม่อยากจะคิด

          ถ้าทนทรมานหน่อยสักสองสามวัน ก่อนนอนทานยาแก้ปวดเอา มันจะแตกเอง และพอแตกปุ๊บหายเจ็บปั๊บ (แต่จะตึง ๆ แสบ ๆ) ต้องระวังเรื่องติดเชื้อ แตกปุ๊บควรไปหาคุณหมอทันที จะได้ทายาฆ่าเชื้อและได้ยาแก้อักเสบ

          วันนี้จริง ๆ เราไปโยคะกับพิลาเต้มา เพราะไม่ได้ออกกำลังกายมาหลายวัน รู้สึกตัวบวม ๆ กลับมามันเจ็บมากกกกกกกกกแบบมากกก แบบนอนร้องไห้ เราว่ามันคงใกล้แตกเต็มทนเพราะเราไปเร่งมันอีก เอามันไปลากถูกับเสื่อโยคะ T__T เราก็ไปเข้าห้องน้ำได้สักพักนึง กลับมานอนก็สังเกตว่าหนองแตกเต็มกางเกงในเลย เราเลยรีบไปโรงพยาบาลเลยค่ะ กลัวมันติดเชื้อแล้วเป็นอะไรรุนแรงขึ้นมาค่ะ

          เราโทรไปหาโรงพยาบาลก่อนนะคะ กลัวหมอเฉพาะทางไม่อยู่แล้วไปเก้อ สรุปหมออยู่ถึงทุ่มนึง รีบบึ่งไปเลยค่ะ ไปถึงหมอก็ถามนิดเดียว เป็นมากี่วัน ถอดกางเกงให้หมอดูสิ เราถอดกางเกงก็ขึ้นขาหยั่งเลยค่ะ พยาบาลบอกคนไข้ใส่กระโปรงมา แค่ถอดกางเกงในออกก็พอนะคะ ผ้าถุงก็ไม่มีให้ใส่นะคะ สาว ๆ ไปหาหมอควรใส่กระโปรงไปจะสะดวกถอดง่าย เอาจริง ๆ ไปหาหมอตอนนั้นไม่ต้องอายค่ะ เรา request หมอผู้หญิงได้พยาบาลก็ผู้หญิง ตอนนั้นเราบอกเลยไม่อายนะคะและไม่กลัวด้วยค่ะ เราชิล ๆ

          ต่อไปนี้จะเป็นบทสนทนาของเรากับหมอนะคะ

          หมอ : *พูดกับพยาบาล* ต่อมบาร์โธลินอักเสบนะ เหมือนมันแตกแล้วเลย ดูสิมีหนองออกมาด้วย ไหน ๆ เอาสำลีมาสิ  *เอาสำลีชุบเบตาดีนมาเช็ด ๆ น้องสาวเรา*

          เรา : หมอทำเบา ๆ นะคะ ขอร้องหนูแสบมาก // ความรู้สึกตอนนั้นคือแสบมาก ๆ ค่ะ กรี๊ดเลยจริง ๆ นึกถึงแผลที่เพิ่งแตกหนองไหลแล้วเอาเบตาดีนไปทา
 
          หมอ : หนูอย่าดิ้นสิ จะขยับก้นหนีหมอทำไม ขอโทษนะคะ // แล้วเอามือมากด ๆ แถวบริเวณที่แผลแตก

          หมอ : *เสียงโหด ๆ แบบหมดความอดทน* สรุปจะเช็ดหนองเองหรือให้หมอเช็ดให้

          เรา : *เริ่มงง ๆ* ให้หมอเช็ดให้ค่ะ

          หมอ : ดีมาก

          แล้วหมอเอาก้อนสำลีปลายยาว ๆ ชุบเบตาดีน แล้วใส่เข้ามาในช่องคลอดเรา ตอนนั้นคือเราแบบ.......... เจ็บมาก ๆ ค่ะ แต่ยอมรับว่าหมอมือเบามากค่ะ เราก็เอาวะ ทน ๆไป

          หมอ: กลับไปบ้านอย่าลืมอาบน้ำ ล้างให้สะอาดแสบหน่อยนะ ต้องทน เดี๋ยวจะให้ยาแก้อักเสบไปกิน แล้วนอนพักเยอะ ๆ มันมีโอกาสกลับมาเป็นได้อีกนะคะ
จากนั้นเราก็ไล่เราไปใส่กางเกง รอรับยา


          สรุปเราได้ยาแก้อักเสบลดบวมมาทานค่ะ และนอนพักเฉย ๆ หนึ่งอาทิตย์ห้ามออกกำลังกาย

          หมด ไป 1,4xx จริง ๆ เราค่อนข้างชอบหมอนะคะ หมอพูดดีมาก ให้คำแนะนำดี ถามอะไรถามได้เลยค่ะ คุยแบบเพื่อน แต่ก็มีมุมโหด คงเพราะรำคาญคนไข้ดิ้น จริง ๆ การไปหาหมอสูติเกี่ยวกับเรื่องน้องสาวเรามันไม่น่ากลัวอย่างที่คิดเลยนะคะ ก่อนจะไปยอมรับว่าเรากลัวพอควร หาข้อมูลไปเรื่อย เจอดีบ้างไม่ดีบ้าง บางรายเจอหมอทำแรง ๆ ทำเอาเรากลัวไปเลยและคิดมากฟุ้งซ่าน

          อยากจะแนะนำให้เข้าไปในเว็บของโรงพยาบาลและเช็กหมอเฉพาะทางว่าเค้าอยู่หรือ เปล่าวันที่เราจะไปหาจะได้ไม่ไปเก้อ ไม่ต้องรอนาน นัดคิวได้ให้นัด ไปจะได้รักษาเลย ไม่ต้องนั่งรอทรมาน

          จริง ๆ เรามาเขียนกระทู้นี้อยากให้ข้อความนี้เป็นประโยชน์กับผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่มีอาการแบบเราและหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตก่อนไปหาคุณหมอ เพราะเราก็ทำค่ะ อยากรู้ตัวว่าเป็นอะไรร้ายแรงแค่ไหน จะได้ทำใจได้ หากมีอะไรผิดปกติเกี่ยวกับน้องสาวเรา ก็ควรจะไปเช็กไปตรวจให้เรียบร้อยค่ะ

          อย่ากลัวหมอเลยนะคะ หมอเห็นมาเยอะแล้ว แย่กว่าของเราก็เคยเห็น ตอนเราไปเราคิดว่า ช้ำหนองเลือดสาด หมอคงเห็นมาหมดแล้วแหละ เป็นแค่นี้จะอายอะไร แล้วก็เลิกกังวลค่ะ ปล่อยไว้โดยไม่รักษามันอาจจะอักเสบและติดเชื้อได้ค่ะหรือทำให้อาการแย่ลงและ อาจจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน มาร่วมกันสนับสนุนให้ผู้หญิงไทยไม่อายที่จะไปตรวจภายในและพบหมอสูตินะคะ

          ดูรูปเพิ่มเติมของต่อมบาร์โธลินและอ่านข้อมูลเพิ่มเติมพิมพ์ใน google ว่า Bartholin's gland

          *Update หลังจากหนองออกวันแรก อาบน้ำทำความสะอาดจะแสบ ๆ ตึง ๆ หน่อยค่ะ นอนก็ยังเจ็บนิดหน่อย ลองจับ ๆ ยังเป็นก้อนเล็ก ๆ นะคะ ยังไม่หายบวม แต่ก็บวมลดลงเยอะ เราทานยาที่หมอให้มาอย่างเคร่งครัดค่ะ อยากหายเร็ว ๆ

          หาก ใครมีอาการผิดปกติที่จุดซ่อนเร้นคล้าย ๆ กับที่เจ้าของกระทู้เล่ามา ก็อย่านิ่งนอนใจเลยนะคะ รีบไปพบแพทย์ตรวจเช็กให้มั่นใจจะดีที่สุดค่ะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

          เชื่อว่าเจ้าสาทุก คนก็คงระมัดระวังเรื่องภาพถ่ายในวันแต่งงานที่จะออกมากันอยู่แล้ว เพราะภาพถ่ายเหล่านั้นจะอยู่กับคุณไปตลอดชีวิต แต่มันก็คงจะดีกว่าถ้าหากเจ้าสาวดูแลผิวพรรณและความสวยงามให้กับตัวเองด้วย วิธีการที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อให้รัศมีความงามในตัวคุณเปล่งประกายออกมาจากภายใน พร้อมทำให้ภาพถ่ายสวยงามแบบไร้ที่ติ โดยไม่ต้องพึ่งโปรแกรมแต่งภาพต่าง ๆ อย่างที่หลายคนทำกัน ที่สำคัญไปกว่านั้นคือยังเป็นความสวยงามที่จะอยู่คู่กับเจ้าสาวอย่างคุณไป อีกนานเท่านานด้วย


1. ช่วง 6 เดือน ก่อนถึงวันแต่งงาน

          หากจะกล่าวว่าเป็นช่วงเวลาของการทดลองก็คงไม่ผิดนัก โดยเฉพาะเจ้าสาวที่ต้องการทดลองเสริมความงามด้วยวิธีการที่แปลกออกไปจากวิธี ที่เคยทำมา เช่น การลอกหน้าผลัดเซลล์ผิว การโบท็อกซ์ หรือเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวตัวใหม่ เพราะถ้าหากทดลองเสริมความงามด้วยวิธีการเหล่านี้แค่เพียง 1 เดือน หรือ 1 สัปดาห์ ก่อนถึงวันแต่งงาน อาจทำให้ภาพลักษณ์ของคุณดูเปลี่ยนไปจากที่คาดหวังเอาไว้ก็เป็นได้

          ฉะนั้นหากต้องการจะทดลองใช้ผลิตภัณฑ์หรือวิธีการใหม่ ๆ ในการเสริมความงามก็ควรรีบทำในช่วง 6 เดือนนี้ เพื่อให้ผิวกลับสู่สภาพปกติและฟื้นฟูตัวเองได้ทันเวลา ในกรณีที่เกิดอาการแพ้หรือมีรอยตำหนิขณะที่เข้ารับการรักษา เนื่องจากการแต่งหน้าสามารถช่วยลบเลือนได้แค่บางส่วน ซึ่งคงจะดีกว่าหากรีบดูแลรักษาตั้งแต่แรก

2. ช่วง 1 เดือน ก่อนถึงวันแต่งงาน

          สำหรับในช่วงนี้ก็บอกลาวิธีการเสริมงามรูปแบบใหม่ ๆ หรือสรรหาวิธีการเสริมความงามมาเพิ่มไปได้เลย เพราะคุณไม่อาจรู้ได้เลยว่าวิธีเหล่านั้นจะส่งผลกระทบกับผิวพรรณและความสวย ของคุณในระยะยาวหรือไม่อย่างไร อีกทั้งยังปลอดภัยสำหรับเจ้าสาวมากกว่า ถ้าหากดูแลตัวเองด้วยวิธีการเดิม ๆ ที่เคยทำมา ไปจนถึงวันแต่งงาน นอกจากนี้ 1 เดือน ก่อนถึงวันแต่งงาน ยังเป็นช่วงเวลาที่คุณควรจัดเตรียมสิ่งที่ต้องการเอาไว้ให้พร้อม รวมไปถึงการติดต่อกับช่างแต่งหน้าทำผม ในกรณีที่เจ้าสาวไม่ได้แต่งหน้าและทำผมด้วยตัวเอง หรือขอความช่วยเหลือจากคนสนิทด้วย

3. ช่วง 1 สัปดาห์ ก่อนถึงวันแต่งงาน

          หากเป็นไปได้ในช่วงนี้ควรรักษาผิวสวย ๆ ของเจ้าสาวเอาไว้ โดยการดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย และเลือกรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำสูง เช่น สลัดหรือผลไม้ เป็นต้น อีกทั้งอย่าลืมรักษาความชุ่มชื่นของผิวด้วยการใช้โลชั่นที่มีส่วนผสมของม อยส์เจอไรเซอร์เป็นประจำด้วย

4. ช่วงกลางคืนก่อนถึงวันแต่งงาน

          ส่วนคืนก่อนถึงวันแต่งงานเจ้าสาวก็ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และไม่ควรรบกวนผิวด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ต่างออกไปจากเดิมอีกแล้ว ทั้ง 2 วิธีนี้จะช่วยให้เจ้าสาวดูสดชื่น แจ่มใส และเปล่งประกายความสวยออกมาได้อย่างเต็มที่ สมกับเป็นโอกาสพิเศษของชีวิตทั้งตัวเองและคนรัก

          หากเจ้าสาวสามารถดูแลความสวยความงามและบำรุงผิวพรรณได้ตามที่กล่าวมา เชื่อว่าเจ้าสาวทุกคนจะต้องดูงดงามสวยทั้งตัวจริงและในภาพถ่ายอย่างที่หวัง เอาไว้ได้อย่างแน่นอนค่ะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

จริงอยู่ ริ้วรอย ย่อมต้องเพิ่มขึ้นไปตามวัย ยิ่งอายุมากขึ้นริ้วรอยก็ย่อมต้องเพิ่มขึ้น แต่คุณผู้หญิงทราบ หรือไม่ว่า มีพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของคุณ 9 อย่าง ที่ช่วยเร่งรัดการเกิดริ้วรอยบนใบหน้าของคุณ ลองมาติดตาม เพื่อกำจัดพฤติกรรมที่ว่ากันเถอะ


1. สูบบุหรี่ แน่นอนว่า การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดริ้วรอย Joel Schlessinger แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและศัลยกรรมตกแต่ง ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ LovelySkin.com กล่าวว่า ถ้าไม่อยากมีริ้วรอย หน้าแก่ก่อนวัย ก็ต้องเลิกบุหรี่

2. บริโภคน้ำตาลมาก ถ้าต้องการให้ผิวพรรณดูอ่อนเยาว์ และมีสุขภาพดี ต้องเชื่อคำกล่าวที่ว่า คุณกินอะไรเข้าไป คุณก็เป็นแบบนั้น หรือ you are what you eat แต่แน่นอนว่า การรับประทานน้ำตาล หรืออาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูง จะทำให้อ้วน และความอ้วน ก็ทำให้ดูแก่เช่นกัน นอกจากนี้ เมื่อการรับประทานน้ำตาลเข้าไป โมโลกุลในน้ำตาล จะเข้าไปทำปฏิกิริยากับโปรตีนในผิวหนัง รวมทั้งคอลาเจน ทำให้เกิดการผิดรูปผิดร่างได้ Rashini Rajapaksa แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินอาหาร บอกว่า อาหารที่มีน้ำตาลมาก ทำให้ผิวหนังบริเวณใบหน้าสูญเสียความยืดหยุ่น ผิวไม่เรียบเนียน นุ่มนวล และเกิดริ้วรอย นอกจากนี้ อาหารประเภทน้ำตาล และคาร์โบไฮเดรต ยังมีส่วนกระตุ้นการอักเสบของร่างกาย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ก่อให้เกิดเอนไซม์ ที่ไปทำร้ายคอลาเจน และ อิลาสติน หรือความยืดหยุ่นของผิวหนัง ซึ่งนำไปสู่การเกิดริ้วรอย ดังนั้น หากสามารถลดปริมาณการบริโภคน้ำตาลลงได้ จะเป็นผลดีต่อสุขภาพผิว



3. ดื่มแอลกอฮอล์ James C. Marotta แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการศัลยกรรมตกแต่ง บอกว่า แอลกอฮอล์ทุกชนิด ทำให้ผิวแห้ง การดื่มแฮลกอฮอล์ ทำให้ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าอย่างไม่สดชื่น และหากดื่มเป็นประจำผิวหนัง จะเสียความยืดหยุ่น เกิดริ้วรอยได้ง่าย เนื่องจากขาดความชุ่มชื้น นอกจากนั้น แอลกอออล์ ยังส่งผลกระทบต่อระดับวิตามินเอในร่างกาย ซึ่งวิตามินดังกล่าว มีความสัมพันธ์ต่ออนุมูลอิสระ และการสร้างเซลใหม่ ของผิวหนังและร่างกาย รวมไปถึงการผลิตคอลลาเจน การรักษาอิลาสติน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ผิวหนังคงความอ่อนเยาว์


4. เคี้ยวหมากฝรั่ง คุณหมอ Joel Schlessinger บอกอีกว่า การเคี้ยวหมากฝรั่ง ก็ทำให้เกิดริ้วรอยได้เช่นกัน โดยเฉพาะริ้วรอยบริเวณปากล่าง พฤติกรรมนี้ เลิกได้ไม่ยาก และควรเลิก หากต้องการป้องการการเหี่ยวย่น


5. ไม่ล้างเครื่องสำอาง หากคุณเข้านอน โดยไม่ล้างเครื่องสำอางออกให้หมดก่อน แน่นอนว่า มันจะนำไปสู่การเกิดริ้วรอย ลองคิดดูว่า คุณแต่งหน้าออก ไปข้างนอก ทั้งใบหน้าต้องสัมผัสทั้งมลภาวะและสิ่งสกปรกมาตลอดทั้งวัน สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดการอุดตันของผิวหนัง ทำลายคอลลาเจน และอิลาสติน ดังนั้น หากต้องการรักษาผิวหน้า ให้ดูอ่อนเยาว์ไปนาน ๆ ก็ควรต้องล้างเครื่องสำอางให้หมดก่อนเข้านอนในทุก ๆ วัน



6. แกะสิว เลิกแกะสิว ปล่อยให้มันหลุดออกมาเอง หรืออาจจะใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เพื่อลดการเกิดสิว ให้คิดไว้เสมอว่า ทุกครั้งที่เราแกะ หรือบีบสิว ผิวหนังจะถูกทำร้าย ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง นำไปสู่การเกิดแผลเป็น รวมทั้งริ้วรอยบนใบหน้า



7. วิธีการแต่งหน้า ที่ต้องอาศัยดึง การยึด ผิวหนังส่วนต่าง ๆ บนใบหน้า การดึง การยึด ทำให้ผิวหนังเกิดริ้วรอยได้ง่าย คุณต้องฉีกปากให้กว้าง เพื่อทาลิปสติก ต้องเบิกตา เลิกคิ้ว จนหน้าผากย่น เพื่อจะปัดมาสคาร่า กรณีนี้ Donna Kelly ช่างแต่งหน้า แนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องทำขนาดนั้น ก็แต่งหน้าให้สวยได้ไม่ต่างกัน แค่ปรับ ๆ ขยับใบหน้าเพียงเล็กน้อยก็แต่งหน้าได้แล้ว


8. ไม่ใช้ครีมกันแดด แน่นอนว่า เราได้รับคำแนะนำมาอย่างสม่ำเสมอว่า อย่าลืมใช้ครีมกันแดด แต่ก็มีหลายคนเลือกที่จะไม่ใช้ เพราะเสียเวลาและเหนอะหนะใบหน้า แต่เชื่อเถอะ การโดนแสงแดดแรง ๆ เพียงแค่ไม่กี่นาที ก็สร้างความเสียหายให้กับคอลลาเจนได้แล้ว และการแสงแดด ก็เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดริ้วรอย Debra Jaliman แพทย์ผิวหนังจากนิวยอร์ค แนะนำว่า เราควรใช้ครีมกันแดดทุกวัน ไม่ว่าวันนั้นจะฝนตกหรือแดดออก เลือกค่า SPF ประมาณ 30 ขึ้นไป จะช่วยปกป้องผิวจากการทำลายของแสงแดดได้


9. การนอน แน่นอนว่า เวลาเรานอนใบหน้าของเรากดลงไปบนหมอน ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตุหนึ่งของริ้วรอย ทางทีดี เราควรเลือกปลอกหมอนที่ใช้เนื้อผ้าซาตินเพราะจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้ หรืออีกทางเลือกหนึ่ง ก็คือนอนหงาย


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source