Are you looking for the best website template for your web project? Look no further as you are already in the right place! WebSite BIGtheme.NET In our website templates section you will find tons of beautiful designs - for any kind of business and of any style. You are in a unique place - join us today
ครูวรรณ

ครูวรรณ

Website URL: http://www.kruone.com

         อีกหนึ่งความหนักใจที่หลาย ๆ คน มักจะพบเจอหลังจากวันหยุดยาว ก็คงจะหนีไม่พ้นตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนักที่ดีดขึ้นมา ซึ่งสาเหตุก็มาจากการตามใจปากตลอดช่วงวันหยุดที่ผ่านมานี่แหละ จนทำให้ต้องมานั่งรับกรรมทีหลัง แต่ถ้าพลาดไปแล้วก็ไม่ต้องเสียใจค่ะ เรามาตั้งใจเริ่มลดน้ำหนักกันใหม่อีกครั้งด้วยวิธีลดน้ำหนักง่าย ๆ หลังจากวันหยุดยาวที่คุณไม่ต้องถึงขนาดไปหักโหมรีดน้ำหนักอีกต่อไป แค่เพิ่มเติมสิ่งเหล่านี้เข้าไปในการใช้ชีวิตแต่ละวัน ก็จะช่วยให้น้ำหนักของเราค่อย ๆ ลดลงได้สมใจค่ะ

1. ตั้งเป้าหมาย

          แค่เพียงรู้สึกผิดเท่านั้นคงไม่เพียงพอที่จะช่วยรีดน้ำหนักที่ขึ้นมาจากช่วง วันหยุดยาวได้ แต่ควรจะมีความตั้งใจจริง โดยตั้งเป้าหมายและสร้างวินัยให้กับตนเอง แต่เป้าหมายนั้นก็ควรตั้งอยู่ในความเป็นไปได้ และไม่หักโหมจนเกินไป ถึงอยากจะกลับมาผอม แต่ถ้าเคร่งครัดในการลดน้ำหนักจนเกินพอดีอาจจะทำให้ร่างกายแย่ลงได้ค่ะ

วิธีลดน้ำหนัก


2. ห้ามอดอาหารเด็ดขาด

          พอ ผ่านช่วงวันหยุดยาวมาแล้ว หลายคนที่รู้ตัวว่าตัวเองตามใจปากมากเกินไปในช่วงวันหยุดก็จะเริ่มรู้สึกผิด และคิดว่าควรจะอดอาหาร แต่จริง ๆ แล้วการอดอาหารเนี่ยล่ะยิ่งเป็นตัวการที่จะทำให้คุณน้ำหนักเพิ่มขึ้นกว่า เดิมอีก เพราะเมื่อคุณอดอาหาร คุณก็จะยิ่งหิวมากขึ้น และเสี่ยงต่อการกินไม่เลือกอีกด้วย ฉะนั้นทางที่ดี พยายามกินให้ครบทุกมื้อ และใส่ใจกับอาหารที่กินเข้าไปแทนแบบนี้จะดีกว่าค่ะ

วิธีลดน้ำหนัก


3. ดื่มน้ำมาก ๆ


          เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าการดื่มน้ำช่วยลดความอยากอาหารได้ แถมถ้าหากดื่มน้ำก่อนรับประทานอาหารจะทำให้เรากินน้อยลงอีกด้วย ดังนั้นหากคุณเพิ่งผ่านพ้นช่วงที่กินเยอะในวันหยุดยาวมา ลองจิบน้ำบ่อย ๆ ดูสิ เป็นวิธีที่ช่วยควบคุมการรับประทานอาหารได้ดีไม่หยอกเลย

4. อย่าโทษตัวเอง

          ไม่ ว่าเหตุผลที่คุณรับประทานแบบหยุดไม่อยู่ในช่วงวันหยุดยาวคืออะไร แต่เมื่อผ่านมาแล้วคุณไม่ควรจะโทษตัวเองอีก เพราะนั่นจะยิ่งตอกย้ำให้คุณรู้สึกผิด และอาจจะนำไปสู่การลดน้ำหนักด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้องซึ่งอาจส่งผลเสียกับ สุขภาพได้ อยู่กับปัจจุบันกันดีกว่า น้ำหนักขึ้นได้ก็ลดได้แค่คุณตั้งใจจริงค่ะ

5. ใส่ใจกับอาหารที่กินให้มากขึ้น

          แม้ในช่วงวันหยุดยาวเราจะหยิบทุกอย่างใส่ปากโดยลืมคำนึงถึงความอ้วนที่จะตาม มา แต่พอถึงเวลาที่คุณจะลดน้ำหนัก คุณก็ควรที่จะใส่ใจกับอาหารทุกอย่างที่เข้าปากให้มากขึ้นกว่าเดิม โดยควรเลี่ยงแป้งขาวทุกชนิด ลดไขมัน รับประทานโปรตีนให้มากขึ้นอีกนิด และควรรับประทานผักให้มากขึ้นด้วย นอกจากนี้ หากมีอาหารในช่วงวันหยุดยาวเหลืออยู่ละก็ รีบกำจัดออกไปให้ไกลหูไกลตาเลยค่ะ อย่าหยิบมารับประทานอีก ไม่อย่างนั้นคุณก็จะไม่สามารถลดน้ำหนักได้แน่นอน
 
6. อยู่ให้ห่างจากน้ำอัดลม

          หลาย คนก็คงทราบดีว่าน้ำตาลเป็นตัวการของความอ้วน ซึ่งน้ำอัดลมก็เป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยน้ำตาล และไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมจึงควรเลี่ยงเครื่องดื่มชนิดนี้ ก็เพราะถ้ายิ่งดื่มก็จะยิ่งอ้วน เผลอ ๆ ยังอาจทำให้ท้องอืดได้อีกด้วย ถ้าคิดจะลดน้ำหนักจริง ๆ ลาขาดกับน้ำอัดลมไปเลย

วิธีลดน้ำหนัก


7. ออกกำลังกายให้มากขึ้น

          เมื่อคุณเผลอกินเยอะ สิ่งที่ต้องทำก็คือการเบิร์นเจ้าสิ่งที่คุณกินออกไป และวิธีที่ดีที่สุดก็คือการออกกำลังกาย ซึ่งถ้าหากคุณออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว คุณก็อาจจะเพิ่มเวลาในการออกกำลังกาย หรือปรับระดับความเข้มข้นของการออกกำลังกายขึ้นอีกหน่อยเพื่อให้ร่างกายได้ เผาผลาญมากขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ควรทำควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารด้วยนะ ไม่อย่างนั้นออกกำลังกายหนักแค่ไหนก็ไม่ผอมแน่นอน

8. ควบคุมความอยากอาหารของตัวเองให้ได้

          โดย ปกติแล้วความอยากอาหารของคนเราในแต่ละครั้งจะกินเวลาอยู่ที่ประมาณ 10 นาที ฉะนั้นในช่วงหลังวันหยุดยาวหากคุณต้องการที่จะลดน้ำหนัก เมื่อคุณรู้สึกหิว คุณควรจะหากิจกรรมอะไรสักอย่างที่กินเวลานานกว่า 10 นาทีทำซะ เพราะเมื่อคุณใช้สมาธิจดจ่อกับสิ่งอื่น ก็จะทำให้คุณสนใจเรื่องความอยากอาหารน้อยลง และความอยากอาหารนั้นก็จะหมดไปในที่สุด แต่ถ้าหากเลยไปมากกว่าสิบนาทีแล้วยังรู้สึกอยากอาหาร นั่นก็อาจแปลได้ว่าร่างกายคุณต้องการอาหารจริง ๆ ควรหาอาหารรับประทาน และห้ามอดโดยเด็ดขาดค่ะ !

9. ลดขนาดกระเพาะด้วยการย่อยมื้ออาหาร

          ในช่วงวันหยุดยาวที่เรารับประทานอาหารในปริมาณที่มากกว่าปกติ จะทำให้กระเพาะอาหารของเราขยายตัวมากขึ้นกว่าเดิม และทำให้เราอิ่มช้าลง เป็นสาเหตุที่ทำให้กินเยอะหรือกินเท่าไรก็ไม่อิ่ม ดังนั้นหากคุณรู้ตัวว่ารับประทานอาหารเยอะเกินไปในช่วงวันหยุด คุณควรเริ่มลดขนาดกระเพาะตัวเองในทันที ด้วยการย่อยมื้ออาหารจาก 3 มื้อ เป็น 5-6 มื้อต่อวัน กินให้บ่อยขึ้น แต่ลดปริมาณอาหารในแต่ละมื้อลง และเน้นอาหารที่มีแคลอรีต่ำ เวลารับประทานก็ควรให้แค่พอรู้สึกอิ่มพอดี ๆ ถ้าทำอย่างนี้นอกจากจะช่วยลดขนาดกระเพาะได้แล้วก็ยังทำให้น้ำหนักลงง่ายขึ้น ด้วยล่ะ

วิธีลดน้ำหนัก


10. อดทน

          การ ลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นถ้าคิดจะลดน้ำหนักก็ต้องมีความอดทนสูงมากเลยล่ะค่ะ ยิ่งถ้าหากเป็นช่วงหลังวันหยุดยาวที่น้ำหนักขึ้นมาจนน่าตกใจภายในเวลาไม่กี่ วัน ห้ามคิดว่าน้ำหนักจะลงเร็วเด็ดขาด และอย่าหันไปพึ่งวิธีผิด ๆ อย่างเช่นการอดอาหาร หรือการใช้ยาลดความอ้วน เพราะวิธีเหล่านี้แม้จะช่วยให้ผอมเร็ว แต่ผลกระทบระยะยาวนั้นมีเพียบ ทั้งผลเสียต่อสุขภาพ ระบบเผาผลาญพัง หรือแม้แต่เกิดการโยโย่ จนทำให้กลับมาอ้วนยิ่งกว่าเดิม

          ไม่ยากจนเกินไป ใช่ไหมคะกับการลดน้ำหนักด้วยวิธีเหล่านี้ แต่ก็อย่าลืมว่าควรใช้วิธีลดน้ำหนักเหล่านี้อย่างพอดี และอย่าเอาความรู้สึกผิดมากดดันตัวเองมากจนเกินไป ปล่อยให้การลดน้ำหนักค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่า แม้อาจจะกลับมามีน้ำหนักเท่าเดิมช้าเสียหน่อย แต่อย่างน้อยก็ไม่กระทบถึงสุขภาพนะคะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

1. ภูมิแพ้เป็นพันธุกรรมหรือไม่ ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นภูมิแพ้ ลูกจะมีโอกาสเป็นภูมิแพ้มากน้อยแค่ไหน

เป็น สาเหตุของโรคภูมิแพ้ เกิดจาก กรรมพันธุ์ และสิ่งแวดล้อม   โดยพบว่า ถ้าพ่อ หรือแม่ เป็นโรคภูมิแพ้ จะทำให้ลูกมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ประมาณร้อยละ 30-50   แต่ถ้าทั้งพ่อ และแม่เป็นโรคภูมิแพ้ จะมีผลให้ลูกมีโอกาส เป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้นถึงร้อยละ 50-70   ในขณะที่เด็กที่มาจากครอบครัว ที่ไม่มีประวัติโรคภูมิแพ้เลย มีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ เพียงร้อยละ 10 

 

2. สังเกตว่าอาการแพ้ของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน เช่น บางคนแพ้แล้วคัน บางคนแพ้แล้วคัดจมูก บางคนแพ้แล้วมีผื่นขึ้น ทำไมอาการของแต่ละคนถึงแตกต่างกัน มีสาเหตุจากอะไร เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมหรือไม่

โรคภูมิแพ้ เป็นกลุ่มของโรคที่แสดงอาการได้กับหลายระบบของร่างกาย อาการของโรคภูมิแพ้ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคภูมิแพ้ที่เป็น เช่น ถ้าเป็นที่จมูก เรียกว่า โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ หรือโรคแพ้อากาศ ก็จะมีอาการทางจมูก, ถ้าเป็นที่ผิวหนัง เรียกว่า โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ ก็จะมีอาการทางผิวหนัง การที่จะเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดใด ก่อน หรือหลัง ขึ้นอยู่กับยีน หรือพันธุกรรมที่จะแสดงออก โดยมีสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยกระตุ้น

3.แต่ก่อนแพ้แต่ไรฝุ่น แต่ทำไมปัจจุบันแพ้เยอะแยะไปหมดและเป็นมากขึ้น เป็นเพราะอะไรและจะแก้ไขอย่างไร

โรคภูมิแพ้ เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ทำงานมากเกินไป ทำให้อวัยวะเป้าหมายมีความไว หรือตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นมากผิดปกติ การที่แพ้สารก่อภูมิแพ้มากชนิดขึ้น และมีอาการมากขึ้น เกิดจากมีเหตุที่กระตุ้นอวัยวะเป้าหมายมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผู้ที่เป็นไม่ได้หลีกเลี่ยงเหตุนั้นๆ แก้ไขโดยพยายามหลีกเลี่ยงเหตุที่กระตุ้นทำให้เกิดอาการมากขึ้น และประกอบเหตุที่ทำให้อาการลดลง คือการออกกำลังกายสม่ำเสมอ

 

4. อาการภูมิแพ้จะมีโอกาสหายขาดหรือไม่

โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้  เนื่องจากเป็นโรคทางพันธุกรรม  แต่สามารถควบคุมไม่ให้มีอาการ หรือมีอาการน้อยที่สุดได้ 

5. ตอนเด็กๆ ก็ไม่แพ้อะไร ทำไมโตขึ้นมาถึงแพ้ได้

สาเหตุของโรคภูมิแพ้ เกิดจาก กรรมพันธุ์  และสิ่งแวดล้อม   การแสดงออกของอาการโรคภูมิแพ้ จะเกิดขึ้นเร็ว หรือช้า  จะเกิดขึ้นในวัยเด็ก หรือในวัยผู้ใหญ่ ขึ้นอยู่กับยีน หรือพันธุกรรมที่จะแสดงออก โดยมีสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยกระตุ้น

6. ยาแก้แพ้ใช้ไปนานๆ ติดต่อกันเป็นเดือน จะมีผลเสียหรือไม่ จะเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือไม่

ไม่มีผลเสีย ถ้าผู้ป่วยมีการทำงานของตับ และไตที่ปกติ เพราะยาแก้แพ้จะถูกกำจัดออกจากร่างกายโดยผ่านตับ และไต แต่ถ้าตับ และไตทำงานผิดปกติ อาจมีการสะสมของยาในร่างกายได้ แต่การใช้ยาแก้แพ้ไปนานๆ เป็นการรักษาที่ปลายเหตุ เมื่อหยุดใช้ยาแก้แพ้ และผู้ป่วยไม่ได้ไปแก้ที่เหตุ อาการของโรคก็จะกลับมาเป็นใหม่

7. ยาพ่นจมูกที่ใช้แล้วจมูกโล่งทันที ใช้ไปนานๆจะมีผลข้างเคียงหรือไม่

มี จะเกิดเยื่อบุจมูกอักเสบ และบวมจากการใช้ยาหดหลอดเลือดชนิดพ่นจมูกนานเกินไป ปกติ แนะนำให้ใช้ยาดังกล่าวไม่เกิน 7 – 10 วัน เพราะยาจะทำให้เส้นเลือดของเยื่อบุจมูกหดตัว ส่งผลให้เยื่อบุจมูกยุบบวม แต่ถ้าใช้ไปนานๆ เส้นเลือดของเยื่อบุจมูกที่เคยหดตัว จะกลับมาขยายตัว ส่งผลให้เยื่อบุจมูกกลับมาบวมใหม่ เกิดอาการคัดจมูกตามมา

 

8. มีน้ำมูกตอนตื่นนอนตอนเช้าทุกวัน แล้วสักพักก็จะหายไป เป็นอาการแพ้อากาศหรือไม่ ต้องแก้ไขอย่างไร ลองปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศแล้วก็ยังเป็นอยู่

การที่มีน้ำมูกตอนตื่นนอนตอนเช้า แสดงว่าต้องมีเหตุที่กระตุ้นต่อมสร้างน้ำมูกในเยื่อบุจมูก อยู่ในห้องนอน ซึ่งมักจะเกิดจากสิ่งแวดล้อมในห้องนอนเป็นตัวกระตุ้น เช่นฝุ่นในห้องนอน อากาศภายในห้องมักจะเย็น เนื่องจากอากาศภายนอกตอนเช้า มักจะเย็นกว่าเวลาอื่นของวัน สักพัก อาการจะหายไป เนื่องจากขณะนั้น ไม่มีเหตุไปกระตุ้นเยื่อบุจมูกที่ไวนั้นแล้ว  การแก้ไขควรจัดสิ่งแวดล้อมใน ห้องนอน ไม่ให้มีสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการ และไม่ควรเปิดพัดลม หรือเครื่องปรับอากาศเป่าจ่อ หรือเย็นจนเกินไป

 

9. เราควรหยุดยาแก้ภูมิแพ้ตอนไหนดี 
เมื่อสามารถ หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการได้พอสมควร และประกอบเหตุที่ทำให้โรคนี้ดีขึ้นแล้ว คือการออกกำลังกายแบบแอโรบิค (เช่น วิ่ง,  เดินเร็ว,  ขึ้นลงบันได,  ว่ายน้ำ, เต้นแอโรบิค, เตะฟุตบอล, เล่นเทนนิส, แบดมินตัน   หรือบาสเกตบอล)อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ  30  นาที   อย่างน้อยสัปดาห์ละ   3  วัน  

 

10. ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคภูมิแพ้จมูก มีอะไรบ้าง

ได้แก่ หูชั้นกลางอักเสบ โรคหืด  ไอเรื้อรัง  เจ็บคอเรื้อรัง  ไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก นอนกรนและ / หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก :

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

  กลิ่นปากเหม็น ไม่ว่าใครก็คงไม่อยากให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกับตัวเองหรือคนรอบข้าง และแม้ว่าคุณจะแปรงฟัน ทำความสะอาดดีแค่ไหน แต่เหตุอันใด เจ้าปากของเราก็ยังคงมีกลิ่นไม่พึงประสงค์อยู่ดี รู้หรือไม่ว่า อาการกลิ่นเหม็นนี้ยังสามารถบอกถึงโรคร้ายต่างๆได้อีกด้วย มาดูกันว่าแต่ละกลิ่นจะบอกถึงโรคอะไรได้บ้าง

 

ปากเหม็น

 

กลิ่นเหมือนลูกเหม็นในห้องน้ำ

 

คุณอาจมีอาการแพ้ เกี่ยวกับโพรงจมูก เพราะเมื่อคุณมีปัญหาเกี่ยวกับจมูกเมื่อใด แบคทีเรียในปากจะแปรเปลี่ยนโปรตีนในน้ำมูก ที่เรียกว่า สกาโตล  สามารถแก้ได้ด้วยการกินยาแก้แพ้ และล้างโพรงจมูกด้วยที่ล้างจมูก ทานยาปฏิชีวนะก็จะช่วยได้

 

กลิ่นเปรี้ยวเหมือนผลไม้

 

คุณมีแนวโน้มเป็นโรคเบาหวาน เพราะน้ำตาลในกระแสเลือดมักจะเดินทางตรงสู่เซลล์ เพื่อใช้สำหรับการสร้างพลังงาน เมื่อมันไม่เป็นไปตามระบบ ระดับน้ำตาลในเลือดสูง เซลล์ของคุณก็จะเผาผลาญไขมันมาใช้เพื่อเป็นพลังงาน และผลพลอยได้จากกระบวนการนี้ก็คือ “คีโทน” ซึ่งนำมาซึ่งลมหายใจเปรี้ยวนั่นเอง

 

กลิ่นเหมือนนมบูด

 

คุณอาจเป็นโรคแพ้นม กล่าวคือ การที่ร่างกายไม่สามารถย่อยน้ำตาลแล็กโตสซึ่งมาจากอาหารประเภทนมได้ อันเป็นเหตุให้คุณอาจมีอาการท้องเสีย ปวดท้อง และมีแก๊ส หลังจากดื่มหรือกินอาหารที่มีส่วนประกอบของนม

 

กลิ่นเหมือนแพมเพิสสกปรก

 

คุณมีเกณฑ์ที่จะเป้นนิ่วทอนซิล โดยเจ้าแบคทีเรียและเศษต่างๆ ติดอยู่ในทอนซิล และสะสมนานจนกลายเป็น นิ่ว นั่นเอง  อันเป็นเหตุให้เกิดกลิ่นเน่า คล้ายแพมเพิสเด็กที่ใช้แล้วนั่นเอง

 

 กลิ่นเหมือนของเน่า

 

คุณอาจกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องปอดเลยล่ะ ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของ กลิ่นปาก เลยทีเดียว โดยคุณอาจจะเริ่มมีปัญหาเช่น การปอดบวม และอาจลามมาถึงโรคมะเร็งได้ทีเดียว เป็นที่น่าสนใจทีเดียวเชียวล่ะ เพราะกลิ่นปากสามารถบ่งบอกได้ถึงโรคร้ายทีเดียว หากคุณเริ่มสงสัยกับกลิ่นปากของตัวเอง สามารถพบแพทย์เพื่อเช็คอาการได้เลย.


 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

สาวไหน ไม่ถนัดคิด ท่าโพส ถ่ายรูป เจอกล้องแล้ว นึกไม่ออก โพสท่าไหนดี ที่จะชิค เก๋กู๊ด เหมือนนางแบบมืออาชีพ ไม่ใช่ถ่ายมากี่รูป กี่มุม กี่เมืองก็เหมือนรูปถ่ายติดบัตร ไปซะอย่างงั้น วันนี้ Jodee Ball ช่างภาพมืออาชีพ จะมาแชร์ทริคเล็กๆ แต่ผลลัพธ์คือ สวยมากกกกกก มาให้เก็บเป็นไอเดียกับเหล่านางแบบสมัครเล่น ที่ไม่ได้มาถ่ายเล่นๆ นะจ๊ะ ให้ฟัง

six-secrets-pose-photograph-perfect-jodee-ball-11
เริ่มต้น ของ่ายๆ โพสท่าไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องทื่อ
    การโพสท่าโชว์เชปเป็นรูปตัว S จะทำให้คุณดูดีกว่าการยืนตรง ตัวแข็งทื่อ ปลดปล่อยจิตใจและร่างกายให้สบายๆ ไม่ต้องกังวลว่าต้องวางมือตรงไหน เท้าต้องวางตำแหน่งไหน รูปฉันจะดูดีรึยัง แค่ไม่ต้องทำตัวแข็งเป็นท่อนไม้ ขยับได้นะจ๊ะ เราไม่ใช่ทหารที่ต้องตัวตรงแน่วตลอดเวลา บอกทริคให้นิดนึง … ว่า เอาเฉพาะนิ้วโป้งสอดในกระเป๋ากางเกง หรือ กระเป๋าเสื้อ ก็พอ จะดูดีกว่า เอาทั้งมือสอดเข้าไปนะคะ

six-secrets-pose-photograph-perfect-jodee-ball-12
หุ่นเพรียวด้วยมุมเฉียง เบี่ยงตัวสิคะยู
    ถ้าคุณอยากให้รูปของคุณดูเพรียวขึ้น คุณควรเบี่ยงไหล่ออกเล็กน้อย  หันมุมเฉียงใส่กล้องแบบ 45 องศา เพื่อหลบมุมอ้วน ไม่ใช่มุมหน้าตรง ตัวตรง…เพราะแบบนั้นจะดูตัน จากรูปด้านบน ให้สังเกตตำแหน่งมือของนางแบบในรูปด้านขวามือของคุณให้ดีนะคะ การที่นางแบบวางมือลงที่ต้นขา และ หัวเข่า จะช่วยให้ดูมีเคิร์ฟมากขึ้นได้ค่ะ

six-secrets-pose-photograph-perfect-jodee-ball-13
ระวัง ตำแหน่งมือของคุณ 
การเอามือโพสกับใบหน้าเป็นเรื่องที่ดีนะคะ แต่การหันฝ่ามือเข้ากล้อง มันดูไม่เป็นธรรมชาติ และ ขโมยซีนใบหน้า ลองเอียงไหล่ลงสักข้างแบบไม่มากเกินไป ขอฟีลรีแล็กซ์ๆ  นะคะ และ กดหน้าลงเล็กน้อย นั่นแหละค่ะ สวยแล้ว แชะล่ะนะ ไหนยิ้มสิ ^ ^

 

six-secrets-pose-photograph-perfect-jodee-ball-14

เทไหล่เสมอ
มุมเทไหล่จะช่วยให้ช่วงคอดูยาวขึ้น แถมยังทำให้รูปที่ถ่ายออกมาดูไม่อึดอัดจนเกินไป สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ถ้าคุณโพสท่ากอดอก อย่าซุกมือซ่อนไว้ แต่ให้โชว์เรียวนิ้วทั้ง 2 ข้างบนแขนเหนือข้อศอก อย่างรูปตัวอย่างด้านบน (ทางขวามือ)

six-secrets-pose-photograph-perfect-jodee-ball-15
งอเข่านิดๆ 
หากคุณจะต้องการรูปด้านข้าง อย่าลืมโพสท่าตัวเองให้เป็นรูปตัว S  นะคะ เพียงแค่คุณงอเข่าเล็กน้อย เทไหล่มาข้างหนึ่งจิ๊ดๆ วิธีนี้จะช่วยให้คุณดูผอมและสบายตาขึ้นค่ะ

six-secrets-pose-photograph-perfect-jodee-ball-16
กดศีรษะลงเล็กน้อย 
คุณจะดูดีกว่าการหันหน้าตรงเข้ากล้องเรารับรองได้  อย่าลืมเอียงไหล่เทเข้ากล้องนิดๆ  และถ้าคุณกดคางลงจิ๊ดๆ จะทำรูปคุณยิ่งดูดีขึ้นไปอีกเยอะเลยค๊า และนี่คือ ทริคเล็กๆ น้อยๆ สำหรับการถ่ายรูปให้สวยขึ้นกล้องที่เรานำมาฝากทุกคนกันนะคะ อ่านจบแล้วอย่าลืมนำไปใช้กันล่ะ เราอยากเห็นคุณ สวยขึ้นกล้องกันทุกคนเลย โพสท่าถ่ายรูปให้สนุกกันนะคะ ^ ^


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

ภาพจาก jpballphotography.com

ที่มาจาก brightside.me

Source

          การฉีดโบท็อกซ์ช่วย ลดเลือนริ้วรอย หรือแม้กระทั่งฉีดโบท็อกซ์ปรับรูปหน้าให้เรียวสวยสไตล์เกาหลีก็แสนง่าย แต่นอกจากข้อดีในเรื่องความสวยความงามเหล่านี้แล้ว โบท็อกซ์ยังมีประโยชน์ดี ๆ ที่เราไม่รู้อีกเพียบ

          สมัย นี้อยากสวยก็ไม่จำเป็นต้องไปผ่าตัดศัลยกรรมให้ยุ่งยาก เพียงแค่ฉีดโบท็อกซ์ (Botulinum toxin A) เข็มเดียวก็เนรมิตใบหน้าเรียวกระชับ ไร้ริ้วรอยได้แล้ว แต่สาว ๆ รู้ไหมคะว่า ประโยชน์ของเจ้าโบท็อกซ์ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นสารโปรตีนเสริมความสวย ความงามให้เราเท่านั้น แต่เมื่อฉีดโบท็อกซ์เข้าไปแล้ว ร่างกายอาจจะได้ผลพวงดี ๆ อีกตั้ง 8 อย่าง ที่ขอบอกเลยว่าถ้าได้รู้แล้วจะทึ่ง !


 



          1. ระงับกลิ่นกาย

          สาวคนไหนต้องกลุ้มใจกับกลิ่นตัวที่โชยหึ่งโดยไม่พึงประสงค์อยู่บ่อย ๆ เจ้าโบท็อกซ์ก็ช่วยระงับกลิ่นกายให้คุณได้ด้วยนะคะ ซึ่งข้อมูลนี้ก็ได้รับการยืนยันจากสำนักงานอาหารและยา ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วว่า โบท็อกซ์สามารถเข้าไปยับยั้งการหลั่งเหงื่อใต้วงแขนได้ อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพสูงกว่าผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายทั่วไป

          แต่ระยะเวลาในการระงับเหงื่ออาจจะต้องขึ้นอยู่กับบุคคลเป็นราย ๆ ไป บางคนอาจจะสบายใจได้แค่ 1 สัปดาห์หลังการฉีดโบท็อกซ์เท่านั้น แต่กับบางคนเจ้าโบท็อกซ์อาจจะช่วยระงับเหงื่อได้นานถึง 7 เดือนขึ้นไปเลยทีเดียว และด้วยเหตุผลในการระงับเหงื่อเหล่านี้ ก็ทำให้คุณหมอบางคนถึงกับอ้างสรรพคุณโบท็อกซ์ในเรื่องระงับกลิ่นกาย และแก้ปัญหาเท้าเหม็นกันเลยล่ะ


 


          2. ลดความเครียด

          มีงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารทางจิตเวช สหรัฐอเมริกา เผยว่า สาว ๆ อาสาสมัครที่มีแนวโน้มเป็นโรคเครียดมีอาการเครียดน้อยลงเมื่อเข้ารับการฉีด โบท็อกซ์เพียง 1 เข็ม ซึ่งทีมนักวิจัยก็สรุปออกมาคร่าว ๆ ว่า ที่แนวโน้มความเครียดลดลงอาจจะเป็นเพราะเมื่อรูปลักษณ์ของพวกเธอดูดีขึ้น จึงทำให้รู้สึกแฮปปี้มากขึ้นด้วยนั่นเอง แหม ถ้าฉีดโบท็อกซ์แล้วหน้าออกมาเป๊ะกว่าแต่ก่อน เป็นใครก็คงฟินกันแน่ ๆ ล่ะเนอะ


 


          3. ลดปัญหานอนกัดฟัน

          การนอนกัดฟันเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะเป็นพฤติกรรมนอกเหนือการควบคุมของอำนาจจิตใจ แต่ถ้าได้ฉีดโบท็อกซ์เข้าไปสักเข็ม เจ้าโบท็อกซ์จะช่วยชะลอการบดเบียดของกล้ามเนื้อ ซึ่งเท่ากับว่าสามารถลดปัญหานอนกัดฟันของคุณสาว ๆ ไปด้วยในตัว โดยที่ไม่ส่งผลกระทบกับการเคี้ยว หรือการยิ้มและขยับปากแต่อย่างใด แต่ทั้งนี้โบท็อกซ์ก็จัดเป็นวิธีการลดปัญหาเพียงชั่วคราวเท่านั้น (อาจช่วยได้นานสุดแค่ 4 เดือน) ในทางการแพทย์จึงยังไม่ลงมติว่าโบท็อกซ์สามารถรักษาพฤติกรรมนอนกัดฟันได้ อย่างถาวรนะจ๊ะ




          4. รักษาอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

          ในผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง จนส่งผลกระทบทำให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือแม้แต่ผู้สูงอายุที่มีภาวะกระเพาะปัสสาวะไวต่อความรู้สึก สามารถเข้ารับการรักษาด้วยการฉีดโบท็อกซ์ได้ด้วย โดยมีการยืนยันจากสำนักงานอาหารและยา สหรัฐอเมริกา มาแล้วว่า โบท็อกซ์จะเข้าไปชะลอระบบของกระเพาะปัสสาวะ ทำให้รู้สึกอดทนต่อการปวดปัสสาวะได้นานขึ้นนั่นเอง




          5. ลดอาการมือสั่น

          ผู้ป่วยโรคปลอกหุ้มเส้นประสาทอักเสบ หรือโรค MS ที่มีอาการมือสั่นเป็นผลข้างเคียงของโรค ก็สามารถรักษาอาการมือสั่นด้วยการฉีดโบท็อกซ์ได้เช่นกันค่ะ ยืนยันจากนักวิจัยประเทศออสเตรเลียมาแล้วด้วยว่า โบท็อกซ์มีสรรพคุณลดอาการมือสั่นได้จริง ๆ ด้วยนะเออ




          6. รักษาโรคไมเกรน

          สาวคนไหนที่ทรมานกับโรคไมเกรนมาโดยตลอด อีกทั้งยังเข้าข่ายเป็นผู้ป่วยโรคไมเกรนเรื้อรัง ที่มีความถี่ของอาการเดือนละไม่ต่ำกว่า 15 ครั้ง แต่ละครั้งสร้างความทรมานยาวนานถึง 4 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น คงได้เฮกันแล้วนะจ๊ะ เพราะทางสำนักงานอาหารและยา สหรัฐอเมริกาเขาการันตีมาแล้วว่า โบท็อกซ์สามารถรักษาโรคไมเกรนเรื้อรังได้อยู่หมัด

          นอกจากนี้มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนอร์วีเจียนร่วมกับโรงพยาบาล เซนต์อูลาฟ ยังช่วยยืนยันนั่งยันมาอีกเสียงถึงประสิทธิภาพของโบท็อกซ์กับการรักษาโรคไม เกรน ในเรื่องที่สามารถรักษาอาการไมเกรนได้นานถึง 8 เดือนเป็นอย่างต่ำอีกด้วยจ้า




          7. ลดความเจ็บปวดโรคข้อเข่าเสื่อม

          สาวใหญ่ที่เริ่มมีปัญหาปวดข้อเข่าอยู่บ่อย ๆ และมีแนวโน้มจะเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม นักวิจัยจากมินเนอาโพลิสแนะนำให้ลองฉีดโบท็อกซ์ป้องกันอาการข้อเข่าเสื่อมไป ที่หัวเข่าโดยตรงได้เลย เพราะโบท็อกซ์สามารถลดความเจ็บปวดโรคข้อเข่าเสื่อมได้อยู่หมัด อีกทั้งยังช่วยป้องกันอาการโรคข้อเข่าเสื่อมเรื้อรังจนต้องเข้ารับการผ่าตัด เปลี่ยนเข่าได้อีกทางหนึ่งด้วยนะจ๊ะ




          8. แก้ปัญหาอาการหนังตากระตุก

          สำนักงานอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาชี้แจงว่า สำหรับคนที่มีปัญหาหนังตากระตุก หรือมีอาการตาเขก็สามารถฉีดโบท็อกซ์เพื่อแก้ไขอาการที่อยู่นอกเหนือการควบ คุมของร่างกายเหล่านี้ได้ด้วย แต่ทั้งนี้ผลของการรักษาอาจจะไม่หายขาด เพียงแค่ระงับอาการได้นานประมาณ ​2-3 เดือนเท่านั้น ฉะนั้นจึงยังไม่ถือเป็นการรักษาโรคแต่อย่างใดค่ะ


          เห็นไหมคะว่า โบท็อกซ์ไม่ได้มีดีแค่ช่วยให้หน้าตึงกระชับ หรือรูปหน้าดูดีขึ้นเท่านั้นจริง ๆ แต่ยังมีประสิทธิภาพในการรักษาและแก้ไขอาการผิดปกติบางอย่างของร่างกาย รวมทั้งโรคบางโรคได้อีกต่างหาก.


 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

ไวรัส RSV เป็นไวรัสซึ่งทำให้คุณพ่อคุณแม่กลัวมาก เนื่องจากไวรัส RSVยังไม่มีทั้งยารักษาและวัคซีนป้องกัน และไวรัส RSVมักแพร่ระบาดในช่วงฤดูฝน วันนี้เลยขอนำเรื่องไวรัส RSV ไวรัสร้ายตัวนี้มาบอกกล่าวกันอีกครั้งค่ะ

ไวรัส RSV คืออะไร
Respiratory Syncytial virus หรือ RSV เป็นเชื้อไวรัสที่รู้จักกันกันในวงการแพทย์มานานแล้ว ไวรัส RSVพบครั้งแรกเมื่อปี 1955 (พ.ศ. 2498) มีการตรวจพบในลิงชิมแปนซีที่เกิดอาการป่วยจากหวัด ต่อมาไม่นานก็พบว่าสามารถติดต่อได้ในมนุษย์ และเป็นสาเหตุของอาการหรือโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจโดยเฉพาะในเด็กเล็ก

ร่างกายได้รับไวรัส RSV ได้อย่างไร
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าไวรัส RSV จะพบมากและเจริญเติบโตได้ดีในช่วงที่มีอากาศชื้นโดยเฉพาะหน้าฝน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ไวรัส RSV ติดต่อกันได้ง่ายเพียงการสัมผัสใกล้ชิด หรือสัมผัสสารคัดหลั่งทางตาหรือจมูก และทางลมหายใจ ดังนั้นในเด็กหรือผู้ใหญ่ที่ป่วยเป็นหวัดจึงเสี่ยงต่อการรับและแพร่กระจาย เชื้อไวรัสนี้มาก และเด็กเล็กสามารถได้รับเชื้อไวรัสได้ตั้งแต่แรกเกิดเลยทีเดียว โดยเชื้อ ไวรัส RSV มีระยะฟักตัวประมาณ 2 – 6 วัน

ไวรัส RSV ทำให้เกิดอาการอย่างไร
RSV ก่อโรคในทางเดินหายใจ แบ่งอาการเป็น 3 กลุ่มคือ

  • ทางเดินหายใจส่วนต้นอักเสบ ทำให้มีอาการคล้ายหวัด มีไข้ ไอ น้ำมูกไหล คออักเสบ
  • ทางเดินหายใจส่วนล่างอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ ซึ่งมักเป็นในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี ใน
  • บางรายมีอาการรุนแรง ไข้สูง หอบเหนื่อย ซึ่งมีสาเหตุมาจาก ไวรัส RSV ตั้งแต่ 40 –90 % รวมไปถึงปอดบวม

อาการรุนแรงมากในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี

กลุ่มอาการตายเฉียบพลันในทารก (sudden infant death syndrome, SIDS) พบการตายโดยไม่ทราบสาเหตุ

แต่สงสัยว่าไวรัส RSV อาจมีส่วนร่วมด้วย

ไวรัส RSV ต่างจากหวัดธรรมดาอย่างไร
เด็ก ที่เป็นหวัดธรรมดาจะมีอาการไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล กินน้ำ กินนมได้ อาจกล่องเสียงอักเสบ หลอดลมอักเสบ ไอแบบมีเสมหะร่วมด้วย ซึ่งจะหายได้ใน 5-7 วัน แต่อาการที่เกิดจากไวรัส RSV มีอาการหอบ เหนื่อย บางคนหอบมากจนเป็นโรคปอดบวม หายใจหอบจนอกบุ๋ม หายใจแรงจนหน้าอกโป่ง หายใจออกลำบาก หรือหายใจมีเสียงวี้ดแบบหลอดลมฝอยอักเสบ บางรายไอมากจนอาเจียน ซึมลง ตัวเขียว กินข้าว กินน้ำ กินนมไม่ได้

รักษา ไวรัส RSV อย่างไร
ตอน นี้ไม่มีวัคซีนที่ใช้ป้องกัน ไวรัส RSV รวมถึงไม่มียารักษาโดยเฉพาะ ดังนั้นเมื่อเด็กได้รับไวรัสนี้จึงต้องรักษาตามอาการ เช่น ระวังการขาดน้ำเพราะจะยิ่งทำให้เสมหะเหนียวข้นและเชื้อลงปอด อาจต้องใช้ยาพ่นร่วมกับ oxygen เพื่อช่วยขยายหลอดลม รับประทานยาลดไข้ตามอาการทุก 4 – 6 ชั่วโมงพร้อมกับเช็ดตัวลดไข้ นอนพักผ่อนเยอะๆ ร่างกายก็จะฟื้นตัวอย่างช้าๆ ใช้เวลาประมาณ 7 – 14 วัน จึงจะหาย แต่หลังจากหายแล้ว หลอดลมและถุงลมฝอยของเด็กจะมีอาการอักเสบได้ง่ายเมื่อติดเชื้อครั้งใหม่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลเป็นพิเศษทั้งเรื่องอาหารและการออกกำลังกายใน ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง

แนวทางการป้องกั ไวรัส RSV
การ ป้องกันคือ การล้างมือให้เด็กเล็กบ่อยๆ และพี่เลี้ยงเด็กก็ต้องล้างมือบ่อยๆ เช่นกัน เมื่อมีเด็กป่วย หากเป็นไปได้ให้ผู้ปกครองรับกลับบ้าน แต่หากไม่สามารถรับกลับบ้านได้ ให้แยกเด็กและแยกเครื่องใช้ของเด็กป่วยออกจากเด็กปกติ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค

ไวรัสตัวนี้น่ากลัวนะคะ เพราะถ้ามองเผินๆ คุณพ่อคุณแม่อาจจะคิดว่าน้องเป็นหวัดธรรมดา แต่ถ้าไม่สังเกตอาการให้ดีและปล่อยไว้นานอาจจะกลายเป็นโรคร้ายที่อันตรายต่อ ชีวิตเด็กๆ ได้ค่ะ ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ มีโอกาสที่จะเกิดซ้ำอีกได้ถ้าน้องๆ ร่างกายอ่อนแอ ซึ่งจะกระตุ้นอาการหอบจนทำให้เป็นโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังในที่สุดค่ะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

อาหาร ส่วนใหญ่เริ่มให้ได้ตั้งแต่ 6 เดือน บางอย่างไม่ควรให้ก่อน 1 ขวบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเด็กแต่ละคนและประวัติการแพ้ของคนในครอบครัว หากไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์นะคะ

  1. กล้วย อุดมด้วยคาร์โบไฮเดรตและไฟเบอร์ แต่ต้องเป็นกล้วยสุกเท่านั้น เบบี๋มือใหม่หัดกิน ให้กินกล้วยบดไปก่อน พอโตหน่อยค่อยหั่นเป็นชิ้นๆ ให้เขาหยิบกินเอง
  2. มันเทศ อุดมด้วยโพแทสเซียม วิตามินซี ไฟเบอร์และเบตา-แคโรทีน นำไปปรุงสุกและบด จะได้มันเทศบดเนื้อเนียนที่กินง่าย แถมยังมีรสหวานตามธรรมชาติที่เด็กๆ ชื่นชอบ
  3. อะโวคาโด มีโปรตีนสูง อุดมด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวซึ่งเป็นไขมันดี แต่ต้องเป็นอะโวคาโดสุกเท่านั้น แค่ล้าง ปอกเปลือกและบดจนเนื้อเนียน ก็พร้อมเสิร์ฟ ควรให้กินครั้งละน้อยคู่กับอาหารอื่นๆ เช่น เนื้อหรือไก่บด
  4. ไข่ ไข่ ขาวให้โปรตีนเป็นหลัก ส่วนไข่แดงให้สังกะสีและวิตามินเอ ดี อีและบี 12 ทั้งยังมีโคลีนแต่หากลูกมีโอกาสเสี่ยงแพ้อาหาร เช่น พ่อหรือแม่มีประวัติเป็นภูมิแพ้ ก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อน (อ่านวิธีเริ่มให้ลูกกินไข่โดย พญ. สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจได้ที่นี่ค่ะ)
  5. แครอต อุดมด้วยเบตา-แคโรทีนซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอเมื่ออยู่ในร่างกาย แครอตปรุงสุกมีรสหวานตามธรรมชาติ แต่ต้องสุกจนนิ่มมากจริงๆ
  6. โยเกิร์ต ให้แคลเซียม โปรตีนและฟอสฟอรัสซึ่งทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง และยังมีโพรไบโอซึ่งดีต่อระบบย่อยอาหารและระบบภูมิคุ้มกัน ควรเลือกโยเกิร์ตที่ทำจากนมครบส่วน และเลี่ยงโยเกิร์ตรสผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ถ้าอยากเพิ่มรสชาติ จะผสมผลไม้บดเล็กน้อยก็ได้ (หากลูกมีโอกาสเสี่ยงเป็นภูมิแพ้ เขาอาจแพ้โปรตีนนมในโยเกิร์ต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนให้ลูกกิน)
  7. ชีส อุดมด้วยโปรตีน แคลเซียม รวมทั้งไรโบฟลาวิน (วิตามินบี 2) ซึ่งช่วยเปลี่ยนโปรตีน ไขมันและคาร์โบไฮเดรตเป็นพลังงาน เพียงหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เวลากินจะได้ไม่ติดคอ
  8. เนื้อไก่ อุดมด้วยโปรตีนและวิตามินบี 6 ถ้าลูกไม่ชอบรสชาติของเนื้อไก่ ให้ผสมด้วยผักหรือผลไม้ที่เขาชอบ
  9. ผลไม้ตระกูลส้มหรือเบอร์รี่ อุดมด้วยวิตามินซีที่ช่วยสร้างคอลลาเจนในกล้ามเนื้อ กระดูกและเนื้อเยื่ออื่นๆ และช่วยดูดซึมธาตุเหล็ก ผลไม้ตระกูลส้มยังมีโพแทสเซียมซึ่งทำให้กล้ามเนื้อหดตัวและช่วยรักษาสมดุล ของสารน้ำในร่างกาย แต่ผลไม้เหล่านี้มีความเป็นกรดสูง จึงควรให้กินหลัง 1 ขวบไปแล้ว
  10. เนื้อแดง ให้ธาตุเหล็กในรูปแบบที่ดูดซึมง่าย สำหรับเบบี๋เพิ่งหัดกิน ควรบดละเอียดผสมกับผัก ส่วนเบบี๋มือเก๋า ก็หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และปรุงให้สุกจะได้เคี้ยวง่าย
  11. ฟักทอง อุดมด้วย เบตา-แคโรทีน ทั้งยังให้วิตามินซี โพแทสเซียม ไฟเบอร์ โฟเลต วิตามินบีและมีแม้กระทั่งกรดไขมันโอเมกา-3 ปรุงด้วยการปอกเปลือก นึ่งหรือต้มจนนิ่ม แล้วบดจนเนียน
  12. ปลา ปลาเนื้อขาวอุดมด้วยโปรตีน ส่วนปลาที่มีไขมันสูงอย่างแซลมอนก็ให้วิตามินชนิดที่ละลายในไขมัน รวมทั้งกรดไขมันจำเป็นอย่าง DHA แต่ปลาก็อาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ หากลูกคุณมีโอกาสเสี่ยงเป็นภูมิแพ้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนให้ลูกกิน
  13. มะเขือเทศ อุดมด้วยไลโคปีนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ถ้านำมะเขือเทศมาต้มสุกพร้อมกับไขมัน ร่างกายจะดูดซึมไลโคปีนได้ดีขึ้น
  14. ถั่วกินฝัก อุดมด้วยวิตามินเคซึ่งเป็นสารอาหารที่ผนึกกำลังกับแคลเซียมเพื่อช่วยเสริม สร้างกระดูกที่แข็งแรง และยังอุดมด้วยวิตามินเอและซีซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ กรดโฟลิกและวิตามินบี แถมยังช่วยเพิ่มไฟเบอร์อีกต่างหาก
  15. บร็อคโคลี อุดมด้วยวิตามินซี ทั้งยังมีเบตา-แคโรทีน กรดโฟลิก ธาตุเหล็ก โพแทสเซียมและไฟเบอร์ด้วย แต่ถ้านำบร็อคโคลีไปต้ม ปริมาณวิตามินซีจะลดลงถึงครึ่งหนึ่ง การนึ่ง ลวกหรือใช้เตาไมโครเวฟจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด
  16. พาสตา อุดมด้วยคาร์โบไฮเดรตซึ่งจะย่อยสลายเป็นพลังงานให้ร่างกายนำไปใช้ รสชาติอ่อนๆและรูปทรงที่หลากหลายของพาสตาเป็นที่ชื่นชอบของเด็กทุกวัย เลือกพาสตาอันเล็กๆ นำไปต้มจนนิ่ม เด็กๆ มักชอบหยิบกินเอง

 ขอขอบคุณข้อมูลจาก : amarinbabyandkids

Source

 

เรียวขางามๆ ของหญิง ปกติไม่ต้องดูแลสักเท่าไร แต่ในยามตั้งครรภ์ เผลอหน่อยเดียว เกิดอาการบวมไปถึงเท้า ดูเหมือนอึ่งอ่างยามพองตัวยังไงยั้งงั้น แถมมีเส้น

เลือดขอดเขียวๆ ปรากฏเป็นร่างแหใต้ข้อพับ พร้อมไปกับอาการเมื่อยล้าตลอดขาถึงปลายเท้าเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ไปเดินมาราธอนกับเขาที่ไหนสักหน่อย



เส้นเลือดขอด..เรื่องธรรมชาติ

เป็นธรรมชาติของคนเป็นแม่ ร่างกายช่วงนี้มีปัญหาแรงดันส่งเลือดดำไม่สะดวกเลือดดำเลยมาอออุดตันเป็น ลักษณะโป่งพอง เห็นเป็นเส้นเลือดขอดอยู่ตามผิวหนังชั้นนอกบน


หากปฏิบัติตัวถูกต้องเสียตั้งแต่แรก จะช่วยป้องกันได้ ถ้าตอนนี้เป็นแล้ว ก็อย่าวิตก เพราะหลังคลอดอาการเส้นเลือดขอดจะค่อยบรรเทาเบาบางหรือหายไปถ้าเป็นไม่มาก คนที่เป็นมาก ไม่จางหายไปเอง ก็สามารถผ่าตัดเส้นเลือดขอดออกได้บ้างหลังคลอดแล้ว


บรรเทาบวม

ส่วนอาการบวมที่ขาและเท้า ส่วนใหญ่จะเป็นกันในช่วงสัปดาห์ที่ 36-37 เนื่องจากว่าอาการนี้เป็นไปตามกลไกธรรมชาติ คงไม่มีทางป้องกันได้ นอกจากจะบรรเทาให้บวมน้อยลงเท่านั้น คือต้องพักจากท่ายืนหรือนั่งเป็นการนอนพักบ้าง โดยเฉพาะนอนในท่าตะแคง เลือดจะกลับไปที่หัวใจได้ดีขึ้น




10 วิธี พิชิตเส้นเลือดขอดและบวม

1.ออกกำลังกายสม่ำเสมอให้ช่วงขาแข็งแรง กล้ามเนื้อจะได้มีแรงบีบส่งแรงดันเลือดดำกลับไปฟอกที่ร่างกายส่วนบนได้ตาม ปกติ ในช่วงที่อายุครรภ์มากขึ้น ออกกำลังกายไม่ค่อยสะดวก แนะนำให้ใช้วิธีเดินในน้ำ แรงต้านของน้ำจะทำให้ได้ออกแรงมากขึ้น แต่ร่างกายไม่หักโหม

2.ไม่ยืนทำงานอยู่กับที่นิ่งๆ นานๆ เช่น รีดผ้า ทำกับข้าว ฯลฯ พยายามเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ เป็นเดินไปมา(ได้ออกกำลัง) หรือลงนั่งสลับบ้าง ยืดหยุ่นกล้ามเนื้อน่องอยู่เสมอ

3.เวลานั่งนานๆ ก็ควรลุกขึ้นเปลี่ยนท่าทางบ้าง และไม่นั่งไขว่ห้างอย่างเด็ดขาด

4.ยกขาขึ้นสูงในระดับเสมอกับลำตัวขณะพักผ่อนในท่าสบายๆ และจะดีมากทีเดียวถ้ายกขาให้ขึ้นเสมอระดับหัวใจได้

5.รักษาระดับน้ำหนักตัวไม่ให้ขึ้นมากเกินกำหนด

6.รับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากๆ ป้องกันอาการท้องผูกซึ่งในช่วงนี้อาจทำให้เป็นริดสีดวงได้ง่าย

7.นอนตะแคง น้ำหนักจะได้ไม่กดทับเส้นเลือด

8.สวมผ้ายืดพยุงกล้ามเนื้อที่ขา

9.อย่ารับประทานอาหารเค็มจัด

10.ใส่รองเท้าที่โปร่งสบาย จะได้ไม่คับในช่วงเย็นหรือเมื่อยืนเดินมาทั้งวัน



บวมไม่ธรรมดา

อาการบวมของแม่ตั้งครรภ์อาจไม่ปกติธรรมดา ถ้าสังเกตว่าได้พักผ่อน หลีกเลี่ยงการเดิน ยืนนานๆ ก็แล้วยังไม่หายบวม ควรไปให้คุณหมอตรวจ หากพบว่าความ

ดันโลหิตสูงด้วย อาจเป็นเรื่องของครรภ์เป็นพิษก็ได้ ซึ่งคุณหมอจะได้ทำการรักษาดูแลอย่างใกล้ชิด.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

ข่าวดี! ครม.เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการจ่ายเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด ให้แก่ครอบครัวยากจน ที่อยู่นอกระบบประกันสังคม จากเดิมที่กำหนดให้จ่ายเงินตั้งแต่เด็กแรกเกิด จนอายุครบ 1 ปี ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2558 ถึงวันที่ 30 ก.ย.59 หัวละ 400 บาทต่อเดือน ขยายเป็นตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 3 ปี พร้อมทั้งเพิ่มวงเงินเป็น 600 บาทต่อเดือน

เด็กที่มีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดนี้จะต้องเป็นเด็กสัญชาติ ไทย บิดาและ/หรือมารดามีสัญชาติไทย เกิดระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2558 – 30 กันยายน 2559 และอยู่ในครัวเรือนยากจนและครัวเรือนที่เสี่ยงต่อความยากจน โดยรัฐอุดหนุนรายละ 400 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นเวลา 1 ปี

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 22มี.ค.59 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พณ.) ให้ขยายระยะเวลาการจ่ายเงินอุดหนุนในโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดู เด็กแรกเกิด จากเดิมที่กำหนดให้จ่ายเงินตั้งแต่เด็กแรกเกิด จนอายุครบ 1 ปี ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2558 ถึงวันที่ 30 ก.ย.59 หัวละ 400 บาทต่อเดือน ขยายเป็นตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 3 ปี พร้อมทั้งเพิ่มวงเงินเป็น 600 บาทต่อเดือน เนื่องจากค่าใช้จ่ายในเรื่องอาหารที่มีผลต่อการเจริญเติบโตต่อการพัฒนาสมอง หัวเฉลี่ยอยู่ที่ 500 – 800 บาท จึงหาเกณฑ์ที่เหมาะสม คือ 600 บาทต่อเดือน

รัฐบาลเล็งเห็นว่า ในปัจจุบันมีเด็กเล็กในช่วงอายุ 0 – 6 ปี เพียง 1.2 ล้านคนเท่านั้น ที่ได้รับการคุ้มครองด้วยเงินสงเคราะห์บุตรจากประกันสังคม ขณะที่อีกกว่า 4 ล้านคน ไม่ได้เงินสนับสนุนจากรัฐ ถือเป็นช่องว่างทางสังคมอย่างหนึ่งที่ควรได้รับการแก้ไข จึงได้ทุ่มเงินงบประมาณถึง 600 กว่าล้านบาท ให้กับโครงการนี้ โดยจะเมื่อจบโครงการคาดว่า ร้อยละ 95 ของเด็กที่ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดจะได้รับการเลี้ยง ดูที่มีคุณภาพและมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย

ทั้งนี้การลงทุนสำหรับเด็กในช่วงวัย 0 – 6 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่มีความสำคัญที่สุด ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสร้างรากฐานที่สำคัญ ให้เด็กสามารถเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพของสังคมและเป็นกำลังสำคัญในการ พัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

ในส่วนของประโยชน์ต่อคุณพ่อคุณแม่ เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดนี้จะช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็ก ทำให้เด็กแรกเกิดได้รับการเลี้ยงดูที่มีคุณภาพ เข้าถึงบริการทางสาธารณสุข ซึ่งจะสามารถส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในช่วงวัยอื่นๆ ต่อไป

ทั้งนี้ ได้กำหนดให้หญิงตั้งครรภ์ที่ กำหนดคลอดวันที่ 1 ต.ค.2558-30 ก.ย.2559 ที่ฐานะยากจนและเสี่ยงต่อความยากจนลงทะเบียนรับสิทธิ์ระหว่างวันที่ 15 ก.ย.2558-31 มี.ค.2559 ที่องค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ และที่สำนักงานเขตใน กทม.กรณีที่ลงทะเบียนไม่ทันตามกำหนดให้ยื่นเรื่องที่กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) หรือที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) ทุกจังหวัดจนถึงวันที่ 30 ก.ย.2559

หลักเกณฑ์ในการลงทะเบียนรับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด

เกิดระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2558 ถึง 30 กันยายน 2559
พ่อแม่ หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย
มีรายได้เฉลี่ยต่อคน ต่ำกว่า 3,000 บาทต่อเดือน
ครอบครัวมีภาระพึ่งพิง หรือสภาพที่อยู่อาศัยทรุดโทรม หรือไม่มีรถยนต์ส่วนบุคคล หรือเป็นเกษตรกรที่มีที่ดินทำกินไม่เกิน 1 ไร่
ไม่ได้รับสวัสดิการอื่นๆ จากรัฐ รัฐวิสาหกิจ กองทุนประกันสังคม

เอกสารในการลงทะเบียน

แบบลงทะเบียน (ดร.01) (รับที่สถานที่ลงทะเบียน)
แบบรับรองสถานะของครัวเรือน (ดร.02) ที่ได้รับการรับรองแล้ว
สำเนาบัตรประชาชนของคุณแม่
สำเนาเอกสารการฝากครรภ์ หรือสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก
สำเนาสูติบัตรเด็กแรกเกิด (นำมายื่นหลังคลอด)
สำเนาสมุดบัญชีธนาคารกรุงไทย (กรณีต้องการรับเงินผ่านบัญชี)
เมื่อ ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว สามารถรับเงินด้วยตนเองได้ที่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) หรือ กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) หรือรับผ่านบัญชีธนาคาร

หมายเหตุ

ลงทะเบียนหลังวันที่ 31 มีนาคม 2559 ได้ที่ พมจ. หรือ ดย.
กรณีแม่เป็นบุคคลต่างด้าว ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร์ หรือเสียชีวิต อนุโลมให้พ่อสัญชาติไทยตามสูติบัตร ลงทะเบียนแทนได้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่

สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.)
กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) โทร. 0-2651-6532
ศูนย์ช่วยเหลือสังคม (OSCC) โทร. 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

โรคมือ เท้า ปาก เป็นโรคที่พ่อแม่จะต้องระวังให้มาก เพราะสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งที่บ้านและในโรงเรียน และอาการของโรคมือ เท้า ปากก็ คล้ายกับโรคหวัดจนพ่อแม่ไม่ทันสังเกตถึงความรุนแรง จนบางครั้งกว่าจะรู้และรักษาให้หาย เด็กก็อาจเสียชีวิตได้ ดังนั้นเราจึงควรรู้เรื่องโรคมือ เท้า ปาก กันไว้เพื่อหาทางป้องกัน ดูแล และรักษาให้ทันท่วงที


สาเหตุของโรคมือ เท้า ปาก
โรคมือ เท้า ปาก (Hand-Foot-and-Mouth Disease: HFMD) เกิดจากเชื้อไวรัสหลายตัวในตระกูลเอนเตอโรไวรัส ซึ่งมีกว่า 70 สายพันธุ์ โดยมากเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จะรับเชื้อได้ง่าย ไวรัสตัวนี้ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางสมองได้ค่อนข้างรุนแรงอาจเป็นอันตราย ถึงชีวิตได้

การแพร่กระจายของโรคมือ เท้า ปากส่วนใหญ่แล้วเกิดจาก การสัมผัสกันเป็นหลัก โดยเชื้อไวรัสอาจติดมากับมือหรือของเล่นที่เปื้อนน้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มพองและแผล หรืออุจจาระของเด็กที่ป่วย รวมไปถึงการไอจามรดกัน ซึ่งจะติดต่อกันง่ายมากขึ้นในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วย ดังนั้นเด็กที่คลุกคลีและเล่นกับเด็กที่ป่วยจึงมีโอกาสติดเชื้อได้สูง


โรคมือเท้าปาก, มือ เท้า ปาก, โรคติดต่อ, โรคระบาด, เชื้อไวรัส, เป็นไข้, ตัวร้อน, ลูกไม่สบาย, ไอ, จาม, สารคัดหลั่ง, น้ำมูก, ยาลดไข้, ยาแก้ไข้



อาการโรคมือ เท้า ปาก เป็นอย่างไร
อาการโรคมือ เท้า ปากระยะ แรกจะเริ่มจากเป็นไข้ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย อาจมีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ เสียงแหบ (คล้าย เป็นหวัด) อาเจียนหรือถ่ายเหลวร่วมด้วย ต่อมาเป็นผื่นและตุ่มน้ำใสที่บริเวณปาก ฝ่ามือ และฝ่าเท้า บางครั้งอาจจะมีผื่นขึ้นที่บริเวณก้นด้วย ลักษณะสำคัญเฉพาะโรคนี้คือ ตุ่มน้ำใสที่ขึ้นในปากจะมีขนาดเล็กและแตกเป็นแผลตื้นๆ โดยเฉพาะบริเวณลิ้นและกระพุ้งแก้ม ทำให้เด็กกินอาหารได้ลดลง และน้ำลายไหลมากผิดปกติ ส่วนตุ่มใสที่มือและเท้าจะไม่แตกเหมือนตุ่มในปาก

แม้ว่าอาการของเด็กที่เป็นโรคมือ เท้า ปากจะแยกจากโรค ทั่วไปได้ยาก แต่ก็พอจะมีสิ่งที่สังเกตได้อยู่ ถ้าลูกมีไข้โดยไม่รู้สาเหตุว่าเกิดจากอะไรควรหยุดเรียนเพื่อรอดูอาการอย่าง น้อย 5-7 วัน หากไข้ลดลงแล้วไม่มีตุ่มใสขึ้นก็ไปโรงเรียนได้ตามปกติ แต่หากเฝ้าดูอาการแล้วพบว่ามีตุ่มขึ้นก็อาจจะเป็นโรคมือ เท้า ปาก และเมื่อพบว่าลูกป่วยเป็นโรคนี้ควรให้ลูกหยุดเรียน เพื่อลดการแพร่กระจายของโรคมือ เท้า ปาก ดังนั้นหลักในการสังเกตง่ายๆ จึงอยู่ที่ตุ่มใสที่ขึ้นร่วมกับอาการมีไข้



โรคมือเท้าปาก, มือ เท้า ปาก, โรคติดต่อ, โรคระบาด, เชื้อไวรัส, เป็นไข้, ตัวร้อน, ลูกไม่สบาย, ไอ, จาม, สารคัดหลั่ง, น้ำมูก, ยาลดไข้, ยาแก้ไข้ โรคมือเท้าปาก, มือ เท้า ปาก, โรคติดต่อ, โรคระบาด, เชื้อไวรัส, เป็นไข้, ตัวร้อน, ลูกไม่สบาย, ไอ, จาม, สารคัดหลั่ง, น้ำมูก, ยาลดไข้, ยาแก้ไข้


โรคมือเท้าปาก, มือ เท้า ปาก, โรคติดต่อ, โรคระบาด, เชื้อไวรัส, เป็นไข้, ตัวร้อน, ลูกไม่สบาย, ไอ, จาม, สารคัดหลั่ง, น้ำมูก, ยาลดไข้, ยาแก้ไข้ โรคมือเท้าปาก, มือ เท้า ปาก, โรคติดต่อ, โรคระบาด, เชื้อไวรัส, เป็นไข้, ตัวร้อน, ลูกไม่สบาย, ไอ, จาม, สารคัดหลั่ง, น้ำมูก, ยาลดไข้, ยาแก้ไข้

อาการโรคมือ เท้า ปาก รุนแรงขนาดไหนจึงควรพบแพทย์
จริงๆ แล้วเมื่อสังเกตอาการแล้วว่าใช้โรคมือ เท้า ปาก ก็ควรรีบพาพบแพทย์ได้เลยโดยไม่ต้องรอดูอาการ หรือรอให้เกิดความรุนแรงของโรค โดยให้สังเกตง่ายๆ ว่า เมื่อผ่านไป 2 วัน เด็กจะซึม อ่อนแรง ชักกระตุก มือสั่น เดินเซ หอบ อาเจียน หากพบอาการเหล่านี้จะต้องพบแพทย์โดยด่วน เพราะเป็นอาการของโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงมากคือ ภาวะสมองอักเสบ ซึ่งอาจทำให้พิการหรือเสียชีวิตได้


โรคมือ เท้า ปาก รักษาอย่างไร
เนื่องจากโรคมือ เท้า ปาก ไม่ มีวัคซีนและยาเฉพาะในการรักษา ก็จะเป็นการรักษาตามแต่อาการที่เป็นเท่านั้นเอง เช่น ให้ยาลดไข้ เช็ดตัวลดไข้ ให้กินอาหารอ่อนๆ และอาหารที่มีความเย็น เช่น น้ำผลไม้ ไอศกรีม เพื่อลดอาการเจ็บที่ปาก ลิ้น และทำให้เด็กกินได้มากขึ้น คุณพ่อคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงอาหารแข็งและอาหารร้อนๆ

นอกจากนั้นเด็กอาจมีอาการท้องร่วง อ่อนเพลีย เนื่องจากสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ควรให้เด็กดื่มสารละลายเกลือแร่ร่วมด้วย แต่หากลูกเกิดตัวเขียว หายใจหอบเหนื่อย มือซีด อาการแย่ลงอย่างรวดเร็ว ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลด่วน โดยปกติโรคนี้สามารถหายได้เองภายใน 5-7 วัน เมื่อไข้ลด ตุ่มน้ำยุบ กินอาหารได้ตามปกติ ลูกก็สามารถไปโรงเรียนได้


โรคมือเท้าปาก, มือ เท้า ปาก, โรคติดต่อ, โรคระบาด, เชื้อไวรัส, เป็นไข้, ตัวร้อน, ลูกไม่สบาย, ไอ, จาม, สารคัดหลั่ง, น้ำมูก, ยาลดไข้, ยาแก้ไข้






โรคมือ เท้า ปาก ป้องกันและดูแลอย่างไร

ป้องกันโรคมือ เท้า ปากจากที่บ้าน

  • การดูแลสุขภาพ : การรักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอโดยการออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำสะอาด และพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ทำความสะอาดร่างกาย : อาบน้ำวันละ 2 ครั้งทุกวันเพื่อชำระสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย ล้างมือก่อนกินข้าว รวมทั้งก่อนและหลังการใช้ห้องน้ำ หรือหลังจากมีการไอจาม (สัมผัสน้ำมูกน้ำลาย) และถ้าลูกเป็นโรคมือ เท้า ปากควรใช้ผ้าปิดจมูก-ปาก หรือสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันเวลาไอจามด้วย
  • ทำความสะอาดของเล่นหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว : ควรหมั่นทำความสะอาดของเล่น โต๊ะ เก้าอี้ ที่ลุกจะต้องเล่นหรือใช้เป็นประจำ โดยใช้สบู่ ผงซักฟอก หรือน้ำยาชะล้างทำความสะอาด แล้วทำให้แห้ง และควรทำให้บ้านมีความโปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก

ป้องกันโรคมือ เท้า ปากที่โรงเรียน

  • แยกแก้วน้ำ/หลอดดูดน้ำ : เด็กแต่ละคนควรมีแก้วน้ำเป็นของตัวเอง และของเล่นที่เอาเข้าปากต้องแยกไม่ให้เด็กคนอื่นเวียนมาใช้ก่อนจะทำความสะอาด
  • มาตรการล้างมือ : ทุกคนที่ดูแลสัมผัสเด็กควรล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปื้อนน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระ ด้วยการใช้สบู่ล้างมือซึ่งจะสามารถชำระสิ่งสกปรกได้ดีกว่าการใช้แอลกอ ฮอลล์เจล
  • มีห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะ : ห้องน้ำต้องอยู่ห่างจากบริเวณโรงอาหารให้มากที่สุด หากเป็นโถส้วมชนิดคอห่านต้องสูงจากพื้นห้องไม่น้อยกว่า 8 นิ้ว พื้นห้องน้ำต้องไม่ลื่น ทำความสะอาดง่าย มีแสงสว่างเพียงพอ และมีช่องหรือพัดลมระบายอากาศ เป็นต้น
  • ตรวจแถวดูสุขภาพ : การตรวจแถวเด็กก่อนเข้าเรียนทุกวันเพื่อสังเกตสุขภาพของเด็กจึงเป็นเรื่อง สำคัญ หากพบว่าเด็กมีไข้ หรือมีผื่น มีแผลในปาก ไม่ควรให้เข้าเรียน เพราะอาการของโรคในเด็กแต่ละคนมีมากน้อยแตกต่างกัน ระยะต้นบางคนมีอาการไข้แต่ไม่มีผื่น ถ้าละเลยอาจทำให้เชื้อแพร่กระจายได้
  • หมั่นรักษาความสะอาด : ทั้งห้องเรียนและห้องน้ำควรมีการทำความสะอาดทุกวัน หรือทุกครั้งเมื่อมีการเปื้อนน้ำลาย น้ำมูก หรือสิ่งสกปรก รวมทั้งของเล่นและเครื่องใช้ต่างๆ ด้วย


โรคมือเท้าปาก, โรค มือ เท้า ปาก



ถ้ามีเด็กป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปากที่โรงเรียน โรงเรียนควรทำอย่างไร

      • ไม่ให้เด็กป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปากเข้าเรียนจนกว่าจะหายดี เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ หากพบเด็กป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปากต้องรีบแยกออกจากเด็กคนอื่น
      • ใน 1 สัปดาห์ถ้ามีเด็กป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปากมากกว่า 2 รายในชั้นเรียนเดียวกัน หรือมีเด็กป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปากที่ได้รับการตรวจยืนยันว่าติดเชื้อเชื้ออีวี 71 ตั้งแต่ 1 รายขึ้นไป ให้พิจาณาปิดเฉพาะห้องหรือชั้นเรียนนั้น
      • ถ้ามีเด็กป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปากหลายชั้นเรียน ให้พิจารณาปิดโรงเรียนเป็นเวลา 5 วัน
      • ระหว่างปิดโรงเรียนควรทำความสะอาดสถานที่ อุปกรณ์ ของเล่น และสิ่งของต่างๆ ด้วยน้ำยาทำความสะอาดและวิธีทำความสะอาดที่เหมาะสม
      • เมื่อสิ้นสุดระยะเวลา 5 วัน รวมทั้งได้มีการทำความสะอาดเป็นอย่างดี และมีการตรวจสอบแล้วว่าไม่มีนักเรียนมีอาการป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปากเพิ่มอีก จึงสามารถเปิดโรงเรียนได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source