Are you looking for the best website template for your web project? Look no further as you are already in the right place! WebSite BIGtheme.NET In our website templates section you will find tons of beautiful designs - for any kind of business and of any style. You are in a unique place - join us today
ครูวรรณ

ครูวรรณ

Website URL: http://www.kruone.com

          ภัยใกล้ตัวลูกที่ แฝงมากับอาหารบางอย่างคุณพ่อคุณแม่อาจจะคาดไม่ถึง หากสะสมมากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพลูก วันนี้มีเกร็ดความรู้จากนิตยสาร Mother & Care เรื่องภัยแฝงในอาหาร พร้อมเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพสำหรับลูกน้อย มาฝากกัน อีกทั้งคุณพ่อคุณแม่ก็สามารถนำเคล็ดลับที่เรานำมาฝากไปปรับใช้ในชีวิตประจำ วันได้อีกด้วยค่ะ ^^

          นอก จากเชื้อโรคต่าง ๆ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น สารเคมีบางตัวก็อาจปนเปื้อนมากับสภาพแวดล้อมหรืออาหารที่เรากินอยู่ เมื่อร่างกายได้รับสารเคมี และมีการสะสมอยู่ในร่างกายมากเกินไป อาจส่งผลกระทบกับสุขภาพ มาทำความรู้จัก รู้ถึงภัยแฝง และวิธีป้องกันปัญหาสุขภาพลูกรักกันค่ะ

1. โซเดียม

          คือ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ เรียกง่าย ๆ ว่า เกลือแกงนี่แหละค่ะ เราพบในรูปแบบของวัตถุดิบในการปรุงรส ที่จริงเครื่องปรุงรสต่าง ๆ ในครัว เช่น ซอสปรุงรสอย่างซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว น้ำปลา ผงชูรส ซอสหอยนางรม ผงปรุงรส รวมไปถึงขนมขบเคี้ยว กรุบกรอบ อาหารแปรรูป อาหารกึ่งสำเร็จรูปต่าง ๆ น้ำสีและเครื่องดื่ม ล้วนมีโซเดียมเป็นส่วนผสมประกอบอยู่

          ภัยแฝง : ร่างกายมีความจำเป็นต้องได้รับเกลือแร่ เพื่อทำหน้าที่ควบคุมของเหลวในร่างกายให้สมดุล รักษาระดับความดันโลหิตในร่างกายให้ปกติ และช่วยในเรื่องระบบประสาทและกล้ามเนื้อ แต่หากได้รับเกินความจำเป็น ปัญหาที่จะติดตามมาก็คือ ความดันโลหิต โรคไต เป็นต้น

Healthy for You

          การ กินแต่พอดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป คำนึงถึงวัย และสภาพร่างกาย พร้อมกับหมั่นออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย ก็จะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บไม่ป่วยได้ง่าย ๆ

2. บอแรกซ์

          เรียก แบบบ้าน ๆ ก็คือ น้ำประสานทอง หรือผงกันบูด เป็นสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรม เช่น ทำแก้วเพื่อให้ทนความร้อน เป็นสารที่ใช้ประสานในการเชื่อมทอง หรือหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราในแป้งทาตัว เป็นต้น แต่กลับมีการนำมาผสมในอาหาร เพื่อให้อาหารมีความยืดหยุ่น กรอบ คงตัวได้นาน ไม่บูดเสียได้ง่าย และอาหารที่พบว่ามีสารบอแรกซ์ ได้แก่ เนื้อสัตว์ต่าง ๆ (หมูสด หมูบด เนื้อสด) ลูกชิ้น ทอดมัน ไส้กรอก ผลไม้ดอง ทับทิมกรอบ ลอดช่อง เป็นต้น

         
ภัยแฝง :
ผลกระทบที่เกิดจากการได้รับสารปนเปื้อนคือ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย อุจจาระร่วง ปวดศีรษะ หงุดหงิด ผิวหนังอักเสบ ผมร่วง

Healthy for You

          ก่อน เลือกซื้อเนื้อสัตว์ให้เลือกจากร้านที่ถูกสุขลักษณะ หรือไม่ซื้อหมูบดสำเร็จรูป ควรซื้อเป็นชิ้นแล้วนำมาบดหรือสับเอง เลี่ยงอาหารที่มีลักษณะกรอบเด้งหรืออยู่ได้นาน ๆ

3. สไตรีน

          ถ้วย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (ที่บรรจุบะหมี่) หรือการใช้กล่องโฟมเป็นภาชนะบรรจุอาหาร โดยเฉพาะอาหารทอดด้วยน้ำมัน เช่น ไข่ดาว ผัดซีอิ๊ว เป็นต้น เพื่อความสะดวกรวดเร็วที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดีนั้น เมื่อกล่องโฟมหลอมละลาย หรือถ้วยสัมผัสกับความร้อน อาจเกิดการละลายแปลงเป็นสารก่อมะเร็งปนเปื้อนในอาหาร

          ภัยแฝง : สไตรีนจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 อย่างคือ ไขมันในอาหาร ระยะเวลา และอุณหภูมิระหว่างการสัมผัสของอาหารกับภาชนะ ซึ่งอาหารที่มีไขมันสูงจะทำให้มีการละลายออกมาของสไตรีนมากกว่าอาหารที่ไม่ มีไขมันเป็นส่วนประกอบ

Healthy for You

          ใช้ ถุงร้อนหรือรอให้อาหารเย็นก่อนบรรจุในกล่องโฟม หรือมีกล่องใส่อาหาร ปิ่นโตสักใบเพื่อรองรับอาหารของคุณ ก็น่าจะช่วยลดปริมาณขยะ และมีสุขภาพที่ปลอดโรคเพิ่มขึ้นค่ะ

4. ตะกั่ว

          กลุ่ม คนที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคพิษตะกั่ว ได้แก่ คนงานที่ทำเหมืองตะกั่ว โรงงานผลิตแบตเตอรี่ โรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ โรงงานผลิตสี โรงงานผลิตสารพิษกำจัดศัตรูพืช ในกลุ่มของเด็กนั้นการได้รับสารตะกั่วมาจากการหยิบสิ่งของเข้าปาก การกินอาหาร เช่น น้ำดื่ม และการหายใจเอาสารตะกั่วเข้าไป

          ภัยแฝง : โอกาสที่จะได้รับมาจากการสูดดมท่อไอเสียรถยนต์ ฝุ่นละออง นอกจากนี้เป็นอาหารและน้ำที่มีการเจือปนตะกั่ว และผลที่เกิดขึ้นคือ ระบบทางเดินอาหาร เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด เช่น มีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และอาจส่งผลในเรื่องระบบประสาท หรือทำให้เม็ดเลือดแดงอายุสั้นลง ทำให้เป็นโรคเลือดจาง เป็นอันตรายต่อระบบประสาท ไต ตับ และหัวใจ

Healthy for You

          ตะกั่ว แม้จะไม่ได้อยู่ในส่วนของวิถีชีวิตมากเหมือนสารเคมีตัวอื่น ๆ แต่ก็สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทางปากผ่านการกินอาหาร และน้ำดื่มที่ปนเปื้อนตะกั่ว โดยเฉพาะทางการหายใจฝุ่นละออง ไอเสียรถยนต์ ดังนั้น การมีผ้าปิดจมูก หรือเลี่ยงสถานที่ที่มีมลพิษน่าจะเป็นทางออกของปัญหานี้

5. สารหนู

          เป็น โลหะหนักที่มาจากการใช้ปุ๋ย การใช้ยาฆ่าแมลงในการเกษตร (พืช ผัก ผลไม้) น้ำดื่ม เครื่องสำอาง และยาแผนโบราณบางชนิดที่มีสารปรอทเป็นส่วนผสม อุตสาหกรรมฟอกหนัง และโรงงานถลุงเหล็ก เป็นต้น

          ภัยแฝง : เมื่อร่างกายได้รับสารหนูทางการหายใจหรือการกินอาหารที่ปนเปื้อน สารหนูจะอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น เลือด ปัสสาวะ เส้นผม และเนื้อเยื่ออื่น ๆ ในปริมาณแตกต่างกันไป และแสดงอาการได้หลายระบบ เช่น ผิวหนังเกิดการระคายเคือง ตาแดง ตาอักเสบ ทำให้หลอดลมเกิดการอักเสบ มีอาการอาเจียน ท้องเดิน ปวดหลัง เป็นต้น

Healthy for You

          หาก เป็นอาหาร เช่น พืช ผัก ผลไม้ ก็เน้นการทำความสะอาดก่อนปรุง โดยเฉพาะการใช้ยา ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของคุณหมอดีกว่า ไม่ควรซื้อยากินเอง เพราะการกินยาที่มีสารหนูหรือปรอทปนเปื้อนในปริมาณที่สูงเกินค่าที่กำหนด จะทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงได้ ป้องกันไว้ก่อนเป็นวิธีที่น่าลองที่สุดค่ะ

6. สารปรอท

          เป็น สารที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศ น้ำและดินเป็นส่วนใหญ่ เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง การเผาขยะ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ตามบ้านเรือน และโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้สารปรอทเป็นวัตถุดิบ เช่น โรงงานผลิตเยื่อกระดาษ โรงงานผลิตพลาสติก โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ หรือโรงงานไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหิน นอกจากนี้ยังพบสารปรอทในเครื่องสำอางและอาหาร เช่น น้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนสารปรอท

          ภัยแฝง : เมื่อสารปรอทเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะทางใดก็ตาม ล้วนมีผลต่อร่างกายทั้งสิ้น เช่น ผ่านการหายใจ สูดดม หรือกินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนสารปรอท อาจทำให้เกิดอันตรายกับระบบทางเดินหายใจ ระบบการย่อยได้ หากสัมผัสทางผิวหนัง ก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองสัมผัสทางผิวหนัง

Healthy for You

          ควร เลี่ยงการเข้าใกล้สถานที่ที่มีการเผาไหม้ของขยะหรือเชื้อเพลิงต่าง ๆ โดยเฉพาะอาหารทะเล ควรล้างให้สะอาดทุกครั้งก่อนนำมาปรุงอาหาร และไม่กินอาหารทะเลที่ปรุงไม่สุก การเลือกใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมหรือผลิตจากธรรมชาติ แทนการใช้เครื่องสำอางที่เป็นสารเคมีก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยได้ค่ะ

          ใน ประเทศญี่ปุ่นเกิดกรณีของ โรคมินามาตะ ขึ้น เกิดจากปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมที่มีสารปรอทเจือปนอยู่ลงในอ่าวมีนา ตะ ทำให้มีสารปรอทสะสมอยู่ในปลาและสัตว์น้ำอื่น ๆ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นได้นำปลาและสัตว์ทะเลมากิน ทำให้ประชาชนในบริเวณอ่าวมินามาตะกว่า 2,000 คน มีอาการปวดท้อง ท้องร่วงไม่สามารถควบคุมการทรงตัว การทำงานของกล้ามเนื้อ ประสาทตา และหูเสื่อม ความจำเสื่อม บางรายมีอาการชัก

          นอก จากนี้ยังมีผลต่อทารกที่อยู่ในครรภ์ หากคุณแม่กินอาหารทะเลที่ปนเปื้อนสารปรอทเข้าไปแล้ว สารปรอทจะผ่านไปทางรกเข้าสู่สมองเด็ก ทำให้เด็กที่เกิดมามีอาการพิการทางสมองตั้งแต่เกิด หรือมีปัญหาด้านสติปัญญา.




ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

          คุณแม่มือใหม่หรือคุณแม่หลาย ๆ ท่าน อาจจะเคยคิดว่าเมื่อไหร่ลูกเราจะโต เมื่อไหร่ลูกเราจะเดินได้ แต่ถ้าอ่าน 12 เรื่องต่อไปนี้ที่นำมาฝาก คุณแม่อาจจะเปลี่ยนใจยังไม่อยากให้ลูกน้อยเดินเตาะแตะก็ได้นะคะ ส่วนเด็กแรกเกิดจะ ดีกว่าเด็กวัยเตาะแตะอย่างไร เราหยิบยกตัวอย่างมาฝากคุณแม่กันค่ะ ว่าแต่จะมีเรื่องอะไรบ้างเราไปดูจากนิตยสาร Mother & Care กันเลยค่ะ

          แต่ เมื่อลูกวัยทารกโตขึ้นเข้าสู่วัยเตาะแตะแล้วละก็ คุณแม่อาจจะต้องเปลี่ยนความคิดว่าเลี้ยงลูกแรกเกิดนั้นเป็นเรื่องหมู ๆ ไปเลย หากจะเทียบกับการเลี้ยงลูกวัยเตาะแตะ

          1. เด็กแรกเกิด กินเพียงนมแม่หรือนมผงจนถึงอายุ 6 เดือน (ช่างง่ายดายไม่ต้องตระเตรียมอะไรให้ยุ่งยาก) ขณะที่เด็กวัยเตาะแตะ กินอาหารแข็งที่คุณแม่ต้องพิถีพิถันทำให้ เด็กบางคนกินง่าย บางคนกินยาก บางคนกินขนมกินจุบกินจิบทั้งวันไม่หยุดปาก

          2. เด็กแรกเกิดไม่ต้องสวมรองเท้าขณะที่เด็กวัยเตาะแตะต้องเปลี่ยนไซส์รองเท้าใหม่แทบจะทุกสามเดือน

          3. เด็กแรกเกิดไม่เล่นของเล่น เด็กวัยเตาะแตะอยากเล่นของเล่นใหม่ ๆ อยู่ตลอด

          4. เด็กแรกเกิด สามารถนอนหลับได้ในทุกที่ทั้งบนเตียง ในเปล ในคาร์ซีท ในเป้อุ้ม ขณะที่เด็กวัยเตาะแตะต้องนอนเตียงเท่านั้น กอดสิ่งของข้างกายอันนี้เท่านั้น ใช้ผ้าห่มอันนี้เท่านั้น เป็นต้น

          5. ถ้าพาเด็กแรกเกิดนั่งรถแล้วขับไปที่ไหนสักแห่ง เขาก็จะหลับปุ๋ยอย่างง่ายดาย ขณะที่เด็กวัยเตาะแตะจะชวนพูดคุย ถามโน่นถามนี่ไม่หยุดปากตลอดทาง

          6. เด็กแรกเกิดกับเด็กวัยเตาะแตะบางคนอยากให้แม่อุ้มตลอดเวลา แต่เด็กแรกเกิดหนักแค่ 3-4 กิโลกรัม เด็กวัยเตาะแตะหนัก 8-13 กิโลกรัม

          7. เมื่อลูกวัยทารกดึงผมคุณ คุณอาจจะมองว่าน่ารักและร้องแค่ โอ๊ย ! เจ็บ แต่เมื่อลูกวัยเตาะแตะดึงผมคุณ ก็ได้เวลาสอนเรื่องระเบียบวินัย และอาจต้องทำโทษเสียบ้าง

          8. เด็กแรกเกิดแทบไม่มีอะไรให้ต้องสกปรกเลอะเทอะ ขณะที่เด็กวัยเตาะแตะจะสะอาดแค่ช่วงวินาทีแรกที่ตื่นนอนหลังจากนั้นก็...

          9. ในที่สาธารณะแทบทุกคนจะเข้าใจ คุณหากได้ยินเสียงเด็กแรกเกิดร้องเสียงดัง แต่ถ้าเด็กวัยเตาะแตะร้องเสียงดังลงไปดิ้นกับพื้นแล้วละก็ ไม่มีใครจะมองคุณด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจแน่ ๆ

          10. เด็กแรกเกิดไม่สามารถพูดคำว่า "แม่" ได้มากถึง 40 ครั้ง ใน 12 วินาที แต่เด็กวัยเตาะแตะทำได้

          11. เด็กแรกเกิดไม่สามารพูดคำหยาบที่จำมาจากคุณ ต่อหน้าคนที่คุณนับถือหรือพยายามสร้างความประทับใจ ขณะที่เด็กวัยเตาะแตะทำได้

          12. ถ้าวางเด็กแรกเกิดไว้ตรงไหนหนูน้อยก็จะยังคงอยู่ตรงนั้น ขณะที่เด็กวัยเตาะแตะไม่ต่างกับตุ๊กตาไขลาน ที่จะไม่อยู่นิ่งเลย เขาจะขยับตัวไปมา เดินขึ้นเดินลงบันได มุดใต้โต๊ะ ขึ้นบนเตียง เคลื่อนไหวตลอดเวลา





ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

          ความสะอาดของหนูจําปีและน้องจําปาของเบบี๋นับว่าเป็นเรื่องที่สําคัญมาก เพราะหากดูแลและทําความสะอาดไม่ดีแล้ว อาจทําให้เกิดการติดเชื้อและเกิดอาการอักเสบที่กระเพาะปัสสาวะได้ค่ะ
 
ทําไมกระเพาะปัสสาวะจึงอักเสบ?

          อาการ กระเพาะปัสสาวะอักเสบมักพบในเด็กผู้หญิงมากกว่าเด็กผู้ชาย เพราะท่อปัสสาวะของเด็กผู้หญิงสั้นกว่า เชื้อโรคจึงเข้าไปในท่อทางเดินปัสสาวะได้ง่ายกว่าเด็กผู้ชาย การติดเชื้อเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มักมาจากบริเวณทวารหนักและอวัยวะเพศ โดยเชื้อจะผ่านเข้ามาทางท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งอาการจะรุนแรงมากขึ้น ถ้าเชื้อแบคทีเรีย ผ่านเข้าไปถึงกรวยไต
 
สาเหตุที่ทําให้เกิดอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

         อาการท้องผูก เนื่องจากลําไส้ส่วนปลายใกล้ทวารหนักอยู่ใกล้กับปลายท่อทางเดินปัสสาวะ ถ้าเด็กท้องผูก อุจจาระที่ค้างอยู่ปลายทวารหนักไปขวางทําให้กระเพาะปัสสาวะไม่สามารถบีบตัว ไล่ปัสสาวะออกได้หมด เป็นสาเหตุให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบได้

         การทําความสะอาดบริเวณทวารหนัก หาก เช็ดจากด้านหลังมาทางด้านหน้ารูเปิดของทางเดินปัสสาวะ อาจจะนําเชื้อโรคจากทวารหนักมาที่ท่อปัสสาวะได้ ดังนั้น ควรเช็ดจากด้านหน้าไปทางด้านหลัง

         การหมักหมมของอวัยวะเพศ มักจะเกิดจากการดูแลทําความสะอาดแถวอวัยวะเพศไม่ดี หรือการอับชื้นของผ้าอ้อม

         พยาธิตัวเล็ก อาจออกมาจากบริเวณทวารหนักในตอนกลางคืนและเข้าไปสู่ท่อทางเดินปัสสาวะ ซึ่งจะทําให้เด็กมักจะคันทวารหนักตอนกลางคืน
 
อาการแบบนี้ไม่ดีแน่

          อาการ ที่แสดงว่ากระเพาะปัสสาวะอักเสบนั้นจะขึ้นอยู่กับอายุ ในทารกหรือเด็กเล็กมักพบร่วมกับภาวะติดเชื้อในเลือด อาการทั่วไปจะไม่แน่นอน แต่จะมีไข้ อาเจียน ไม่กินนมหรือกินน้อย น้ำหนักตัวลด งอแง ท้องเสีย เวลาปัสสาวะต้องเบ่งและร้องไห้

          หาก ลูกเริ่มมีไข้ คุณแม่ควรสังเกตอาการของลูกอย่างใกล้ชิด และถ้าไข้ขึ้นสูงหรือร้องไห้ทุกครั้งที่ปัสสาวะ ควรพาลูกไปหาคุณหมอเพื่อวินิจฉัยอาการ

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ...ป้องกันได้

         ควรให้ลูกใส่ผ้าอ้อมผ้า เพราะหากลูกปัสสาวะจะได้เปลี่ยนทันที ไม่ปล่อยให้เกิดการหมักหมมและอับชื้นของผ้าอ้อม การใส่ผ้าอ้อมสําเร็จรูปจะทําให้ปัสสาวะและอุจจาระหมักหมมอยู่นาน เป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบได้ง่ายขึ้น

         เวลาทําความสะอาดให้ใช้สําลีก้อนใหญ่ชุบน้ำ บีบล้างอวัยวะเพศของลูกแล้วซับให้แห้ง หากลูกอุจจาระควรเช็ดออกให้ได้มากที่สุดก่อน สําหรับเด็กหญิง ให้เช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ช่องคลอด จากนั้นจึงใช้น้ำล้างอีกครั้งให้สะอาด หลังทําความสะอาดจะต้องซับให้แห้งทุกครั้ง และไม่ควรโรยแป้งบริเวณอวัยวะเพศให้ลูก เพราะแป้งจะจับตัวเป็นก้อนทําให้เกิดการหมักหมมและอักเสบได้

         ให้ลูกดื่มน้ำให้เพียงพอตามอายุและความต้องการของลูก ถ้าลูกมีอาการไข้สูง ซึม อาเจียน หรือไม่กินนม ควรรีบพาไปพบแพทย์

         หลีกเลี่ยงการทําให้เกิดการระคายเคืองที่บริเวณอวัยวะเพศของลูก เช่น ไม่ทําความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคหรือสบู่เหลว ไม่ควรใส่ผ้าอ้อมที่รัดแน่นเกินไป


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

          เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ คุณ แม่หลังคลอดอกไข่ดาวมักจะกังวลว่าจะไม่มีน้ำนมให้ลูกกิน แต่ความเป็นจริงแล้วไม่เป็นปัญหาเลยค่ะ วันนี้มีเคล็ดลับจากนิตยสาร บันทึกคุณแม่ ในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มาแนะนำกันค่ะ บอกเลยว่าจะหน้าอกเล็กหรือหน้าอกใหญ่ก็ไม่มีอุปสรรคในการให้นมลูกน้อยแน่นอน ค่ะ

          คุณ ตั้งใจจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แต่ก็อดกังวลใจไม่ได้ว่า หน้าอกคัพ A ของคุณ จะกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่ประสบผลสำเร็จหรือเปล่า ? เชื่อว่าคุณแม่หลาย ๆ ท่านมีปัญหาเช่นนี้ค่ะ แม้ว่าคุณจะเคยอ่านตำราที่บอกว่า ขนาดของเต้านมนั้นไม่เป็นปัญหาต่อการให้นมลูก แต่พอคุณเข้าไปดูวิธีการให้นมลูกในคลิปออนไลน์ คุณก็เห็นว่ามีแต่คุณแม่ที่หน้าอกดูมดูม ทั้งนั้น จนทำให้คุณคิดไม่ออกว่าอกไข่ดาวอย่างเรา ๆ จะให้นมลูกได้อย่างไรกัน นอนตะแคงเต้านมก็คงไม่ถึงปากลูกแน่ ๆ ครั้นจะนั่ง ก็คงต้องอุ้มลูกขึ้นมาสูงกว่าปกติ เฮ้อ... กลุ้มใจจัง !!!

อกเล็ก ได้เปรียบกว่านะ... รู้ยัง ?

          แม้ ในสังคมจะนิยมสาวอกโต แต่เมื่อมาถึงเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แล้ว ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะว่า หน้าอกเล็กนั้นได้เปรียบว่า เพราะคุณแม่ที่มีหน้าอกใหญ่ มีโอกาสต้องเผชิญกับปัญหาเต้านมคัดมากกว่า เนื่องจากเต้านมที่ใหญ่กว่าทำให้บรรจุน้ำนมได้มากกว่า หากลูกดูดไม่ทัน หรือไม่บ่อยเท่าที่ควรก็จะส่งผลให้คุณแม่มีอาการเต้านมคัดตึงได้ นอกจากนี้ ท่าทางการให้นม และการนำลูกเข้าเต้าสำหรับคุณแม่คัพ C ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายมากกว่า ด้วยขนาดเต้านมที่ใหญ่ทำให้ลานนมมีบริเวณกว้าง และจุกนมที่ค่อนข้างใหญ่เกินกว่าปากน้อย ๆ ของทารกทำให้ยากที่จะนำทารกเข้าเต้าโดยให้งับจนมิดลานนมได้

อกเล็ก ผลิตนมได้น้อยจริงหรือ ?

          ว่า ด้วยเรื่องการผลิตน้ำนมนั้น ไม่ว่าจะเต้านมเล็ก หรือใหญ่ก็ไม่เป็นอุปสรรคค่ะ เพราะการผลิตน้ำนมแม่นั้นเกิดขึ้นจากต่อมภายในเต้านม ซึ่งไม่ว่าหน้าอกจะมีขนาดใด ก็จะมีต่อมผลิตน้ำนมที่มีลักษณะเป็นกลีบอยู่เท่ากันคือประมาณ 10-15 กลีบ ส่วนขนาดของหน้าอกที่เล็กใหญ่ต่างกันนั้นเกิดจากไขมัน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการผลิตน้ำนมแต่อย่างใด สิ่งที่มีผลกับปริมาณน้ำนมจริง ๆ ที่คุณแม่ควรคำนึงถึงมากที่สุด น่าจะเป็นฮอร์โมน "โปรแลคติน" ซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นให้เซลล์ผลิตน้ำนมออกมาต่างหาก โดยระดับโปรแลคตินนี้จะเพิ่มสูงขึ้นทันทีหลังคุณแม่ให้ลูกดูดนม และลดลงอย่างรวดเร็วหลังให้นมเสร็จ ดังนั้นคุณแม่ที่ให้ลูกดูดนมบ่อย ๆ ก็จะช่วยกระตุ้นการหลั่งโปรแลคติน ทำให้เซลล์ผลิตน้ำนมออกมามากขึ้นนั่นเอง ดังนั้น ไม่ว่าจะหน้าอกเล็ก หรือใหญ่ก็ผลิตน้ำนมได้เท่าเทียมกันค่ะ จะต่างกันก็ตรงที่คุณแม่หน้าอกเล็กจะมีพื้นที่เก็บน้ำนมน้อยกว่าคุณแม่ที่มี หน้าอกใหญ่ ทำให้คุณต้องให้นมลูก หรือปั๊มนมบ่อยขึ้นเท่านั้นเอง

ผู้ช่วยให้นม สำหรับคุณแม่อกเล็ก

          คุณ แม่ที่หน้าอกค่อนข้างเล็ก สามารถให้นมแม่ได้ทุกท่าไม่ต่างจากคุณแม่ที่มีขนาดหน้าอกใหญ่ค่ะ โดยคุณอาจต้องทดลองด้วยตัวเองว่าท่าใดที่คุณถนัด และสบายตัวมากที่สุด ทั้งนี้คุณแม่หน้าอกเล็ก อาจจำเป็นต้องมีผู้ช่วยอย่างหมอนรองให้นมแม่ หรือหมอนหนา ๆ ที่ช่วยรองแขน หรือลำตัวของลูกให้ยกสูงขึ้น ขณะให้นม เพื่อช่วยให้คุณไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อแขน คอ บ่า ไหล่ มากเกินไป.





ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

โลกทุกวันนี้ยิ่งมีความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุมากเท่าใด จิตใจคนเรายิ่งตกต่ำมากขึ้น เห็นแก่ตัวมากขึ้น เท่านั้น

คุณแม่เห็นด้วยไหมคะ ยิ่งถ้าไม่ได้รับการปลูกฝังธรรมตั้งแต่ยังเล็ก ลูกจะต้องเผชิญกับความโหดร้ายมากขนาดไหน เพราะโลกอนาคตจะต้องแข่งขันทางวัตถุมากขึ้น การเลี้ยงดูปลูกฝังลูกด้วยธรรมะจึงเป็นเรื่องสำคัญ

รักวัวให้ผูก รักลูกให้ธรรม

ปริศนาธรรม 4 อย่าง สร้างลูกเป็นคนดี

การเลี้ยงดูลูก สั่งสอนและปลูกฝังลูกที่ดี จำเป็นต้องใช้ปริศนาธรรม 4 อย่างมาเป็นหลักในการปลูกฝัง นั่นคือ แม่น้ำ ลูกยอ กอไผ่ ใส่เตา ซึ่งเป็นมาตรการที่ใช้กันมาหลายยุคสมัยแล้ว จนมาถึงทุกวันนี้

1. แม่น้ำ คือ การใช้น้ำเย็นเข้าปลอบ ด้วยการพูดจาภาษาดอกไม้ พูดกับลูกดีๆ พูดด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความรักความอ่อนโยน ไม่ใช้อารมณ์ดุว่าเกรี้ยวกราดเมื่อลูกทำสิ่งใดผิด เชื่อไหมลูกย่อมต้องเชื่อฟัง เพราะลูกรู้ว่ามีคนรักและเมตตาตนเองด้วยความจริงใจ

2. ลูกยอ คือ ใช้วิธียกย่องชมเชยในสิ่งที่ลูกทำได้ โดยให้กำลังใจในการทำความดี แต่ถ้าลูกเดินทางผิด ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แล้วพ่อแม่ไม่ต่อว่า ตำหนิ หรือประณามลูกรุนแรง แต่มีการให้อภัย ให้กำลังใจ ด้วยความคิดที่ว่าคนเราย่อมทำผิดกันได้แม้แต่พ่อแม่ ซึ่งการสอนลูกว่าเมื่อผิดแล้วลูกก็ต้องยอมรับ และกลับตัวถือว่าเป็นคนดีที่น่ายกย่อง

3. กอไผ่ คือ การใช้เรียวไผ่หวดก้น เมื่อใช้ 2 วิธีแรกไม่ได้ผล ลูกยังประพฤติตัวไม่ดี ไม่เชื่อฟัง พ่อแม่จะต้องทำใจแข็ง แล้วมาตรการอีกขั้น นั่นคือ ใช้ไม้แข็ง หรือใช้ไม้เรียว ความหมายในที่นี้ คือ การลงโทษ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องตีลูก อาจใช้วิธีตัดค่าขนม งดดูทีวี ฯลฯ โดยใช้เหตุผล ไม่ใส่อารมณ์ ให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่ลงโทษลูกเพราะอะไร

4. ใส่เตา คือ การเผาหรือฌาปนกิจ โดยเมื่อใช้วิธี 3 ขั้นนี้ไม่สำเร็จ ลูกไม่ดีขึ้นเลย จำเป็นต้องใช้ไม้สุดท้าย ซึ่งเป็นวิธีที่ทำได้ยากยิ่งสำหรับคนเป็นพ่อแม่ นั่นคือ ขอให้คิดว่าลูกได้จากไปแล้ว ซึ่งหมายถึงการทำใจ ปล่อยวาง หรือปลง เพราะทุกคนมีกรรมเป็นของตนเอง จะฝืนกฎแห่งกรรมไปไม่ได้

เพิ่มหลักธรรมอีกนิด

- อย่าห้ามลูก ไม่ให้ลูกทำอะไรเลย แม้สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งผิด หรือดูแล้วไม่เป็นอันตราย เพราะเด็กย่อมอยากรู้และอยากเห็นเป็นธรรมชาติตามพัฒนาการเด็กอยู่แล้ว ถ้าลูกอยากจะจับไม้กวาดเล่นปัดๆพื้น หรืออยากจะช่วยพ่อแม่บ้าง ควรให้ลูกได้หยิบจับบ้าง ช่วยงานเรา ตามที่ลูกชอบบ้าง แม้จะดูไม่เรียบร้อยหรือเลอะยิ่งกว่าเก่าก็ควรจะยอม เพราะเหล่านี้ถือเป็นการปลูกฝังนิสัยความเป็นคนดี มีน้ำใจให้ลูกได้แล้ว

- พาลูกทำบุญ หาโอกาสพาลูกไปวัดในวันสำคัญทางศาสนา หรือชวนลูกทำบุญใส่บาตร ไหว้พระสงฆ์ ฟังเทศน์ ฟังธรรม หยอดเงินใส่ตู้บริจาคช่วยค่าน้ำค่าไฟ ให้ทาน ให้อาหารปลา ก่อนนอนก็หัดลูกไหว้พระ สวดมนต์บทง่ายๆ หัดแผ่เมตตาแบบง่ายๆ แล้วที่สำคัญที่สุดพ่อแม่จะต้องทำให้ลูกเห็นเป็นแบบอย่าง

- เป็นแบบอย่างที่ดี อย่าสั่งสอนแค่คำพูด แต่จงทำให้ลูกเห็นเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องการปฏิบัติธรรม ซึ่งไม่ได้หมายถึงสวดมนต์ไหว้พระอย่างเดียว แต่หมายถึงเรื่องไหนก็ได้ที่สอดแทรกสอนลูกให้เป็นคนดี มีน้ำใจ ได้ทั้งนั้น อยากให้ลูกทำดี ต้องทำดีให้ลูกเห็น ลูกจะได้เลียนแบบด้วยความเต็มใจ ไม่ต้องบังคับ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอย่ามุ่งแต่จะหาเงินอย่างเดียว จนลืมปลูกฝังคุณธรรมลงในจิตใจลูก เพราะถ้าปล่อยปละละเลยจนลูกกลายเป็นคนไม่ดี เป็นผู้ร้ายในสังคม ต่อให้มีเงินทองมากมายแค่ไหนก็ไม่สามารถจะช่วยเหลือลูกได้เลยค่ะ.


 

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก :

Source

         เมนูอาหารเด็กใน ช่วงที่อากาศเปลี่ยนต้องเป็นเมนูที่ลูกน้อยกินแล้วคล่องคอ อย่างเช่น ประเภทซุปต่าง ๆ แต่ถ้าคุณแม่ยังนึกเมนูไม่ออกว่าจะทำเมนูอะไรให้ลูกน้อย วันนี้กระปุกดอทคอมก็มี 4 เมนู ความอร่อยจากนิตยสาร Mother & Care มาแนะนำกันค่ะ รับรองว่าลูก ๆ ต้องติดใจอย่างแน่นอนค่ะ ^^


ต้นจืดแตงกวาหมูอู๊ด

ส่วนผสม

         1. แตงกวา

         2. เนื้อหมูสับ

         3. น้ำซุป

 วิธีทำ

         1. ทำความสะอาดแตงกวาปอกเปลือกพร้อมผ่าเอาไส้แตงกวาทิ้ง หั่นเนื้อแตงกวาเป็นชิ้นเล็ก ๆ

         2. ตั้งน้ำซุป พอเดือดให้ตักน้ำซุปใส่ถ้วยที่มีหมูสับใส่ไว้ ใช้ทัพพียี ๆ ให้หมูสับกระจายไม่ติดกับเป็นก้อน จากนั้นจึงเทลงหม้อต้มต่อไปพร้อมแตงกวาที่หั่นเตรียมไว้ ตั้งเคี่ยวไปเรื่อย ๆ คอยซ้อนฟองทิ้ง รอจนหมูสุกและแตงกวาสุกนิ่มจึงตักขึ้น เตรียมให้เจ้าตัวเล็กหม่ำ ๆ กับข้าวนิ่ม ๆ


ข้าวต้มฟักทอง

ส่วนผสม

         1. ข้าวหุงสุกนิ่ม

         2. ฟักทอง (ปอกเปลือกและหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ)

         3. น้ำซุป

 วิธีทำ

         ตั้งน้ำซุปต้มฟักทอง และข้าว พอเดือดจึงเบาไฟตั้งเคี่ยวไปสักพักจนฟักทองสุกนิ่มจึงพอ


ไข่ตุ๋นทรงเครื่อง

ส่วนผสม

         1. ไข่ไก่

         2. หมูสับ

         3. แครอทสับ

         4.วุ้นเส้นแช่น้ำสับเล็ก ๆ

         5. ซีอิ๊วขาว

         6. น้ำสะอาด

 วิธีทำ

         ตอก ไข่ใส่ชามที่สามารถนำไปนึ่งได้ ใส่หมูสับ แครอทสับ และวุ้นเส้นสับลงไป ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว ตีไข่และส่วนผสมทุกอย่างจนเข้ากัน จากนั้นเติมน้ำลงไปพอประมาณ คนส่วนผสมให้เข้ากันอีกครั้งแล้วนำไปนึ่งจนสุก


น่องไก่จิ๋วต้มซีอิ๊ว

ส่วนผสม

         1. ปีกบนไก่ (น่องไก่จิ๋ว)

         2. กระเทียม พริกไทย รากผักชี (บุบพอแตก)

         3. ซีอิ๊วขาว น้ำตาลปี๊บ ซอสปรุงรส ซีอิ๊วดำ

         4. น้ำสะอาด

 วิธีทำ

         ตั้ง น้ำใส่กระเทียม พริกไทย รากผักชี ปีกบนไก่ ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำตาลปี๊บ ซอสปรุงรส เหยาะซีอิ๊วดำแต่งสีเล็กน้อย ตั้งไฟต้มจนเดือด คอยช้อนฟองออก จากนั้นค่อยหรี่ไฟกลางเคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนไก่นุ่มเปื่อย.




ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก :

Source

           การดูแลสุขภาพเด็กใน ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยคงหนีไม่พ้นอาการไข้หวัด นับว่าเป็นโรคยอดฮิตอันดับต้น ๆ ในเด็กเลยก็ว่าได้ค่ะ แต่ถ้าลูกเป็นบ่อย หรือเป็น ๆ หาย ๆ มักเรียกว่าหวัดเรื้อรัง และอาจมีโรคแทรกซ้อนนั่นก็คือ โรคภูมิแพ้ที่จมูก มีน้ำมูกไหลเรื้อรัง คัดจมูกเรื้อรัง โรคไซนัสอักเสบ และโรคหอบหืดซึ่งอาจทำให้เป็นโรคปอดบวมตามมาได้ค่ะ วันนี้กระปุกดอทคอมก็มีเรื่องน่ารู้จากนิตยสาร บันทึกคุณแม่ ในการดูแลสุขภาพลูกน้อยอย่างเหมาะสมจะช่วยป้องกันให้ลูกไม่เป็นหวัดบ่อย รวมทั้งควรออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และกินอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของลูกได้เป็นอย่าง ดีค่ะ

           ไข้ หวัด... อาจเป็นอาการป่วยที่ไม่รุนแรงนัก ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นผู้ใหญ่ตัวโต ๆ อย่างเรา หรือกับเจ้าตัวเล็ก ซึ่งมีอาการไข้หวัดเกิดขึ้นได้บ่อย ๆ จนดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ

           ใน ช่วงแรก ๆ ที่ลูกป่วย คุณพ่อคุณแม่มักจะตื่นตระหนก รีบพาลูกไปให้คุณหมอตรวจดูอาการ เพราะไม่แน่ใจว่าลูกเป็นไข้เพราะอะไร บางบ้านที่มีเจ้าตัวน้อยวัยแบเบาะ ยังสื่อสารกันไม่ได้ ก็ได้แต่งงอแงจนต้องพาไปหาคุณหมอ พอลูกเริ่มโตขึ้น และยังคงเป็นไข้หวัดบ่อย ๆ พาไปพบคุณหมอครั้งใด จะได้รับคำแนะนำจากคุณหมอว่าอาการของโรคหวัดนี้ไม่รุนแรงมากนัก และให้ดูแลรักษาตามอาการอย่างไร จนเริ่มจะสังเกตอาการ และดูแลอาการไข้หวัดของลูกได้เอง เว้นเสียแต่ว่าลูกมีอาการอื่นแทรกซ้อน เช่น ไซนัสอักเสบ หอบหืด ภูมิแพ้ ไปจนถึงปอดอักเสบ อันนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องรีบพาไปหาคุณหมอแล้วละค่ะ

สังเกตเบื้องต้น

อาการไหนไข้หวัด? อาการไหนไม่ใช่ ?

 ไข้หวัดมีอาการนี้

           น้ำมูกไหล ตัดจมูก ไอ จาม

           กินอาหาร ขนม นม ได้ปกติ

           ยังวิ่งเล่น ซนได้ปกติ

           ในหนึ่งวัน จะมีไข้ตัวร้อนเป็นพัก ๆ

 อาการต่อนี้ไปต้องไปหาคุณหมอค่ะ

           ไม่มีน้ำมูก ไม่มีอาการไอ มีอาการหอบ

           กินไม่ได้ เบื่ออาหาร เจ็บในลำคอ หอบ เจ็บหน้าอก

           ซึมผิดปกติ ปวดหัวรุนแรง แขนขาอ่อนแรง

           มีไข้ ตัวร้อนจัด ตลอดทั้งวัน ทั้งคืน

ทำไม ลูกเป็นหวัดบ่อยจัง ?

           สาเหตุ หลักของโรคหวัดเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ทำให้มีอาการอักเสบที่ระบบทางเดินหายใจ จมูก และลำคอ และยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่มักพบได้บ่อย คือโรคที่เกิดจากการแพ้ เช่น แพ้อากาศ เมื่อเจออากาศเย็น หรือการแพ้จากสิ่งภายนอก เช่น ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ ฯลฯ ลูกจะมีอาการคัดจมูก คันคอ จาม มีน้ำมูก หอบหืด หรือแสดงอาการทางผิวหนัง เป็นผื่น หรือลมพิษ แต่จะไม่มีอาการไข้ตัวร้อน ซึ่งอาการเหล่านี้อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่ เข้าใจไปว่าลูกน้อยเป็นหวัดอีกแล้ว ถ้าไม่พาไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคให้ถูกต้อง การปล่อยให้ลูกเป็นหวัดเรื้อรัง อาจทำให้ลุกลามจนกลายเป็นโรคโพรงจมูกอักเสบ หรือที่เรียกกันว่าไซนัสอักเสบได้นะคะ

ดูแลลูก เมื่อเป็นหวัด

           ทำร่างกายให้อบอุ่น อย่าอาบน้ำเย็น

           เช็ดตัวลดไข้ เมื่อมีไข้สูง

           ดื่มน้ำอุ่น ๆ ห้ามดื่มน้ำเย็น น้ำแข็ง

           พักผ่อนนอนหลับ ให้เต็มที่

           ทานอาหารอ่อน ๆ ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม



ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

          ของใช้เด็กอ่อน ที่คุณแม่มือใหม่จะต้องมีไว้ก่อนลูกน้อยจะลืมตาดูโลกนั้นมีอะไรบ้าง มาดูแล้วลิสต์รายการเอาไปเตรียมตัวกันเลย...

          เชื่อว่าคุณแม่มือใหม่ที่กำลังใกล้คลอด ในช่วงนี้คงจะหัวหมุนกับการเตรียมตัวเตรียมของใช้สำหรับเด็กอ่อนกันอยู่แน่ ๆ เพราะนั่นก็ต้องมี นี่ก็ต้องใช้ แล้วสรุปว่าจะต้องเตรียมอะไรไว้บ้างถึงจะครอบคลุม และไม่ต้องมาวิ่งวุ่นหากันทีหลัง เอาเป็นว่าไม่ต้องกังวลใจไปค่ะ เพราะวันนี้กระปุกดอทคอมได้นำรายการของใช้เด็กอ่อนมาให้คุณแม่ได้เตรียมความ พร้อมกันแล้ว ดูสิจะมีอะไรบ้าง ตามมาดูกันเลย...


1. ผ้าอ้อม

          คุณ แม่ควรจะเตรียมไว้ทั้งผ้าอ้อมแบบผ้า และผ้าอ้อมแบบสำเร็จรูป ทั้งนี้ผ้าอ้อมแบบผ้าควรจะเป็นผ้าคอตตอน 100% ส่วนผ้าอ้อมสำเร็จรูป ควรจะเลือกซื้อแบบที่มีผิวสัมผัสนุ่ม ซึบซับเร็ว และควรเลือกขนาดให้กระชับพอดีสำหรับเด็กแรกเกิด


2. เสื้อผ้า

          เสื้อผ้าสาหรับเด็กอ่อนควรจะเป็นแบบผ้าเนื้อนิ่ม ทั้งนี้แนะนำให้เลือกเสื้อผ้าที่ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ 100% เพราะใส่แล้วจะให้ความอบอุ่นและสามารถระบายอากาศได้ดี และนอกจากเสื้อผ้าแล้ว ควรเตรียมถุงมือ ถุงเท้า รองเท้า และหมวกผ้าให้พร้อมด้วย แต่ก็ไม่ควรเยอะจนเกินไป เพราะเด็กทารกจะโตเร็วมาก


3. สบู่ แชมพู แป้งสำหรับเด็กอ่อน

          สบู่ แชมพู และแป้งฝุ่น คุณแม่ควรเลือกใช้สูตรอ่อนโยนต่อผิวของลูกน้อย เพื่อที่ผิวของลูกน้อยจะได้ไม่เกิดการระคายเคือง ซึ่งปัจจุบันสบู่และแชมพูก็มีหลายยี่ห้อให้เลือกใช้ บางยี่ห้อสามารถใช้ได้ทั้งอาบน้ำและสระผม ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้คุณแม่ได้เป็นอย่างดี


4. กะละมัง หรืออ่างอาบน้ำ

          อย่างน้อยคุณแม่จะต้องเตรียมไว้ให้พร้อม 1 ใบ เพื่อใช้อาบน้ำให้ลูกน้อย ซึ่งควรจะมีขนาดที่พอดีกับวัยของเด็ก และพื้นผิวจะต้องเรียบ ไม่มีขอบหรือพื้นผิวที่ขรุขระ


5. ผ้าขนหนู

          ควร เตรียมไว้ประมาณ 3-4 ผืน สำหรับเอาไว้ห่อตัว หรือเช็ดตัวให้ลูกน้อยหลังอาบน้ำเสร็จ ทั้งนี้ควรเลือกใช้ผ้าขนหนูที่มีเนื้อผ้านุ่ม ๆ คุณภาพดี และขนไม่หลุดลุ่ยง่าย


6. ที่นอน

          ที่นอนในที่นี้อาจจะเป็นเปลนอน หรือเบาะ รวมไปถึงผ้ายางรองนอน หมอน หมอนข้าง และผ้าห่ม ซึ่งควรเลือกใช้แบบที่เป็นผ้านุ่ม อ่อนโยน และไม่ระคายเคืองต่อผิวของลูกน้อย


7. คอตตอนบัด และสำลี

          คอตตอน บัด และสำลี ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณแม่ต้องใช้ทุกวันเพื่อเช็ดทำความสะอาดให้ลูกน้อย ดังนั้นควรเตรียมเอาไว้ให้พร้อม โดยควรเลือกชนิดที่ไม่มีสารอันตราย ผ่านการฆ่าเชื้อ สะอาด และปลอดภัยแล้วเท่านั้น


8. กรรไกรตัดเล็บ

          เด็กทารกแรกเกิดในช่วงนี้เล็บจะยาวเร็วมาก ซึ่งคุณแม่จะต้องตัดเล็บให้กับลูกบ่อย ๆ ดังนั้นจึงต้องเตรียมกรรไกรตัดเล็บเอาไว้สัก 1 อัน โดยควรจะเลือกกรรไกรอันเล็ก ๆ สำหรับเด็ก ปลายกรรไกรควรกลมมน และผลิตจากวัสดุที่มีคุณภาพ


9. ขวดนม

          ขวด นมสำหรับเด็กทารกควรจะเลือกแบบที่ผลิตจากวัสดุคุณภาพดีไม่มีสารอันตราย สำหรับเด็ก ที่สำคัญต้องผ่านมาตรฐาน มอก. ด้วย รวมถึงจะต้องทนความร้อนได้สูงมากกว่า 120 องศาเซลเซียส ทั้งนี้เวลาโดนความร้อนจะได้ไม่เป็นอันตรายสำหรับเด็ก และนอกจากคุณภาพที่ต้องให้ความสำคัญแล้ว ควรจะเลือกรูปทรงที่จับง่าย มีฐานกว้าง และสามารถทำความสะอาดได้ง่ายด้วย


10. ผ้ากันเปื้อน

          ผ้ากันเปื้อน หรือผ้ากันน้ำลาย ควรเตรียมไว้เยอะ ๆ เพราะเด็กทารกมักจะมีน้ำลายไหลออกมาอยู่ตลอดเวลา หรืออาจสำลักเวลาดูดนม ดังนั้นคุณแม่จึงต้องใช้ผ้ากันเปื้อนเพื่อป้องกันความเฉอะแฉะ ทั้งนี้ควรเลือกแบบผ้าที่ซับน้ำได้ดี และสามารถทำความสะอาดได้ง่าย

          คราว นี้หลังจากที่ลูกน้อยลืมตาดูโลก คุณแม่มือใหม่ทั้งหลายก็ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องหัวหมุนวิ่งวุ่นหาของใช้กัน แล้วล่ะค่ะ เพราะแค่มี 10 อย่างนี้เอาไว้ก็ถือว่าพร้อมสุด ๆ แล้ว ^^


ขอบคุณข้อมูลจาก : กระปุก

source

  ฤกษ์คลอดลูก เดือนมีนาคม 2559 มาแล้วค่ะ คุณแม่ที่กำลังมองหาฤกษ์คลอดลูกในเดือน มีนาคม 2559 ห้ามพลาด ! เพราะเราได้นำฤกษ์คลอด จาก อ.ฐิติกาญจน์ บทมูล มาฝากกันค่ะ จะมีวันดี ฤกษ์ดี ฤกษ์มงคล วันไหนบ้าง มาดูกันเลยค่ะ

ฤกษ์คลอดบุตร เดือน มีนาคม 2559                                                   

วันอังคารที่ 1 มีนาคม 2559 ตรงกับ แรม 8 ค่ำ เดือน 3   

          ฤกษ์ คลอดเป็น ราชาฤกษ์ เด็กที่ได้เกิดวันนี้จะเป็นคนที่มีความเป็นผู้นำอยู่เต็มตัว ชอบออกคำสั่ง ชอบทำอะไรใหญ่ ๆ โต ๆ ไม่ว่าจะทำงานด้านใดก็จะได้เป็นหัวหน้าหรือนายงาน

วันพุธที่ 2 มีนาคม 2559 ตรงกับ แรม 9 ค่ำ เดือน 3   

          ฤกษ์ คลอดเป็น สมโณฤกษ์ เด็กที่ได้เกิดวันนี้จะเป็นคนจิตใจดี ชอบอยู่กับความสงบ รักธรรมชาติ สนใจในศาสนา มีธรรมะในจิตใจ เหมาะที่จะเป็นนักบวช ครูบาอาจารย์

วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม 2559 ตรงกับ แรม 11 ค่ำ เดือน 3   

          ฤกษ์ คลอดเป็น มหัทธโนฤกษ์ เด็กที่ได้เกิดวันนี้จะเป็นคนที่มีทรัพย์สินเงินทองสมบูรณ์ ตลอดชีวิตจะไม่ขาดเงิน ไม่เดือดร้อน เด่นด้านการเงิน เป็นดวงเศรษฐี

วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม 2559 ตรงกับ แรม 12 ค่ำ เดือน 3   

          ฤกษ์ คลอดเป็น มหัทธโนฤกษ์ เด็กที่ได้เกิดวันนี้จะเป็นคนที่มีทรัพย์สินเงินทองสมบูรณ์ ตลอดชีวิตจะไม่ขาดเงิน ไม่เดือนร้อน เด่นด้านการเงิน เป็นดวงเศรษฐี

วันอังคารที่ 8 มีนาคม 2559 ตรงกับ ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 4

          ฤกษ์ คลอดเป็น เทวีฤกษ์ เด็กที่ได้เกิดวันนี้จะเป็นคนที่มีจิตใจมั่นคงในเรื่องความรัก ให้ความสำคัญกับความรักเป็นหลัก มุ่งมั่นทำในสิ่งที่รักและจะทำได้ดี

วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม 2559 ตรงกับ ขึ้น 3 ค่ำ เดือน  4

          ฤกษ์ คลอดเป็น ราชาฤกษ์ เด็กที่ได้เกิดวันนี้จะเป็นคนที่มีความเป็นผู้นำอยู่เต็มตัว ชอบออกคำสั่ง ชอบทำอะไรใหญ่ ๆ โต ๆ ไม่ว่าจะทำงานด้านใดก็จะได้เป็นหัวหน้าหรือนายงาน

วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม 2559 ตรงกับ ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 4   

          ฤกษ์ คลอดเป็น สมโณฤกษ์ เด็กที่ได้เกิดวันนี้จะเป็นคนจิตใจดี ชอบอยู่กับความสงบ รักธรรมชาติ สนใจในศาสนา มีธรรมะในจิตใจ เหมาะที่จะเป็น นักบวช ครูบาอาจารย์

วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม 2559 ตรงกับ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 4   

          ฤกษ์ คลอดเป็น มหัทธโนฤกษ์ เด็กที่ได้เกิดวันนี้จะเป็นคนที่มีทรัพย์สินเงินทองสมบูรณ์ ตลอดชีวิตจะไม่ขาดเงิน ไม่เดือนร้อน เด่นด้านการเงิน เป็นดวงเศรษฐี

วันพุธที่ 16 มีนาคม 2559 ตรงกับ ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 4 
 
          ฤกษ์ คลอดเป็น เทวีฤกษ์ เด็กที่ได้เกิดวันนี้จะเป็นคนที่มีจิตใจมั่นคงในเรื่องความรัก ให้ความสำคัญกับความรักเป็นหลัก มุ่งมั่นทำในสิ่งที่รักและจะทำได้ดี

วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม 2559 ตรงกับ ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 4   

          ฤกษ์ คลอดเป็น ราชาฤกษ์ เด็กที่ได้เกิดวันนี้จะเป็นคนที่มีความเป็นผู้นำอยู่เต็มตัว ชอบออกคำสั่ง ชอบทำอะไรใหญ่ ๆ โต ๆ ไม่ว่าจะทำงานด้านใดก็จะได้เป็นหัวหน้าหรือนายงาน

วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม 2559 ตรงกับ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 4  
 
          ฤกษ์ คลอดเป็น สมโณฤกษ์ เด็กที่ได้เกิดวันนี้จะเป็นคนจิตใจดี ชอบอยู่กับความสงบ รักธรรมชาติ สนใจในศาสนา มีธรรมะในจิตใจ เหมาะที่จะเป็น นักบวช ครูบาอาจารย์

วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม 2559 ตรงกับ ขึ้น 14  ค่ำ เดือน 4   

          ฤกษ์ คลอดเป็น มหัทธโนฤกษ์ เด็กที่ได้เกิดวันนี้จะเป็นคนที่มีทรัพย์สินเงินทองสมบูรณ์ ตลอดชีวิตจะไม่ขาดเงิน ไม่เดือดร้อน เด่นด้านการเงิน เป็นดวงเศรษฐี

วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม 2559 ตรงกับ แรม 4 ค่ำ เดือน 4  
 
          ฤกษ์ คลอดเป็น เทวีฤกษ์ เด็กที่ได้เกิดวันนี้จะเป็นคนที่มีจิตใจมั่นคงในเรื่องความรัก ให้ความสำคัญกับความรักเป็นหลัก มุ่งมั่นทำในสิ่งที่รักและจะทำได้ดี

วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม 2559 ตรงกับ แรม 5 ค่ำ เดือน 4   

          ฤกษ์ คลอดเป็น เทวีฤกษ์ เด็กที่ได้เกิดวันนี้จะเป็นคนที่มีจิตใจมั่นคงในเรื่องความรัก ให้ความสำคัญกับความรักเป็นหลัก มุ่งมั่นทำในสิ่งที่รักและจะทำได้ดี

วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม 2559 ตรงกับ แรม 6 ค่ำ เดือน 4   

          ฤกษ์ คลอดเป็น ราชาฤกษ์ เด็กที่ได้เกิดวันนี้จะเป็นคนที่มีความเป็นผู้นำอยู่เต็มตัว ชอบออกคำสั่ง ชอบทำอะไรใหญ่ ๆ โต ๆ ไม่ว่าจะทำงานด้านใดก็จะได้เป็นหัวหน้าหรือนายงาน

วันอังคารที่ 29 มีนาคม 2559 ตรงกับ แรม 7 ค่ำ เดือน 4   

          ฤกษ์ คลอดเป็น สมโณฤกษ์ เด็กที่ได้เกิดวันนี้จะเป็นคนจิตใจดี ชอบอยู่กับความสงบ รักธรรมชาติ สนใจในศาสนา มีธรรมะในจิตใจ เหมาะที่จะเป็น นักบวช ครูบาอาจารย์

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มีนาคม 2559 ตรงกับ แรม 9 ค่ำ เดือน 4

          ฤกษ์ คลอดเป็น มหัทธโนฤกษ์ เด็กที่ได้เกิดวันนี้จะเป็นคนที่มีทรัพย์สินเงินทองสมบูรณ์ ตลอดชีวิตจะไม่ขาดเงิน ไม่เดือดร้อน เด่นด้านการเงิน เป็นดวงเศรษฐี


ขอบคุณข้อมูลจาก : kapook.com,  www.Deedaily.com by Horoworld

แหล่งข้อมูล

 

         การตั้งครรภ์เป็น เหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์ที่สุดในชีวิตของมนุษย์ และเป็นการเริ่มต้นของช่วงเวลาที่แสนมีความสุขของคู่สามีภรรยา ยิ่งถ้าเป็นท้องแรก ก็ยิ่งจะเอาใจใส่ประคบประหงมกันเป็นพิเศษตั้งแต่เดือนแรก ๆ จนกระทั่งคลอด โดยส่วนใหญ่แล้วจะสามารถตรวจพบการตั้งครรภ์ได้ตั้งแต่ช่วงเดือนแรกหลังจาก ที่ประจำเดือนขาดซึ่งการตรวจนั้นสามารถใช้วิธีการตรวจด้วยตัวเองหรือพบแพทย์ ก็ได้
 

          นอกจากนี้เรายังสามารถสันนิษฐานจาก อาการเบื้องต้นได้ตั้งแต่เดือนแรกของการตั้งครรภ์อีกด้วย เพราะช่วงนี้จะมีลักษณะทางร่างกายและอาการบางอย่างแสดงออกมาให้จับสังเกตกัน แล้ว แต่ว่ามีอะไรบ้างล่ะที่เราสังเกตได้ ? วันนี้เรามีข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ในช่วงหนึ่งเดือนแรกมาเล่าสู่กันฟัง ลองไปดูกันเถอะว่าอาการและลักษณะทางร่างกายของคุณแม่มือใหม่อายุครรภ์ 1 เดือน นั้นมีอะไรบ้าง

ลักษณะคนท้อง 1 เดือน กับอาการที่ปรากฏ

          เมื่อ เข้าสู่ภาวะตั้งครรภ์ในช่วง 1 - 3 สัปดาห์แรกนั้นจะยังไม่แสดงอาการออกมาชัดเจน แต่จะเริ่มมีอาการให้เห็นในช่วงสัปดาห์ที่ 4 ดังนี้ 

1. ประจำเดือนขาด

          หาก มีภาวะอาการประจำเดือนขาดละก็ ก็อาจสันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่าอาจจะเกิดการตั้งครรภ์ สาเหตุที่ประจำเดือนขาดในช่วงการตั้งครรภ์นั่นก็เป็นเพราะว่าเมื่อเข้าสู่ ภาวะตั้งครรภ์แล้วนั้น ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนที่สำคัญต่อการตั้งครรภ์ที่เรียกว่าฮอร์โมนโพรเจสเทอโร นเป็นจำนวนมาก และฮอร์โมนเหล่านี้ก็จะไปทำหน้าที่ในการหยุดยั้งการมีประจำเดือน และช่วยให้มีครรภ์ที่สุขภาพแข็งแรง แต่ก็ใช่ว่าภาวะขาดประจำเดือนจะมีสาเหตุมาจากการเกิดประจำเดือนเพียงอย่าง เดียว บางครั้งอาจจะเกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนหรือภายในมดลูกได้ ดังนั้นควรทำการตรวจเพื่อความแน่ใจอีกครั้งจะดีกว่าค่ะ

2. ปัสสาวะบ่อย

          ระดับ ฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนที่เพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุให้เลือดไหลเวียนไปที่มดลูกและทำให้เยื่อบุผนังมดลูกหนาขึ้นเพื่อ ป้องกันและเอื้อต่อการพัฒนาและเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ นอกจากนี้ ฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนยังไปทำให้ไตขยายตัวขึ้นประมาณ 1.5 เซนติเมตร และไปทำให้มดลูกและกระเพาะปัสสาวะขยายตัวออก เป็นสาเหตุทำให้เกิดความรู้สึกแน่นและทำให้คุณอยากปัสสาวะบ่อยขึ้นกว่าปกติ นั่นเอง

3.  ความต้องการทางเพศมีการเปลี่ยนแปลง

          การ ตั้งครรภ์ในเดือนแรกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและกระทบไปยังภาวะอารมณ์ ว่าที่คุณแม่บางรายอาจจะเกิดความต้องการทางเพศเพิ่มขึ้น หรือบางรายก็อาจจะลดลง ซึ่งอาการเหล่านี้จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อเข้าสู่การตั้งครรภ์ในช่วงไตร มาสที่สอง

4. เมื่อยล้า

          ว่า ที่คุณแม่จะรู้สึกว่ามีแรงน้อยลง และเหนื่อยง่ายมากขึ้น เพราะร่างกายต้องใช้พลังงานอย่างมากในการพัฒนาทารกในครรภ์ นอกจากนี้พลังงานเหล่านี้ยังใช้ในการปรับสภาพแวดล้อมภายในครรภ์ให้เหมาะสม ต่อการเจริญเติบโตของทารกอีกด้วย ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้แรงมาก ๆ ค่ะ

5. แพ้ท้อง

          อาการ แพ้ท้องมีสาเหตุมาจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของฮอร์โมนโพรเจสเท อโรนและฮอร์โมนเอสโตรเจนมากจนเกินไป อาการแพ้ท้องสามารถเกิดตลอดทุกช่วงเวลาของวัน และอาการนั้นมักจะเริ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของการตั้งครรภ์และเริ่มดีขึ้นเมื่อเข้าสู่การตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสที่สอง ซึ่งมีเพียงว่าที่คุณแม่เพียง 50% เท่านั้นที่จะมีอาการแพ้ท้อง

6. ไวต่อกลิ่นมากขึ้น

          เมื่อ เข้าสู่ช่วงการตั้งครรภ์ จะเกิดอาการที่เรียกว่า Super Smell เป็นอาการที่จมูกของเราจะไวต่อกลิ่นทุกชนิดเป็นพิเศษ ทำให้เรารู้สึกเหม็น หรือไม่ชอบกลิ่นบางชนิด ทั้ง ๆ ที่คุ้นเคยกับมันมาก่อน ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้

7. อยากทานอาหารแปลก ๆ

          ระดับ ฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ จะทำให้การรับรู้รสชาติของเปลี่ยนแปลงไป จนทำให้รู้สึกกินอะไรก็ไม่อร่อย และบางทีอยากทานของแปลก ๆ ที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมจึงอยากกิน อย่างเช่นอาหารที่มีรสเปรี้ยว เป็นต้น

pregnancy_momypedia


พัฒนาการของทารกในครรภ์อายุ 1 เดือน

          ใน ช่วงระยะ 1 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ตัวอ่อนจะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว หลังจากฝังตัวแล้ว ซึ่งตัวอ่อนจะมีลักษณะเหมือนตุ่มพองบนเยื่อบุโพรงมดลูก เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ของการตั้งครรภ์ ภายในครรภ์จะเริ่มมีถุงน้ำคร่ำเกิดขึ้น ซึ่งภายในถุงน้ำคร่ำจะมีน้ำคร่ำที่ทำหน้าที่คอยปกป้องตัวอ่อนจากสิ่งแวดล้อม การกระทบกระเทือนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากภายนอก และควบคุมอุณหภูมิให้ตัวอ่อน ทำให้ตัวอ่อนสามารถเคลื่อนไหวได้เพื่อการเจริญเติบโตของอวัยวะต่าง ๆ รวมทั้งยังเป็นแหล่งน้ำให้ตัวอ่อนอีกด้วย

          การพัฒนาของทารกในช่วง 1 เดือนแรก สามารถแบ่งออกเป็นสัปดาห์ ที่ 1 - 4 ได้ดังนี้

          สัปดาห์ที่ 1 หลังจากการปฏิสนธิ ลูกน้อยจะยังเป็นเพียงเซลล์เล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ แบ่งตัวออกเป็น 3 ส่วน

         ectoderm หรือชั้นนอกของเซลล์ ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นระบบประสาท ผิวหนัง ผม ขน ต่อมน้ำนม ต่อมเหงื่อ และฟัน

         mesoderm จะพัฒนาไปเป็นหัวใจ ระบบไหลเวียนโลหิต กล้ามเนื้อและกระดูก และระบบขับถ่าย

         endoderm จะพัฒนาไปเป็นอวัยวะภายใน เช่น ปอด ทางเดินอาหาร ตับ ตับอ่อน และต่อมไทรอยด์

          สัปดาห์ที่ 2 จะเริ่มเห็นตำแหน่งที่จะพัฒนาไปเป็นไขสันหลังและส่วนหลังของตัวอ่อน

          สัปดาห์ที่ 3 อวัยวะสำคัญเริ่มเจริญเติบโต รวมทั้งหัวใจของลูกก็เริ่มเต้นแล้วในช่วงนี้

          สัปดาห์ที่ 4 ตัวอ่อนจะยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร น้ำหนักไม่ถึง 1 กรัม มีลักษณะคล้ายกุ้งที่มีเอวคอดตรงกลาง มีส่วนหัว ส่วนข้าง และส่วนล่างที่ลักษณะเหมือนหางโค้งงอ
 
          นอกจากนี้ ตัวอ่อนจะมีถุงเล็ก ๆ ติดอยู่ด้วย นั่นคือถุงไข่แดง ซึ่งประกอบไปด้วยเส้นเลือดเล็ก ๆ มากมาย ที่คอยทำหน้าที่ให้อาหารกับตัวอ่อนในขณะที่ตัวอ่อนยังไม่สามารถดูดซึมอาหาร ด้วยตัวเองได้ และเมื่อตัวอ่อนเจริญเติบโตขึ้นก็จะเปลี่ยนมาใช้รกในการดูดซึมอาหารจากแม่ แทน

 


ท้อง 1 เดือน ดูแลตัวเองอย่างไรดี

          ใน ช่วง 1 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ว่าที่คุณแม่ควรจะดูแลตัวเองให้มากขึ้น รวมทั้งสร้างความรู้สึกที่ดีให้กับตัวเอง ที่สำคัญควรจะพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ การงีบหลับในช่วงกลางวันก็สามารถทำให้มีเรี่ยวแรงมากขึ้นอีกด้วย เนื่องจากในช่วงการตั้งครรภ์นั้นร่างกายจะอ่อนเพลียง่าย และควรลดกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานเยอะ นอกจากนั้นยังควรที่จะทำการฝากครรภ์และไปพบแพทย์ให้ตรงตามนัดเพื่อสุขภาพ ครรภ์ที่แข็งแรง

          นอกจากนี้ยังควรดูแลเรื่องอาหาร การกินให้มากขึ้น ไม่ควรจะอด หรือควบคุมอาหารในช่วงนี้ และควรจะทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ ควรเสริมอาหารจำพวกโปรตีน ธาตุเหล็ก และแคลเซียมรวมทั้งกรดโฟลิกให้เพียงพอ ซึ่งถ้าหากรับประทานอาหารอย่างเพียงพอแล้ว น้ำหนักจะขึ้นสัปดาห์ละไม่เกินครึ่งกิโลกรัม ส่วนอาหารที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงก็คือ อาหารหรือเครื่องดื่มที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างเช่นเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ หรือทานของหวานมากเกินไป ที่สำคัญไม่ควรสูบบุหรี่อย่างยิ่งเลยล่ะ

 

 
ท้อง 1 เดือน ทานอะไรดี-ไม่ดี

          เมื่อ เริ่มตั้งครรภ์แล้ว ว่าที่คุณแม่ควรปรับเปลี่ยนวิธีการกินเพื่อสุขภาพที่ดีของร่างกายและทารกที่ กำลังเจริญเติบโตในครรภ์ โดยเฉพาะ 1 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ควรจะรับประทานอาหารดังต่อไปนี้ให้มาก ๆ เลยล่ะค่ะ

         กรดโฟลิกและวิตามินรวม เพื่อช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดแดงและเซลล์ของตัวอ่อนแข็งแรง คุณแม่จึงควรได้รับกรดโฟลิก และวิตามินรวมให้ได้วันละ 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน ตั้งแต่ช่วงก่อนตั้งครรภ์ จนถึงปลายสัปดาห์ที่ 12
 
         สารอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ช่วงที่ตัวอ่อนกำลังฝังตัวในเยื่อบุผนังมดลูก คุณแม่ควรได้รับสารอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เนื้อสัตว์ ตับ ไข่ ธัญพืช ฯลฯ เพื่อสร้างฮีโมโกลบินที่จะช่วยนำพาออกซิเจนไปสู่ตัวอ่อน
 
         กินอาหารที่มีโปรตีนสูง เพราะกรดอะมิโนที่มีอยู่ในโปรตีนจะช่วยให้ลูกมีเสบียงเพียงพอในการสร้างอวัยวะต่าง ๆ
 
         ทานให้บ่อยขึ้น โดยเพิ่มอาหารว่างขึ้นอีก 2 - 3 มื้อ นอกเหนือจากการรับประทานอาหารมื้อหลัก 3 มื้อ

         รับประทานอาหารประเภทผัก และธัญพืช หรือถั่วชนิดต่าง ๆ ให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มปริมาณในไฟเบอร์ให้กับร่างกาย
 
         ดื่มน้ำให้เพียงพอ ควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 2 แก้ว และดื่มน้ำผลไม้เพื่อเพิ่มวิตามินให้กับร่างกาย แต่ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำผลไม้ปั่น เพราะจะไม่ได้รับวิตามินในผลไม้
 
         ควรรับประทานปลาที่มีไขมันและปลาไร้ไขมันในปริมาณที่เท่าเทียมกันเพื่อให้ได้ประโยชน์ที่ครบถ้วน
 
         ควรจำกัดการกินอาหารที่มีไขมันและลดปริมาณน้ำมันในการทำอาหาร
 
         จำกัดการรับประทานอาหารที่ผ่านกรรมวิธี หรืออาหารหมักดองซึ่งมักจะมีเกลืออยู่มาก และควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผงชูรส
 
         จำกัดการทานของหวานต่าง ๆ และขนมขบเคี้ยวที่มีส่วนผสมของผงปรุงรส

         ส่วนอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเพราะอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพของตนเองและทารกในครรภ์ได้แก่

         ไข่ดิบหรือไข่ที่ปรุงไม่สุก เพราะอาจจะทำให้ได้รับเชื้อ salmonella ซึ่งเป็นแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของอาการไข้ อาเจียน และท้องร่วงได้

         เนื้อสัตว์ชนิดต่าง ๆ ที่ไม่ผ่านการปรุงจนสุก

         นมและเนยแข็งที่ยังไม่ผ่านกรรมวิธีการฆ่าเชื้อ

         ปริมาณอาหารที่วิตามินเอสูง เพราะวิตามินเอหากได้รับเกิน 10,000 IU จะทำให้เกิดผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้

         อาหารที่มีเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า Listeria อย่างเช่น สลัดมันฝรั่ง

         อาหารสำเร็จรูปหรืออาหารที่อุ่นด้วยความร้อนแต่ได้รับความร้อนไม่ทั่วถึง

         ปลาทะเล อย่างเช่น ปลาดาบเงิน ปลากระโทงแทง ปลาทูน่า และปลาฉลาม เพราะในบรรดาปลาเหล่านี้จะมีสารปรอทตามธรรมชาติซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบ ประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก

         ถั่วลิสงทั้งในช่วงตั้งครรภ์และช่วงให้นม โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีประวัติภูมิแพ้

         เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อการพัฒนาสมองของทารกได้​​​​

         เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน

โรคหรือภาวะแทรกซ้อนที่ที่พบในระยะการตั้งครรภ์ 1 เดือน

ความเสี่ยงในการแท้ง

          การมีเลือดออกทางช่องคลอดเล็กน้อยอาจเป็นสัญญาณของการตั้งครรภ์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากรกฝังตัวเจาะเข้าไปในเส้นเลือดแม่ ทำให้มีเลือดออกในช่วงก่อนหน้าที่คาดว่าจะมีประจำเดือน แต่ก็ไม่ควรจะให้มีเลือดออกมากเกินไป เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณของการฉีกขาดของเส้นเลือดที่เชื่อมต่อกันระหว่างแม่ กับลูก หรืออาจจะเกิดความไม่แข็งแรงของเยื่อบุโพรงมดลูกซึ่งอาจทำให้เลือดออกและ เกิดการแท้งตามมาได้ ดังนั้นหากมีเลือดสีแดงสดออกมาจากช่องคลอดในปริมาณที่มากเกินไป และมีอาการปวดท้องร่วมด้วยละก็ควรรีบไปพบแพทย์โดยทันทีค่ะ

อารมณ์แปรปรวน

          ในช่วงตั้งครรภ์ว่าที่คุณแม่อาจจะพบว่าตัวเองมีอารมณ์อ่อนไหวแปรปรวนมากกว่า เดิม มีความกังวล ซึมเศร้า และเกิดความกลัวต่าง ๆนานา ซึ่งเป็นเรื่องปกติของผู้ที่ตั้งครรภ์ นั่นก็เป็นเพราะระดับฮอร์โมนมีความแปรปรวน แต่อาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อเข้าสู่การตั้งครรภ์ในไตรมาสที่สองค่ะ

 Exercising-while-pregnant-is-highly-beneficial


ท้อง 1 เดือน ออกกำลังกายได้หรือไม่

          ในช่วงการตั้งครรภ์ตั้งแต่ 1 เดือนแรกเป็นต้นไป ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก ๆ ทุกชนิด เพราะช่วงตั้งครรภ์โดยปกติจะหมดแรงง่ายอยู่แล้ว ถ้าหากออกกำลังกายหนัก ๆ อาจจะทำให้หมดแรงเร็วขึ้น ดังนั้นจึงควรออกกำลังกายเพียงเบา ๆ เพื่อให้ร่างกายได้ขยับเขยื้อน เพราะการออกกำลังกายในช่วงที่ตั้งครรภ์จะช่วยลดอาการท้องผูก ตะคริว ปวดหลัง ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้นและเป็นการผ่อนคลายความเครียด ป้องกันภาวะซึมเศร้าในขณะที่ตั้งครรภ์
 
          นอกจากนี้ การออกกำลังกายยังช่วยทำให้คลอดง่ายและรูปร่างคืนสู่สภาวะปกติได้เร็วขึ้น อีกด้วย โดยการออกกำลังกายที่คนท้องสามารถทำได้ก็ได้แก่ โยคะ ในท่าที่ง่าย ๆ , การเดินหรือวิ่งเหยาะ ๆ, การว่ายน้ำ, การเต้นรำเบา ๆ หรือการขี่จักรยานในเส้นทางที่ไม่ขรุขระจนเกินไปและมีเครื่องป้องกันที่ สามารถช่วยให้ครรภ์ไม่ถูกกระทบกระเทือน แต่ควรจะหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรือกีฬาที่ต้องใช้แรงมากและมีการกระทบ กระเทือนสูง เพื่อสุขภาพครรภ์ที่แข็งแรงค่ะ

ข้อควรปฏิบัติและข้อควรระวัง

          ว่าที่คุณพ่อและคุณแม่ควรเตรียมพร้อมเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ ในการดูแลครรภ์และวางแผนเรื่องต่าง ๆ โดยการอ่านหนังสือคู่มือการตั้งครรภ์และเตรียมคลอด เพราะก่อนที่คุณแม่จะรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ ลูกได้พัฒนาไปจนมีอวัยวะสำคัญหลายอย่างเกิดขึ้นแล้ว คุณพ่อคุณแม่จึงควรเอาใจใส่วางแผนการตั้งครรภ์ไว้ก่อนล่วงหน้า

          ในช่วงระหว่างสัปดาห์ที่ 2 หลังจากการปฏิสนธิจะเริ่มปรากฏตำแหน่งที่จะพัฒนาเป็นไขสันหลังและส่วนหลัง ของตัวอ่อน ส่วนในช่วงสัปดาห์ที่ 3 เป็นช่วงที่อวัยวะสำคัญหลายอย่างกำลังก่อกำเนิดขึ้น หากคุณแม่ได้รับสารพิษ เช่น ยาบางชนิด สารเคมีเป็นพิษ เหล้า บุหรี่ หรือเชื้อโรค อาจทำให้ตัวอ่อนในครรภ์มีความพิการและแท้งออกมาได้ นอกจากนี้ตัวอ่อนมีความผิดปกติจากโครโมโซมและมีความผิดปกติอย่างรุนแรงก็อาจ จะมีการแท้งออกมาได้เอง คุณแม่จึงต้องระวังเป็นพิเศษ

          อีก เรื่องที่คุณแม่ต้องระวังก็คือ ในช่วงที่คุณแม่ประจำเดือนขาดเพียง 1 สัปดาห์ (ปลายสัปดาห์ที่ 3) เป็นช่วงที่หัวใจลูกก็เริ่มเต้นแล้ว ดังนั้นต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้น

          ในการตั้งครรภ์ในช่วง 1 เดือนแรกนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากนะคะ เพราะเป็นช่วงที่ตัวอ่อนกำลังเจริญเติบโต ถ้าเราเอาใจใส่และดูแลเขาอย่างเต็มที่ ให้การเจริญเติบโตเป็นไปได้อย่างราบรื่น ว่าที่คุณแม่ก็จะสามารถคลอดทารกที่มีสุขภาพสมบูรณ์ออกมาลืมตาดูโลกได้ค่ะ แถมยังช่วยทำให้ตัวคุณแม่มีสุขภาพที่แข็งแรงอีกด้วยนะคะ.


 

ขอบคุณข้อมูลจาก : กระปุก

แหล่งที่มาข้อมูล