Are you looking for the best website template for your web project? Look no further as you are already in the right place! WebSite BIGtheme.NET In our website templates section you will find tons of beautiful designs - for any kind of business and of any style. You are in a unique place - join us today
ครูวรรณ

ครูวรรณ

Website URL: http://www.kruone.com

 

รอยจูบที่คอ ที่เป็นรอยแดงๆ จ้ำๆ วัยรุ่นฝรั่งเรียกว่า Love Bites ศัพท์อย่างเป็นทางการหน่อยจะเรียกว่า Hickeys วัยรุ่นบ้านเราน่าจะเรียกแบบบ้านๆ ว่า รอยจูบ รอยดูดที่คอกันไป วิธีทำให้เกิดรอยแดงๆ ช้ำๆ แบบนี้ ก็แค่จูบที่คอ แล้วออกแรงดูดจนกว่าจะเกิดเป็นรอยจ้ำเลือดขึ้นมานี่แหละ คู่รักบางคู่ทำรอยเอาไว้ที่ต้นคอของอีกฝ่าย เหมือนเป็นสัญลักษณ์ว่า “คนนี้เป็นของฉันคนเดียว” หรือเป็นร่องรอยที่ทำให้ต่างคนต่างคิดถึงค่ำคืนที่หวานหอมนั่นเอง

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล ใครจะมี หรือไม่มี ใครจะทำ หรือไม่ทำ ไม่มีใครห้าม แต่สาเหตุที่ยกมาพูดถึงในวันนี้ เป็นเพราะมีข่าวออกมาว่า คนที่โดนดูดต้นคอ เป็นอันตรายจนถึงชีวิตเนี่ยสิ

 

 

 

 

 

 

 

รอยจูบที่คอ เป็นอันตรายถึงชีวิต

 

การทำรอยจูบ รอยช้ำที่คอ อาจทำให้เลือดคั่งเฉพาะจุด จนอาจอุดตันการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เส้นเลือดในสมองตีบ หรือตัน เมื่อเลือดไม่ไปเลี้ยงสมอง หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย จึงเกิดอันตรายต่ออวัยวะนั้นๆ ซึ่งต้นคอเป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดที่ไหลเวียนโลหิตไปสู่อวัยวะสำคัญมากมาย เช่น สมอง หัวใจ แขน

 

จากข่าวที่มีวัยรุ่นเพศชาย เกิดอาการเส้นเลือดในสมองตีบตันเฉียบพลัน จนทำให้เสียชีวิต และหญิงวัยกลางคนที่แขนชา เป็นอัมพาต ทั้งคู่มีสาเหตุจากการทำรอยจูบที่ต้นคอทั้งสิ้น

 

นอกจากนี้รอยช้ำเลือดที่ว่า ไม่สามารถทำให้หายไปได้ในเร็ววัน ต้องใช้เวลา 2-3 อาทิตย์จนกว่าจะหายไปจนหมด ขึ้นอยู่กับความแรงในการดูด สียิ่งเข้ม ยิ่งหายช้า แถมบางครั้งยังอาจเป็นรอยช้ำเหมือนแผลไปนานกว่านั้น จนเหมือนเป็นแผลเป็นได้ แต่หากอยากลดรอยแดงให้จางลงไปให้ได้มากที่สุด ลองใช้น้ำแข็งหมุนวนบนรอยแดงนั้นเรื่อยๆ อาจช่วยลดความเข้มของรอยแดงลงได้บ้าง

 

แต่ถึงแม้ว่าการทำรอยจูบที่ต้นคอแบบนี้จะมีอัตราเสี่ยงในการเกิดความผิด ปกติของอวัยวะในร่างกายค่อนข้างน้อย แต่คุณคงไม่อยากเป็นส่วนน้อยที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น เพราะฉะนั้นหากหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยงค่ะ เรายังมีวิธีแสดงความรักที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และสุขภาพอีกมากมาย จริงไหมคะ ?


 

ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก :

Source

         วิธีแก้ปวดประจำเดือนของ สาว ๆ แค่นอนในท่าที่เขาบอกว่านี่แหละคือท่านอนที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์เมนส์อาการ ปวดประจำเดือนก็จะบรรเทาลงได้ ไม่ต้องพึ่งยาหรือถุงน้ำร้อนเลย
 
          สำหรับ สาว ๆ ที่ปวดประจำเดือนแต่ไม่อยากพึ่งยาแก้ปวดประจำเดือน และไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับถุงน้ำร้อน ลองมาใช้วิธีแก้ปวดประจำเดือนด้วย 3 ท่านอนที่เหมาะกับมนุษย์เมนส์อย่างเรา ๆ ดูบ้างดีกว่า

วิธีแก้ปวดประจำเดือน


1. นอนขดตัว


          การนอนขดตัวในท่าเดียวกับทารกในครรภ์จะช่วยแก้ปวดท้องประจำเดือนของคุณสาว ๆ ได้ ยืนยันได้จากผลการวิจัยของลิซ่า ลินด์ลีย์ และเจนนิเฟอร์ ไวเดอร์ สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแห่ง Eisenhower Women's Health ที่อธิบายไว้ว่า การนอนขดตัวจะช่วยลดการกดทับท้องน้อย ทำให้อาการปวดประจำเดือนของสาว ๆ ทุเลาลงได้ อีกทั้งท่านี้ยังช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบ ๆ หน้าท้อง ส่งผลให้อาการปวดเกร็งบรรเทาเบาบางตามไปด้วยค่ะ

วิธีแก้ปวดประจำเดือน

 

ภาพจาก saveandrelief.org


2. นอนหงาย หนุนหมอนใต้เข่า


          ท่า นอนหงายเป็นท่าที่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจะอยู่ในท่าทางที่สบายที่สุด กล้ามเนื้อหน้าท้องก็จะอยู่ในลักษณะผ่อนคลาย ส่งผลให้อาการปวดประจำเดือนของสาว ๆ บรรเทาลงไปได้ในระดับหนึ่ง และหากนำหมอนมาหนุนบริเวณใต้เข่าด้วย ก็จะช่วยเลี่ยงไม่ให้กระดูกสันหลังอยู่ในลักษณะโค้งมากเกินไป จนอาจส่งผลให้ยิ่งปวดท้องประจำเดือน­­­มากขึ้นกว่าเดิมได้ แต่หากนอนในท่านี้แล้วยังไม่หายปวดประจำเดือน คุณสาว ๆ สามารถเพิ่มหมอนรองใต้ขาได้อีกจนกว่าจะอยู่ในจุดที่รู้สึกสบายท้องมากขึ้น

วิธีแก้ปวดประจำเดือน

 
3. นอนตะแคง

          ข้อมูลจาก National Sleep Foundation ระบุว่า กลุ่มอาสาสมัครที่นอนตะแคง นอนหงาย และนอนหนุนหมอนใต้เข่าหลาย ๆ ใบ จะมีอาการปวดท้องประจำเดือนน้อยกว่ากลุ่มอาสาสมัครที่นอนคว่ำหน้า ดังนั้นท่านอนตะแคงไม่ว่าจะนอนตะแคงซ้ายหรือนอนตะแคงขวาก็น่าจะช่วยแก้ปวด ประจำเดือนของคุณสาว ๆ ได้เหมือนกัน

วิธีแก้ปวดประจำเดือน

 
          ทว่าหากใคร ลองนอนตะแคงแล้วยังปวดท้องประจำเดือนอยู่อีก แนะนำให้นอนตะแคงพร้อมกับงอเข่า 1 ข้าง หรือจะหาหมอนข้างที่มีความหนามากพอจะหนุนเข่าให้ยกสูงในระดับเดียวกับศีรษะ มากอดไว้ก็ได้ เพื่อให้แนวกระดูกสันหลังของร่างกายตั้งแต่คอมาถึงส่วนหลังอยู่ในแนวเดียว กัน ซึ่งจะช่วยลดทอนแรงกดทับบริเวณหน้าท้อง และช่วยป้องกันอาการปวดหลังไปในตัวด้วยนั่นเอง

          นอก จาก 3 ท่านอนแก้ปวดประจำเดือนแล้ว สาว ๆ ควรต้องรู้ไว้ด้วยนะคะว่าในช่วงวันนั้นของเดือนไม่ควรนอนคว่ำโดยเด็ดขาด เพราะท่านอนคว่ำเป็นท่าที่กดทับกล้ามเนื้อหน้าท้องแบบจัง ๆ ซึ่งอาจทวีอาการปวดท้องประจำเดือนของสาว ๆ ได้ค่ะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก :

Source

“มะเร็ง” แค่ชื่อก็ไม่อยากได้ยินแล้ว ทุกคนคงรู้ว่ามันร้ายแรงขนาดไหน น้อยคนที่จะมีชีวิตรอดหากตรวจพบ บางคนอาจตรวจเจอตอนเริ่มเป็นระยะแรกก็มีสิทธิ์ที่จะหายได้ แต่ยังไงเสียมันก็ทำลายสุขภาพจิตของเราไปไม่ใช่น้อยเลยรวบรวม 8 วิธีป้องกันโรคมะเร็งมาให้อ่านกันค่ะ

 

1. เพิ่มโรสแมรี่และใบโหระพาในการหมักเนื้อสัตว์

หมักเนื้อเพื่อทำอาหารเมื่อไร ลองใส่โรสแมรี่และใบโหระพาลงไปด้วยสิ อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนปรุง เพราะในโรสแมรี่ และใบโหระพาเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระมากถึง 87% ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้

 

2. ดื่มน้ำเยอะๆ

การดื่มน้ำมากๆ ช่วยลดการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะได้ เพราะการรับน้ำในปริมาณที่เพียงพอจะทำให้สารก่อมะเร็งในปัสสาวะเจือจางลงและ ขับออกทางปัสสาวะ

 

3. รับประทานผักผลไม้สีเขียว

การทานผักผลไม้สีเขียวเข้มช่วยลดการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในผู้หญิงได้ เพราะในคลอโรฟิลล์จะมีแมกนีเซียมอยู่มาก ซึ่งแมกนีเซียมจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติในการแบ่งเซลล์ จนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง

 

4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันโรคอะไร ยังไงเสียการออกกำลังกายก็ช่วยได้เสมอ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น ช่วยรักษาสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย ถ้าฮอร์โมนผิดปกติ ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นออกกำลังกายวันละ 30-45 นาที นอกจากจะช่วยป้องกันโรคแล้ว ยังทำให้ผ่อนคลายและสุขภาพดีอีกด้วย

 

5. รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม

ควรรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะทางสมาคมมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกาพบว่า 20% ของผู้ชายและ 14 % ของผู้หญิงเสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั้งหมด เนื่องจากมีน้ำหนักเกินหรืออ้วนนั่นเอง ดังนั้นอย่าตามใจปากมากนักละ จะได้ห่างไกลโรคร้ายนี้

 

6. อย่าละเลยอาการเจ็บปวดต่างๆ

ถ้ารู้สึกมีอาการปวดบริเวณไหนมากๆ หรือบ่อยครั้ง ควรพบแพทย์โดยเร็ว อย่าปล่อยไว้ เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนโรคร้ายจากร่างกายได้ สำหรับผู้หญิงหากมีอาการปวดบริเวณช่องท้องมาก และเป็นบ่อยครั้ง มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งรังไข่ได้

 

7. ลดการรับประทานอาหารเค็ม

ในที่นี้จะพูดถึงการทานเกลือ เกลือสามารถทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารของเราได้ หากได้รับเกิน  2400 มิลลิกรัมต่อวัน มีความเสี่ยงทำให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้ ดังนั้นควรทานให้พอเหมาะ คนทานอาหารติดเค็มควรเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเร็ว

 

8. รับประทานแคลเซียมให้มากขึ้น

นอกจากแคลเซียมจะช่วยให้กระดูกแข็งแรงแล้ว มีงานวิจัยพบว่ากลุ่มที่ทานแคลเซียมติดต่อกันเป็นเวลา 4 ปี อัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดลง 36% อาหารที่มีแคลเซียมและหาซื้อได้ง่ายมีมากมาย เช่น นม และโยเกิร์ต นั่นเอง

 

วิธีดังกล่าวนี้เราสามารถทำมันได้เอง เพราะมันอยู่ในชีวิตประจำวันของเราอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารและการดูแลตัวเอง ถ้าทำได้รับรองว่าชีวิตนี้ห่างไกลจากโรคมะเร็งแน่นอนค่ะ.


 

ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก :

Source

         แว็กซ์ขนน้องสาวเจ็บไหม และต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง สำหรับสาว ๆ ที่กำลังต้องการข้อมูลเพื่อความมั่นใจในการตัดสินใจทำ วันนี้พลาดไม่ได้ค่ะ

          "ขน" ปัญหากวนใจสำหรับสาว ๆ ซึ่งมักจะขึ้นในจุดที่เราไม่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า ใต้วงแขน แขน-ขา แผ่นหลัง รวมไปถึงจุดซ่อนเร้น จนหลาย ๆ คนอยากจะกำจัดมันออกไปด้วยวิธีการต่าง ๆ และหนึ่งในวิธียอดฮิตนอกจากการโกนและถอนก็คือการ "แว็กซ์" นั่นเอง

          สำ หรับการแว็กซ์บริเวณรักแร้หรือแขน-ขานั้นอาจฟังเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าหากพูดถึงการแว็กซ์ขนน้องสาว หรือที่เรียกกันว่า Brazilian wax หลาย ๆ คนอาจจะเขินอาย ไม่รู้ว่าควรปฏิบัติตัวหรือเริ่มต้นอย่างไร (แม้ใจจะอยากลองทำมาก...) เอาละ ! วันนี้ได้รวบรวม 10 ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจแว็กซ์ขนน้องสาวมาฝากคุณสาว ๆ กันค่ะ

แว็กซ์ขนน้องสาว


1. เลือกร้านที่ไว้ใจได้


          ปัจจุบันมีร้านแว็กซ์ขนหลายแห่งให้บริการ ทว่าแตกต่างกันไปทั้งคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ผู้เชี่ยวชาญและราคา อย่าลืมศึกษาเลือกร้านที่น่าเชื่อถือ สะอาด เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองเป็นอันดับแรกนะคะ

2. ไม่ต้องกังวลเรื่องหน้าตาน้องสาว

          จุดซ่อนเร้นของสาว ๆ ส่วนใหญ่คล้ายกันทั้งนั้น ผู้ที่มาแว็กซ์ให้คุณนั้นเธอก็เห็นน้องสาวมามากมายจนเป็นเรื่องปกติ หน้าที่ของพวกเธอคือสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่มาแว็กซ์ ดังนั้นคุณจึงไม่ต้องกังวลกับน้องสาวของตัวเองเลย

3. มันไม่ได้น่ากลัวแบบที่คุณคิด

          สำหรับผู้ที่แว็กซ์ครั้งแรก และคิดว่ามันอาจจะเจ็บมาก ถูกต้องค่ะ มันเจ็บมาก แต่ไม่ถึงกับขนาดที่ทนไม่ได้ การดึงครั้งแรกจะสร้างเกราะป้องกันให้ครั้งต่อไป ผิวหนังคุณจะเริ่มชินและชาไปเอง

4. จัดการกับน้องสาวตัวเองเสียหน่อย

          ก่อนวันนัดหมาย คุณอาจจะเล็ม ๆ ตกแต่งน้องสาวให้เข้าที่สักหน่อย และเมื่อถึงเวลาเข้ารับบริการ อย่าลืมเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย เพราะในวินาทีที่กางเกงในถูกถอด คุณจะรู้สึกหวิว ๆ เย็น ๆ เพราะมันคงดูไม่ดีเท่าไหร่ถ้าหากเกิดปวดชิ้งฉ่องกลางคันในระหว่างการแว็กซ์

แว็กซ์ขนน้องสาว


5. อย่าโกนขน


          ใน การจะกำจัดขนแบบถอนรากถอนโคนด้วยการแว็กซ์ คุณควรเหลือเส้นขนไว้ประมาณ ¼ นิ้ว เพื่อให้สามารถดึงออกได้ และไม่ควรมีบาดแผลบริเวณน้องสาว แต่สำหรับผู้ที่โกนไปแล้วนั้นให้รอ 2-3 อาทิตย์เพื่อให้เส้นขนงอกขึ้นมาใหม่เสียก่อน

6. หลีกเลี่ยงช่วงมีประจำเดือน

          ไม่ควรแว็กซ์ในช่วง 5 วันก่อนประจำเดือนจะมา หรือแว๊กซ์ทันทีหลังประจำเดือนหมด เพราะร่างกายของคุณผู้หญิงจะบอบบาง ไวต่อความรู้สึก สร้างความเจ็บปวดระหว่างแว็กซ์มากกว่าปกติ

7. ไม่ควรสวมใส่กางเกงรัดติ้ว

          เมื่อจัดการกับขนไม่พึงประสงค์เสร็จเรียบร้อยแล้ว คุณควรใส่กางเกงที่คล่องตัว สะดวกสบาย เพราะหากคุณใส่กางเกงที่รัดมันจะเสียดสี อาจสร้างความระคายเคืองให้กับน้องสาวของคุณได้ อีกทั้งภายหลัง 12-24 ชั่วโมงหลังจากแว็กซ์เสร็จ อย่าเพิ่งออกกำลังกายหรือกิจกรรมหนัก ๆ หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อนหรือโดนแสงแดด

แว็กซ์ขนน้องสาว


8. ชวนคุยลดความเครียด


          ในระหว่างการแว็กซ์เราไม่ได้อยู่คนเดียว ดังนั้นชวนคุยไปเลยค่ะ อยากได้แบบไหน อยู่ได้นานไหม หรือสอบถามเกี่ยวกับเรื่องแว็กซ์ไว้เป็นความรู้ นอกจากจะไม่ทำให้เครียดแล้วยังทำให้ลืมความเจ็บได้อีกด้วยนะ

9. อย่าถอนขนคุดเอง

          หากมีขนคุด ให้กลับมาที่ร้านเพื่อให้ช่างที่มีความเชี่ยวชาญดึงออก อย่าถอนขนคุดเองด้วยเล็บหรือเครื่องมือที่ไม่สะอาด เพราะอาจเกิดแผลอักเสบได้

10. หมั่นดูแลรักษาความสะอาด

          หลังจากแว็กซ์ 2-3 วัน อาจสครับผิวเบา ๆ เพื่อกำจัดขนคุด ห้ามขัดแรงเกินไป และหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงที่มีสารเคมีฉีดหรือทาบริเวณที่ผ่า รการแว๊กซ์เพราะอาจทำให้ระคายเคืองได้ง่าย

          เป็นยังไงกันบ้างคะ รู้วิธีการปฏิบัติตัวแบบนี้แล้วสาว ๆ คลายกังวลกันหรือยังเอ่ย หรือถ้ายังไม่มั่นใจก็ควงเพื่อนไปแว็กซ์ด้วยกันเลยดีกว่านะคะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

จากการศึกษาวิจัยพบว่า ยิ่งจำนวนสมาชิกบนโต๊ะอาหารมีจำนวนมากเท่าไร ก็จะมีความเป็นไปได้ที่เราจะสั่งอาหารมาทานจำนวนมากขึ้นเท่านั้น โต๊ะยิ่งใหญ่ จำนวนคนมาก อาหารก็จะเยอะขึ้นเป็นทวีคูณ จากตัวเลขทางสถิติยังแสดงให้เราเห็นอีกว่า เราสามารถควบคุมพลังงานจากอาหารได้ดีที่สุดเมื่อรับประทานอาหารคนเดียวใน ภาชนะที่สามารถกำหนดปริมาณอาหารได้ ในทางกลับกันคนเราจะรับประทานอาหารมากขึ้นถึง 35%

ถ้ารับประทานอาหารมื้อเย็นร่วมกับเพื่อน ๆ และจะเพิ่มมากขึ้นถึง 75% ถ้าอาหารที่รับประทานมีลักษณะการจัดเสิร์ฟแบบสำรับแบ่งกันรับประทานได้แบบ โต๊ะจีน ดังนั้นสำหรับคนไทยเรามักจะนัดรับประทานอาหารกันแบบสั่งมาแบ่งกันรับประทาน ไม่รับประทานอาหารเป็นคอร์สจานใครจานมันแบบฝรั่ง ทำให้เรามีแนวโน้มที่จะรับประทานอาหารมากกว่าปกติ แต่เรายังมีทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์เป็นเทคนิคเล็กๆ ช่วยให้เราควบคุมนำหนักได้ดีขึ้น แม้ว่าเพื่อนจะนัดรวมรุ่นสังสรรค์ทานข้าวเย็นกันบ่อยๆ

เคล็ดลับเล็กๆ เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักมาจากทฤษฎีที่มีชื่อน่ารักๆ ว่า “ทฤษฎีหัวลูกศร” นักวิทยาศาสตร์กล่าวเอาไว้ว่า มนุษย์เรามีพลังจดจำกับสิ่งที่เค้าได้ยินครั้งแรกก่อนเสมอ เสมือนกับโดนลูกศรที่สามารถชี้ทิศทางฝังเข้าไปในหัว มักจะถูกชักน้ำโดยง่ายไปในทิศทางที่ลูกศรชี้ไป เมื่อเราไปรับประทานอาหารเย็นกับกลุ่มเพื่อน คนแรกที่สั่งอาหารจึงเป็นคนกำหนดคุณภาพของอาหารในมื้อนั้น ๆ ถ้าคนสั่งคนแรกสั่งอาหารที่ดีต่อสุขภาพ พลังงานต่ำ ไขมันน้อย ลูกศรกำหนดทิศทางก็จะเริ่มทำงาน ทำให้ทุกคนที่เหลือพิจารณาเลือกอาหารที่คุณภาพดีระดับเดียวกันเพื่อไม่ให้ น้อยหน้ากัน แต่จำเอาไว้ว่าทฤษฎีนี้สามารถใช้ได้กับคนทั่วไป แต่ไม่ใช่กับเพื่อนบางคน !!!


จงอย่าใช้เวลานานในการเลือกเมนูอาหาร จนคนอวบที่สุดชิงตัดหน้าสั่งอาหารก่อนนะครับ !!! คนอวบน้ำหนักมากมักจะสั่งอาหารที่ให้พลังงานสูงมารับประทาน ถ้าลองปล่อยจังหวะให้เธอสั่งมันฝรั่งทอดเอามารับประทานเล่นฆ่าเวลา สั่งปีกไก่ทอดน้ำปลามารับประทานเล่นแก้เครียด สั่งสปาเกตตีคาโบนาร่ามาแก้หิว หรือปิดท้ายด้วยการสั่งสเต๊กเนื้อวัวแบบจัดเต็มมารับประทานได้ล่ะก็ รับรองได้เลยว่าเมนูที่ตามมาก็มักจะให้พลังงานสูงเช่นเดียวกับเมนูที่ถูก สั่งไปรายการแรก ๆ ในทางกลับกันถ้าคนที่สั่งคนแรกสั่งเมนูเพื่อสุขภาพ สลัดผักสดพร้อมกับเนื้อไขมันต่ำย่างล่ะก็ เมนูที่ตามมาจะกลายเป็นเมนูเพื่อสุขภาพที่สามารถรับประทานเพื่อควบ คุมน้ำหนักได้


ดังนั้นทางที่ดีที่สุดก่อนไปงานเลี้ยงรวมรุ่น หรือสังสรรค์ในมื้อเย็น เราสามารถเข้าไปตรวจสอบเมนูอาหารของทางร้านอาหารก่อนว่ามีเมนูที่น่าสนใจ อะไรบ้าง ลองเลือกเมนูที่พลังงานไม่สูงมากนัก เตรียมเอาไว้สัก 2-3 เมนู จดบันทึกเอาไว้ ยึดลูกศรเอาไว้ให้ได้ อย่ายอมให้การนัดเจอกันเพื่อรับประทานอาหารเย็นมาทำลายแผนการลดน้ำหนักของ เรา


ถ้าพูดกันจริง ๆ อาหารที่คนไทยเรารับประทานค่อนข้างดีต่อสุขภาพนะครับ เนื่องจากประกอบด้วยผักสดนานาชนิด ผิดกับอาหารของชาวตะวันตกซึ่งมักจะประกอบด้วยเนย แป้ง ขนมปัง และโปรตีนไขมันสูง แต่ข้อเสียของการรับประทานอาหารไทยก็คือเรารับประทานกันแบบสำรับ จึงอาจจะทำให้เรามีโอกาสในการรับพลังงานจากอาหารสูงเกินความจำเป็น ดังนั้นการใช้ ทฤษฎีหัวลูกศรจึงสามารถช่วยได้มากในการลดพลังงานที่ควรได้รับจากอาหาร


ทั้งนี้ในการสังสรรค์ก็ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ นอกจากจะไม่ดีต่อสุขภาพแล้ว ยังให้พลังงานค่อนข้างสูงอีกด้วย โดยที่เบียร์สด 1 แก้ว (450 มิลลิลิตร) ให้พลังงาน 400 kcal ไวน์แดงหรือไวน์ขาว 1 แก้ว ให้พลังงานแก้วละประมาณ 100 kcal เบียร์ 1 กระป๋อง ให้พลังงานประมาณ 150 kcal และเหล้าค็อกเทลที่สาว ๆ ชอบ ให้พลังงานประมาณ 150-180 kcal ต่อแก้ว ซึ่งเท่ากับพลังงานที่ต้องเผาผลาญด้วยการเดินบนลู่วิ่งชัน ๆ ประมาณ 15 นาที
ไฮไลท์ของมื้ออาหารยังไม่หมด เพราะเพื่อนคนที่อวบที่สุดในโต๊ะอาหารมักจะพูดขึ้นมาลอย ๆ ว่า “ทานคาวไม่ทานหวาน สันดานไพร่นะคะ” จำเอาไว้เลยนะครับว่า พลังงานจากเมนูของหวาน เพียงถ้วยเล็กๆ ก็มักจะให้พลังงานพอ ๆ กับอาหารมื้อหลักเลยทีเดียว สิ่งที่ทำได้คือชิงตัดหน้าเพื่อนอวบด้วยการสั่งเมนูผลไม้รวม เลือกชนิดผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำ เช่น แตงโม ฝรั่งสด ชมพู่ แอปเปิล เป็นต้น


เพียงเท่านี้ก็สามารถบริหารพลังงานที่ได้รับจากอาหาร โดยใช้หลักจิตวิทยาทฤษฎีหัวลูกศรได้แล้วล่ะครับ ทฤษฎีนี้นอกจากจะทำให้เราสุขภาพดี ช่วยควบคุมพลังงานที่ได้รับจากอาหารแล้ว ยังสามารถช่วยให้เพื่อนๆ ในวงสังสรรค์มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ด้วย.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสาร แม่บ้าน

Source

อาการปวดคอ บรรเทาได้ด้วยการยืดกล้ามเนื้อ ด้วยท่าการยืดกล้ามเนื้อที่เรานำมาเสนอในวันนี้ ลองไปปฎิบัติตามกันค่ะ

 

เริ่มต้นด้วย ท่าท่ายืดกล้ามเนื้อคอ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและช่วยคลายกล้ามเนื้อรอบคอและสะบักขณะยืดให้รู้สึก ตึงแต่ไม่เจ็บ ยืดค้างไว้ท่าละ 10 – 15 วินาที ทำ 5 – 10 ครั้งวันละ 2 – 3 รอบ

 

01

 

ท่าที่ 1 ยืดกล้ามเนื้อคอ ด้านข้าง

 

02

 

ท่าที่ 2 ยืดกล้ามเนื้อคอด้านข้างค่อนไปด้านหลัง

 

03

 

ท่าที่ 3 ยืดสะบัก

 

04

 

ท่าที่ 4 ยืดสะบักและต้นแขนด้านหลัง

 

 

 

ท่าบริหารเพื่อเพิ่มความแข็งแรง
เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบๆคอ โดยเกร็งกล้ามเนื้อคอให้อยู่กับที่ต้านกับแรงดันจากมือ ทำเบาๆท่าละประมาณ 20 ครั้ง วันละ 2 – 3 รอบ

 

05

 

ท่าที่ 1 ต้านท่าก้ม

 

06

 

ท่าที่ 2 ต้านท่าเงย 07

 

ท่าที่ 3 ต้านท่าเอียงคอ

 

08

 

ท่าที่ 4 ต้านท่าหันคอ

 

ท่าบริหารเพื่อเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวคอ
บริหารเพื่อเคลื่อนไหวคอได้ดีขึ้น ให้เคลื่อนไหวช้าๆ เท่าที่ไม่มีอาการเจ็บ ทำท่าละประมาณ 20 ครั้ง วันละ 2 – 3 รอบ (ข้อควรระวัง ! สำหรับผู้ที่มีอาการกระดูกคอเสื่อมให้งดการแหงนคอ)

 

09

 

ท่าที่ 1 ท่าก้ม (ระวัง สำหรับผู้ป่วยหมอนรองกระดูกคอเคลื่อนให้งดท่าก้มคอ)

 

010

 

ท่าที่ 2 ท่าเอียงคอ

 

011

 

ท่าที่ 3 ท่าหันคอ

 

สาเหตุการปวดคอที่พบบ่อย

 

  • อิริยาบท หรือท่าทางของคอที่ผิดสุขลักษณะ นอนผิดท่า ท่าทางการทำงานที่ต้องก้มเงยบ่อยๆหรือใช้กล้ามเนื้อคอมาก ขับรถนาน เป็นต้น
  • เกิดการบาดเจ็บบริเวณคอ จากอุบัติเหตุหรือการหันคอผิดจังหวะ
  • ภาวะเสื่อมของกระดูกคอ ข้ออักเสบ หมอนรองกระดูกคอกดทับเส้นประสาท กระดูกงอก เป็นต้น
  • ภาวะเครียดทางจิตใจ เป็นต้น

 

การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันการปวดคอ

 

  • ระวังอิริยาบทขณะทำงานอย่าก้มหรือเงยมากเกินไปหรือหมุนคออย่างรวดเร็ว
  • ไม่อยู่ในอิริยาบทเดียวกันนานๆหากต้องนั่งทำงานนานๆ อาจลุกขึ้นเดินเพื่อเปลี่ยนอิริยาบทบ้าง หรือยืดกล้ามเนื้อคอเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้า
  • เลือกเก้าอี้ที่มีพนักพิงแข็งแรง หากมีที่หนุนคอควรอยู่ในระดับที่เหมาะสมไม่ดันคอจนก้มหรือหนุนแล้วเงยจนเกิน ไป ตำแหน่งโต๊ะทำงานหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ควรอยู่ในระดับที่เหมาะสม
  • ไม่หนุนหมอนสูงหรือต่ำจนเกินไป หมอนที่ดีควรกว้างและรองรับส่วนโค้งของคอได้พอดี ไม่แข็งหรือนิ่มจนเกินไป พักผ่อนให้เพียงพอเพื่อไม่ให้เกิดความเครียด

 

การรักษา

 

  • สำหรับผู้ที่มีอาการปวดคอเฉียบพลัน เกิดจากการบาดเจ็บบริเวณคอ เอี้ยวคอผิดท่า หรือปวดคอหลังตื่นนอนให้หยุดการใช้กล้ามเนื้อที่บาดเจ็บอย่าพยายามเคลื่อน ไหวคอ เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บซ้ำ ให้ประคบด้วยแผ่นเย็นนานประมาณ 20 นาที ทานยาแก้ปวด
  • สำหรับผู้ที่มีอาการปวดคอเรื้อรัง อาการปวดมักไม่รุนแรงเคลื่อนไหวคอได้ไม่เต็มที่ ปวดจากการนั่งทำงานทั้งวันเป็นระยะเวลานาน ให้ประคบด้วยน้ำอุ่นหรือกระเป๋าน้ำร้อนห่อด้วยผ้าขนหนู
  • ประคบนานประมาณ 30 นาที (ระวัง อย่าให้ร้อนจัด) ทานยาแก้ปวด ยืดกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธี
  • หากอาการปวดทุเลาลง ให้หมั่นยืดคลายกล้ามเนื้อคอบ่อยๆ และออกกำลังบริหารกล้ามเนื้อคอ
  • หากอาการปวดไม่ทุเลาลง หรือมีอาการปวดเป็นๆ หายๆต่อเนื่อง ให้ไปพบแพทย์ แพทย์อาจส่งตัวคุณมาทำกายภาพบำบัด เพื่อลดอาการปวด อักเสบ เพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวคอ และรับคำแนะนำในการปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

          เจ็บหน้าอกจี๊ด ๆ หรือมักจะเจ็บหน้าอกข้างซ้ายแปล๊บ ๆ อยู่บ่อย ๆ จนกลัวว่าจะป่วยเป็นโรคหัวใจ งั้นก่อนจะตื่นตูมเกินไปมาดูว่าอาการเจ็บหน้าอกที่เป็นอยู่นี่อันตรายหรือ เปล่า   

          อาการ เจ็บหน้าอกตรงตำแหน่งหัวใจ หรือเกิดอาการเจ็บจี๊ด ๆ ที่หน้าอกข้างซ้าย ทำให้หลายคนเกิดความวิตกกังวลขึ้นมาได้ โดยเฉพาะคนที่รู้สึกเจ็บแน่นหน้าอกร่วมด้วย ทั้งที่จริงแล้วอาการเจ็บหน้าอก หรือปวดหัวใจแปล๊บ ๆ ที่เป็นอยู่ อาจไม่ใช่สัญญาณเตือนของโรคหัวใจอย่างที่กำลังสงสัยกันเลย

          ต้องบอกก่อนว่าบริเวณหน้าอกข้างซ้ายที่นอกจากจะเป็นตำแหน่งของหัวใจแล้ว ยังมีกล้ามเนื้อหัวใจ กระดูกซี่โครงอ่อน และเส้นประสาทอยู่จำนวนไม่น้อย ซึ่งหากเราออกกำลังกายอย่างหักโหมจนเกินไป หรือทรงตัวผิดท่า ลักษณะนี้อาจเกิดอาการเจ็บหน้าอกจี๊ด ๆ ขึ้นมาได้เหมือนกัน หรือบางคนที่มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกไปด้วย ก็อาจมีเหตุมาจากกระดูกซี่โครงอ่อนอักเสบหรืออาการเส้นประสาทอักเสบเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ด้วย

เจ็บหน้าอกจี๊ด ๆ


          แต่เพื่อความชัวร์ว่าอาการเจ็บหน้าอกของเราจะไม่อันตรายจริง ๆ งั้นเรามาเช็กเลยว่าอาการเจ็บหัวใจแบบไหนที่เข้าข่ายเป็นโรคหัวใจ

          1. เจ็บหน้าอกด้านซ้ายโดยเจ็บร้าวไปถึงคอ แขนซ้ายช่วงรักแร้ หลัง หรือท้องส่วนบน

          2. เจ็บแน่นหน้าอก โดยอาจเจ็บแน่นที่กลางหน้าอก บริเวณอกด้านซ้าย หรือเจ็บทั้งสองด้าน เจ็บชนิดที่แน่นแบบอึดอัดอยู่ข้างในอก

          3. ถ้าลองเอามือกดหน้าอกจะไม่รู้สึกเจ็บมากขึ้น หรือเคลื่อนไหวร่างกายแรง ๆ อย่างการไอหรือจามก็ไม่ทำให้รู้สึกเจ็บหน้าอกจี๊ด ๆ มากไปกว่าเดิม

          4. อาการเจ็บหน้าอกจะสัมพันธ์กับการออกกำลัง หรือความรู้สึกตื่นเต้นมาก ๆ ทว่าเมื่อได้พักผ่อนอาการเจ็บก็จะบรรเทาลง

          5. มีอาการเจ็บหน้าอกเป็นระยะ ๆ ส่วนมากมักจะปวดหัวใจจี๊ด ๆ ประมาณ 10-20 นาที แต่ไม่รู้สึกเจ็บหน้าอกตลอดเวลา

          6. บางครั้งมีอาการเจ็บหน้าอกร่วมกับอาการหน้ามืด เหงื่อแตก และเป็นลม

          อย่าง ไรก็ตาม อาการเจ็บหน้าอกที่เกิดจากโรคหัวใจ ส่วนใหญ่จะเกิดจากภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ซึ่งอาจส่งผลให้รู้สึกเจ็บแน่นหน้าอก ก่อให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด และเสียชีวิตได้

เจ็บหน้าอกจี๊ด ๆ


          ทว่าก็มีไม่น้อยที่อาการเจ็บหน้าอกที่เป็น ๆ กันอยู่อาจไม่ใช่โรคหัวใจอย่างที่กังวลกันไป ซึ่งเราเราสามารถระบุอาการเจ็บหน้าอกที่ไม่อันตรายและไม่เกี่ยวข้องกับอาการ โรคหัวใจได้ดังนี้ค่ะ

          - เมื่อกดหน้าอกแล้วจะรู้สึกเจ็บจี๊ด ๆ แปล๊บ ๆ ขึ้นมา

          - เจ็บหน้าอกตื้น ๆ หรือกดเจ็บบริเวณใดบริเวณหนึ่ง

          - มีอาการเจ็บหน้าอกเมื่อเคลื่อนไหวร่างกายแรง ๆ เช่น หายใจแรง ไอ จาม เอี้ยวตัวอย่างแรง และอาการเจ็บหน้าอกจะรุนแรงมากขึ้น

          - อาการเจ็บหน้าอกที่ไม่สัมพันธ์กับการออกกำลังหรือใช้แรง เช่น ระหว่างเดินขึ้นบันไดก็เจ็บหัวใจเท่าเดิม แม้จะนั่งพักก็เจ็บหัวใจอยู่เช่นเดิม หรือพูดง่าย ๆ ว่ามีอาการเจ็บหน้าอกอยู่ตลอดเวลา โดยอาจเจ็บหัวใจหนักบ้างเบาบ้าง แต่ไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย

          - เจ็บหัวใจจี๊ด ๆ เหมือนโดนเข็มแหลมทิ่มแทง โดยเจ็บจุดเดียว

          - อาการเจ็บหน้าอกร้าวขึ้นศีรษะ ปลายมือ และปลายเท้า

          อย่าง ไรก็ตามอยากให้ลองสังเกตอาการเจ็บหน้าอกของตัวเองด้วยว่าเป็นนานแค่ไหน หากมีอาการแค่ไม่กี่วัน หรือไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ แล้วอาการเจ็บหน้าอกก็หายไป กรณีนี้ถือได้ว่าเป็นอาการเจ็บหัวใจที่ไม่ร้ายแรงและไม่เข้าข่ายโรคหัวใจแต่ อย่างใด โดยอาจเป็นอาการเจ็บหน้าอกที่เกิดจากการอักเสบหรือความผิดปกติของกระดูกหรือ กล้ามเนื้อหน้าอกที่ถูกยึด ดึง รั้ง หรืออาจเกิดจากการอักเสบที่เยื่อหุ้มปอดก็เป็นได้.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

          ออกกำลังกายด้วยการฝึกโยคะ ช่วยเรียกคืนความอ่อนเยาว์ได้ อยากดูเด็กกว่าวัย มายืด ๆ เหยียด ๆ ด้วยท่าโยคะเหล่านี้ รับรองไม่ผิดหวัง

          ด้วย สภาพสังคมที่รีบเร่ง และสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลพิษ ก็ทำให้คนเราดูแก่เร็วกว่าที่ควรจะเป็น มิหนำซ้ำโรคภัยและอาการเจ็บป่วยก็ยังถามหาเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหลัง ปวดไหล่ โรคนอนไม่หลับ หรือแม้แต่โรคอ้วน ซึ่งจริง ๆ แล้วโรคภัยเหล่านี้สามารถป้องกันไปได้พร้อม ๆ กับการดูแลให้ตัวเองยังดูเด็ก และวิธีที่หยิบมาแนะนำในคราวนี้ก็คือ การฝึกโยคะที่จะช่วยผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ อีกทั้งยังช่วยแก้ปวดเมื่อยต่าง ๆ ได้ และเมื่อสุขภาพดีจากภายในแล้ว ก็จะทำให้เราดูเด็กลงได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยเชียวล่ะ ถ้าอย่างนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่ามีท่าโยคะไหนบ้างที่ช่วยให้คุณดูเด็กลงทั้งกายและใจ

 


1. ท่ากปาลภาติ (Skull Shining breathing)

          ท่านี้ถือเป็นท่าที่ดีในการเริ่มต้นฝึกโยคะ เพราะเป็นท่าที่ช่วยอบอุ่นร่างกายก่อนฝึกโยคะ อีกทั้งยังเป็นเทคนิคฝึกการหายใจ ซึ่งการหายใจที่ถูกต้องจะสามารถช่วยให้เราผ่อนคลายความเครียด เมื่อไม่เครียดก็ไม่แก่เร็วไงล่ะ

วิธีฝึก

          1. เริ่มด้วยการนั่งขัดสมาธิ มือทั้ง 2 ข้างวางลงที่ตัก
          2. หายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆ จนเต็มปอด แล้วหายใจออกช้า ๆ เร็ว ๆ 10 ครั้ง พร้อมกับการแขม่วท้องเข้า
          3. พักสักครู่ แล้วเริ่มต้นใหม่ ทำซ้ำ 3-5 รอบ

วิธีทำให้หน้าเด็ก


2. ท่าภูเขา (Mountain Pose)

          ท่า ภูเขาแม้จะดูง่าย แต่ผลที่ได้เรียกว่าดีไม่ใช่เล่น ๆ เลยล่ะค่ะ เพราะท่านี้เน้นเรื่องการหายใจและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ ระบบต่าง ๆ ในร่างกายก็จะทำงานได้เต็มที่ ทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า เหมือนลดอายุลงไปอีกสิบปีเลย

วิธีฝึก
        
          1. ยืนตรงเท้าชิด โดยให้ส้นเท้าและตำแหน่งไหล่อยู่ในลักษณะตรงกัน
          2. เหยียดเข่าตึง เกร็งกล้ามเนื้อต้นขาให้เข่ากระชับ
          3. เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง ยืดอก หลัง และคอตั้งตรง แล้วมองตรงไปข้างหน้า
          4. รักษาสมดุลของร่างกายโดยให้น้ำหนักผ่านแนวตรงจากศีรษะ ลงมาที่ไหล่แล้วไปยังกึ่งกลางสะโพก จนถึงข้อเข่า ข้อเท้า และฝ่าเท้าทั้งสองข้าง
          5. วางแขนแนบลำตัว หรือพนมมือเหนือศีรษะ หรืออาจจะพนมมือไว้ที่หน้าอกก็ได้
          6. หายใจเข้า-ออกช้า ๆ อย่างสม่ำเสมอ ประมาณ 3-5 ลมหายใจ แล้วจึงคลายท่า

ท่าต้นไม้


3. ท่าต้นไม้ (Tree Pose)


          ยิ่งอายุมากขึ้น ความสมดุลในร่างกายก็จะยิ่งลดลง เป็นเหตุให้ความสามารถในการทำสิ่งต่าง ๆ ลดลงด้วย แต่ท่าโยคะท่านี้สามารถช่วยคุณได้ค่ะ เพราะท่าต้นไม้จะช่วยปรับสมดุลของร่างกาย คืนความกระฉับกระเฉงที่เคยหมดไปเพราะอายุมากขึ้นได้เลย

วิธีฝึก

          1. ยืนตัวตรง มือทั้ง 2 ประสานกันแบบนมัสการ
          2. ยกขาขวาขึ้น ใช้ฝ่าเท้าประกบที่โคนขาซ้าย ฝ่าเท้าขวาขนานกับต้นขาซ้ายด้านใน ปลายเท้าขวาชี้ลง เปิดเข่า เปิดสะโพก
          3. เท้าซ้ายรับน้ำหนักตัว เข่างอเล็กน้อย เก็บท้อง เก็บสะโพก เปิดอก เปิดไหล่ ยืดตัวตรง มือพนม ยืดตัวตรง
          4. เหยียดมือขึ้นเหนือศีรษะ ขนานลำตัว หรือจะเอามือประกบกันก็ได้ แล้วค้างท่าไว้ 3-5 ลมหายใจ

 

วิธีทำให้หน้าเด็ก


4. ท่านักรบ 2 (Warrior Pose II)


          การ มีกล้ามเนื้อที่ตึงกระชับทุกสัดส่วนก็ช่วยทำให้รู้สึกเด็กลงได้ไม่น้อย โดยท่านักรบ 2 เป็นท่าโยคะที่เน้นการยืดเหยียดเพื่อสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อบริเวณขา ก้น หน้าท้อง และแขนค่ะ

วิธีฝึก

          1. เริ่มต้นด้วยท่าภูเขา หายใจออกช้า ๆ แยกเท้าออกกว้าง 3-4 ฟุต กางแขนออกขนานกับพื้น
          2. หมุนเท้าซ้ายไปทางซ้าย 90 องศา ส่วนเท้าขวาเฉียงมาทางซ้ายเล็กน้อย
          3. งอเข่าซ้ายลงจนสะโพกซ้ายอยู่ในระดับเข่าซ้าย เข่าซ้ายและส้นเท้าซ้ายอยู่ในแนวเดียวกันในแนวดิ่ง ขาขวาตึง
          4. เหยียดแขนทั้งสองข้าง แขนซ้ายไปทางซ้าย แขนขวาไปทางขวา แขนทั้งสองขนานกับพื้นหันหน้าไปทางซ้ายมองที่ปลายนิ้ว
          5. ยืดเอว ลำตัวและแขนไปทางซ้ายให้มากที่สุด ค้างไว้ 3-5 ลมหายใจ แล้วคลายท่า จากนั้นสลับไปทำอีกข้าง

 


5. ท่าขัดสมาธินอนหงาย (Reclining Bound Angle)

          ความเมื่อยล้าสะสมก็เป็นตัวการทำลายสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ และส่งผลให้เราดูโทรมและแก่ลงก่อนวัย ซึ่งท่านี้สามารถคลายความอ่อนล้าได้ดีสุด ๆ นอกจากนี้สาว ๆ คนไหนที่ปวดประจำเดือนบ่อย ๆ ท่านี้ก็ช่วยลดอาการปวดได้เหมือนกัน

วิธีฝึก

          1. เริ่มต้นด้วยท่านั่ง ให้ฝ่าเท้าทั้ง 2 ข้างประกบกัน แล้วนำหมอนมารองบริเวณกระดูกสันหลังและศีรษะ
          2. เอนตัวลงไปนอนกับพื้นโดยให้ฝ่าเท้ายังประกบกันอยู่ ให้ก้นติดพื้น นำหมอนมาวางรองใต้ต้นขาทั้ง 2 ข้าง
          3. แขนวางข้างลำตัวตามสบาย ค้างท่าไว้ 3-5 ลมหายใจ แล้วกลับสู่ท่าเริ่มต้น

ท่านั่งบิดเอว


6. ท่านั่งบิดเอว (Seated Twist Pose)


          หลาย ครั้งอาการปวดเมื่อยนี่ล่ะที่ส่งผลให้เราทำอะไรก็ไม่สะดวกจนดูเหมือนคนแก่ ฉะนั้นถ้าไม่อยากจะให้ตัวเองกลายเป็นคนแก่ก่อนวัยก็ต้องมาเริ่มฝึกโยคะท่า นี้ รับรองว่าไม่ปวด ไม่เมื่อย และยังช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ด้วย

วิธีฝึก

          1. ท่าเตรียม นั่งเหยียดเท้าซ้าย ตั้งฝ่าเท้า เท้าขวาวางคร่อมเข่าซ้าย หลังตรง
          2. หายใจเข้า ยกแขนซ้ายขึ้นเหนือศีรษะ แล้วหายใจออก แขนซ้ายขัดเข่าขวา แล้วอ้อมมาจับฝ่าเท้าด้านนอก (ถ้าจับไม่ถึงให้ใช้มือซ้าย กอดเข่าขวาชิดอก)
          3. หายใจเข้า ยกแขนขวามาด้านหน้า และหายใจออก พร้อมกับบิดตัวไปด้านขวา มือขวาวางด้านหลัง บิดเอวให้มาก หลังตรง ตามองข้ามไหล่ สติอยู่ที่ลมหายใจเข้าลึก ออกยาว ผ่อนคลาย ค้างอยู่ในท่าสักครู่
          4. หายใจเข้า แล้ววาดแขนขวากลับมาด้านหน้า จากนั้นหายใจออก ลดแขนลง แล้วสลับข้าง ทำซ้ำ 3-5 ครั้ง

ท่าสุนัขก้มหน้า


7. ท่าสุนัขก้มหน้า (Downward Facing Dog)


          ท่าโยคะนี้ เป็นท่าที่ถือว่าขาดไม่ได้ในการฝึกโยคะ เพราะเป็นท่าที่ช่วยในการยืดกล้ามเนื้อ เพิ่มความคล่องแคล่วให้ร่างกาย จนทำให้รู้สึกเหมือนตัวเองเด็กลงเลยล่ะ

วิธีฝึก


          1. เริ่มต้นในท่าคลาน ขาและเข่ากางเท่าสะโพก แขนกว้างเท่าไหล่ กางนิ้วกว้าง
          2. มือดันพื้น ยกเข่าขึ้นจนขาตรง หากรู้สึกตึงขาเกินไป สามารถงอเข่าเล็กน้อยได้
          3. คืบมือไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อให้แขนตึง เกร็งต้นขาให้ยืดตรง หากส้นเท้ายก พยายามกดส้นเท้าให้ติดพื้น ผ่อนคลายศีรษะ คอ แล้วปล่อยให้ไหล่ผายไปด้านหลัง
          4. หายใจลึก ๆ ค้างไว้อย่างน้อย 3-5 ลมหายใจ


วิธีทำให้หน้าเด็ก

 
8. ท่ายืนก้มตัว (Standing Forward Bend)

          เรียกได้ว่าเป็นอีกท่าหนึ่งที่เน้นทำให้กล้ามเนื้อและกระดูกสันหลังได้ผ่อน คลาย ทำให้รู้สึกคล่องตัวมากขึ้น จะหมุนซ้ายหมุนขวาทำอะไรก็สะดวกเหมือนเพิ่งอายุ 18 ไปหยก ๆ

วิธีฝึก

          1. ยืนท่าภูเขา เท้าอาจจะชิดกัน หรือแยกกันเท่าช่วงไหล่
          2. ขณะหายใจออกให้ก้มตัวลง โดยใช้จุดหมุนที่ข้อสะโพก ปลายนิ้วมือ หรือฝ่ามือจรดพื้นตรงหน้านิ้วเท้า หรืออาจจะวางฝ่ามือไว้ตรงหลังเท้า
          3. เมื่อหายใจเข้าให้ก้มหน้าให้มากที่สุด เมื่อหายใจออกให้คลายท่าเล็กน้อย
          4. ค้างท่าไว้ 3-5 ลมหายใจ คลายท่าโดยเริ่มจากการให้ยกมือขึ้นจากพื้น วางมือไว้บริเวณสะโพกก่อนแล้วย่อตัวลงนั่ง หายใจเข้าพร้อมกับลุกขึ้นยืน


วิธีทำให้หน้าเด็ก

 
9. ท่าศพ (Corpse Pose)

          ท่าศพ เป็นท่าโยคะที่ง่ายที่สุด แต่กลับช่วยในเรื่องของการผ่อนคลายอย่างมาก ไม่ใช่เพราะเป็นเพียงแค่ท่าที่นอนเฉย ๆ แต่ยังเป็นท่าที่ช่วยให้เราได้จดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้า-ออก ทำให้จิตใจของเราสงบลงได้อย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อจิตใจสงบ ไม่มีความเครียด ความแก่ก็ไม่มาเยือนค่ะ

วิธีฝึก

          1. นอนหงายราบ เหยียดขา เหยียดแขนข้างลำตัว มือห่างจากสะโพกเล็กน้อย หงายมือ
          2. หลับตา ดึงจิตมาอยู่ที่ลมหายใจเข้า-ออก เพียงอย่างเดียว
          3. ฝึกหายใจลึก และยาว ปรับลมหายใจเข้า-ออก ให้สม่ำเสมอ ไม่กระตุก
          4. ผ่อนคลายส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และจิตใจ หากจิตล่องลอยคิดเรื่องต่าง ๆ เมื่อรู้สติ ให้ดึงจิตกลับมาอยู่ที่ลมหายใจเข้า-ออกใหม่

          ได้ ท่าโยคะดี ๆ เพื่อเพิ่มความอ่อนวัยให้กับร่างกายและจิตใจกันไปแล้ว ก็ลองไปทำตามกันดูนะคะ และถ้าอยากจะให้ได้ผลดีมากยิ่งขึ้นก็ควรทำควบคู่กับการรับประทานอาหารที่มี ประโยชน์ ทำจิตใจให้สงบ และพักผ่อนให้เพียงพอ เท่านี้คุณก็จะมีสุขภาพที่ดีและดูอ่อนเยาว์ลงแล้วล่ะค่ะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

          อาการคันอวัยวะเพศหญิง คันในร่มผ้าจนทำให้คุณสาว ๆ อยู่นิ่ง ๆ แทบไม่ได้ต้องรีบแก้ไข อย่าปล่อยให้เป็นแบบนี้อีกต่อไป เดี๋ยวจะดูไม่งาม

          คัน ในร่มผ้า อาการสุดน่ารำคาญที่ทำให้สาว ๆ จำนวนไม่น้อยหงุดหงิด บางคนก็คันถึงขนาดไม่สามารถจะนั่งอยู่นิ่ง ๆ ได้เป็นเวลานาน แต่จะให้หาทางรักษาก็ยังแทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาการคันนี้มาจาก­­­อะไรกัน แน่ เลิกปวดหัวกันได้เลยค่ะสาว ๆ เพราะวันนี้เราจะพาสาว ๆ ทั้งหลายไปเรียนรู้สาเหตุของอาการคันในร่มผ้า หรืออาการคันบริเวณน้องสาว และช่องคลอดมาฝากกันรับรองได้เลยถ้ารู้สาเหตุแล้วรักษาได้ถูกต้อง ไม่นานก็หายคัน ! 

คันอวัยวะเพศหญิง คันในร่มผ้า อุ๊ย ไม่รู้เป็นอะไร



1. ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Vaginosis หรือ B.V.)


          ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุต้น ๆ ที่ทำให้เกิดอาการคันบริเวณช่องคลอด โดยอาการนี้มีสาเหตุมาจากความไม่สมดุลของเชื้อแบคทีเรียชนิดที่­­­ดี และความเปลี่ยนแปลงของความเป็นกรดด่างในช่องคลอด ซึ่งจะมีอาการใกล้เคียงกับการติดเชื้อยีสต์

          โดย แพทย์หญิง Lauren Streicher ผู้เขียนหนังสือ Sex Rx: Hormones, Health, and Your Best Sex Ever. ได้เปิดเผยว่า แม้อาการช่องคลอดอักเสบนี้จะมีอาการใกล้เคียงกับก­­­ารติดเชื้อยีสต์ แต่ในกรณีนี้ ช่องคลอดจะแฉะและมีกลิ่น ต่างจากการติดเชื้อยีสต์ที่จะมีของเหลวขุ่นเหนียวออกมา วิธีการรักษาของอาการนี้คือการใช้ครีมปรับสมดุลของแบคทีเรียและ­­­ความเป็น กรดด่างของช่องคลอดซึ่งมักจะมีวางขายตามร้านขายยาชั้นนำทั่วไป หากใช้แล้วอาการยังไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์เพื่อให้แพทย์สั่งยาที­­­่แรงกว่า นี้ และไม่ควรซื้อยาที่แรง ๆ ใช้เองโดยเด็ดขาดค่ะ


2. การติดเชื้อยีสต์ (Yeast Infection)


          ภาวะติดเชื้อยีสต์ในช่องคลอด มีอาการคล้ายกับอาการช่องคลอดอักเสบ เพียงแต่อาการของการติดเชื้อนั้นจะมีของเหลวสีขาวขุ่นและเหนียว­­­ออกมาด้วย โดยแพทย์หญิง Wendy Askew แห่งสถาบันสุขภาพผู้หญิงในเมือง San Antonio รัฐเทกซัส ได้เปิดเผยว่า สาเหตุของโรคติดเชื้อยีสต์นั้นมีหลายสาเหตุไม่ว่า­­­จะเป็นเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ การใช้ยาปฏิชีวนะ ความเครียด แม้แต่อาหารที่เรารับประทานเข้าไปก็ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่เป็นโรคเบาหวานจะมีความเสี่ยงมากกว่า­­­ผู้หญิงทั่วไป แต่อาการเหล่านี้ก็สามารถรักษาได้ด้วยยาฆ่าเชื้อเฉพาะที่ที่มีข­­ายต­ามร้าน ขายยาทั่วไปค่ะ

คันอวัยวะเพศหญิง คันในร่มผ้า อุ๊ย ไม่รู้เป็นอะไร



3. ผื่นผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส (Contact Dermatitis)


          การระคายเคืองบริเวณในร่มผ้าสามารถเกิดจากการแพ้ผลิตภัณฑ์บางอย­­­่างได้ โดยนายแพทย์ Brett Worly ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยาแห่งมหาว­­­ิทยาลัย โอไฮโอสเตจ เปิดเผยว่า อาการระคายเคืองบริเวณช่องคลอดสามารถเกิดได้จากสารเคมีทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำหอมหรือสารเติมแต่งที่ใช้หรือแม้แต่ถุงยางอนามั­­­ย สารหล่อลื่น โดยอาการเหล่านี้สามารถสังเกตได้จากรอยแดงและผื่นหนา

          นอกจากนี้ก็ยังอาจจะเกิดจากการแว็กซ์และโกนบริเวณจุดซ่อนเร้นได­­­้อีกด้วย ดังนั้นหากคุณรู้ตัวว่าตนเองมีภาวะการไวต่อการระคายเคืองก็ควรหลีก­เลี่ยงการใช้สารเคมีต่าง ๆ ในบริเวณจุดซ่อนเร้น หรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความละเอียดอ่อนต่อจุดซ่อนเร้น ใช้เพียงน้ำสะอาดล้างก็เพียงพอแล้วค่ะ


4. สะเก็ดเงิน


          ความ ผิดปกติทางพันธุกรรมของผิวอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวเกิดรอย­­­แดงและอาการ คันบริเวณอวัยวะเพศได้ โดยมักจะเกิดขึ้นเป็นกระจุกหรือมีลักษณะเหมือนผื่น วิธีการรักษาเบื้องต้นก็คือการใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดที่ไม่รุน­แรงอย่างเช่น ยาไฮโดรคอร์ติโซน (Hydrocortisone) หรือจะใช้วิธีแบบธรรมชาติคือ การอาบน้ำที่ผสมด้วยข้าวโอ๊ตก็สามา­­­รถช่วยลดอาการคันได้เช่นกัน ถ้าหากใช้วิธีเหล่านี้แล้วอาการยังไม่ดีขึ้นก็ควรไปพบแพทย์เพื่­­­อใช้วิธี การรักษาทางการแพทย์อื่น ๆ ต่อไป

คันอวัยวะเพศหญิง คันในร่มผ้า อุ๊ย ไม่รู้เป็นอะไร



5. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD: Sexually transmitted disease)


          การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคติด­­­ต่อทางเพศ สัมพันธ์ ที่เป็นผลทำให้คุณสาว ๆ อาจจะมีอาการคันบริเวณจุดซ่อนเร้นได้ โดยอาการคันนี้มีสาเหตุได้จากโรคหนองในเทียม, เริม, โรคพยาธิในช่องคลอด, และหนองใน นอกจากนี้ยังอาจจะเกิดจากโลนที่เกาะอยู่ตามขนที่อวัยวะเพศได้อี­­­กด้วย

          ดังนั้นหากคุณเกิดอาการคันและอาการผิดปกติต่าง ๆ ของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น อาการแสบเวลาที่ปัสสาวะ มีกลิ่นเหม็นบริเวณจุดซ่อนเร้น แผลที่อวัยวะเพศ หรืออาการแสบขณะมีเพศสัมพันธ์แล้วละก็ ไม่ควรที่จะหายารักษาเอง แต่ควรจะไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาทางรักษาต่อไปค่ะ


6. โรคผิวหนังอักเสบชนิดแห้งฝ่อ (Lichen Sclerosus)


          โรคผิวหนังอักเสบชนิดแห้งฝ่อสามารถเกิดได้จากการเปลี่ยนแปลงของ­­­ฮอร์โมน หรือระบบภูมิคุ้มกันได้ ดังนั้นหากคุณมีอาการคันร่วมกับเกิดจุดขาวบนผิวบริเวณจุดซ่อนเร้นละก็ นั่นแปลว่าคุณกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมนและระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งอาการเหล่านี้จะต้องได้รับการรักษาจากสูตินรีแพทย์และใช้ยาตามใบ สั­่งแพทย์เท่านั้นค่ะ

คันอวัยวะเพศหญิง คันในร่มผ้า อุ๊ย ไม่รู้เป็นอะไร



7. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน


          การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนสามารถทำให้เกิดอาการคันบริเวณจุดซ่อน­­­เร้นได้เช่นกัน โดยเฉพาะหญิงที่ตั้งครรภ์ หญิงวัยหมดประจำเดือน หรืออยู่ในระหว่างการคุมกำเนิดจะพบกับอาการคันได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังอาจจะมีอาการช่องคลอดแห้งร่วมด้วย

          ดังนั้นหากในช่วงก่อนที่จะมีประจำเดือน คุณมีอาการคันบริเวณจุดซ่อนเร้นควรจะเปลี่ยนมาสวมใส่ชั้นในที่โ­­­ปร่งและมี เนื้อผ้านุ่มไม่ระคายเคืองผิว หรือถ้าคุณสาว ๆ กำลังอยู่ในช่วงคุมกำเนิด ก็ควรจะปรึกษาแพทย์เพื่อให้แพทย์พิจารณาว่ามีสาเหตุมาจากยาหรือ­­­ไม่ หากใช่ แพทย์ก็จะเปลี่ยนยาให้เพื่อให้อาการคันลดลงค่ะ

          ได้ทราบสาเหตุกันแบบนี้แล้ว ใครที่ยังมีอาการคันบริเวณจุดซ่อนเร้นอยู่ รีบสังเกตอาการและใช้วิธีรักษาที่ถูกต้องกันดีกว่านะคะ ขืนทิ้งเอาไว้นานนอกจากจะทำให้บุคลิกภาพเสียแล้วยังอาจจะทำให้เ­­­กิดอาการ เรื้อรังจนรักษาให้หายได้ยากกว่าเดิมได้ค่ะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

อาการปวดเข่ามักเกิดขึ้นกับคนที่กระดูกไม่แข็งแรง สูงอายุ หรืออาจจะมีน้ำหนักตัวมาก (หรือที่เรียกว่าอ้วนนั่นแหละ) ใครที่ปวดเข่าคงทราบดีว่าทรมาน และรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก ถ้าเราจะบอกว่ามีสมุนไพรมหัศจรรย์ 3 ชนิด ที่จะช่วยลดอาการปวดเข่าได้ คุณจะลองไหม? ถ้าอยากรู้ว่าเป็นผลไม้อะไร ตามมาเลยค่ะ

 

1. ลำไย

สิ่งที่ดีงามของลำไยที่จะช่วยแก้ปวดเข่า คือ เมล็ดค่ะ นำเมล็ดลำไยสดมาประมาณ 20 เมล็ด มาทุบให้แตก แล้วนำไปแช่ในเหล้า 40 ดีกรีให้ท่วม (1 ขวด) ทิ้งเอาไว้เป็นเวลา 7 วัน เมื่อครบกำหนดเวลาแล้วก็นำเฉพาะน้ำมาทาบริเวณหัวเข่า หรือบริเวณที่ปวด วันละ 1-2 ครั้ง

 

2. ขิง

ขิงมีสรรพคุณหลายอย่าง รวมไปถึงการบรรเทาอาการปวด และลดการอักเสบภายในร่างกายได้เป็นอย่างดี การใช้ขิงบรรเทาอาการปวดก็ง่ายๆ โดยการจิบชาขิง หรือดื่มน้ำอุ่นที่ฝานขิงใส่ลงไป 15 นาที นอกจากอาการปวดเข่าปวดข้อจะดีขึ้นแล้ว ยังชื่นใจชุ่มคออีกด้วย แต่หากใครอยากรักษาอาการปวดเข่าจากภายนอก ลองนำขิงบิดละเอียดผสมน้ำมันมะกอกมาพอกบริเวณเข่าที่ปวด 10-15 นาทีก็ได้

 

3. ขมิ้น

ขมิ้นไม่ได้มีสรรพคุณแค่บำรุงผิวให้สวยงามอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรักษาอาการปวดเข่าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย นำผงรากขมิ้นมาประคบบริเวณที่ปวด

 

ถึงแม้อาการปวดเข่าจะบรรเทาลงได้ด้วยสมุนไพรไทยหาได้ง่ายๆ แต่จริงๆ แล้วหากมีอาการปวดเข่าเรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์เพื่อดำเนินการรักษาอย่างถาวรจะดีที่สุดนะคะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source