Are you looking for the best website template for your web project? Look no further as you are already in the right place! WebSite BIGtheme.NET In our website templates section you will find tons of beautiful designs - for any kind of business and of any style. You are in a unique place - join us today

การ “ขลิบ” อวัยวะเพศชาย เป็นการช่วยลดโอกาสการติดเชื้อได้ดี เพราะสามารถรูดหนังหุ้มอวัยวะเพศให้เปิดออกมาทำความสะอาดได้ง่าย สามารถทำได้ทุกช่วงวัย คุณพ่อ คุณแม่หลายคนนิยมให้ลูกน้อยขลิบตั้งแต่ยังเล็กๆ เพราะกลัวว่าลูกน้อยจะเจ็บ เครียด และจดจำฝังใจไปจนโต

 

ข้อดีของการ “ขลิบ”

นพ.วรวีร์ กิตติวัชร ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ได้ให้ความรู้เอาไว้ว่า การขลิบ ทำให้คุณพ่อ คุณแม่ สามารถดูแล และทำความสะอาดอวัยวะเพศของลูกชายได้สะอาดขึ้น ช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อ โดยเฉพาะการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ และการแพร่เชื้อกามโรคอีกด้วย

ในปัจจุบันแพทย์จะขลิบให้ลูกน้อยตามความต้องการของคุณพ่อ คุณแม่ เพราะไม่มีข้อบ่งชี้ว่าลูกชายทุกคนต้องขลิบ   นอกจากครอบครัวที่นับถืออิสลามซึ่งต้องขลิบอยู่แล้วตามความเชื่อ คุณพ่อ คุณแม่มักนิยมให้ลูกขลิบตั้งแต่แรกเกิด เพราะสะดวกและปลอดภัยกว่าตอนโต

ขลิบนอกจากนี้ การขลิบยังจำเป็นกับเด็กบางคน เช่น เด็กที่มีภาวะหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศไม่เปิด หรือเปิดไม่เต็มที่ ซึ่งอาจทำให้เกิดการสะสมของเชื้อโรค เป็นสาเหตุของการติดเชื้อได้ง่าย เพราะมีการสะสมของ “ขี้เปียก” มากเกินไป จึงไม่สามารถล้างทำความสะอาด ทำให้เกิดกลิ่น ติดเชื้อ  ทำให้รู้สึกเจ็บ และทรมาน

ข้อเสียของการ “ขลิบ”

การขลิบไม่ได้ช่วยป้องกันการติดเชื้อ HIV โรคเอดส์ หรือโรคจากการมีเพศสัมพันธ์แต่อย่างใด และผลข้างเคียงที่พบได้แต่ไม่บ่อยนัก คือการติดเชื้อ การเสียเลือด การเกิดพังผืดที่แผล ทำให้อวัยวะเพศมีรูปร่างผิดปกติ เกิดรูรั่วที่ท่อปัสสาวะ และเสียชีวิต  ซึ่งข้อเสียดังกล่าวพบได้น้อยมากในเด็กทารก

แต่ถ้าคุณพ่อ คุณแม่ตัดสินใจให้ลูกน้อยขลิบในช่วงวัย 3 ขวบขึ้นไป อาจทำให้ลูกน้อยเกิดความเสี่ยง รู้สึกเจ็บ เครียด ไม่กล้าเข้าห้องน้ำพร้อมกับเพื่อน เพราะกลัวว่าอวัยวะเพศจะไม่เหมือนคนอื่น และจดจำฝังใจไปจนโต

ขลิบ

วิธีการขลิบ

มีคุณพ่อ คุณแม่คนไทยนิยมให้ลูกน้อยขลิบอยู่ประมาณ 20% ส่วนใหญ่คุณหมอจะขลิบให้ในสัปดาห์แรกหลังคลอด เพราะหนังหุ้มปลาย และเส้นเลือดยังบาง แต่ต้องดูก่อนว่าลูกน้อยแข็งแรงดี ไม่มีความผิดปกติ พร้อมที่จะทำการขลิบ

การขลิบทำได้ด้วยความปลอดภัย  มียาชาเฉพาะที่ หลังจากขลิบภายใน 24 ชั่วโมง อาจมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย หรือบวมบริเวณที่ขลิบ แต่หลังจากนั้นแผลจะแห้ง และหายดีใน 1 สัปดาห์ เด็กทารกอาจจะรู้สึกเจ็บในขณะที่ทำ แต่ระบบประสาทของทารกยังไม่พัฒนาเต็มที่ จึงไม่รู้ว่าเจ็บตรงไหน ไม่เกิดการจำฝังใจอย่างที่คุณพ่อ คุณแม่หลายคนกลัว

ถ้าคุณพ่อ คุณแม่ท่านไหนต้องการให้ลูกน้อยขลิบ ควรรีบตัดสินใจตั้งแต่แรกเกิด หรือไม่เกิน 1 สัปดาห์ เพราะถ้าเกินช่วงเวลานี้ไปแล้วหนังหุ้มปลาย และเส้นเลือดจะเริ่มหนาขึ้น อาจต้องมีการดมยาสลบ และเย็บแผล ซึ่งยุ่งยาก และมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตามมา

วิธีการดูแลหลังขลิบ

พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ทารกแรกเกิด แนะนำวิธีการดูแลลูกน้อย หลังขลิบเอาไว้ว่า ถ้าลูกน้อยได้รับการขลิบ ช่วงเวลาที่แผลยังไม่แห้งดี คุณพ่อ คุณแม่ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกน้อยบ่อยๆ เพื่อไม่ให้ปัสสาวะ หรืออุจจาระระคายเคืองผิวหนังที่ยังเป็นแผล ควรล้างบริเวณนั้นให้สะอาดด้วยน้ำเปล่า และซับให้แห้ง อาจใช้ยาขี้ผึ้ง หรือทาครีมตามที่คุณหมอแนะนำ  หลังจาก 1 สัปดาห์เมื่อแผลแห้งดีแล้ว ก็ทำความสะอาดอวัยวะเพศตามปกติ.


 

ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก :

Source

นอกจากการส่งเสริมให้แม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน และให้ลูกกินนมแม่ควบคู่อาหารตามวัยต่อเนื่องถึง 2 ปีแล้วนั้น สสส. มูลนิธิหมอชาวบ้าน มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย และภาคีที่เกี่ยวข้อง ยังสนับสนุนให้คุณแม่มีสุขภาพแข็งแรงด้วยการออกกำลังกายด้วยความหนักที่ เหมาะสม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พญ. อรพร ดำรงวงศ์ศิริ กุมารแพทย์ด้านโภชนาการ คณะกรรมการโครงการจัดการเรียนการสอนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสถาบันผลิตแพทย์ มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย สสส. อีกทั้งยังเป็นนักวิ่งหญิงแกร่งของวงการวิ่งประเทศไทย ให้คำแนะนำว่า

คุณแม่ตั้งครรภ์ ไม่ใช่ผู้ป่วย แต่กลับเป็นช่วงที่คุณแม่ควรมีร่างกายแข็งแรงที่สุดในชีวิต เพราะร่างกายคุณแม่ต้องดูแลถึง 2 ชีวิตในเวลาเดียวกัน และกำลังเตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการคลอด การออกกำลังกายจะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงและการทำงานของระบบไหลเวียน เลือดไปสู่ทารกในครรภ์ดีขึ้น ทารกในครรภ์จะได้รับสารอาหารและเจริญเติบโตได้ดี นอกจากนี้เมื่อคุณแม่ออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน หรือฮอร์โมนแห่งความสุข ทำให้คุณแม่มีภาวะทางอารมณ์ที่ดี ซึ่งมีส่วนให้ทารกแข็งแรงและอารมณ์ดีแจ่มใส

คุณหมอนักวิ่ง แนะนำเพิ่มเติมว่า คุณแม่ที่ออกกำลังกายต้องพิจารณาภาวะทางสุขภาพและพื้นฐานความแข็งแรงของร่างกายเป็นอันดับแรก ว่าก่อนตั้งครรภ์เคยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ออกกำลังกายหนักเท่าไหร่ เมื่อตั้งครรภ์แล้วยังสามารถออกกำลังกายต่อเนื่องได้ ในระยะเวลาและความหนักของการออกกำลังกายที่เหมาะสมต่อสภาพร่างกายและภาวะการ ตั้งครรภ์ในช่วงอายุครรภ์ต่างๆ รวมทั้งต้องหมั่นสังเกตอาการที่เกิดขึ้นทั้งในขณะออกกำลังกายหรือหลังออก กำลังกาย เช่น หากมีอาการเหนื่อย เพลีย แสดงว่าคุณแม่ออกกำลังกายมากเกินไป คุณแม่ที่สนใจออกกำลังกายแต่ร่างกายมีภาวะแทรกซ้อนก็สามารถปรึกษากับคุณหมอ สูตินรีแพทย์ได้

นอกจากนี้ หนังสือ ‘อยากสุขภาพดี ต้องมี 3 อ. : สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร’ โดย มูลนิธิหมอชาวบ้าน และ สำนักกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แนะนำว่า ประโยชน์ของการออกกำลังกายของคุณแม่ตั้งครรภ์เพิ่มเติมว่า ยังสามารถช่วยลดโอกาสที่ทำให้คุณแม่เสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าทั้งก่อนและหลัง คลอดลูก เนื่องจากร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความสุขและช่วยให้ร่างกายกลับเข้าสู่สภาพ เดิมได้เร็วขึ้น

ข้อจำกัด – ข้อควรระวัง ในการออกกำลังกายของแม่ตั้งครรภ์
1. เริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายแบบเบาๆ เมื่อร่างกายคุ้นเคยแล้วถึงสามารถเพิ่มระดับความยาก
2. คุณแม่ที่อายุครรภ์ยังไม่ถึง 3 เดือน ไม่ควรออกกำลังกายในที่อากาศร้อนและชื้น
3. หลีกเลี่ยงการแช่น้ำที่มีอุณหภูมิอุ่นเกินพอดี
4. หลีกเลี่ยงท่าที่ยึดเกร็ง ดึงรั้ง ท่าที่เสี่ยงได้รับการกระทบกระเทือนกับท้อง หรือท่าที่คุณแม่ต้องออกแรงมากๆ
5. ไม่ควรหักโหมจนร่างกายรู้สึกเหนื่อย เพลีย
6. ทุกครั้งที่ออกกำลังกายควรดื่มน้ำสะอาดเพื่อทดแทนเหงื่อที่สูญเสียไป
7. หากรู้สึกหายใจไม่ทัน เจ็บหน้าอก หน้ามืด เป็นลม มีเลือดหรือของเหลวออกจากช่องคลอด หรือมีอาการปวดเนื่องจากมดลูกหดตัว (มากกว่า 6-8 ครั้ง/ชม.) ควรหยุดออกกำลังกายในทันที และรีบเข้าพบสูตินรีแพทย์เพื่อความปลอดภัย

กีฬาที่แนะนำ สำหรับ คุณแม่ตั้งครรภ์
1. ว่ายน้ำ – ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายและสบายตัว กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายแข็งแรง
2. การฝึกโยคะ – ช่วยให้สามารถควบคุมลมหายใจ กล้ามเนื้อแข็งแรงผ่อนคลาย มีสติและสมาธิในระหว่างการคลอด
3. แอโรบิก กายบริหาร – ช่วยบริหารกล้ามเนื้อเกือบทุกส่วนในร่างกาย ทำให้ผ่อนคลาย

ตัวอย่าง ท่าออกกำลังกาย
1) ท่ากระดกข้อเท้า : นอนหงาย ขาเหยียดตรง วางแขนข้างลำตัว สลับกระดกข้อเท้าขึ้น-ลง ค้างและพักข้างละ 3 วินาที จนครบ 10 ครั้ง ท่านี้ช่วยลดอาการข้อเท้าพลิกและน่องบวม
2) ท่านอนตะแคงยกขา : นอนตะแคงข้าง ใช้มือยันศีรษะ และยกขาขึ้น ค้างสลับกับพัก 3 วินาที 10 ครั้งแล้วเปลี่ยนข้าง ท่านี้ช่วยให้คุณแม่มีสะโพกและกล้ามเนื้อต้นขาแข็งแรง
3) ท่าแมวขู่ : คุกเข่าในท่าคลาน วางขาให้มั่นคง วางฝ่ามือเหยียดตึง ท่านี้เริ่มที่คุณแม่แขม่วท้องโก่งตัว ค้าง และสลับพัก 3 วินาที 10 ครั้ง ท่านี้ช่วยให้มีกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้องที่แข็งแรง
ทั้งนี้ คุณแม่สามารถออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอทุกวันหรือวันเว้นวัน อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที ตามพื้นฐานการออกกำลังกายของคุณแม่นะคะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก :

Source

        เปิดพระฉายาลักษณ์ พระโอรสในสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฏาน ในอิริยาบถสุดเริงร่า จัดทำเป็นปฏิทินให้สะสมกัน

         วันที่ 1 กันยายน 2559 เว็บไซต์ usmagazine.com รายงานว่า เพจ Yellow Bhutan อันเป็นหน่วยงานด้านวัฒนธรรมของภูฏาน ได้เผยแพร่พระฉายาลักษณ์ของพระโอรสในสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฏาน และสมเด็จพระราชินีเจตซัน เปมา พระราชมารดา โดยจัดทำเป็นปฏิทินประจำเดือนกันยายน เปิดให้ประชาชนได้ดาวน์โหลดกัน

         จากภาพซึ่งสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ทรงบันทึกภาพด้วยพระองค์เอง เผยให้เห็นพระโอรสที่ชาวภูฏานเรียกว่า "กยัลซี" (Gyalsey) อันหมายถึงเจ้าชาย อยู่ในอิริยาบถหลากหลาย สรวลหยอกล้อกับกล้อง เกิดเป็นความน่ารักที่ได้รับความชื่นชมเป็นอย่างมาก

 

กษัตริย์จิกมี นำพระโอรส เสด็จเยือนบ้านเกิดพระชายาเป็นครั้งแรก

กษัตริย์จิกมี นำพระโอรส เสด็จเยือนบ้านเกิดพระชายาเป็นครั้งแรก

Download ปฏิทินภาพพระโอรสในสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีเดือนกันยายนได้ที่ลิ๊งค์นี้เลยค่ะ : http://yellow.bt/desktop-calendars-for-september-2016/


ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

ไวรัส RSV เป็นไวรัสซึ่งทำให้คุณพ่อคุณแม่กลัวมาก เนื่องจากไวรัส RSVยังไม่มีทั้งยารักษาและวัคซีนป้องกัน และไวรัส RSVมักแพร่ระบาดในช่วงฤดูฝน วันนี้เลยขอนำเรื่องไวรัส RSV ไวรัสร้ายตัวนี้มาบอกกล่าวกันอีกครั้งค่ะ

ไวรัส RSV คืออะไร
Respiratory Syncytial virus หรือ RSV เป็นเชื้อไวรัสที่รู้จักกันกันในวงการแพทย์มานานแล้ว ไวรัส RSVพบครั้งแรกเมื่อปี 1955 (พ.ศ. 2498) มีการตรวจพบในลิงชิมแปนซีที่เกิดอาการป่วยจากหวัด ต่อมาไม่นานก็พบว่าสามารถติดต่อได้ในมนุษย์ และเป็นสาเหตุของอาการหรือโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจโดยเฉพาะในเด็กเล็ก

ร่างกายได้รับไวรัส RSV ได้อย่างไร
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าไวรัส RSV จะพบมากและเจริญเติบโตได้ดีในช่วงที่มีอากาศชื้นโดยเฉพาะหน้าฝน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ไวรัส RSV ติดต่อกันได้ง่ายเพียงการสัมผัสใกล้ชิด หรือสัมผัสสารคัดหลั่งทางตาหรือจมูก และทางลมหายใจ ดังนั้นในเด็กหรือผู้ใหญ่ที่ป่วยเป็นหวัดจึงเสี่ยงต่อการรับและแพร่กระจาย เชื้อไวรัสนี้มาก และเด็กเล็กสามารถได้รับเชื้อไวรัสได้ตั้งแต่แรกเกิดเลยทีเดียว โดยเชื้อ ไวรัส RSV มีระยะฟักตัวประมาณ 2 – 6 วัน

ไวรัส RSV ทำให้เกิดอาการอย่างไร
RSV ก่อโรคในทางเดินหายใจ แบ่งอาการเป็น 3 กลุ่มคือ

  • ทางเดินหายใจส่วนต้นอักเสบ ทำให้มีอาการคล้ายหวัด มีไข้ ไอ น้ำมูกไหล คออักเสบ
  • ทางเดินหายใจส่วนล่างอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ ซึ่งมักเป็นในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี ใน
  • บางรายมีอาการรุนแรง ไข้สูง หอบเหนื่อย ซึ่งมีสาเหตุมาจาก ไวรัส RSV ตั้งแต่ 40 –90 % รวมไปถึงปอดบวม

อาการรุนแรงมากในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี

กลุ่มอาการตายเฉียบพลันในทารก (sudden infant death syndrome, SIDS) พบการตายโดยไม่ทราบสาเหตุ

แต่สงสัยว่าไวรัส RSV อาจมีส่วนร่วมด้วย

ไวรัส RSV ต่างจากหวัดธรรมดาอย่างไร
เด็ก ที่เป็นหวัดธรรมดาจะมีอาการไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล กินน้ำ กินนมได้ อาจกล่องเสียงอักเสบ หลอดลมอักเสบ ไอแบบมีเสมหะร่วมด้วย ซึ่งจะหายได้ใน 5-7 วัน แต่อาการที่เกิดจากไวรัส RSV มีอาการหอบ เหนื่อย บางคนหอบมากจนเป็นโรคปอดบวม หายใจหอบจนอกบุ๋ม หายใจแรงจนหน้าอกโป่ง หายใจออกลำบาก หรือหายใจมีเสียงวี้ดแบบหลอดลมฝอยอักเสบ บางรายไอมากจนอาเจียน ซึมลง ตัวเขียว กินข้าว กินน้ำ กินนมไม่ได้

รักษา ไวรัส RSV อย่างไร
ตอน นี้ไม่มีวัคซีนที่ใช้ป้องกัน ไวรัส RSV รวมถึงไม่มียารักษาโดยเฉพาะ ดังนั้นเมื่อเด็กได้รับไวรัสนี้จึงต้องรักษาตามอาการ เช่น ระวังการขาดน้ำเพราะจะยิ่งทำให้เสมหะเหนียวข้นและเชื้อลงปอด อาจต้องใช้ยาพ่นร่วมกับ oxygen เพื่อช่วยขยายหลอดลม รับประทานยาลดไข้ตามอาการทุก 4 – 6 ชั่วโมงพร้อมกับเช็ดตัวลดไข้ นอนพักผ่อนเยอะๆ ร่างกายก็จะฟื้นตัวอย่างช้าๆ ใช้เวลาประมาณ 7 – 14 วัน จึงจะหาย แต่หลังจากหายแล้ว หลอดลมและถุงลมฝอยของเด็กจะมีอาการอักเสบได้ง่ายเมื่อติดเชื้อครั้งใหม่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลเป็นพิเศษทั้งเรื่องอาหารและการออกกำลังกายใน ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง

แนวทางการป้องกั ไวรัส RSV
การ ป้องกันคือ การล้างมือให้เด็กเล็กบ่อยๆ และพี่เลี้ยงเด็กก็ต้องล้างมือบ่อยๆ เช่นกัน เมื่อมีเด็กป่วย หากเป็นไปได้ให้ผู้ปกครองรับกลับบ้าน แต่หากไม่สามารถรับกลับบ้านได้ ให้แยกเด็กและแยกเครื่องใช้ของเด็กป่วยออกจากเด็กปกติ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค

ไวรัสตัวนี้น่ากลัวนะคะ เพราะถ้ามองเผินๆ คุณพ่อคุณแม่อาจจะคิดว่าน้องเป็นหวัดธรรมดา แต่ถ้าไม่สังเกตอาการให้ดีและปล่อยไว้นานอาจจะกลายเป็นโรคร้ายที่อันตรายต่อ ชีวิตเด็กๆ ได้ค่ะ ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ มีโอกาสที่จะเกิดซ้ำอีกได้ถ้าน้องๆ ร่างกายอ่อนแอ ซึ่งจะกระตุ้นอาการหอบจนทำให้เป็นโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังในที่สุดค่ะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

อาหาร ส่วนใหญ่เริ่มให้ได้ตั้งแต่ 6 เดือน บางอย่างไม่ควรให้ก่อน 1 ขวบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเด็กแต่ละคนและประวัติการแพ้ของคนในครอบครัว หากไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์นะคะ

  1. กล้วย อุดมด้วยคาร์โบไฮเดรตและไฟเบอร์ แต่ต้องเป็นกล้วยสุกเท่านั้น เบบี๋มือใหม่หัดกิน ให้กินกล้วยบดไปก่อน พอโตหน่อยค่อยหั่นเป็นชิ้นๆ ให้เขาหยิบกินเอง
  2. มันเทศ อุดมด้วยโพแทสเซียม วิตามินซี ไฟเบอร์และเบตา-แคโรทีน นำไปปรุงสุกและบด จะได้มันเทศบดเนื้อเนียนที่กินง่าย แถมยังมีรสหวานตามธรรมชาติที่เด็กๆ ชื่นชอบ
  3. อะโวคาโด มีโปรตีนสูง อุดมด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวซึ่งเป็นไขมันดี แต่ต้องเป็นอะโวคาโดสุกเท่านั้น แค่ล้าง ปอกเปลือกและบดจนเนื้อเนียน ก็พร้อมเสิร์ฟ ควรให้กินครั้งละน้อยคู่กับอาหารอื่นๆ เช่น เนื้อหรือไก่บด
  4. ไข่ ไข่ ขาวให้โปรตีนเป็นหลัก ส่วนไข่แดงให้สังกะสีและวิตามินเอ ดี อีและบี 12 ทั้งยังมีโคลีนแต่หากลูกมีโอกาสเสี่ยงแพ้อาหาร เช่น พ่อหรือแม่มีประวัติเป็นภูมิแพ้ ก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อน (อ่านวิธีเริ่มให้ลูกกินไข่โดย พญ. สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจได้ที่นี่ค่ะ)
  5. แครอต อุดมด้วยเบตา-แคโรทีนซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอเมื่ออยู่ในร่างกาย แครอตปรุงสุกมีรสหวานตามธรรมชาติ แต่ต้องสุกจนนิ่มมากจริงๆ
  6. โยเกิร์ต ให้แคลเซียม โปรตีนและฟอสฟอรัสซึ่งทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง และยังมีโพรไบโอซึ่งดีต่อระบบย่อยอาหารและระบบภูมิคุ้มกัน ควรเลือกโยเกิร์ตที่ทำจากนมครบส่วน และเลี่ยงโยเกิร์ตรสผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ถ้าอยากเพิ่มรสชาติ จะผสมผลไม้บดเล็กน้อยก็ได้ (หากลูกมีโอกาสเสี่ยงเป็นภูมิแพ้ เขาอาจแพ้โปรตีนนมในโยเกิร์ต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนให้ลูกกิน)
  7. ชีส อุดมด้วยโปรตีน แคลเซียม รวมทั้งไรโบฟลาวิน (วิตามินบี 2) ซึ่งช่วยเปลี่ยนโปรตีน ไขมันและคาร์โบไฮเดรตเป็นพลังงาน เพียงหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เวลากินจะได้ไม่ติดคอ
  8. เนื้อไก่ อุดมด้วยโปรตีนและวิตามินบี 6 ถ้าลูกไม่ชอบรสชาติของเนื้อไก่ ให้ผสมด้วยผักหรือผลไม้ที่เขาชอบ
  9. ผลไม้ตระกูลส้มหรือเบอร์รี่ อุดมด้วยวิตามินซีที่ช่วยสร้างคอลลาเจนในกล้ามเนื้อ กระดูกและเนื้อเยื่ออื่นๆ และช่วยดูดซึมธาตุเหล็ก ผลไม้ตระกูลส้มยังมีโพแทสเซียมซึ่งทำให้กล้ามเนื้อหดตัวและช่วยรักษาสมดุล ของสารน้ำในร่างกาย แต่ผลไม้เหล่านี้มีความเป็นกรดสูง จึงควรให้กินหลัง 1 ขวบไปแล้ว
  10. เนื้อแดง ให้ธาตุเหล็กในรูปแบบที่ดูดซึมง่าย สำหรับเบบี๋เพิ่งหัดกิน ควรบดละเอียดผสมกับผัก ส่วนเบบี๋มือเก๋า ก็หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และปรุงให้สุกจะได้เคี้ยวง่าย
  11. ฟักทอง อุดมด้วย เบตา-แคโรทีน ทั้งยังให้วิตามินซี โพแทสเซียม ไฟเบอร์ โฟเลต วิตามินบีและมีแม้กระทั่งกรดไขมันโอเมกา-3 ปรุงด้วยการปอกเปลือก นึ่งหรือต้มจนนิ่ม แล้วบดจนเนียน
  12. ปลา ปลาเนื้อขาวอุดมด้วยโปรตีน ส่วนปลาที่มีไขมันสูงอย่างแซลมอนก็ให้วิตามินชนิดที่ละลายในไขมัน รวมทั้งกรดไขมันจำเป็นอย่าง DHA แต่ปลาก็อาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ หากลูกคุณมีโอกาสเสี่ยงเป็นภูมิแพ้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนให้ลูกกิน
  13. มะเขือเทศ อุดมด้วยไลโคปีนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ถ้านำมะเขือเทศมาต้มสุกพร้อมกับไขมัน ร่างกายจะดูดซึมไลโคปีนได้ดีขึ้น
  14. ถั่วกินฝัก อุดมด้วยวิตามินเคซึ่งเป็นสารอาหารที่ผนึกกำลังกับแคลเซียมเพื่อช่วยเสริม สร้างกระดูกที่แข็งแรง และยังอุดมด้วยวิตามินเอและซีซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ กรดโฟลิกและวิตามินบี แถมยังช่วยเพิ่มไฟเบอร์อีกต่างหาก
  15. บร็อคโคลี อุดมด้วยวิตามินซี ทั้งยังมีเบตา-แคโรทีน กรดโฟลิก ธาตุเหล็ก โพแทสเซียมและไฟเบอร์ด้วย แต่ถ้านำบร็อคโคลีไปต้ม ปริมาณวิตามินซีจะลดลงถึงครึ่งหนึ่ง การนึ่ง ลวกหรือใช้เตาไมโครเวฟจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด
  16. พาสตา อุดมด้วยคาร์โบไฮเดรตซึ่งจะย่อยสลายเป็นพลังงานให้ร่างกายนำไปใช้ รสชาติอ่อนๆและรูปทรงที่หลากหลายของพาสตาเป็นที่ชื่นชอบของเด็กทุกวัย เลือกพาสตาอันเล็กๆ นำไปต้มจนนิ่ม เด็กๆ มักชอบหยิบกินเอง

 ขอขอบคุณข้อมูลจาก : amarinbabyandkids

Source

 

ข่าวดี! ครม.เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการจ่ายเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด ให้แก่ครอบครัวยากจน ที่อยู่นอกระบบประกันสังคม จากเดิมที่กำหนดให้จ่ายเงินตั้งแต่เด็กแรกเกิด จนอายุครบ 1 ปี ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2558 ถึงวันที่ 30 ก.ย.59 หัวละ 400 บาทต่อเดือน ขยายเป็นตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 3 ปี พร้อมทั้งเพิ่มวงเงินเป็น 600 บาทต่อเดือน

เด็กที่มีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดนี้จะต้องเป็นเด็กสัญชาติ ไทย บิดาและ/หรือมารดามีสัญชาติไทย เกิดระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2558 – 30 กันยายน 2559 และอยู่ในครัวเรือนยากจนและครัวเรือนที่เสี่ยงต่อความยากจน โดยรัฐอุดหนุนรายละ 400 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นเวลา 1 ปี

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 22มี.ค.59 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พณ.) ให้ขยายระยะเวลาการจ่ายเงินอุดหนุนในโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดู เด็กแรกเกิด จากเดิมที่กำหนดให้จ่ายเงินตั้งแต่เด็กแรกเกิด จนอายุครบ 1 ปี ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2558 ถึงวันที่ 30 ก.ย.59 หัวละ 400 บาทต่อเดือน ขยายเป็นตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 3 ปี พร้อมทั้งเพิ่มวงเงินเป็น 600 บาทต่อเดือน เนื่องจากค่าใช้จ่ายในเรื่องอาหารที่มีผลต่อการเจริญเติบโตต่อการพัฒนาสมอง หัวเฉลี่ยอยู่ที่ 500 – 800 บาท จึงหาเกณฑ์ที่เหมาะสม คือ 600 บาทต่อเดือน

รัฐบาลเล็งเห็นว่า ในปัจจุบันมีเด็กเล็กในช่วงอายุ 0 – 6 ปี เพียง 1.2 ล้านคนเท่านั้น ที่ได้รับการคุ้มครองด้วยเงินสงเคราะห์บุตรจากประกันสังคม ขณะที่อีกกว่า 4 ล้านคน ไม่ได้เงินสนับสนุนจากรัฐ ถือเป็นช่องว่างทางสังคมอย่างหนึ่งที่ควรได้รับการแก้ไข จึงได้ทุ่มเงินงบประมาณถึง 600 กว่าล้านบาท ให้กับโครงการนี้ โดยจะเมื่อจบโครงการคาดว่า ร้อยละ 95 ของเด็กที่ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดจะได้รับการเลี้ยง ดูที่มีคุณภาพและมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย

ทั้งนี้การลงทุนสำหรับเด็กในช่วงวัย 0 – 6 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่มีความสำคัญที่สุด ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสร้างรากฐานที่สำคัญ ให้เด็กสามารถเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพของสังคมและเป็นกำลังสำคัญในการ พัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

ในส่วนของประโยชน์ต่อคุณพ่อคุณแม่ เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดนี้จะช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็ก ทำให้เด็กแรกเกิดได้รับการเลี้ยงดูที่มีคุณภาพ เข้าถึงบริการทางสาธารณสุข ซึ่งจะสามารถส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในช่วงวัยอื่นๆ ต่อไป

ทั้งนี้ ได้กำหนดให้หญิงตั้งครรภ์ที่ กำหนดคลอดวันที่ 1 ต.ค.2558-30 ก.ย.2559 ที่ฐานะยากจนและเสี่ยงต่อความยากจนลงทะเบียนรับสิทธิ์ระหว่างวันที่ 15 ก.ย.2558-31 มี.ค.2559 ที่องค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ และที่สำนักงานเขตใน กทม.กรณีที่ลงทะเบียนไม่ทันตามกำหนดให้ยื่นเรื่องที่กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) หรือที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) ทุกจังหวัดจนถึงวันที่ 30 ก.ย.2559

หลักเกณฑ์ในการลงทะเบียนรับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด

เกิดระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2558 ถึง 30 กันยายน 2559
พ่อแม่ หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย
มีรายได้เฉลี่ยต่อคน ต่ำกว่า 3,000 บาทต่อเดือน
ครอบครัวมีภาระพึ่งพิง หรือสภาพที่อยู่อาศัยทรุดโทรม หรือไม่มีรถยนต์ส่วนบุคคล หรือเป็นเกษตรกรที่มีที่ดินทำกินไม่เกิน 1 ไร่
ไม่ได้รับสวัสดิการอื่นๆ จากรัฐ รัฐวิสาหกิจ กองทุนประกันสังคม

เอกสารในการลงทะเบียน

แบบลงทะเบียน (ดร.01) (รับที่สถานที่ลงทะเบียน)
แบบรับรองสถานะของครัวเรือน (ดร.02) ที่ได้รับการรับรองแล้ว
สำเนาบัตรประชาชนของคุณแม่
สำเนาเอกสารการฝากครรภ์ หรือสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก
สำเนาสูติบัตรเด็กแรกเกิด (นำมายื่นหลังคลอด)
สำเนาสมุดบัญชีธนาคารกรุงไทย (กรณีต้องการรับเงินผ่านบัญชี)
เมื่อ ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว สามารถรับเงินด้วยตนเองได้ที่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) หรือ กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) หรือรับผ่านบัญชีธนาคาร

หมายเหตุ

ลงทะเบียนหลังวันที่ 31 มีนาคม 2559 ได้ที่ พมจ. หรือ ดย.
กรณีแม่เป็นบุคคลต่างด้าว ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร์ หรือเสียชีวิต อนุโลมให้พ่อสัญชาติไทยตามสูติบัตร ลงทะเบียนแทนได้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่

สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.)
กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) โทร. 0-2651-6532
ศูนย์ช่วยเหลือสังคม (OSCC) โทร. 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

โรคมือ เท้า ปาก เป็นโรคที่พ่อแม่จะต้องระวังให้มาก เพราะสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งที่บ้านและในโรงเรียน และอาการของโรคมือ เท้า ปากก็ คล้ายกับโรคหวัดจนพ่อแม่ไม่ทันสังเกตถึงความรุนแรง จนบางครั้งกว่าจะรู้และรักษาให้หาย เด็กก็อาจเสียชีวิตได้ ดังนั้นเราจึงควรรู้เรื่องโรคมือ เท้า ปาก กันไว้เพื่อหาทางป้องกัน ดูแล และรักษาให้ทันท่วงที


สาเหตุของโรคมือ เท้า ปาก
โรคมือ เท้า ปาก (Hand-Foot-and-Mouth Disease: HFMD) เกิดจากเชื้อไวรัสหลายตัวในตระกูลเอนเตอโรไวรัส ซึ่งมีกว่า 70 สายพันธุ์ โดยมากเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จะรับเชื้อได้ง่าย ไวรัสตัวนี้ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางสมองได้ค่อนข้างรุนแรงอาจเป็นอันตราย ถึงชีวิตได้

การแพร่กระจายของโรคมือ เท้า ปากส่วนใหญ่แล้วเกิดจาก การสัมผัสกันเป็นหลัก โดยเชื้อไวรัสอาจติดมากับมือหรือของเล่นที่เปื้อนน้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มพองและแผล หรืออุจจาระของเด็กที่ป่วย รวมไปถึงการไอจามรดกัน ซึ่งจะติดต่อกันง่ายมากขึ้นในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วย ดังนั้นเด็กที่คลุกคลีและเล่นกับเด็กที่ป่วยจึงมีโอกาสติดเชื้อได้สูง


โรคมือเท้าปาก, มือ เท้า ปาก, โรคติดต่อ, โรคระบาด, เชื้อไวรัส, เป็นไข้, ตัวร้อน, ลูกไม่สบาย, ไอ, จาม, สารคัดหลั่ง, น้ำมูก, ยาลดไข้, ยาแก้ไข้



อาการโรคมือ เท้า ปาก เป็นอย่างไร
อาการโรคมือ เท้า ปากระยะ แรกจะเริ่มจากเป็นไข้ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย อาจมีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ เสียงแหบ (คล้าย เป็นหวัด) อาเจียนหรือถ่ายเหลวร่วมด้วย ต่อมาเป็นผื่นและตุ่มน้ำใสที่บริเวณปาก ฝ่ามือ และฝ่าเท้า บางครั้งอาจจะมีผื่นขึ้นที่บริเวณก้นด้วย ลักษณะสำคัญเฉพาะโรคนี้คือ ตุ่มน้ำใสที่ขึ้นในปากจะมีขนาดเล็กและแตกเป็นแผลตื้นๆ โดยเฉพาะบริเวณลิ้นและกระพุ้งแก้ม ทำให้เด็กกินอาหารได้ลดลง และน้ำลายไหลมากผิดปกติ ส่วนตุ่มใสที่มือและเท้าจะไม่แตกเหมือนตุ่มในปาก

แม้ว่าอาการของเด็กที่เป็นโรคมือ เท้า ปากจะแยกจากโรค ทั่วไปได้ยาก แต่ก็พอจะมีสิ่งที่สังเกตได้อยู่ ถ้าลูกมีไข้โดยไม่รู้สาเหตุว่าเกิดจากอะไรควรหยุดเรียนเพื่อรอดูอาการอย่าง น้อย 5-7 วัน หากไข้ลดลงแล้วไม่มีตุ่มใสขึ้นก็ไปโรงเรียนได้ตามปกติ แต่หากเฝ้าดูอาการแล้วพบว่ามีตุ่มขึ้นก็อาจจะเป็นโรคมือ เท้า ปาก และเมื่อพบว่าลูกป่วยเป็นโรคนี้ควรให้ลูกหยุดเรียน เพื่อลดการแพร่กระจายของโรคมือ เท้า ปาก ดังนั้นหลักในการสังเกตง่ายๆ จึงอยู่ที่ตุ่มใสที่ขึ้นร่วมกับอาการมีไข้



โรคมือเท้าปาก, มือ เท้า ปาก, โรคติดต่อ, โรคระบาด, เชื้อไวรัส, เป็นไข้, ตัวร้อน, ลูกไม่สบาย, ไอ, จาม, สารคัดหลั่ง, น้ำมูก, ยาลดไข้, ยาแก้ไข้ โรคมือเท้าปาก, มือ เท้า ปาก, โรคติดต่อ, โรคระบาด, เชื้อไวรัส, เป็นไข้, ตัวร้อน, ลูกไม่สบาย, ไอ, จาม, สารคัดหลั่ง, น้ำมูก, ยาลดไข้, ยาแก้ไข้


โรคมือเท้าปาก, มือ เท้า ปาก, โรคติดต่อ, โรคระบาด, เชื้อไวรัส, เป็นไข้, ตัวร้อน, ลูกไม่สบาย, ไอ, จาม, สารคัดหลั่ง, น้ำมูก, ยาลดไข้, ยาแก้ไข้ โรคมือเท้าปาก, มือ เท้า ปาก, โรคติดต่อ, โรคระบาด, เชื้อไวรัส, เป็นไข้, ตัวร้อน, ลูกไม่สบาย, ไอ, จาม, สารคัดหลั่ง, น้ำมูก, ยาลดไข้, ยาแก้ไข้

อาการโรคมือ เท้า ปาก รุนแรงขนาดไหนจึงควรพบแพทย์
จริงๆ แล้วเมื่อสังเกตอาการแล้วว่าใช้โรคมือ เท้า ปาก ก็ควรรีบพาพบแพทย์ได้เลยโดยไม่ต้องรอดูอาการ หรือรอให้เกิดความรุนแรงของโรค โดยให้สังเกตง่ายๆ ว่า เมื่อผ่านไป 2 วัน เด็กจะซึม อ่อนแรง ชักกระตุก มือสั่น เดินเซ หอบ อาเจียน หากพบอาการเหล่านี้จะต้องพบแพทย์โดยด่วน เพราะเป็นอาการของโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงมากคือ ภาวะสมองอักเสบ ซึ่งอาจทำให้พิการหรือเสียชีวิตได้


โรคมือ เท้า ปาก รักษาอย่างไร
เนื่องจากโรคมือ เท้า ปาก ไม่ มีวัคซีนและยาเฉพาะในการรักษา ก็จะเป็นการรักษาตามแต่อาการที่เป็นเท่านั้นเอง เช่น ให้ยาลดไข้ เช็ดตัวลดไข้ ให้กินอาหารอ่อนๆ และอาหารที่มีความเย็น เช่น น้ำผลไม้ ไอศกรีม เพื่อลดอาการเจ็บที่ปาก ลิ้น และทำให้เด็กกินได้มากขึ้น คุณพ่อคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงอาหารแข็งและอาหารร้อนๆ

นอกจากนั้นเด็กอาจมีอาการท้องร่วง อ่อนเพลีย เนื่องจากสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ควรให้เด็กดื่มสารละลายเกลือแร่ร่วมด้วย แต่หากลูกเกิดตัวเขียว หายใจหอบเหนื่อย มือซีด อาการแย่ลงอย่างรวดเร็ว ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลด่วน โดยปกติโรคนี้สามารถหายได้เองภายใน 5-7 วัน เมื่อไข้ลด ตุ่มน้ำยุบ กินอาหารได้ตามปกติ ลูกก็สามารถไปโรงเรียนได้


โรคมือเท้าปาก, มือ เท้า ปาก, โรคติดต่อ, โรคระบาด, เชื้อไวรัส, เป็นไข้, ตัวร้อน, ลูกไม่สบาย, ไอ, จาม, สารคัดหลั่ง, น้ำมูก, ยาลดไข้, ยาแก้ไข้






โรคมือ เท้า ปาก ป้องกันและดูแลอย่างไร

ป้องกันโรคมือ เท้า ปากจากที่บ้าน

  • การดูแลสุขภาพ : การรักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอโดยการออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำสะอาด และพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ทำความสะอาดร่างกาย : อาบน้ำวันละ 2 ครั้งทุกวันเพื่อชำระสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย ล้างมือก่อนกินข้าว รวมทั้งก่อนและหลังการใช้ห้องน้ำ หรือหลังจากมีการไอจาม (สัมผัสน้ำมูกน้ำลาย) และถ้าลูกเป็นโรคมือ เท้า ปากควรใช้ผ้าปิดจมูก-ปาก หรือสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันเวลาไอจามด้วย
  • ทำความสะอาดของเล่นหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว : ควรหมั่นทำความสะอาดของเล่น โต๊ะ เก้าอี้ ที่ลุกจะต้องเล่นหรือใช้เป็นประจำ โดยใช้สบู่ ผงซักฟอก หรือน้ำยาชะล้างทำความสะอาด แล้วทำให้แห้ง และควรทำให้บ้านมีความโปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก

ป้องกันโรคมือ เท้า ปากที่โรงเรียน

  • แยกแก้วน้ำ/หลอดดูดน้ำ : เด็กแต่ละคนควรมีแก้วน้ำเป็นของตัวเอง และของเล่นที่เอาเข้าปากต้องแยกไม่ให้เด็กคนอื่นเวียนมาใช้ก่อนจะทำความสะอาด
  • มาตรการล้างมือ : ทุกคนที่ดูแลสัมผัสเด็กควรล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปื้อนน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระ ด้วยการใช้สบู่ล้างมือซึ่งจะสามารถชำระสิ่งสกปรกได้ดีกว่าการใช้แอลกอ ฮอลล์เจล
  • มีห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะ : ห้องน้ำต้องอยู่ห่างจากบริเวณโรงอาหารให้มากที่สุด หากเป็นโถส้วมชนิดคอห่านต้องสูงจากพื้นห้องไม่น้อยกว่า 8 นิ้ว พื้นห้องน้ำต้องไม่ลื่น ทำความสะอาดง่าย มีแสงสว่างเพียงพอ และมีช่องหรือพัดลมระบายอากาศ เป็นต้น
  • ตรวจแถวดูสุขภาพ : การตรวจแถวเด็กก่อนเข้าเรียนทุกวันเพื่อสังเกตสุขภาพของเด็กจึงเป็นเรื่อง สำคัญ หากพบว่าเด็กมีไข้ หรือมีผื่น มีแผลในปาก ไม่ควรให้เข้าเรียน เพราะอาการของโรคในเด็กแต่ละคนมีมากน้อยแตกต่างกัน ระยะต้นบางคนมีอาการไข้แต่ไม่มีผื่น ถ้าละเลยอาจทำให้เชื้อแพร่กระจายได้
  • หมั่นรักษาความสะอาด : ทั้งห้องเรียนและห้องน้ำควรมีการทำความสะอาดทุกวัน หรือทุกครั้งเมื่อมีการเปื้อนน้ำลาย น้ำมูก หรือสิ่งสกปรก รวมทั้งของเล่นและเครื่องใช้ต่างๆ ด้วย


โรคมือเท้าปาก, โรค มือ เท้า ปาก



ถ้ามีเด็กป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปากที่โรงเรียน โรงเรียนควรทำอย่างไร

      • ไม่ให้เด็กป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปากเข้าเรียนจนกว่าจะหายดี เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ หากพบเด็กป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปากต้องรีบแยกออกจากเด็กคนอื่น
      • ใน 1 สัปดาห์ถ้ามีเด็กป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปากมากกว่า 2 รายในชั้นเรียนเดียวกัน หรือมีเด็กป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปากที่ได้รับการตรวจยืนยันว่าติดเชื้อเชื้ออีวี 71 ตั้งแต่ 1 รายขึ้นไป ให้พิจาณาปิดเฉพาะห้องหรือชั้นเรียนนั้น
      • ถ้ามีเด็กป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปากหลายชั้นเรียน ให้พิจารณาปิดโรงเรียนเป็นเวลา 5 วัน
      • ระหว่างปิดโรงเรียนควรทำความสะอาดสถานที่ อุปกรณ์ ของเล่น และสิ่งของต่างๆ ด้วยน้ำยาทำความสะอาดและวิธีทำความสะอาดที่เหมาะสม
      • เมื่อสิ้นสุดระยะเวลา 5 วัน รวมทั้งได้มีการทำความสะอาดเป็นอย่างดี และมีการตรวจสอบแล้วว่าไม่มีนักเรียนมีอาการป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปากเพิ่มอีก จึงสามารถเปิดโรงเรียนได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

ฝนตกทุกวันแบบนี้ ลูกบ้านไหนคัดจมูก น้ำมูกไหลไม่หยุดบ้างคะ ถ้าลูกมีอาการแบบนี้เข้าข่ายเป็นไซนัสอักเสบแล้วล่ะ ยิ่งเป็นน้ำมูกเรื้อรัง ยิ่งต้องรีบรักษา ถ้ายังไม่รู้ว่าไซนัสอักเสบในเด็กเป็นยังไง มาดูกันเลย
 
ไซนัสอักเสบเกิดจากอะไร

ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อกลุ่มเดียวกับพวกไข้หวัด โดยตอนแรกเด็กจะเป็นหวัดจากเชื้อไวรัสก่อน และมาติดเชื้อแบคทีเรียจนกลายเป็นไซนัส นอกจากนี้ยังเกิดจากสาเหตุอื่นๆอีก เช่น จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ โรคริดสีดวงในจมูก หรือมีสิ่งแปลกปลอมในจมูก เป็นต้น

อาการไซนัสอักเสบ

สังเกตว่าลูกจะมีน้ำมูกสีข้น และน้ำมูกจะเป็นนานหลายสัปดาห์ มีไข้ต่ำ คัดจมูก ไอมากเพราะมีเสมหะเยอะ ลมหายใจเหม็น บางทีจะปวดบริเวณใบหน้า โหนกแก้ม และหัวคิ้ว บางรายก็มีอาการนอนกรนร่วมด้วย

กลุ่มเสี่ยงของโรคไซนัสอักเสบ

ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กในวัยอนุบาลและประถม เพราะว่าเด็กจะอยู่ร่วมกันบ่อย และทำให้เชื้อโรคทางระบบทางเดินหายใจแพร่เชื้อได้ง่าย  คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยอนุบาลก็อย่าลืมดูแลสุขภาพให้ลูกด้วยนะคะ ถ้าลูกเราเป็นหวัด มีน้ำมูกเรื้อรังก็ควรให้ลูกพักผ่อนอยู่บ้าน แต่ถ้าหากมีเพื่อนในโรงเรียนเป็นหวัด ก็ควรให้ลูกใส่หน้ากากอนามัยป้องกันไว้ด้วยค่ะ

วิธีการรักษาไซนัสอักเสบ

ยาที่รักษาต้องขึ้นอยู่กับผู้ป่วย หากเป็นไซนัสอักเสบเฉียบพลัน ต้องทานยาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ถ้าเป็นชนิดเรื้อรังต้องทานยามากกว่านี้ เพราะอาจจะกลับมาเป็นซ้ำได้ และการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือก็เป็นวิธีที่ดี เพราะจะช่วยสามารถละลายน้ำมูกให้ลดลงได้

ดูแลลูกอย่างไรไม่ให้เป็นไซนัสอักเสบ

1.ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังหยิบจับสิ่งของสกปรก
2.ไม่ให้ลูกไปคลุกคลีกับผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจ
3.หากลูกเริ่มเป็นหวัด หรือมีน้ำมูก ควรรีบรักษา ไม่ปล่อยไว้ให้เริ้อรัง

ไซนัสอักเสบไม่ใช่โรคที่น่ากลัวเลยนะคะ ถ้าคุณพ่อคุณแม่รู้วิธีดูแลและป้องกันอย่างถูกต้อง เพียงเท่านี้ลุกรักของคุณก็จะปลอดภัยหายจากน้ำมูกเรื้อรังแน่นอนค่ะ.


 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

ท้องนอกมดลูก คืออะไร?

การตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic pregnancy) คือภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ที่เป็นอันตรายต่อตัวแม่และเด็ก เป็นความผิดปกติของการตั้งครรภ์ประเภทหนึ่ง เพราะตัวอ่อนไม่ฝังตัวอยู่ในโพรงมดลูกดังที่ควรจะเป็น แต่กลับไปฝังตัวอยู่นอกโพรงมดลูก โดยอาจจะเป็นในส่วนของปีกมดลูก ท่อนำไข่ รังไข่ ปากมดลูก หรือช่องท้อง ซึ่งจะทำให้การเจริญเติบโตของตัวอ่อนในครรภ์ผิดปกติ เพราะอยู่ในตำแหน่งที่ผิด ไม่รองรับการเจริญเติบโตของตัวอ่อน นอกจากนี้ยังทำให้อวัยวะภายในของคุณแม่ได้รับความเสียหาย จนอาจทำให้เลือดออกในช่องท้อง และเสียชีวิตได้

 

ใครที่มีความเสี่ยงที่อาจ “ท้องนอกมดลูก” ได้?

1. มีประวัติตั้งครรภ์นอกมดลูกมาก่อน

2. สตรีที่ตั้งครรภ์ในช่วงที่อายุมากแล้ว มีความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์นอกมดลูกมากกว่าสตรีที่อายุน้อยกว่า

3. การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน ที่อาจทำให้เกิดพังผืดบริเวณปีกมดลูก ทำให้ขัดขวางการเดินทางของตัวอ่อน หรือทำให้ตัวอ่อนเดินทางช้าลง จนต้องฝังตัวที่บริเวณปีกมดลูกเสียก่อน

4. การผ่าตัดในอุ้งเชิงกราน โดยเฉพาะบริเวณท่อนำไข่ ที่อาจก่อให้เกิดพังผืด หรือท่อนำไข่ตีบตันบางส่วน ทำให้การเดินทางของตัวอ่อนช้าลง และอาจฝังตัวบริเวณปีกมดลูก ห่อนถึงโพรงมดลูกได้เช่นกัน

5. การรับประทานยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสโตรเจนเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ท่อนำไข่บีบตัวช้าลง และทำให้ตัวอ่อนเคลื่อนที่ได้ช้าลงได้

6. การใส่ห่วงอนามัย สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูกได้ แต่ไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้ ในกรณีที่ตัวอ่อนฝังตัวอยู่บริเวณปีกมดลูกแทน

7. การใช้เทคโนโลยีช่วยในการตั้งครรภ์ เช่น การกระตุ้นการตกไข่ด้วยฮอร์โมน หรือการทำกิฟท์ (Gamete Intrafallopian Tube Transfer)

8. ท่อนำไข่มีความผิดปกติ อาจมีพังผืด หรือบีบตัวได้น้อยกว่าปกติ จึงเป็นสาเหตุทำให้ไม่สามารถช่วยตัวอ่อนเคลื่อนไปฝังตัวในโพรงมดลูกได้ สำเร็จ

9. การสูบบุหรี่ มีผลต่อการเคลื่อนไหวของปีกมดลูก และการโบกพัดของขนในท่อนำไข่ ที่จะช่วยเคลื่อนตัวอ่อนไปฝังอยู่นโพรงมดลูก

 

อาการเริ่มต้น ที่บ่งบอกถึงการ “ท้องนอกมดลูก”

-           ปวดท้องน้อยมาก ปวดได้ทั้งซ้ายหรือขวา (ข้างที่ตัวอ่อนฝังตัวอยู่ ในกรณีที่เป็นการฝังตัวในปีกมดลูกข้างใดข้างหนึ่ง)

-           เลือดออกทางช่องคลอดแบบกะปริดกะปรอย

-           มีประวัติเคยขาดรอบเดือนมาก่อน

-           อาจมีอาการซีด หรือปวดไหล่

-           หากตรวจภายในจะพบเลือดออกในช่องคลอด หากเสียเลือดภายในช่องท้องมากจะความดันโลหิตต่ำ ชีพจรเต้นเร็ว เป็นสัญญาณบอกเหตุว่ากำลังจะเกิดอาการช็อค  

 

การรักษาอาการ “ท้องนอกมดลูก”

โดยส่วนใหญ่หากคุณแม่ไม่มีอาการปวดท้องมาก ไม่มีเลือดออกภายในช่องท้อง แพทย์จะคอยดูอาการไปก่อน หรืออาจฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ หรือเข้าที่ตัวทารกโดยตรง ได้ แต่หากมีอาการหนัก อาจต้องผ่าตัด โดยอาจตัดปีกมดลูกบางส่วน ตัดปีกมดลูกทั้งหมด หรือดูเอาเฉพาะส่วนที่ตั้งครรภ์ออกก็ได้

 

อย่างไรก็ตาม การฝากครรภ์กับแพทย์ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ ก็เป็นวิธีที่ดีที่จะช่วยติดตามการเจริญเติบโตของลูกน้อยในครรภ์ และหากพบสิ่งผิดปกติตั้งแต่แรกๆ การรักษาก็จะยิ่งทำได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลใจให้มากนะคะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

         อาการท้องแข็ง : เป็น อาการที่พบในหญิงใกล้คลอด (อายุครรภ์ประมาณ 28 สัปดาห์ขึ้นไป) ซึ่งจะมีอาการท้องแข็งเมื่อเอามือจับดูจะรู้สึกได้ว่าเป็นก้อน ๆ ตึงสลับกันเป็นระยะแบบเป็น ๆ หาย ๆ ในบางรายอาจมีการแข็งมาก-น้อยแตกต่างกันออกไป หรือปวดเกร็งเสียวช่วงท้องน้อยด้วย โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการท้องแข็ง 10 นาทีขึ้นไป หรือเป็น ๆ หาย ๆ นานนับชั่วโมง 

           อาการท้องแข็ง เกิดจากสาเหตุใด : ความจริงแล้วอาการท้องแข็งเกิดขึ้นได้หลากหลายสาเหตุต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

         - จากลูกในท้อง บางขณะที่ลูกดิ้นอาจไปโดนกับผนังมดลูก จนอาจทำให้มดลูกถูกกระตุ้นจนเกิดการบีบตัว

         - จากมดลูกบีบรัดตัวขึ้นเองจึงทำให้กล้ามเนื้อมดลูกขาดเลือด ซึ่งนั่นอาจกลายเป็นสาเหตุให้คุณแม่คลอดก่อนกำหนดหรือแท้งได้

         - จากการกินอาหารและแก๊สในกระเพาะอาหาร เนื่องจากครรภ์มีขนาดใหญ่ขึ้น เมื่อใดก็ตามที่กินอาหารลงไปเยอะ ๆ ก็อาจไปเบียดกับมดลูกจนรัดตัวได้เหมือนกัน

         - จากพฤติกรรมและกิจกรรมในชีวิตประจำวันอื่น ๆ เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ การทำงานหนักหรือการมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรงและการกลั้นปัสสาวะบ่อย ๆ

วิธีช่วยแก้ไขอาการท้องแข็ง

         - งดงานทั้งในและนอกบ้านหนัก ๆ ที่ทำให้เหนื่อยล้าและเกิดความเครียด หาเวลาพักผ่อนด้วยการนั่งอ่านหนังสือ นอนหลับพักผ่อนให้มากขึ้น ก็จะช่วยให้ลดปัญหานี้ได้

          - หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่ไปกระตุ้นมดลูกให้มีการบีบรัดตัว เช่น การจับลูบท้อง การเหวี่ยงขยับตัวแรง ๆ หรือการมีเพศสัมพันธ์ ควรงดไปก่อนจะดีกว่านะคะ      

          - หลังมื้ออาหารควรเดินย่อยหรือนั่งพักสักครู่ก่อน ไม่ควรนอนหลับไปเลย เพราะอาจเกิดแก๊สในกระเพาะหรือจุกเสียดจนท้องแข็งได้

          - คุณแม่ไม่ควรกลั้นปัสสาวะบ่อย ๆ เพราะการกลั้นปัสสาวะจะทำให้กระเพาะปัสสาวะโตจนไปเบียดกับมดลูกจนเกิดอาการ ท้องตึงแข็ง โดยสังเกตได้ว่าเมื่อได้ปัสสาวะออกไปแล้วท้องก็หายแข็ง

          ความจริงแล้วอาการผิดปกติต่าง ๆ ในขณะตั้งครรภ์นั้นถือได้ว่าเป็นปัญหาที่คุณแม่ส่วนใหญ่พบเจอ เนื่องจากร่างกายมีการปรับเปลี่ยนและเชื่อมโยงกันระหว่างคนสองคน ดังนั้นแล้วหากพบอาการท้องแข็งเป็นระยะเวลานาน ๆ หรือบ่อยครั้งจนผิดปกติหรือสิ่งต่าง ๆ ก็ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเช็กและรักษาตามวิธีที่ถูกต้องต่อไปค่ะ.


 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source