Are you looking for the best website template for your web project? Look no further as you are already in the right place! WebSite BIGtheme.NET In our website templates section you will find tons of beautiful designs - for any kind of business and of any style. You are in a unique place - join us today

การ “ขลิบ” อวัยวะเพศชาย เป็นการช่วยลดโอกาสการติดเชื้อได้ดี เพราะสามารถรูดหนังหุ้มอวัยวะเพศให้เปิดออกมาทำความสะอาดได้ง่าย สามารถทำได้ทุกช่วงวัย คุณพ่อ คุณแม่หลายคนนิยมให้ลูกน้อยขลิบตั้งแต่ยังเล็กๆ เพราะกลัวว่าลูกน้อยจะเจ็บ เครียด และจดจำฝังใจไปจนโต

 

ข้อดีของการ “ขลิบ”

นพ.วรวีร์ กิตติวัชร ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ได้ให้ความรู้เอาไว้ว่า การขลิบ ทำให้คุณพ่อ คุณแม่ สามารถดูแล และทำความสะอาดอวัยวะเพศของลูกชายได้สะอาดขึ้น ช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อ โดยเฉพาะการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ และการแพร่เชื้อกามโรคอีกด้วย

ในปัจจุบันแพทย์จะขลิบให้ลูกน้อยตามความต้องการของคุณพ่อ คุณแม่ เพราะไม่มีข้อบ่งชี้ว่าลูกชายทุกคนต้องขลิบ   นอกจากครอบครัวที่นับถืออิสลามซึ่งต้องขลิบอยู่แล้วตามความเชื่อ คุณพ่อ คุณแม่มักนิยมให้ลูกขลิบตั้งแต่แรกเกิด เพราะสะดวกและปลอดภัยกว่าตอนโต

ขลิบนอกจากนี้ การขลิบยังจำเป็นกับเด็กบางคน เช่น เด็กที่มีภาวะหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศไม่เปิด หรือเปิดไม่เต็มที่ ซึ่งอาจทำให้เกิดการสะสมของเชื้อโรค เป็นสาเหตุของการติดเชื้อได้ง่าย เพราะมีการสะสมของ “ขี้เปียก” มากเกินไป จึงไม่สามารถล้างทำความสะอาด ทำให้เกิดกลิ่น ติดเชื้อ  ทำให้รู้สึกเจ็บ และทรมาน

ข้อเสียของการ “ขลิบ”

การขลิบไม่ได้ช่วยป้องกันการติดเชื้อ HIV โรคเอดส์ หรือโรคจากการมีเพศสัมพันธ์แต่อย่างใด และผลข้างเคียงที่พบได้แต่ไม่บ่อยนัก คือการติดเชื้อ การเสียเลือด การเกิดพังผืดที่แผล ทำให้อวัยวะเพศมีรูปร่างผิดปกติ เกิดรูรั่วที่ท่อปัสสาวะ และเสียชีวิต  ซึ่งข้อเสียดังกล่าวพบได้น้อยมากในเด็กทารก

แต่ถ้าคุณพ่อ คุณแม่ตัดสินใจให้ลูกน้อยขลิบในช่วงวัย 3 ขวบขึ้นไป อาจทำให้ลูกน้อยเกิดความเสี่ยง รู้สึกเจ็บ เครียด ไม่กล้าเข้าห้องน้ำพร้อมกับเพื่อน เพราะกลัวว่าอวัยวะเพศจะไม่เหมือนคนอื่น และจดจำฝังใจไปจนโต

ขลิบ

วิธีการขลิบ

มีคุณพ่อ คุณแม่คนไทยนิยมให้ลูกน้อยขลิบอยู่ประมาณ 20% ส่วนใหญ่คุณหมอจะขลิบให้ในสัปดาห์แรกหลังคลอด เพราะหนังหุ้มปลาย และเส้นเลือดยังบาง แต่ต้องดูก่อนว่าลูกน้อยแข็งแรงดี ไม่มีความผิดปกติ พร้อมที่จะทำการขลิบ

การขลิบทำได้ด้วยความปลอดภัย  มียาชาเฉพาะที่ หลังจากขลิบภายใน 24 ชั่วโมง อาจมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย หรือบวมบริเวณที่ขลิบ แต่หลังจากนั้นแผลจะแห้ง และหายดีใน 1 สัปดาห์ เด็กทารกอาจจะรู้สึกเจ็บในขณะที่ทำ แต่ระบบประสาทของทารกยังไม่พัฒนาเต็มที่ จึงไม่รู้ว่าเจ็บตรงไหน ไม่เกิดการจำฝังใจอย่างที่คุณพ่อ คุณแม่หลายคนกลัว

ถ้าคุณพ่อ คุณแม่ท่านไหนต้องการให้ลูกน้อยขลิบ ควรรีบตัดสินใจตั้งแต่แรกเกิด หรือไม่เกิน 1 สัปดาห์ เพราะถ้าเกินช่วงเวลานี้ไปแล้วหนังหุ้มปลาย และเส้นเลือดจะเริ่มหนาขึ้น อาจต้องมีการดมยาสลบ และเย็บแผล ซึ่งยุ่งยาก และมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตามมา

วิธีการดูแลหลังขลิบ

พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ทารกแรกเกิด แนะนำวิธีการดูแลลูกน้อย หลังขลิบเอาไว้ว่า ถ้าลูกน้อยได้รับการขลิบ ช่วงเวลาที่แผลยังไม่แห้งดี คุณพ่อ คุณแม่ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกน้อยบ่อยๆ เพื่อไม่ให้ปัสสาวะ หรืออุจจาระระคายเคืองผิวหนังที่ยังเป็นแผล ควรล้างบริเวณนั้นให้สะอาดด้วยน้ำเปล่า และซับให้แห้ง อาจใช้ยาขี้ผึ้ง หรือทาครีมตามที่คุณหมอแนะนำ  หลังจาก 1 สัปดาห์เมื่อแผลแห้งดีแล้ว ก็ทำความสะอาดอวัยวะเพศตามปกติ.


 

ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก :

Source

          ถ้าหลากหลายวิธีลด น้ำหนักไม่ได้ช่วยให้ตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนักของคุณลดลงแม้แต่นิดเดียว สงสัยต้องหา "น้ำ" มาเป็นตัวช่วยอีกแรงซะแล้ว เพราะผลการศึกษาใหม่ ๆ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "น้ำ" นี่แหละคือตัวช่วยชั้นยอดของการลดน้ำหนัก แต่มันจะช่วยได้อย่างไรนั้นต้องมาอ่านข้อมูลกันค่ะ

1. น้ำช่วยยับยั้งความอยากอาหาร

          ผลการศึกษาบอกว่า คนที่ดื่มน้ำมาก ๆ จะรู้สึกหิวน้อยกว่าคนที่ดื่มน้ำน้อย เพราะฉะนั้น "น้ำ" นี่แหละคือตัวช่วยควบคุมความอยากอาหารได้อย่างดี

ดื่มน้ำ


2. น้ำช่วยลดคอเลสเตอรอล

          คอเลสเตอรอลตัวร้ายก็ถูกปราบได้ด้วยน้ำเช่นกัน ถ้าคุณดื่มน้ำมาก ๆ น้ำจะไปช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายคุณได้ แถมยังจะช่วยให้คุณผอมเร็วกว่าเดิมด้วย

3. น้ำช่วยให้กล้ามเนื้อฟิตเฟิร์ม

          ถ้าร่างกายของคุณขาดน้ำ อย่างไรเสียกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของคุณคงจะไม่มีทางฟิต แอนด์ เฟิร์มได้แน่ ๆ ไม่ว่าคุณจะโหมออกกำลังกายขนาดไหน แต่ถ้าคุณดื่มน้ำมาก ๆ พร้อมกับการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อแล้วละก็ คุณจะเห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างอย่างรวดเร็วเลยล่ะ


ดื่มน้ำ


4. น้ำช่วยเสริมการทำงานของระบบย่อยอาหาร

          ระบบย่อยอาหารในร่างกายก็ต้องการ "น้ำ" เพื่อทำงานย่อยอาหารให้คุณในทุก ๆ วันเหมือนกันนะ ลองสังเกตดูสิคะว่า ถ้าวันไหนคุณไม่ค่อยได้ดื่มน้ำ แล้วทานอาหารจำพวกไขมัน เนื้อสัตว์เข้าไปเยอะ ๆ คุณจะรู้สึกท้องอืด หรืออึดอัดเหมือนกับว่าร่างกายเต็มไปด้วยแก๊ส แถมยังรู้สึกเหนื่อยเอามาก ๆ เพราะระบบย่อยอาหารทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพนั่นเอง

5. ตับก็ต้องการน้ำนะ

          รู้อยู่แล้วใช่ไหมว่า "ตับ" มีหน้าที่เผาผลาญไขมัน ซึ่งถือเป็นกระบวนการที่สำคัญมาก ๆ สำหรับช่วงเวลาที่ต้องการลดน้ำหนัก และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ตับก็ต้องการ "น้ำ" เพื่อช่วยให้กระบวนการกำจัดไขมันประสบความสำเร็จด้วย แล้วถ้าคุณดื่มน้ำไม่เพียงพอที่ตับต้องการล่ะ ? แน่นอน ไขมันก็ยังคงตกค้างอยู่ในร่างกายของคุณ แล้วจะลดน้ำหนักได้อย่างไรล่ะเนอะ

6. น้ำบอกให้รู้ได้นะว่า "หิว" จริง ๆ หรือเปล่า

          บางทีเรารู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังหิว (ทั้งที่ไม่ใช่เวลาอาหาร) ก็เลยซัดอาหารเข้าไปเต็มที่ แต่ขอบอกตรงนี้เลยค่ะว่า ถ้าคุณรู้สึกหิวขึ้นมาเมื่อไร ให้ลองดื่มน้ำดูก่อนสักแก้วสองแก้ว เพราะบางทีคุณอาจจะไม่ได้หิวแบบจริง ๆ จัง ๆ ก็ได้ แค่กระหายน้ำมาก ๆ เท่านั้นเอง

ดื่มน้ำ



7. น้ำช่วยทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้น ดูเปล่งปลั่ง

          อยากมีผิวพรรณที่เปล่งปลั่ง ไม่แก่ก่อนวัย สาว ๆ ต้องดื่มน้ำให้ได้มาก ๆ สักวันละ 2 ลิตรเลยค่ะ โดยเฉพาะคนที่กำลังลดน้ำหนัก รู้ไหมว่าการลดน้ำหนักจะทำให้ผิวพรรณของคุณเปลี่ยนแปลงไปด้วย ดังนั้น ยิ่งต้องดื่มน้ำไม่ให้ขาด เพื่อให้ผิวไม่ขาดน้ำ ดูชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา

8. น้ำช่วยล้างพิษให้ร่างกาย

          ไม่มีอะไรดีไปกว่าการดื่มน้ำอีกแล้วล่ะ เพราะน้ำเปรียบเสมือน "Cleaner" ที่ช่วยล้างพิษ และทำความสะอาดให้ร่างกายของคุณ ผู้เชี่ยวชาญก็เลยแนะนำให้สาว ๆ ที่ไม่ค่อยได้ออกแรงดื่มน้ำวันละประมาณ 2 ลิตร หรือประมาณ 8-9 แก้ว จะได้ช่วยขจัดสิ่งตกค้างในร่างกาย แถมยังจะช่วยลดน้ำหนักให้คุณได้ด้วยล่ะ

          เห็นไหมคะ แค่ดื่มน้ำเท่านั้นเอง คุณก็มีสุขภาพดีแล้ว แถมยังได้น้ำหนักที่ลดลงเป็นของแถมด้วย.


 

ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก :

Source

นอกจากการส่งเสริมให้แม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน และให้ลูกกินนมแม่ควบคู่อาหารตามวัยต่อเนื่องถึง 2 ปีแล้วนั้น สสส. มูลนิธิหมอชาวบ้าน มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย และภาคีที่เกี่ยวข้อง ยังสนับสนุนให้คุณแม่มีสุขภาพแข็งแรงด้วยการออกกำลังกายด้วยความหนักที่ เหมาะสม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พญ. อรพร ดำรงวงศ์ศิริ กุมารแพทย์ด้านโภชนาการ คณะกรรมการโครงการจัดการเรียนการสอนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสถาบันผลิตแพทย์ มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย สสส. อีกทั้งยังเป็นนักวิ่งหญิงแกร่งของวงการวิ่งประเทศไทย ให้คำแนะนำว่า

คุณแม่ตั้งครรภ์ ไม่ใช่ผู้ป่วย แต่กลับเป็นช่วงที่คุณแม่ควรมีร่างกายแข็งแรงที่สุดในชีวิต เพราะร่างกายคุณแม่ต้องดูแลถึง 2 ชีวิตในเวลาเดียวกัน และกำลังเตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการคลอด การออกกำลังกายจะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงและการทำงานของระบบไหลเวียน เลือดไปสู่ทารกในครรภ์ดีขึ้น ทารกในครรภ์จะได้รับสารอาหารและเจริญเติบโตได้ดี นอกจากนี้เมื่อคุณแม่ออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน หรือฮอร์โมนแห่งความสุข ทำให้คุณแม่มีภาวะทางอารมณ์ที่ดี ซึ่งมีส่วนให้ทารกแข็งแรงและอารมณ์ดีแจ่มใส

คุณหมอนักวิ่ง แนะนำเพิ่มเติมว่า คุณแม่ที่ออกกำลังกายต้องพิจารณาภาวะทางสุขภาพและพื้นฐานความแข็งแรงของร่างกายเป็นอันดับแรก ว่าก่อนตั้งครรภ์เคยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ออกกำลังกายหนักเท่าไหร่ เมื่อตั้งครรภ์แล้วยังสามารถออกกำลังกายต่อเนื่องได้ ในระยะเวลาและความหนักของการออกกำลังกายที่เหมาะสมต่อสภาพร่างกายและภาวะการ ตั้งครรภ์ในช่วงอายุครรภ์ต่างๆ รวมทั้งต้องหมั่นสังเกตอาการที่เกิดขึ้นทั้งในขณะออกกำลังกายหรือหลังออก กำลังกาย เช่น หากมีอาการเหนื่อย เพลีย แสดงว่าคุณแม่ออกกำลังกายมากเกินไป คุณแม่ที่สนใจออกกำลังกายแต่ร่างกายมีภาวะแทรกซ้อนก็สามารถปรึกษากับคุณหมอ สูตินรีแพทย์ได้

นอกจากนี้ หนังสือ ‘อยากสุขภาพดี ต้องมี 3 อ. : สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร’ โดย มูลนิธิหมอชาวบ้าน และ สำนักกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แนะนำว่า ประโยชน์ของการออกกำลังกายของคุณแม่ตั้งครรภ์เพิ่มเติมว่า ยังสามารถช่วยลดโอกาสที่ทำให้คุณแม่เสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าทั้งก่อนและหลัง คลอดลูก เนื่องจากร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความสุขและช่วยให้ร่างกายกลับเข้าสู่สภาพ เดิมได้เร็วขึ้น

ข้อจำกัด – ข้อควรระวัง ในการออกกำลังกายของแม่ตั้งครรภ์
1. เริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายแบบเบาๆ เมื่อร่างกายคุ้นเคยแล้วถึงสามารถเพิ่มระดับความยาก
2. คุณแม่ที่อายุครรภ์ยังไม่ถึง 3 เดือน ไม่ควรออกกำลังกายในที่อากาศร้อนและชื้น
3. หลีกเลี่ยงการแช่น้ำที่มีอุณหภูมิอุ่นเกินพอดี
4. หลีกเลี่ยงท่าที่ยึดเกร็ง ดึงรั้ง ท่าที่เสี่ยงได้รับการกระทบกระเทือนกับท้อง หรือท่าที่คุณแม่ต้องออกแรงมากๆ
5. ไม่ควรหักโหมจนร่างกายรู้สึกเหนื่อย เพลีย
6. ทุกครั้งที่ออกกำลังกายควรดื่มน้ำสะอาดเพื่อทดแทนเหงื่อที่สูญเสียไป
7. หากรู้สึกหายใจไม่ทัน เจ็บหน้าอก หน้ามืด เป็นลม มีเลือดหรือของเหลวออกจากช่องคลอด หรือมีอาการปวดเนื่องจากมดลูกหดตัว (มากกว่า 6-8 ครั้ง/ชม.) ควรหยุดออกกำลังกายในทันที และรีบเข้าพบสูตินรีแพทย์เพื่อความปลอดภัย

กีฬาที่แนะนำ สำหรับ คุณแม่ตั้งครรภ์
1. ว่ายน้ำ – ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายและสบายตัว กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายแข็งแรง
2. การฝึกโยคะ – ช่วยให้สามารถควบคุมลมหายใจ กล้ามเนื้อแข็งแรงผ่อนคลาย มีสติและสมาธิในระหว่างการคลอด
3. แอโรบิก กายบริหาร – ช่วยบริหารกล้ามเนื้อเกือบทุกส่วนในร่างกาย ทำให้ผ่อนคลาย

ตัวอย่าง ท่าออกกำลังกาย
1) ท่ากระดกข้อเท้า : นอนหงาย ขาเหยียดตรง วางแขนข้างลำตัว สลับกระดกข้อเท้าขึ้น-ลง ค้างและพักข้างละ 3 วินาที จนครบ 10 ครั้ง ท่านี้ช่วยลดอาการข้อเท้าพลิกและน่องบวม
2) ท่านอนตะแคงยกขา : นอนตะแคงข้าง ใช้มือยันศีรษะ และยกขาขึ้น ค้างสลับกับพัก 3 วินาที 10 ครั้งแล้วเปลี่ยนข้าง ท่านี้ช่วยให้คุณแม่มีสะโพกและกล้ามเนื้อต้นขาแข็งแรง
3) ท่าแมวขู่ : คุกเข่าในท่าคลาน วางขาให้มั่นคง วางฝ่ามือเหยียดตึง ท่านี้เริ่มที่คุณแม่แขม่วท้องโก่งตัว ค้าง และสลับพัก 3 วินาที 10 ครั้ง ท่านี้ช่วยให้มีกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้องที่แข็งแรง
ทั้งนี้ คุณแม่สามารถออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอทุกวันหรือวันเว้นวัน อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที ตามพื้นฐานการออกกำลังกายของคุณแม่นะคะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก :

Source

         สมุนไพรไทย ถือเป็นพืชที่มีสรรพคุณทางยา นอกจากจะนิยมนำมาใช้รักษาโรคแล้ว รู้ไหมคะว่าสมุนไพรบางชนิดยังมีสรรพคุณช่วยรักษาสิวให้หายเร็วได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเหมาะมาก ๆ สำหรับคนที่เป็นสิว เพราะนอกจากจะช่วยรักษาสิวให้ยุบเร็วแล้ว ยังถือเป็นวิธีรักษาสิวที่ปลอดภัย ที่สำคัญยังหาได้ง่าย ๆ เพราะเป็นสมุนไพรไทยที่อยู่ใกล้ ๆ ตัวเรานี่เองค่ะ ทั้งนี้จะมีสมุนไพรไทยตัวไหนบ้างที่จะสามารถนำมาใช้จัดการกับปัญหาสิวอย่าง ได้ผล วันนี้ได้รวบรวมมาให้สาว ๆ กันแล้วค่ะ บอกเลยว่าเยอะแยะไปหมดเชียวล่ะ

สมุนไพรรักษาสิว


1. ใบบัวบก

          นำ ใบบัวบกมาตำให้ละเอียด ผสมน้ำลงไปเล็กน้อย จากนั้นให้นำมาโปะพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาทีแล้วค่อยเอาออกและล้างหน้าให้สะอาด คุณสมบัติของใบบัวบกจะช่วยลดการอักเสบของสิว ทำให้สิวค่อย ๆ ยุบลง และหายเร็วขึ้น

สมุนไพรรักษาสิว


2. ว่านหางจระเข้

          ว่านหางจระเข้มีสรรพคุณช่วยบำรุงผิว ป้องกันฝ้า ลดสิว และลดรอยดำได้ เพียงแค่นำเนื้อใส ๆ ของว่านหางจระเข้มาทาบริเวณที่เป็นสิวเป็นประจำ เพียงเท่านี้หน้าของคุณก็จะสวยใสไกลสิวได้ในเร็ววัน

สมุนไพรรักษาสิว


3. ไพล

          นำ เหง้าไพลมาหั่นแบบเป็นชิ้น ๆ ตำให้ละเอียด จากนั้นให้ผสมน้ำสะอาด และดินสอพองลงไป คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน เสร็จแล้วให้นำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วค่อยล้างออก สิวอักเสบจะค่อย ๆ ยุบตัวลง และจะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียช่วยลดการเกิดสิวใหม่ได้อีกด้วย

สมุนไพรรักษาสิว


4. หอมแดง

          นำหอมแดงมาหั่นเป็นแว่น ๆ ทุบเล็กน้อยให้น้ำของหอมแดงออกมา จากนั้นนำมาวางโปะไว้บริเวณหัวสิว หอมแดงจะช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ทำให้สิวอักเสบยุบลงได้เร็ว

สมุนไพรรักษาสิว


5. กระเทียม

          นำ กลีบกระเทียมมาฝานเป็นแผ่นบาง ๆ จากนั้นให้นำไปถูบริเวณหัวสิว โปะทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที ค่อยเอาออก และล้างหน้าให้สะอาด กระเทียมจะช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ลดอาการอักเสบของสิว และลดรอยดำรอยแดงจากสิวได้ดี

สมุนไพรรักษาสิว


6. มะนาว

          บีบน้ำมะนาวสด ๆ 1 ซีก ผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา จากนั้นให้นำสำลีมาชุบและทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออก วิธีนี้สามารถทำได้ทุกวัน จะสังเกตเห็นได้ชัดว่าสิวจะค่อย ๆ ลดลง

สมุนไพรรักษาสิว


7. ขมิ้นชัน

          นำ ผงขมิ้นชันมาผสมกับน้ำมะนาว คนให้เข้ากัน แล้วนำมาแต้มบริเวณที่เป็นสิว ทิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที ล้างออกให้สะอาด ขมิ้นชันและกรดจากน้ำมะนาวจะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ทำให้สิวอักเสบยุบลงได้ง่าย และช่วยทำให้รอยดำรอยแดงจากสิวจางลงอีกด้วย

สมุนไพรรักษาสิว


8. มะขามเปียก

          นำมะขามเปียกมาละลายน้ำพอข้น ๆ ผสมน้ำผึ้งลงไปเล็กน้อย คนให้เข้ากัน จากนั้นนำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออก สูตรนี้จะช่วยให้สิวอักเสบยุบและแห้งลง อีกทั้งยังช่วยให้รอยสิวจางลงได้ดี

          มีสมุนไพรไทยที่ช่วยรักษาสิวได้เยอะแยะมากมายจนเลือกไม่ถูกกันเลยทีเดียว แถมแต่ละอย่างนี่ก็หาได้ง่าย ๆ จากในครัวทั้งนั้น คราวนี้ล่ะหมดปัญหาสิวป่วนกวนใจแน่นอนค่ะ.


 

ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก :

Source

เป็นธรรมดาที่ชีวิตคนเราต้องเจอกับความทุกข์ไม่ว่าจะทุกข์กายหรือทุกข์ใจ และมีหลายคนที่แก้ปัญหาด้วยการจบชีวิตตัวเอง…

เช่นเดียวกับ Heidi Williams ที่ต้องทนทุกข์กับโรคซึมเศร้าอย่างหนักเกือบ 6 เดือน จนตัดสินใจที่จะฆ่าตัวตาย แต่แล้วอะไรก็ดลบันดาลใจให้เธอหันมาออกกำลังกาย และเลือกโยคะมาเป็นตัวเลือกหลัก เธอก็พบว่าชีวิตจเธอพบความสุขขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

การได้ฝึกโยคะทำให้ชีวิตเธอมีสีสันมากขึ้น เธอจึงตัดสินใจที่จะสู้ต่อไปและกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกับเธอ

 

1

 

เธอบอกกับนิตยสาร Mantra Yoga + Health ว่า “ฉันต้องอยู่ในสถานการณ์ ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต เนื่องจากมีปัญหาทางจิตใจ แต่เมื่อได้ฝึกโยคะ ฉันรู้สึกว่าจิตใจสงบลง รู้สึกปลอดภัย ฉันจึงอยากมีชีวิตอีกครั้ง”

หลังจากที่สภาพจิตใจกลับมาปกติแล้ว เธอจึงอุทิศชีวิตของเธอเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ โดยเป้าหมายของเธอคือ อยากเปิดคลาสเรียนโยคะ เพื่อช่วยคนที่เป็นโรคซึมเศร้าโดยเฉพาะ

นอกจากนี้เธอยังได้ใช้สื่อออนไลน์ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสุขที่เธอค้นพบจากร่างกายของตนเอง ซึ่งทุกคนสามารถบรรลุเป้าหมายแบบเธอได้

แน่นอนว่าเราอาจจะใช้แนวคิดของเธอ ในการสร้างความสุขให้ตัวเอง ทำอะไรใหม่ๆ และให้ตัวเธอรู้สึกมีคุณค่ามากขึ้น เธอก็มีความสุขที่จะได้ใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง และเพื่อคนอื่นๆ ต่อไป….

 

2

.

3

.

4

.

5

.

6

.

7

.

8

.

9

.

10

 

ใครที่กำลังเศร้า กำลังท้อ ลองหาวิธีทำให้ชีวิตผ่อนคลายดูนะ ถ้ายังไม่มีวิธี การฝึกโยคะแบบ Heidi ก็น่าสนนะ ลองดูนะคะ.

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก :

Source

 

          อาการปวดท้องน้อยนั้นเป็นสิ่งที่ผู้หญิงเกือบทุกคนต่างเคยประสบมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงระยะก่อนมีประจำเดือนซึ่งฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายขาดสมดุล หรือในช่วงเวลาที่เริ่มตั้งครรภ์ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีผู้หญิงอีกหลายคนที่มีอาการปวดท้องน้อย ทั้ง ๆ ที่ประจำเดือนยังไม่มา ทั้งยังไม่ได้ตั้งครรภ์อีกด้วย ทำให้คนเหล่านั้นเกิดความวิตกกังวลกับความผิดปกติของร่างกาย และสงสัยว่าอาการ "ปวดท้องน้อย ประจำเดือนไม่มา" นั้น เป็นลางบอกโรคอะไรหรือไม่

ปวดท้องน้อย ประจําเดือนไม่มา


          สำหรับอาการปวดท้องน้อย โดยที่ประจำเดือนไม่มานั้น แท้จริงแล้วสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุที่ไม่น่าวิตกเช่น การมีรอบเดือนที่ล่าช้า อันเนื่องมาจากความเครียด จนทำให้เกิดความดันภายในร่างกาย และส่งผลให้มีอาการปวดที่บริเวณท้องน้อย หรืออาจเป็นส่วนหนึ่งของอาการก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual Syndrome) หรือ PMS ตามปกติ ที่มาเกิดขึ้นภายหลังจากที่ร่างกายมีรอบเดือนล่าช้า ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปเองภายหลังจากที่ประจำเดือนมาได้ราว 1-2 วัน และอาการปวดท้องน้อยเช่นนี้ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 38 ปีขึ้นไป ก็อาจเป็นสัญญาณถึงการหมดประจำเดือน และเข้าสู่ช่วงวัยทองได้เช่นกัน 

          แต่ถึงอย่างนั้น การปวดท้องน้อย แต่ประจำเดือนไม่มา ก็อาจเป็นอาการที่บ่งชี้ถึงโรคที่มีความรุนแรง และจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุดเช่นกัน ดังนี้


ปวดท้องน้อย ประจําเดือนไม่มา


1. เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)


          คือภาวะที่มีการเจริญเติบโตของเยื่อบุโพรงมดลูกเกิดขึ้นภายนอกมดลูก ซึ่งพบได้ 3-18% ของผู้หญิงทั่วไป โดยอาจจะมีการเจริญผิดที่ในเนื้อมดลูก (Adenomyosis) ที่เยื่อบุโพรงมดลูกจะแทรกเข้าไปอยู่ในกล้ามเนื้อมดลูก และการเจริญผิดที่นอกมดลูก (Endometriosis) ซึ่งมักจะเกิดขึ้นที่รังไข่ ท่อมดลูก เส้นเอ็นของมดลูก เป็นต้น

          สำหรับการเกิดโรคนั้น แม้ว่าจะยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนได้ แต่เชื่อกันว่าเกิดจากตอนที่มีประจำเดือน เยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดออกมาพร้อมกับเลือดได้ไหลย้อนกลับไปทางท่อนำไข่ แล้วไปเกาะตามอวัยวะต่าง ๆ เช่น รังไข่ หรือลำไส้ ซึ่งปกติหากมีเนื้อเยื่อของร่างกายอยู่ผิดที่ ก็มักจะถูกเม็ดเลือดขาวและภูมิต้านทานของร่างกายทำลายทิ้งไป แต่ในกลุ่มผู้ที่เป็นโรคนี้มีการตรวจพบว่ามีภูมิต้านทานเซลล์เหล่านี้น้อยกว่าคนปกติ ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดไป มีการเจริญขึ้นที่อื่นนอกเหนือจากในโพรงมดลูก

          และเมื่อเยื่อบุมดลูกไปเจริญยังที่อื่นนอกมดลูกในตอนที่มีประจำเดือน เยื่อบุที่เจริญขึ้นผิดที่เหล่านี้ก็จะหลุดลอกออกมาด้วย ทำให้บริเวณนั้นเกิดบาดแผลและการอักเสบ ซึ่งจะก่อให้เกิดพังผืดจนเกิดการสะสมของเลือดที่ออก ทำให้เกิดถุงน้ำ และกรณีที่เยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญที่รังไข่ จะทำให้มีการสะสมของเลือดในรังไข่ กลายเป็นถุงน้ำที่มีเลือดเก่าที่คั่งค้างจนมีลักษณะเป็นสีคล้ำ หรือช็อกโกแลตซีส (Chocolate Cyst) นั่นเอง

          สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบนี้ บางรายอาจไม่มีอาการใด ๆ ขณะบางรายอาจจะมีอาการปวดท้องน้อย ปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง ปวดท้องน้อยตลอดช่วงที่มีรอบเดือน รู้สึกปวดเวลาที่ถ่ายปัสสาวะ-อุจจาระ ปวดเวลาที่มีเพศสัมพันธ์ และบางรายอาจถึงขั้นขับถ่ายเป็นเลือดได้ ซึ่งหากมีอาการผิดปกติข้างต้น ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางสาขาสูติศาสตร์และนรีเวชเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโดยทันที

2. มะเร็งรังไข่ (Ovarian Cancer)


          โรคมะเร็งรังไข่ เป็น 1 ใน 10 โรคมะเร็งที่พบได้บ่อยมากที่สุด แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มเกิดจากเซลล์ตัวอ่อน หรือ เจิมเซลล์ (Germ cell) ซึ่งมักพบในเด็กและในหญิงอายุน้อย และกลุ่มเกิดจากเซลล์เนื้อเยื่อบุผิว (Epithelium) ซึ่งเป็นมะเร็งชนิดพบได้ในผู้ใหญ่ และพบมากในผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป โดยทั่วไปแล้วหากมีการพูดถึงโรคมะเร็งรังไข่มักจะหมายถึงชนิดหลัง

          อย่าง ไรก็ตาม ในทุกวันนี้ยังไม่สามารถระบุถึงสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคมะเร็งรังไข่ ได้ แต่มีการพบสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งรังไข่ได้ คือ สภาพแวดล้อม ซึ่งมีการพบว่าประเทศอุตสาหกรรมมักจะมีผู้ป่วยเป็นมะเร็งรังไข่มากกว่า ประเทศเกษตรกรรม รวมทั้งผู้ที่เคยมีประวัติเคยเป็นมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งระบบทางเดินอาหารก็จะมีความเสี่ยงมากกว่าปกติ นอกจากนี้ ในกลุ่มผู้ที่เป็นโรคอ้วน ผู้ที่ใช้ยากระตุ้นตกไข่ และผู้ที่ใช้ยาฮอร์โมนเพศชดเชยในช่วงวัยทอง ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งรังไข่เช่นกัน

          สำหรับอาการของผู้ป่วยโรคมะเร็งรังไข่นั้นมักจะไม่มีอาการของโรคในระยะแรก ๆ แต่มีอาการคล้ายผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารทั่วไป เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง เรอ หรือมีอาการปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ และอาจท้องผูก เนื่องจากก้อนมะเร็งกดเบียดทับลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ และลำไส้ใหญ่ ดังนั้นผู้ป่วยจึงมักมาพบแพทย์ด้วยโรคนี้ในระยะลุกลามเสมอ เมื่อมีอาการปวดท้องน้อยและคลำเจอก้อนเนื้อในท้องน้อย มีประจำเดือนผิดปกติ หรือมีน้ำในช่องท้อง


เนื้องอกมดลูก


3. เนื้องอกมดลูก (Uterine Fibroids)

          เป็นเนื้องอกชนิดธรรมดา ไม่ใช่เนื้อร้าย ซึ่งพบได้ราว 25% ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป และมักพบในผู้หญิงอายุระหว่าง 35-45 ปี แต่อาจพบในหญิงสาวก็ได้ โดยเนื้องอกในมดลูกนี้เกิดจากการแบ่งตัวของเซลล์กล้ามเนื้อมดลูก ซึ่งอาจเป็นสาเหตุสำคัญของอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดในสุภาพสตรี และยังเป็นสาเหตุของอาการปวดท้องน้อย ปัสสาวะบ่อยหรือท้องผูกจากการกดของก้อนเนื้องอกด้วย

          อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่นอนของโรคได้ แต่มีข้อสันนิษฐานว่าอาจะเกิดจากพันธุกรรม หรือฮอร์โมนเพศในร่างกายที่ส่งเสริมให้เกิดการเจริญเติบโตของเนื้องอกมดลูก นอกจากนี้ เนื้องอกมดลูกยังมักจะพบบ่อยในกลุ่มผู้ที่ไม่เคยมีบุตร ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก และในผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นเนื้องอกมดลูก

          และสำหรับผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกมดลูกนั้น มักจะไม่มีอาการใด ๆ หากเนื้องอกนั้นมีขนาดเล็ก แต่หากเนื้องอกมีขนาดใหญ่ มักจะมีเลือดออกมากแบบกะปริดกะปรอย และมักจะมีอาการปวดประจำเดือนร่วมด้วย หรือปวดหน่วง ๆ ที่ท้องน้อย บางคนอาจมีอาการปัสสาวะบ่อย หรือมีความรู้สึกเจ็บขณะร่วมเพศ รวมทั้งอาจคลำเจอก้อนได้ที่บริเวณท้องน้อยได้

4. อุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease : PID)

          เป็นการอักเสบเฉียบพลันหรือเรื้อรังของอวัยวะสืบพันธุ์ส่วนบน ได้แก่ มดลูก ท่อนำไข่ รังไข่ และเยื่อบุช่องท้องบริเวณอุ้งเชิงกราน โรคอุ้งเชิงกรานอักเสบถือว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และการติดเชื้ออาจกระจายเข้าสู่ช่องท้องอาจทำให้เกิดเยื่อบุช่องท้องอักเสบ บริเวณกว้างเป็นภาวะแทรกซ้อนได้ มักพบในสตรีวัยเจริญพันธุ์

          โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบก็คือ ผู้ที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยครั้ง ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ขณะอายุยังน้อยซึ่งมีภูมิป้องกันตัวเองต่ำ ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ขณะมีประจำเดือน หรือในช่วงหลังคลอดได้ไม่นาน ทำให้มดลูกยังไม่มีกลไกในการป้องกันการติดเชื้อได้ดี ผู้ที่ใช้การคุมกำเนิดแบบห่วงอนามัย และผู้ที่สวนล้างช่องคลอดเป็นประจำ ซึ่งจะทำให้เสียสมดุลของเชื้อโรคตัวที่ควรจะมีในช่องคลอด

          สำหรับผู้ที่เป็นโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบมักจะมีอาการไข้เกิน 38 องศา ปวดท้องน้อย โดยจะปวดหน่วงตลอดเวลา ร่วมกับปวดเกร็งเป็นระยะ และจะรู้สึกปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหว หรือขณะมีเพศสัมพันธ์ ตกขาวมีกลิ่น และหากมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย แสดงว่าโรคได้ลามไปถึงเยื่อบุช่องท้องแล้ว ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้จะเป็นอันตราย ควรเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยทันที


ปวดท้องน้อย ประจําเดือนไม่มา


5. ปากมดลูกตีบ (Cervical Stenosis)

          โรคปากมดลูกตีบ เป็นความผิดปกติในระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง ซึ่งมีสภาพของทางผ่านของปากมดลูกแคบหรือปิด ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ป่วยโรคนี้ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ และอาจทำให้มีเลือดประจำเดือนไหลย้อนกลับ รวมทั้งในผู้ป่วยโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบก็อาจส่งผลให้มีน้ำหนองสะสมอยู่ในโพรงมดลูก เพราะไม่สามารถไหลออกมาได้

          สำหรับสาเหตุของโรคปากมดลูกตีบนั้นประกอบด้วยหลายปัจจัยด้วยกัน โดยผู้ป่วยบางคนอาจจะมีอาการปากมดลูกตีบโดยกำเนิด ขณะที่กลุ่มผู้ที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน ผู้ที่เคยเข้ารับการผ่าตัดมะเร็งปากมดลูกหรือการรักษาด้วยการฉายรังสี ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคปากมดลูกตีบเช่นกัน

          ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่เป็นโรคปากมดลูกตีบ อาจมีอาการปวดประจำเดือนหรือมีประจำเดือนมาไม่ปกติ รวมทั้งอาจมีอาการปวดท้องน้อย หากมีการสะสมของเลือดหรือหนองภายในมดลูกตลอดเวลา และอาจสามารถคลำเจอก้อนในท้องน้อยด้วยเช่นกัน ขณะที่ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนแล้วอาจไม่มีอาการใด ๆ ของโรคเลยก็เป็นได้ โดยสำหรับผู้ที่ประสบกับโรคปากมดลูกตีบนั้น สมควรที่จะเข้ารับคำปรึกษาและการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

6. ถุงน้ำในรังไข่ หรือ ซีสต์ที่รังไข่ (Ovarian Cysts)

          ซีสต์ที่รังไข่ เป็นถุงน้ำที่พัฒนาขึ้นภายในรังไข่ โดยชนิดที่พบมากที่สุดก็คือ Functional Ovarian Cyst ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของกระบวนการสร้างไข่ภายในรังไข่ มักพบในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ และสามารถหายได้เองภายใน 8 - 12 สัปดาห์ กับชนิด Ovarian Cystic Neoplasms ซึ่งเกิดจากการเจริญของเซลล์ที่ผิดไปจากปกติในลักษณะเดียวกับการเกิดเนื้องอกและมะเร็ง โดยหากพบในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์มักจะเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง แต่หากพบในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นเนื้องอกแบบร้ายแรงสูง

          สำหรับผู้ที่เกิดซีสต์ที่รังไข่ชนิด Ovarian Cystic Neoplasms นั้น ส่วนมากจะไม่มีอาการใด ๆ จนกระทั่งซีสต์นั้นแตกและมีเลือดออก หรือซีสต์มีขนาดใหญ่มากจนไปรบกวนอวัยวะหรือเนื้อเยื่อใกล้เคียง เช่น ไปเบียดกับท่อนำไข่ หรือไปรบกวนการไหลเวียนของเลือดมาที่รังไข่ ก็จะแสดงอาการออกมาให้เห็น เช่น เจ็บ ปวด ที่บริเวณท้องหรือท้องน้อย ทั้งก่อนหรือหลังมีประจำเดือนใหม่ ๆ หรือขณะมีเพศสัมพันธ์ และหากปวดมากก็อาจจะทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ ซึ่งหากก้อนซีสต์มีขนาดใหญ่มากกว่า 5-10 เซนติเมตร หรือมีอาการข้างเคียงรุนแรงก็จำต้องเข้ารับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด


ปวดท้องน้อย ประจําเดือนไม่มา


          อย่างไรก็ดี นอกจากอาการปวดท้องน้อยแล้ว โรคต่าง ๆ ข้างต้นนี้ยังมีลักษณะอาการอื่น ๆ ที่บ่งชี้ถึงการเกิดโรคที่คล้ายคลึงกันอย่างมาก ซึ่งมีข้อแนะนำว่า สำหรับผู้หญิงคนใดที่มีอาการผิดปกติอยู่ในกลุ่มอาการดังต่อไปนี้ สมควรจะรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการตรวจรักษาโดยเร็วที่สุด

          1. มีอาการปวดหน่วง ๆ ที่ท้องน้อย หรือปวดหลังส่วนล่างแบบเรื้อรัง

          2. มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน

          3. ช่วงเวลาที่ผ่านมา มีอาการปวดประจำเดือนมากกว่าปกติ หรือปวดรุนแรงขึ้นทุกเดือน

          4. ช่วงเวลาที่ผ่านมา มีประจำเดือนออกมาก หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดกะปริดกะปรอยนานเกิน 1 สัปดาห์

          5. มีอาการปวดขณะมีเพศสัมพันธ์

          6. มีปัญหาด้านระบบขับถ่าย เช่น ท้องผูก ปัสสาวะไม่คล่อง

          7. คลำพบก้อนที่ท้องน้อย หรือท้องโตคล้ายคนท้อง

          ทั้งนี้ การใส่ใจสุขภาพส่วนตัวของเราเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม แม้แต่สัญญาณเล็ก ๆ ที่คุณผู้หญิงหลายคนอาจมองข้ามไปเพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจนเคยชิน ก็อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงอาการเจ็บป่วยที่สำคัญได้เช่นกัน ซึ่งหากเราทราบเท่าทันอาการที่เกิดขึ้นและรับการรักษาที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที ก็จะเป็นผลดีต่อเราอย่างมหาศาลทั้งยังทำให้อาการปวดท้องน้อยที่รบกวนจิตใจอยู่นี้หายไปได้ด้วยเช่นเดียวกันค่ะ.


 

ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก :

Source

          รูปหน้าวีเชฟคงเป็นความฝันของสาว ๆ หลายคน แต่ก็ต้องหนักใจเพราะเจ้าไขมันย้วย ๆ ที่กองอยู่ใต้คางจนกลายเป็นเหนียงหรือคางสองชั้นนี่แหละ เลยต้องไปพึ่งมีดหมอกำจัดเหนียงทิ้ง นอกจากจะเสียเงินแล้วยังเจ็บตัวอีกต่างหาก ดังนั้นถ้าไม่อยากให้เหนียงย้วย ๆ ใต้คางมาทำร้ายเราละก็ นี่คือ 8 ท่าออกกำลังกายลดเหนียงง่าย ๆ ที่ทำได้ทุกวัน ทำแล้วรูปหน้าเป๊ะ ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่เจ็บกระเป๋าเงิน

ท่าชิน ลิฟต์


1. ท่าชิน ลิฟต์ (Chin Lifts)


          เริ่มต้นกันด้วยท่าออกกำลังกายลดเหนียงที่ง่ายสุด ๆ ถ้าอยากจะลดไขมันที่จัดเต็มจนกลายเป็นคางสองชั้น แนะนำให้เริ่มจากนี้กันเลยค่ะ

วิธีฝึก

          1. นั่งหลังตรง สายตามองตรงไปข้างหน้า
          2. เชิดคางขึ้น จนรู้สึกตึงที่บริเวณคอ
          3. ค้างท่าไว้ 20-30 วินาที แล้วคลายท่า

ท่าฟิช เฟซ


2. ท่าฟิช เฟซ (Fish Face)

          บางครั้งคางสองชั้นที่เรามีโดยไม่ได้ตั้งใจก็มาจากความหย่อนคล้อยของกล้าม เนื้อบริเวณแก้มได้เหมือนกัน ฉะนั้นมาฝึกบริหารกล้ามเนื้อเพื่อฟิตกระชับแก้มและคางกันด้วยท่านี้เลยค่ะ

วิธีฝึก

          1. นั่งหลังตรง เงยหน้าจนสุดจนคอรู้สึกตึง
          2. ทำปากจู๋แล้วค้างท่าไว้สักครู่ แล้วคลายท่า
          3. ทำซ้ำ 2 เซต เซตละ 20 ครั้ง

ท่าเฟค ชิลวิ่ง กัม


3. ท่าเฟค ชิลวิ่ง กัม (Fake Gum Chewing)


          ท่านี้ก็คือก็คือการเคี้ยวหมากฝรั่งแบบหลอก ๆ นั่นเอง โดยท่านี้จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อบริเวณกราม ช่วยสลายไขมันสะสมที่อยู่บริเวณใต้คางออกไปได้

วิธีฝึก

          1 นั่งหลังตรง เงยหน้าจนสุด โดยให้คางชี้ไปด้านหน้า ไม่อ้าปาก
          2. ออกแรงเคี้ยวฟันโดยห้ามเปิดปากออก
          3. ทำซ้ำ 20 ครั้ง

ท่าคิส เดอะ เซลลิ่ง


4. ท่าคิส เดอะ เซลลิ่ง (Kiss The Ceiling)

วิธีฝึก

          1. นั่งหลังตรง เงยหน้าขึ้นมองเพดานให้มากที่สุดจนรู้สึกตึงที่คอ
          2. ทำปากจู๋เหมือนในลักษณะจูบ แล้วค้างท่าไว้ประมาณ 5 วินาที แล้วคลายท่า
          3.ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง ทั้งหมด 3 เซต

ท่ายืดกล้ามเนื้อคอด้านข้าง


5. ท่ายืดกล้ามเนื้อคอด้านข้าง (Side Neck Stretch)

          ท่ายืดกล้ามเนื้อคอด้านข้างก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดเหนียงได้ แถมยังช่วยคลายความปวดเมื่อยจากการจ้องหน้าคอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เป็น เวลานาน ๆ ได้ดี

วิธีฝึก

          1. เริ่มต้นการนั่งหลังตรง มองตรงไปข้างหน้า
          2. เอนศีรษะไปด้านขวาให้มากที่สุด หากทำไม่ได้ สามารถใช้มือซ้ายเอื้อมไปจับบริเวณหูขวาและกดศีรษะลงจนรู้สึกตึงที่บริเวณคอ ด้านข้าง
          3. ค้างท่าไว้ประมาณ 20-30 วินาที แล้วคลายท่า เปลี่ยนข้าง

 

 

ท่าตีคาง


6. ท่าตีคาง (Slap your Chin)

          นอกจากท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อบริเวณคอและใต้คางจะสามารถช่วยลดเหนียงได้แล้ว ขอบอกว่าอยากให้ลองท่านี้ เพราะท่านี้จะช่วยสลายไขมันบริเวณใต้คางได้ดีเลยล่ะ

วิธีฝึก

          1. นั่งหลังตรง หันหน้ามองตรง แล้วค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นจนรู้สึกตึงบริเวณคอ
          2. ใช้หลังมือตรงบริเวณนิ้วมือค่อย ๆ ตีที่ใต้คางเบา ๆ ช้า ๆ แล้วค่อย ๆ เพิ่มความเร็วขึ้น
          3. ทำติดต่อกัน 20-30 วินาที แล้วคลายท่า จากนั้นค่อยเริ่มใหม่อีกครั้ง

ท่าหมุนคอ


7. ท่าหมุนคอ (Rollin Neck)


          เป็นการออกกำลังกายง่าย ๆ ที่ได้ผลดีทั้งในด้านการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ แถมยังช่วยสลายไขมันบริเวณคอและใต้คางที่เป็นสาเหตุของคางสองชั้นได้ด้วย แค่เพียงหมุนคอเท่านั้น !

วิธีฝึก

          1. นั่งหลังตรง หน้ามองตรง
          2. หมุนคอไปทางขวาในลักษณะวงกลม 5 รอบ แล้วกลับสู่จุดเริ่มต้น
          3. เริ่มต้นใหม่โดยหมุนคอที่ด้านซ้ายอีก 5 รอบ จากนั้นคลายท่า

ท่าบริหารขากรรไกร


8. ท่าบริหารขากรรไกร (Jaw Extension)

          ปิดท้ายกันด้วยท่าบริหารขากรรไกรที่ทำแล้วนอกจากจะคลายความเมื่อยล้า ก็ยังช่วยสลายเหนียงสุดน่าเกลียดได้อีกด้วยล่ะ แต่ต้องขอเตือนตรงนี้ว่า ถ้าใครที่มีปัญหาเรื่องกระดูกขากรรไกรก็ควรเลี่ยงเพราะทำแล้วอาจทำให้กราม ค้างหรือขากรรไกรหลุดได้ค่ะ

วิธีฝึก

          1. นั่งหลังตรง เงยหน้าให้ได้มากที่สุดจนรู้สึกตึงบริเวณคอ
          2. อ้าปากและปิดปากสลับกันคล้าย ๆ ลักษณะเคี้ยวอาหาร โดยไม่ปิดปาก ให้ฟันล่างแตะกับริมฝีปาก
          3.  ทำซ้ำ 20-30 วินาที แล้วคลายท่า

          เห็นท่าง่าย ๆ แบบนี้แล้วก็น่าจะทำให้หลาย ๆ คนรู้สึกอยากจะหันมาออกกำลังกายแทนการใช้วิธีการแพทย์ในการลดเหนียงกันแล้ว ใช่ไหมล่ะคะ ถ้าอย่างนั้นก็อย่ารอช้าเลยดีกว่า มาเริ่มฟิตกันตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อใบหน้าวีเชฟของเราค่ะ.


 

 

ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก :

Source

        เปิดพระฉายาลักษณ์ พระโอรสในสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฏาน ในอิริยาบถสุดเริงร่า จัดทำเป็นปฏิทินให้สะสมกัน

         วันที่ 1 กันยายน 2559 เว็บไซต์ usmagazine.com รายงานว่า เพจ Yellow Bhutan อันเป็นหน่วยงานด้านวัฒนธรรมของภูฏาน ได้เผยแพร่พระฉายาลักษณ์ของพระโอรสในสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฏาน และสมเด็จพระราชินีเจตซัน เปมา พระราชมารดา โดยจัดทำเป็นปฏิทินประจำเดือนกันยายน เปิดให้ประชาชนได้ดาวน์โหลดกัน

         จากภาพซึ่งสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ทรงบันทึกภาพด้วยพระองค์เอง เผยให้เห็นพระโอรสที่ชาวภูฏานเรียกว่า "กยัลซี" (Gyalsey) อันหมายถึงเจ้าชาย อยู่ในอิริยาบถหลากหลาย สรวลหยอกล้อกับกล้อง เกิดเป็นความน่ารักที่ได้รับความชื่นชมเป็นอย่างมาก

 

กษัตริย์จิกมี นำพระโอรส เสด็จเยือนบ้านเกิดพระชายาเป็นครั้งแรก

กษัตริย์จิกมี นำพระโอรส เสด็จเยือนบ้านเกิดพระชายาเป็นครั้งแรก

Download ปฏิทินภาพพระโอรสในสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีเดือนกันยายนได้ที่ลิ๊งค์นี้เลยค่ะ : http://yellow.bt/desktop-calendars-for-september-2016/


ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

 

รอยจูบที่คอ ที่เป็นรอยแดงๆ จ้ำๆ วัยรุ่นฝรั่งเรียกว่า Love Bites ศัพท์อย่างเป็นทางการหน่อยจะเรียกว่า Hickeys วัยรุ่นบ้านเราน่าจะเรียกแบบบ้านๆ ว่า รอยจูบ รอยดูดที่คอกันไป วิธีทำให้เกิดรอยแดงๆ ช้ำๆ แบบนี้ ก็แค่จูบที่คอ แล้วออกแรงดูดจนกว่าจะเกิดเป็นรอยจ้ำเลือดขึ้นมานี่แหละ คู่รักบางคู่ทำรอยเอาไว้ที่ต้นคอของอีกฝ่าย เหมือนเป็นสัญลักษณ์ว่า “คนนี้เป็นของฉันคนเดียว” หรือเป็นร่องรอยที่ทำให้ต่างคนต่างคิดถึงค่ำคืนที่หวานหอมนั่นเอง

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล ใครจะมี หรือไม่มี ใครจะทำ หรือไม่ทำ ไม่มีใครห้าม แต่สาเหตุที่ยกมาพูดถึงในวันนี้ เป็นเพราะมีข่าวออกมาว่า คนที่โดนดูดต้นคอ เป็นอันตรายจนถึงชีวิตเนี่ยสิ

 

 

 

 

 

 

 

รอยจูบที่คอ เป็นอันตรายถึงชีวิต

 

การทำรอยจูบ รอยช้ำที่คอ อาจทำให้เลือดคั่งเฉพาะจุด จนอาจอุดตันการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เส้นเลือดในสมองตีบ หรือตัน เมื่อเลือดไม่ไปเลี้ยงสมอง หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย จึงเกิดอันตรายต่ออวัยวะนั้นๆ ซึ่งต้นคอเป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดที่ไหลเวียนโลหิตไปสู่อวัยวะสำคัญมากมาย เช่น สมอง หัวใจ แขน

 

จากข่าวที่มีวัยรุ่นเพศชาย เกิดอาการเส้นเลือดในสมองตีบตันเฉียบพลัน จนทำให้เสียชีวิต และหญิงวัยกลางคนที่แขนชา เป็นอัมพาต ทั้งคู่มีสาเหตุจากการทำรอยจูบที่ต้นคอทั้งสิ้น

 

นอกจากนี้รอยช้ำเลือดที่ว่า ไม่สามารถทำให้หายไปได้ในเร็ววัน ต้องใช้เวลา 2-3 อาทิตย์จนกว่าจะหายไปจนหมด ขึ้นอยู่กับความแรงในการดูด สียิ่งเข้ม ยิ่งหายช้า แถมบางครั้งยังอาจเป็นรอยช้ำเหมือนแผลไปนานกว่านั้น จนเหมือนเป็นแผลเป็นได้ แต่หากอยากลดรอยแดงให้จางลงไปให้ได้มากที่สุด ลองใช้น้ำแข็งหมุนวนบนรอยแดงนั้นเรื่อยๆ อาจช่วยลดความเข้มของรอยแดงลงได้บ้าง

 

แต่ถึงแม้ว่าการทำรอยจูบที่ต้นคอแบบนี้จะมีอัตราเสี่ยงในการเกิดความผิด ปกติของอวัยวะในร่างกายค่อนข้างน้อย แต่คุณคงไม่อยากเป็นส่วนน้อยที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น เพราะฉะนั้นหากหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยงค่ะ เรายังมีวิธีแสดงความรักที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และสุขภาพอีกมากมาย จริงไหมคะ ?


 

ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก :

Source

“มะเร็ง” แค่ชื่อก็ไม่อยากได้ยินแล้ว ทุกคนคงรู้ว่ามันร้ายแรงขนาดไหน น้อยคนที่จะมีชีวิตรอดหากตรวจพบ บางคนอาจตรวจเจอตอนเริ่มเป็นระยะแรกก็มีสิทธิ์ที่จะหายได้ แต่ยังไงเสียมันก็ทำลายสุขภาพจิตของเราไปไม่ใช่น้อยเลยรวบรวม 8 วิธีป้องกันโรคมะเร็งมาให้อ่านกันค่ะ

 

1. เพิ่มโรสแมรี่และใบโหระพาในการหมักเนื้อสัตว์

หมักเนื้อเพื่อทำอาหารเมื่อไร ลองใส่โรสแมรี่และใบโหระพาลงไปด้วยสิ อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนปรุง เพราะในโรสแมรี่ และใบโหระพาเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระมากถึง 87% ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้

 

2. ดื่มน้ำเยอะๆ

การดื่มน้ำมากๆ ช่วยลดการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะได้ เพราะการรับน้ำในปริมาณที่เพียงพอจะทำให้สารก่อมะเร็งในปัสสาวะเจือจางลงและ ขับออกทางปัสสาวะ

 

3. รับประทานผักผลไม้สีเขียว

การทานผักผลไม้สีเขียวเข้มช่วยลดการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในผู้หญิงได้ เพราะในคลอโรฟิลล์จะมีแมกนีเซียมอยู่มาก ซึ่งแมกนีเซียมจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติในการแบ่งเซลล์ จนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง

 

4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันโรคอะไร ยังไงเสียการออกกำลังกายก็ช่วยได้เสมอ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น ช่วยรักษาสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย ถ้าฮอร์โมนผิดปกติ ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นออกกำลังกายวันละ 30-45 นาที นอกจากจะช่วยป้องกันโรคแล้ว ยังทำให้ผ่อนคลายและสุขภาพดีอีกด้วย

 

5. รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม

ควรรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะทางสมาคมมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกาพบว่า 20% ของผู้ชายและ 14 % ของผู้หญิงเสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั้งหมด เนื่องจากมีน้ำหนักเกินหรืออ้วนนั่นเอง ดังนั้นอย่าตามใจปากมากนักละ จะได้ห่างไกลโรคร้ายนี้

 

6. อย่าละเลยอาการเจ็บปวดต่างๆ

ถ้ารู้สึกมีอาการปวดบริเวณไหนมากๆ หรือบ่อยครั้ง ควรพบแพทย์โดยเร็ว อย่าปล่อยไว้ เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนโรคร้ายจากร่างกายได้ สำหรับผู้หญิงหากมีอาการปวดบริเวณช่องท้องมาก และเป็นบ่อยครั้ง มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งรังไข่ได้

 

7. ลดการรับประทานอาหารเค็ม

ในที่นี้จะพูดถึงการทานเกลือ เกลือสามารถทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารของเราได้ หากได้รับเกิน  2400 มิลลิกรัมต่อวัน มีความเสี่ยงทำให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้ ดังนั้นควรทานให้พอเหมาะ คนทานอาหารติดเค็มควรเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเร็ว

 

8. รับประทานแคลเซียมให้มากขึ้น

นอกจากแคลเซียมจะช่วยให้กระดูกแข็งแรงแล้ว มีงานวิจัยพบว่ากลุ่มที่ทานแคลเซียมติดต่อกันเป็นเวลา 4 ปี อัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดลง 36% อาหารที่มีแคลเซียมและหาซื้อได้ง่ายมีมากมาย เช่น นม และโยเกิร์ต นั่นเอง

 

วิธีดังกล่าวนี้เราสามารถทำมันได้เอง เพราะมันอยู่ในชีวิตประจำวันของเราอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารและการดูแลตัวเอง ถ้าทำได้รับรองว่าชีวิตนี้ห่างไกลจากโรคมะเร็งแน่นอนค่ะ.


 

ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก :

Source