Are you looking for the best website template for your web project? Look no further as you are already in the right place! WebSite BIGtheme.NET In our website templates section you will find tons of beautiful designs - for any kind of business and of any style. You are in a unique place - join us today
สุขภาพ

สุขภาพ (76)

Praesent vel felis leo. Vivamus commodo, nibh at dapibus pretium, metus lorem sollicitudin tortor.

          ถ้าหลากหลายวิธีลด น้ำหนักไม่ได้ช่วยให้ตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนักของคุณลดลงแม้แต่นิดเดียว สงสัยต้องหา "น้ำ" มาเป็นตัวช่วยอีกแรงซะแล้ว เพราะผลการศึกษาใหม่ ๆ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "น้ำ" นี่แหละคือตัวช่วยชั้นยอดของการลดน้ำหนัก แต่มันจะช่วยได้อย่างไรนั้นต้องมาอ่านข้อมูลกันค่ะ

1. น้ำช่วยยับยั้งความอยากอาหาร

          ผลการศึกษาบอกว่า คนที่ดื่มน้ำมาก ๆ จะรู้สึกหิวน้อยกว่าคนที่ดื่มน้ำน้อย เพราะฉะนั้น "น้ำ" นี่แหละคือตัวช่วยควบคุมความอยากอาหารได้อย่างดี

ดื่มน้ำ


2. น้ำช่วยลดคอเลสเตอรอล

          คอเลสเตอรอลตัวร้ายก็ถูกปราบได้ด้วยน้ำเช่นกัน ถ้าคุณดื่มน้ำมาก ๆ น้ำจะไปช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายคุณได้ แถมยังจะช่วยให้คุณผอมเร็วกว่าเดิมด้วย

3. น้ำช่วยให้กล้ามเนื้อฟิตเฟิร์ม

          ถ้าร่างกายของคุณขาดน้ำ อย่างไรเสียกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของคุณคงจะไม่มีทางฟิต แอนด์ เฟิร์มได้แน่ ๆ ไม่ว่าคุณจะโหมออกกำลังกายขนาดไหน แต่ถ้าคุณดื่มน้ำมาก ๆ พร้อมกับการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อแล้วละก็ คุณจะเห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างอย่างรวดเร็วเลยล่ะ


ดื่มน้ำ


4. น้ำช่วยเสริมการทำงานของระบบย่อยอาหาร

          ระบบย่อยอาหารในร่างกายก็ต้องการ "น้ำ" เพื่อทำงานย่อยอาหารให้คุณในทุก ๆ วันเหมือนกันนะ ลองสังเกตดูสิคะว่า ถ้าวันไหนคุณไม่ค่อยได้ดื่มน้ำ แล้วทานอาหารจำพวกไขมัน เนื้อสัตว์เข้าไปเยอะ ๆ คุณจะรู้สึกท้องอืด หรืออึดอัดเหมือนกับว่าร่างกายเต็มไปด้วยแก๊ส แถมยังรู้สึกเหนื่อยเอามาก ๆ เพราะระบบย่อยอาหารทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพนั่นเอง

5. ตับก็ต้องการน้ำนะ

          รู้อยู่แล้วใช่ไหมว่า "ตับ" มีหน้าที่เผาผลาญไขมัน ซึ่งถือเป็นกระบวนการที่สำคัญมาก ๆ สำหรับช่วงเวลาที่ต้องการลดน้ำหนัก และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ตับก็ต้องการ "น้ำ" เพื่อช่วยให้กระบวนการกำจัดไขมันประสบความสำเร็จด้วย แล้วถ้าคุณดื่มน้ำไม่เพียงพอที่ตับต้องการล่ะ ? แน่นอน ไขมันก็ยังคงตกค้างอยู่ในร่างกายของคุณ แล้วจะลดน้ำหนักได้อย่างไรล่ะเนอะ

6. น้ำบอกให้รู้ได้นะว่า "หิว" จริง ๆ หรือเปล่า

          บางทีเรารู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังหิว (ทั้งที่ไม่ใช่เวลาอาหาร) ก็เลยซัดอาหารเข้าไปเต็มที่ แต่ขอบอกตรงนี้เลยค่ะว่า ถ้าคุณรู้สึกหิวขึ้นมาเมื่อไร ให้ลองดื่มน้ำดูก่อนสักแก้วสองแก้ว เพราะบางทีคุณอาจจะไม่ได้หิวแบบจริง ๆ จัง ๆ ก็ได้ แค่กระหายน้ำมาก ๆ เท่านั้นเอง

ดื่มน้ำ



7. น้ำช่วยทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้น ดูเปล่งปลั่ง

          อยากมีผิวพรรณที่เปล่งปลั่ง ไม่แก่ก่อนวัย สาว ๆ ต้องดื่มน้ำให้ได้มาก ๆ สักวันละ 2 ลิตรเลยค่ะ โดยเฉพาะคนที่กำลังลดน้ำหนัก รู้ไหมว่าการลดน้ำหนักจะทำให้ผิวพรรณของคุณเปลี่ยนแปลงไปด้วย ดังนั้น ยิ่งต้องดื่มน้ำไม่ให้ขาด เพื่อให้ผิวไม่ขาดน้ำ ดูชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา

8. น้ำช่วยล้างพิษให้ร่างกาย

          ไม่มีอะไรดีไปกว่าการดื่มน้ำอีกแล้วล่ะ เพราะน้ำเปรียบเสมือน "Cleaner" ที่ช่วยล้างพิษ และทำความสะอาดให้ร่างกายของคุณ ผู้เชี่ยวชาญก็เลยแนะนำให้สาว ๆ ที่ไม่ค่อยได้ออกแรงดื่มน้ำวันละประมาณ 2 ลิตร หรือประมาณ 8-9 แก้ว จะได้ช่วยขจัดสิ่งตกค้างในร่างกาย แถมยังจะช่วยลดน้ำหนักให้คุณได้ด้วยล่ะ

          เห็นไหมคะ แค่ดื่มน้ำเท่านั้นเอง คุณก็มีสุขภาพดีแล้ว แถมยังได้น้ำหนักที่ลดลงเป็นของแถมด้วย.


 

ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก :

Source

 

          อาการปวดท้องน้อยนั้นเป็นสิ่งที่ผู้หญิงเกือบทุกคนต่างเคยประสบมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงระยะก่อนมีประจำเดือนซึ่งฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายขาดสมดุล หรือในช่วงเวลาที่เริ่มตั้งครรภ์ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีผู้หญิงอีกหลายคนที่มีอาการปวดท้องน้อย ทั้ง ๆ ที่ประจำเดือนยังไม่มา ทั้งยังไม่ได้ตั้งครรภ์อีกด้วย ทำให้คนเหล่านั้นเกิดความวิตกกังวลกับความผิดปกติของร่างกาย และสงสัยว่าอาการ "ปวดท้องน้อย ประจำเดือนไม่มา" นั้น เป็นลางบอกโรคอะไรหรือไม่

ปวดท้องน้อย ประจําเดือนไม่มา


          สำหรับอาการปวดท้องน้อย โดยที่ประจำเดือนไม่มานั้น แท้จริงแล้วสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุที่ไม่น่าวิตกเช่น การมีรอบเดือนที่ล่าช้า อันเนื่องมาจากความเครียด จนทำให้เกิดความดันภายในร่างกาย และส่งผลให้มีอาการปวดที่บริเวณท้องน้อย หรืออาจเป็นส่วนหนึ่งของอาการก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual Syndrome) หรือ PMS ตามปกติ ที่มาเกิดขึ้นภายหลังจากที่ร่างกายมีรอบเดือนล่าช้า ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปเองภายหลังจากที่ประจำเดือนมาได้ราว 1-2 วัน และอาการปวดท้องน้อยเช่นนี้ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 38 ปีขึ้นไป ก็อาจเป็นสัญญาณถึงการหมดประจำเดือน และเข้าสู่ช่วงวัยทองได้เช่นกัน 

          แต่ถึงอย่างนั้น การปวดท้องน้อย แต่ประจำเดือนไม่มา ก็อาจเป็นอาการที่บ่งชี้ถึงโรคที่มีความรุนแรง และจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุดเช่นกัน ดังนี้


ปวดท้องน้อย ประจําเดือนไม่มา


1. เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)


          คือภาวะที่มีการเจริญเติบโตของเยื่อบุโพรงมดลูกเกิดขึ้นภายนอกมดลูก ซึ่งพบได้ 3-18% ของผู้หญิงทั่วไป โดยอาจจะมีการเจริญผิดที่ในเนื้อมดลูก (Adenomyosis) ที่เยื่อบุโพรงมดลูกจะแทรกเข้าไปอยู่ในกล้ามเนื้อมดลูก และการเจริญผิดที่นอกมดลูก (Endometriosis) ซึ่งมักจะเกิดขึ้นที่รังไข่ ท่อมดลูก เส้นเอ็นของมดลูก เป็นต้น

          สำหรับการเกิดโรคนั้น แม้ว่าจะยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนได้ แต่เชื่อกันว่าเกิดจากตอนที่มีประจำเดือน เยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดออกมาพร้อมกับเลือดได้ไหลย้อนกลับไปทางท่อนำไข่ แล้วไปเกาะตามอวัยวะต่าง ๆ เช่น รังไข่ หรือลำไส้ ซึ่งปกติหากมีเนื้อเยื่อของร่างกายอยู่ผิดที่ ก็มักจะถูกเม็ดเลือดขาวและภูมิต้านทานของร่างกายทำลายทิ้งไป แต่ในกลุ่มผู้ที่เป็นโรคนี้มีการตรวจพบว่ามีภูมิต้านทานเซลล์เหล่านี้น้อยกว่าคนปกติ ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดไป มีการเจริญขึ้นที่อื่นนอกเหนือจากในโพรงมดลูก

          และเมื่อเยื่อบุมดลูกไปเจริญยังที่อื่นนอกมดลูกในตอนที่มีประจำเดือน เยื่อบุที่เจริญขึ้นผิดที่เหล่านี้ก็จะหลุดลอกออกมาด้วย ทำให้บริเวณนั้นเกิดบาดแผลและการอักเสบ ซึ่งจะก่อให้เกิดพังผืดจนเกิดการสะสมของเลือดที่ออก ทำให้เกิดถุงน้ำ และกรณีที่เยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญที่รังไข่ จะทำให้มีการสะสมของเลือดในรังไข่ กลายเป็นถุงน้ำที่มีเลือดเก่าที่คั่งค้างจนมีลักษณะเป็นสีคล้ำ หรือช็อกโกแลตซีส (Chocolate Cyst) นั่นเอง

          สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบนี้ บางรายอาจไม่มีอาการใด ๆ ขณะบางรายอาจจะมีอาการปวดท้องน้อย ปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง ปวดท้องน้อยตลอดช่วงที่มีรอบเดือน รู้สึกปวดเวลาที่ถ่ายปัสสาวะ-อุจจาระ ปวดเวลาที่มีเพศสัมพันธ์ และบางรายอาจถึงขั้นขับถ่ายเป็นเลือดได้ ซึ่งหากมีอาการผิดปกติข้างต้น ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางสาขาสูติศาสตร์และนรีเวชเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโดยทันที

2. มะเร็งรังไข่ (Ovarian Cancer)


          โรคมะเร็งรังไข่ เป็น 1 ใน 10 โรคมะเร็งที่พบได้บ่อยมากที่สุด แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มเกิดจากเซลล์ตัวอ่อน หรือ เจิมเซลล์ (Germ cell) ซึ่งมักพบในเด็กและในหญิงอายุน้อย และกลุ่มเกิดจากเซลล์เนื้อเยื่อบุผิว (Epithelium) ซึ่งเป็นมะเร็งชนิดพบได้ในผู้ใหญ่ และพบมากในผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป โดยทั่วไปแล้วหากมีการพูดถึงโรคมะเร็งรังไข่มักจะหมายถึงชนิดหลัง

          อย่าง ไรก็ตาม ในทุกวันนี้ยังไม่สามารถระบุถึงสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคมะเร็งรังไข่ ได้ แต่มีการพบสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งรังไข่ได้ คือ สภาพแวดล้อม ซึ่งมีการพบว่าประเทศอุตสาหกรรมมักจะมีผู้ป่วยเป็นมะเร็งรังไข่มากกว่า ประเทศเกษตรกรรม รวมทั้งผู้ที่เคยมีประวัติเคยเป็นมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งระบบทางเดินอาหารก็จะมีความเสี่ยงมากกว่าปกติ นอกจากนี้ ในกลุ่มผู้ที่เป็นโรคอ้วน ผู้ที่ใช้ยากระตุ้นตกไข่ และผู้ที่ใช้ยาฮอร์โมนเพศชดเชยในช่วงวัยทอง ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งรังไข่เช่นกัน

          สำหรับอาการของผู้ป่วยโรคมะเร็งรังไข่นั้นมักจะไม่มีอาการของโรคในระยะแรก ๆ แต่มีอาการคล้ายผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารทั่วไป เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง เรอ หรือมีอาการปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ และอาจท้องผูก เนื่องจากก้อนมะเร็งกดเบียดทับลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ และลำไส้ใหญ่ ดังนั้นผู้ป่วยจึงมักมาพบแพทย์ด้วยโรคนี้ในระยะลุกลามเสมอ เมื่อมีอาการปวดท้องน้อยและคลำเจอก้อนเนื้อในท้องน้อย มีประจำเดือนผิดปกติ หรือมีน้ำในช่องท้อง


เนื้องอกมดลูก


3. เนื้องอกมดลูก (Uterine Fibroids)

          เป็นเนื้องอกชนิดธรรมดา ไม่ใช่เนื้อร้าย ซึ่งพบได้ราว 25% ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป และมักพบในผู้หญิงอายุระหว่าง 35-45 ปี แต่อาจพบในหญิงสาวก็ได้ โดยเนื้องอกในมดลูกนี้เกิดจากการแบ่งตัวของเซลล์กล้ามเนื้อมดลูก ซึ่งอาจเป็นสาเหตุสำคัญของอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดในสุภาพสตรี และยังเป็นสาเหตุของอาการปวดท้องน้อย ปัสสาวะบ่อยหรือท้องผูกจากการกดของก้อนเนื้องอกด้วย

          อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่นอนของโรคได้ แต่มีข้อสันนิษฐานว่าอาจะเกิดจากพันธุกรรม หรือฮอร์โมนเพศในร่างกายที่ส่งเสริมให้เกิดการเจริญเติบโตของเนื้องอกมดลูก นอกจากนี้ เนื้องอกมดลูกยังมักจะพบบ่อยในกลุ่มผู้ที่ไม่เคยมีบุตร ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก และในผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นเนื้องอกมดลูก

          และสำหรับผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกมดลูกนั้น มักจะไม่มีอาการใด ๆ หากเนื้องอกนั้นมีขนาดเล็ก แต่หากเนื้องอกมีขนาดใหญ่ มักจะมีเลือดออกมากแบบกะปริดกะปรอย และมักจะมีอาการปวดประจำเดือนร่วมด้วย หรือปวดหน่วง ๆ ที่ท้องน้อย บางคนอาจมีอาการปัสสาวะบ่อย หรือมีความรู้สึกเจ็บขณะร่วมเพศ รวมทั้งอาจคลำเจอก้อนได้ที่บริเวณท้องน้อยได้

4. อุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease : PID)

          เป็นการอักเสบเฉียบพลันหรือเรื้อรังของอวัยวะสืบพันธุ์ส่วนบน ได้แก่ มดลูก ท่อนำไข่ รังไข่ และเยื่อบุช่องท้องบริเวณอุ้งเชิงกราน โรคอุ้งเชิงกรานอักเสบถือว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และการติดเชื้ออาจกระจายเข้าสู่ช่องท้องอาจทำให้เกิดเยื่อบุช่องท้องอักเสบ บริเวณกว้างเป็นภาวะแทรกซ้อนได้ มักพบในสตรีวัยเจริญพันธุ์

          โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบก็คือ ผู้ที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยครั้ง ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ขณะอายุยังน้อยซึ่งมีภูมิป้องกันตัวเองต่ำ ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ขณะมีประจำเดือน หรือในช่วงหลังคลอดได้ไม่นาน ทำให้มดลูกยังไม่มีกลไกในการป้องกันการติดเชื้อได้ดี ผู้ที่ใช้การคุมกำเนิดแบบห่วงอนามัย และผู้ที่สวนล้างช่องคลอดเป็นประจำ ซึ่งจะทำให้เสียสมดุลของเชื้อโรคตัวที่ควรจะมีในช่องคลอด

          สำหรับผู้ที่เป็นโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบมักจะมีอาการไข้เกิน 38 องศา ปวดท้องน้อย โดยจะปวดหน่วงตลอดเวลา ร่วมกับปวดเกร็งเป็นระยะ และจะรู้สึกปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหว หรือขณะมีเพศสัมพันธ์ ตกขาวมีกลิ่น และหากมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย แสดงว่าโรคได้ลามไปถึงเยื่อบุช่องท้องแล้ว ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้จะเป็นอันตราย ควรเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยทันที


ปวดท้องน้อย ประจําเดือนไม่มา


5. ปากมดลูกตีบ (Cervical Stenosis)

          โรคปากมดลูกตีบ เป็นความผิดปกติในระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง ซึ่งมีสภาพของทางผ่านของปากมดลูกแคบหรือปิด ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ป่วยโรคนี้ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ และอาจทำให้มีเลือดประจำเดือนไหลย้อนกลับ รวมทั้งในผู้ป่วยโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบก็อาจส่งผลให้มีน้ำหนองสะสมอยู่ในโพรงมดลูก เพราะไม่สามารถไหลออกมาได้

          สำหรับสาเหตุของโรคปากมดลูกตีบนั้นประกอบด้วยหลายปัจจัยด้วยกัน โดยผู้ป่วยบางคนอาจจะมีอาการปากมดลูกตีบโดยกำเนิด ขณะที่กลุ่มผู้ที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน ผู้ที่เคยเข้ารับการผ่าตัดมะเร็งปากมดลูกหรือการรักษาด้วยการฉายรังสี ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคปากมดลูกตีบเช่นกัน

          ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่เป็นโรคปากมดลูกตีบ อาจมีอาการปวดประจำเดือนหรือมีประจำเดือนมาไม่ปกติ รวมทั้งอาจมีอาการปวดท้องน้อย หากมีการสะสมของเลือดหรือหนองภายในมดลูกตลอดเวลา และอาจสามารถคลำเจอก้อนในท้องน้อยด้วยเช่นกัน ขณะที่ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนแล้วอาจไม่มีอาการใด ๆ ของโรคเลยก็เป็นได้ โดยสำหรับผู้ที่ประสบกับโรคปากมดลูกตีบนั้น สมควรที่จะเข้ารับคำปรึกษาและการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

6. ถุงน้ำในรังไข่ หรือ ซีสต์ที่รังไข่ (Ovarian Cysts)

          ซีสต์ที่รังไข่ เป็นถุงน้ำที่พัฒนาขึ้นภายในรังไข่ โดยชนิดที่พบมากที่สุดก็คือ Functional Ovarian Cyst ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของกระบวนการสร้างไข่ภายในรังไข่ มักพบในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ และสามารถหายได้เองภายใน 8 - 12 สัปดาห์ กับชนิด Ovarian Cystic Neoplasms ซึ่งเกิดจากการเจริญของเซลล์ที่ผิดไปจากปกติในลักษณะเดียวกับการเกิดเนื้องอกและมะเร็ง โดยหากพบในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์มักจะเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง แต่หากพบในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นเนื้องอกแบบร้ายแรงสูง

          สำหรับผู้ที่เกิดซีสต์ที่รังไข่ชนิด Ovarian Cystic Neoplasms นั้น ส่วนมากจะไม่มีอาการใด ๆ จนกระทั่งซีสต์นั้นแตกและมีเลือดออก หรือซีสต์มีขนาดใหญ่มากจนไปรบกวนอวัยวะหรือเนื้อเยื่อใกล้เคียง เช่น ไปเบียดกับท่อนำไข่ หรือไปรบกวนการไหลเวียนของเลือดมาที่รังไข่ ก็จะแสดงอาการออกมาให้เห็น เช่น เจ็บ ปวด ที่บริเวณท้องหรือท้องน้อย ทั้งก่อนหรือหลังมีประจำเดือนใหม่ ๆ หรือขณะมีเพศสัมพันธ์ และหากปวดมากก็อาจจะทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ ซึ่งหากก้อนซีสต์มีขนาดใหญ่มากกว่า 5-10 เซนติเมตร หรือมีอาการข้างเคียงรุนแรงก็จำต้องเข้ารับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด


ปวดท้องน้อย ประจําเดือนไม่มา


          อย่างไรก็ดี นอกจากอาการปวดท้องน้อยแล้ว โรคต่าง ๆ ข้างต้นนี้ยังมีลักษณะอาการอื่น ๆ ที่บ่งชี้ถึงการเกิดโรคที่คล้ายคลึงกันอย่างมาก ซึ่งมีข้อแนะนำว่า สำหรับผู้หญิงคนใดที่มีอาการผิดปกติอยู่ในกลุ่มอาการดังต่อไปนี้ สมควรจะรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการตรวจรักษาโดยเร็วที่สุด

          1. มีอาการปวดหน่วง ๆ ที่ท้องน้อย หรือปวดหลังส่วนล่างแบบเรื้อรัง

          2. มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน

          3. ช่วงเวลาที่ผ่านมา มีอาการปวดประจำเดือนมากกว่าปกติ หรือปวดรุนแรงขึ้นทุกเดือน

          4. ช่วงเวลาที่ผ่านมา มีประจำเดือนออกมาก หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดกะปริดกะปรอยนานเกิน 1 สัปดาห์

          5. มีอาการปวดขณะมีเพศสัมพันธ์

          6. มีปัญหาด้านระบบขับถ่าย เช่น ท้องผูก ปัสสาวะไม่คล่อง

          7. คลำพบก้อนที่ท้องน้อย หรือท้องโตคล้ายคนท้อง

          ทั้งนี้ การใส่ใจสุขภาพส่วนตัวของเราเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม แม้แต่สัญญาณเล็ก ๆ ที่คุณผู้หญิงหลายคนอาจมองข้ามไปเพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจนเคยชิน ก็อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงอาการเจ็บป่วยที่สำคัญได้เช่นกัน ซึ่งหากเราทราบเท่าทันอาการที่เกิดขึ้นและรับการรักษาที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที ก็จะเป็นผลดีต่อเราอย่างมหาศาลทั้งยังทำให้อาการปวดท้องน้อยที่รบกวนจิตใจอยู่นี้หายไปได้ด้วยเช่นเดียวกันค่ะ.


 

ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก :

Source

         วิธีแก้ปวดประจำเดือนของ สาว ๆ แค่นอนในท่าที่เขาบอกว่านี่แหละคือท่านอนที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์เมนส์อาการ ปวดประจำเดือนก็จะบรรเทาลงได้ ไม่ต้องพึ่งยาหรือถุงน้ำร้อนเลย
 
          สำหรับ สาว ๆ ที่ปวดประจำเดือนแต่ไม่อยากพึ่งยาแก้ปวดประจำเดือน และไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับถุงน้ำร้อน ลองมาใช้วิธีแก้ปวดประจำเดือนด้วย 3 ท่านอนที่เหมาะกับมนุษย์เมนส์อย่างเรา ๆ ดูบ้างดีกว่า

วิธีแก้ปวดประจำเดือน


1. นอนขดตัว


          การนอนขดตัวในท่าเดียวกับทารกในครรภ์จะช่วยแก้ปวดท้องประจำเดือนของคุณสาว ๆ ได้ ยืนยันได้จากผลการวิจัยของลิซ่า ลินด์ลีย์ และเจนนิเฟอร์ ไวเดอร์ สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแห่ง Eisenhower Women's Health ที่อธิบายไว้ว่า การนอนขดตัวจะช่วยลดการกดทับท้องน้อย ทำให้อาการปวดประจำเดือนของสาว ๆ ทุเลาลงได้ อีกทั้งท่านี้ยังช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบ ๆ หน้าท้อง ส่งผลให้อาการปวดเกร็งบรรเทาเบาบางตามไปด้วยค่ะ

วิธีแก้ปวดประจำเดือน

 

ภาพจาก saveandrelief.org


2. นอนหงาย หนุนหมอนใต้เข่า


          ท่า นอนหงายเป็นท่าที่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจะอยู่ในท่าทางที่สบายที่สุด กล้ามเนื้อหน้าท้องก็จะอยู่ในลักษณะผ่อนคลาย ส่งผลให้อาการปวดประจำเดือนของสาว ๆ บรรเทาลงไปได้ในระดับหนึ่ง และหากนำหมอนมาหนุนบริเวณใต้เข่าด้วย ก็จะช่วยเลี่ยงไม่ให้กระดูกสันหลังอยู่ในลักษณะโค้งมากเกินไป จนอาจส่งผลให้ยิ่งปวดท้องประจำเดือน­­­มากขึ้นกว่าเดิมได้ แต่หากนอนในท่านี้แล้วยังไม่หายปวดประจำเดือน คุณสาว ๆ สามารถเพิ่มหมอนรองใต้ขาได้อีกจนกว่าจะอยู่ในจุดที่รู้สึกสบายท้องมากขึ้น

วิธีแก้ปวดประจำเดือน

 
3. นอนตะแคง

          ข้อมูลจาก National Sleep Foundation ระบุว่า กลุ่มอาสาสมัครที่นอนตะแคง นอนหงาย และนอนหนุนหมอนใต้เข่าหลาย ๆ ใบ จะมีอาการปวดท้องประจำเดือนน้อยกว่ากลุ่มอาสาสมัครที่นอนคว่ำหน้า ดังนั้นท่านอนตะแคงไม่ว่าจะนอนตะแคงซ้ายหรือนอนตะแคงขวาก็น่าจะช่วยแก้ปวด ประจำเดือนของคุณสาว ๆ ได้เหมือนกัน

วิธีแก้ปวดประจำเดือน

 
          ทว่าหากใคร ลองนอนตะแคงแล้วยังปวดท้องประจำเดือนอยู่อีก แนะนำให้นอนตะแคงพร้อมกับงอเข่า 1 ข้าง หรือจะหาหมอนข้างที่มีความหนามากพอจะหนุนเข่าให้ยกสูงในระดับเดียวกับศีรษะ มากอดไว้ก็ได้ เพื่อให้แนวกระดูกสันหลังของร่างกายตั้งแต่คอมาถึงส่วนหลังอยู่ในแนวเดียว กัน ซึ่งจะช่วยลดทอนแรงกดทับบริเวณหน้าท้อง และช่วยป้องกันอาการปวดหลังไปในตัวด้วยนั่นเอง

          นอก จาก 3 ท่านอนแก้ปวดประจำเดือนแล้ว สาว ๆ ควรต้องรู้ไว้ด้วยนะคะว่าในช่วงวันนั้นของเดือนไม่ควรนอนคว่ำโดยเด็ดขาด เพราะท่านอนคว่ำเป็นท่าที่กดทับกล้ามเนื้อหน้าท้องแบบจัง ๆ ซึ่งอาจทวีอาการปวดท้องประจำเดือนของสาว ๆ ได้ค่ะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก :

Source

“มะเร็ง” แค่ชื่อก็ไม่อยากได้ยินแล้ว ทุกคนคงรู้ว่ามันร้ายแรงขนาดไหน น้อยคนที่จะมีชีวิตรอดหากตรวจพบ บางคนอาจตรวจเจอตอนเริ่มเป็นระยะแรกก็มีสิทธิ์ที่จะหายได้ แต่ยังไงเสียมันก็ทำลายสุขภาพจิตของเราไปไม่ใช่น้อยเลยรวบรวม 8 วิธีป้องกันโรคมะเร็งมาให้อ่านกันค่ะ

 

1. เพิ่มโรสแมรี่และใบโหระพาในการหมักเนื้อสัตว์

หมักเนื้อเพื่อทำอาหารเมื่อไร ลองใส่โรสแมรี่และใบโหระพาลงไปด้วยสิ อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนปรุง เพราะในโรสแมรี่ และใบโหระพาเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระมากถึง 87% ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้

 

2. ดื่มน้ำเยอะๆ

การดื่มน้ำมากๆ ช่วยลดการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะได้ เพราะการรับน้ำในปริมาณที่เพียงพอจะทำให้สารก่อมะเร็งในปัสสาวะเจือจางลงและ ขับออกทางปัสสาวะ

 

3. รับประทานผักผลไม้สีเขียว

การทานผักผลไม้สีเขียวเข้มช่วยลดการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในผู้หญิงได้ เพราะในคลอโรฟิลล์จะมีแมกนีเซียมอยู่มาก ซึ่งแมกนีเซียมจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติในการแบ่งเซลล์ จนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง

 

4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันโรคอะไร ยังไงเสียการออกกำลังกายก็ช่วยได้เสมอ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น ช่วยรักษาสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย ถ้าฮอร์โมนผิดปกติ ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นออกกำลังกายวันละ 30-45 นาที นอกจากจะช่วยป้องกันโรคแล้ว ยังทำให้ผ่อนคลายและสุขภาพดีอีกด้วย

 

5. รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม

ควรรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะทางสมาคมมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกาพบว่า 20% ของผู้ชายและ 14 % ของผู้หญิงเสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั้งหมด เนื่องจากมีน้ำหนักเกินหรืออ้วนนั่นเอง ดังนั้นอย่าตามใจปากมากนักละ จะได้ห่างไกลโรคร้ายนี้

 

6. อย่าละเลยอาการเจ็บปวดต่างๆ

ถ้ารู้สึกมีอาการปวดบริเวณไหนมากๆ หรือบ่อยครั้ง ควรพบแพทย์โดยเร็ว อย่าปล่อยไว้ เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนโรคร้ายจากร่างกายได้ สำหรับผู้หญิงหากมีอาการปวดบริเวณช่องท้องมาก และเป็นบ่อยครั้ง มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งรังไข่ได้

 

7. ลดการรับประทานอาหารเค็ม

ในที่นี้จะพูดถึงการทานเกลือ เกลือสามารถทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารของเราได้ หากได้รับเกิน  2400 มิลลิกรัมต่อวัน มีความเสี่ยงทำให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้ ดังนั้นควรทานให้พอเหมาะ คนทานอาหารติดเค็มควรเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเร็ว

 

8. รับประทานแคลเซียมให้มากขึ้น

นอกจากแคลเซียมจะช่วยให้กระดูกแข็งแรงแล้ว มีงานวิจัยพบว่ากลุ่มที่ทานแคลเซียมติดต่อกันเป็นเวลา 4 ปี อัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดลง 36% อาหารที่มีแคลเซียมและหาซื้อได้ง่ายมีมากมาย เช่น นม และโยเกิร์ต นั่นเอง

 

วิธีดังกล่าวนี้เราสามารถทำมันได้เอง เพราะมันอยู่ในชีวิตประจำวันของเราอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารและการดูแลตัวเอง ถ้าทำได้รับรองว่าชีวิตนี้ห่างไกลจากโรคมะเร็งแน่นอนค่ะ.


 

ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก :

Source

อาการปวดคอ บรรเทาได้ด้วยการยืดกล้ามเนื้อ ด้วยท่าการยืดกล้ามเนื้อที่เรานำมาเสนอในวันนี้ ลองไปปฎิบัติตามกันค่ะ

 

เริ่มต้นด้วย ท่าท่ายืดกล้ามเนื้อคอ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและช่วยคลายกล้ามเนื้อรอบคอและสะบักขณะยืดให้รู้สึก ตึงแต่ไม่เจ็บ ยืดค้างไว้ท่าละ 10 – 15 วินาที ทำ 5 – 10 ครั้งวันละ 2 – 3 รอบ

 

01

 

ท่าที่ 1 ยืดกล้ามเนื้อคอ ด้านข้าง

 

02

 

ท่าที่ 2 ยืดกล้ามเนื้อคอด้านข้างค่อนไปด้านหลัง

 

03

 

ท่าที่ 3 ยืดสะบัก

 

04

 

ท่าที่ 4 ยืดสะบักและต้นแขนด้านหลัง

 

 

 

ท่าบริหารเพื่อเพิ่มความแข็งแรง
เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบๆคอ โดยเกร็งกล้ามเนื้อคอให้อยู่กับที่ต้านกับแรงดันจากมือ ทำเบาๆท่าละประมาณ 20 ครั้ง วันละ 2 – 3 รอบ

 

05

 

ท่าที่ 1 ต้านท่าก้ม

 

06

 

ท่าที่ 2 ต้านท่าเงย 07

 

ท่าที่ 3 ต้านท่าเอียงคอ

 

08

 

ท่าที่ 4 ต้านท่าหันคอ

 

ท่าบริหารเพื่อเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวคอ
บริหารเพื่อเคลื่อนไหวคอได้ดีขึ้น ให้เคลื่อนไหวช้าๆ เท่าที่ไม่มีอาการเจ็บ ทำท่าละประมาณ 20 ครั้ง วันละ 2 – 3 รอบ (ข้อควรระวัง ! สำหรับผู้ที่มีอาการกระดูกคอเสื่อมให้งดการแหงนคอ)

 

09

 

ท่าที่ 1 ท่าก้ม (ระวัง สำหรับผู้ป่วยหมอนรองกระดูกคอเคลื่อนให้งดท่าก้มคอ)

 

010

 

ท่าที่ 2 ท่าเอียงคอ

 

011

 

ท่าที่ 3 ท่าหันคอ

 

สาเหตุการปวดคอที่พบบ่อย

 

  • อิริยาบท หรือท่าทางของคอที่ผิดสุขลักษณะ นอนผิดท่า ท่าทางการทำงานที่ต้องก้มเงยบ่อยๆหรือใช้กล้ามเนื้อคอมาก ขับรถนาน เป็นต้น
  • เกิดการบาดเจ็บบริเวณคอ จากอุบัติเหตุหรือการหันคอผิดจังหวะ
  • ภาวะเสื่อมของกระดูกคอ ข้ออักเสบ หมอนรองกระดูกคอกดทับเส้นประสาท กระดูกงอก เป็นต้น
  • ภาวะเครียดทางจิตใจ เป็นต้น

 

การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันการปวดคอ

 

  • ระวังอิริยาบทขณะทำงานอย่าก้มหรือเงยมากเกินไปหรือหมุนคออย่างรวดเร็ว
  • ไม่อยู่ในอิริยาบทเดียวกันนานๆหากต้องนั่งทำงานนานๆ อาจลุกขึ้นเดินเพื่อเปลี่ยนอิริยาบทบ้าง หรือยืดกล้ามเนื้อคอเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้า
  • เลือกเก้าอี้ที่มีพนักพิงแข็งแรง หากมีที่หนุนคอควรอยู่ในระดับที่เหมาะสมไม่ดันคอจนก้มหรือหนุนแล้วเงยจนเกิน ไป ตำแหน่งโต๊ะทำงานหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ควรอยู่ในระดับที่เหมาะสม
  • ไม่หนุนหมอนสูงหรือต่ำจนเกินไป หมอนที่ดีควรกว้างและรองรับส่วนโค้งของคอได้พอดี ไม่แข็งหรือนิ่มจนเกินไป พักผ่อนให้เพียงพอเพื่อไม่ให้เกิดความเครียด

 

การรักษา

 

  • สำหรับผู้ที่มีอาการปวดคอเฉียบพลัน เกิดจากการบาดเจ็บบริเวณคอ เอี้ยวคอผิดท่า หรือปวดคอหลังตื่นนอนให้หยุดการใช้กล้ามเนื้อที่บาดเจ็บอย่าพยายามเคลื่อน ไหวคอ เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บซ้ำ ให้ประคบด้วยแผ่นเย็นนานประมาณ 20 นาที ทานยาแก้ปวด
  • สำหรับผู้ที่มีอาการปวดคอเรื้อรัง อาการปวดมักไม่รุนแรงเคลื่อนไหวคอได้ไม่เต็มที่ ปวดจากการนั่งทำงานทั้งวันเป็นระยะเวลานาน ให้ประคบด้วยน้ำอุ่นหรือกระเป๋าน้ำร้อนห่อด้วยผ้าขนหนู
  • ประคบนานประมาณ 30 นาที (ระวัง อย่าให้ร้อนจัด) ทานยาแก้ปวด ยืดกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธี
  • หากอาการปวดทุเลาลง ให้หมั่นยืดคลายกล้ามเนื้อคอบ่อยๆ และออกกำลังบริหารกล้ามเนื้อคอ
  • หากอาการปวดไม่ทุเลาลง หรือมีอาการปวดเป็นๆ หายๆต่อเนื่อง ให้ไปพบแพทย์ แพทย์อาจส่งตัวคุณมาทำกายภาพบำบัด เพื่อลดอาการปวด อักเสบ เพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวคอ และรับคำแนะนำในการปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

          เจ็บหน้าอกจี๊ด ๆ หรือมักจะเจ็บหน้าอกข้างซ้ายแปล๊บ ๆ อยู่บ่อย ๆ จนกลัวว่าจะป่วยเป็นโรคหัวใจ งั้นก่อนจะตื่นตูมเกินไปมาดูว่าอาการเจ็บหน้าอกที่เป็นอยู่นี่อันตรายหรือ เปล่า   

          อาการ เจ็บหน้าอกตรงตำแหน่งหัวใจ หรือเกิดอาการเจ็บจี๊ด ๆ ที่หน้าอกข้างซ้าย ทำให้หลายคนเกิดความวิตกกังวลขึ้นมาได้ โดยเฉพาะคนที่รู้สึกเจ็บแน่นหน้าอกร่วมด้วย ทั้งที่จริงแล้วอาการเจ็บหน้าอก หรือปวดหัวใจแปล๊บ ๆ ที่เป็นอยู่ อาจไม่ใช่สัญญาณเตือนของโรคหัวใจอย่างที่กำลังสงสัยกันเลย

          ต้องบอกก่อนว่าบริเวณหน้าอกข้างซ้ายที่นอกจากจะเป็นตำแหน่งของหัวใจแล้ว ยังมีกล้ามเนื้อหัวใจ กระดูกซี่โครงอ่อน และเส้นประสาทอยู่จำนวนไม่น้อย ซึ่งหากเราออกกำลังกายอย่างหักโหมจนเกินไป หรือทรงตัวผิดท่า ลักษณะนี้อาจเกิดอาการเจ็บหน้าอกจี๊ด ๆ ขึ้นมาได้เหมือนกัน หรือบางคนที่มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกไปด้วย ก็อาจมีเหตุมาจากกระดูกซี่โครงอ่อนอักเสบหรืออาการเส้นประสาทอักเสบเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ด้วย

เจ็บหน้าอกจี๊ด ๆ


          แต่เพื่อความชัวร์ว่าอาการเจ็บหน้าอกของเราจะไม่อันตรายจริง ๆ งั้นเรามาเช็กเลยว่าอาการเจ็บหัวใจแบบไหนที่เข้าข่ายเป็นโรคหัวใจ

          1. เจ็บหน้าอกด้านซ้ายโดยเจ็บร้าวไปถึงคอ แขนซ้ายช่วงรักแร้ หลัง หรือท้องส่วนบน

          2. เจ็บแน่นหน้าอก โดยอาจเจ็บแน่นที่กลางหน้าอก บริเวณอกด้านซ้าย หรือเจ็บทั้งสองด้าน เจ็บชนิดที่แน่นแบบอึดอัดอยู่ข้างในอก

          3. ถ้าลองเอามือกดหน้าอกจะไม่รู้สึกเจ็บมากขึ้น หรือเคลื่อนไหวร่างกายแรง ๆ อย่างการไอหรือจามก็ไม่ทำให้รู้สึกเจ็บหน้าอกจี๊ด ๆ มากไปกว่าเดิม

          4. อาการเจ็บหน้าอกจะสัมพันธ์กับการออกกำลัง หรือความรู้สึกตื่นเต้นมาก ๆ ทว่าเมื่อได้พักผ่อนอาการเจ็บก็จะบรรเทาลง

          5. มีอาการเจ็บหน้าอกเป็นระยะ ๆ ส่วนมากมักจะปวดหัวใจจี๊ด ๆ ประมาณ 10-20 นาที แต่ไม่รู้สึกเจ็บหน้าอกตลอดเวลา

          6. บางครั้งมีอาการเจ็บหน้าอกร่วมกับอาการหน้ามืด เหงื่อแตก และเป็นลม

          อย่าง ไรก็ตาม อาการเจ็บหน้าอกที่เกิดจากโรคหัวใจ ส่วนใหญ่จะเกิดจากภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ซึ่งอาจส่งผลให้รู้สึกเจ็บแน่นหน้าอก ก่อให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด และเสียชีวิตได้

เจ็บหน้าอกจี๊ด ๆ


          ทว่าก็มีไม่น้อยที่อาการเจ็บหน้าอกที่เป็น ๆ กันอยู่อาจไม่ใช่โรคหัวใจอย่างที่กังวลกันไป ซึ่งเราเราสามารถระบุอาการเจ็บหน้าอกที่ไม่อันตรายและไม่เกี่ยวข้องกับอาการ โรคหัวใจได้ดังนี้ค่ะ

          - เมื่อกดหน้าอกแล้วจะรู้สึกเจ็บจี๊ด ๆ แปล๊บ ๆ ขึ้นมา

          - เจ็บหน้าอกตื้น ๆ หรือกดเจ็บบริเวณใดบริเวณหนึ่ง

          - มีอาการเจ็บหน้าอกเมื่อเคลื่อนไหวร่างกายแรง ๆ เช่น หายใจแรง ไอ จาม เอี้ยวตัวอย่างแรง และอาการเจ็บหน้าอกจะรุนแรงมากขึ้น

          - อาการเจ็บหน้าอกที่ไม่สัมพันธ์กับการออกกำลังหรือใช้แรง เช่น ระหว่างเดินขึ้นบันไดก็เจ็บหัวใจเท่าเดิม แม้จะนั่งพักก็เจ็บหัวใจอยู่เช่นเดิม หรือพูดง่าย ๆ ว่ามีอาการเจ็บหน้าอกอยู่ตลอดเวลา โดยอาจเจ็บหัวใจหนักบ้างเบาบ้าง แต่ไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย

          - เจ็บหัวใจจี๊ด ๆ เหมือนโดนเข็มแหลมทิ่มแทง โดยเจ็บจุดเดียว

          - อาการเจ็บหน้าอกร้าวขึ้นศีรษะ ปลายมือ และปลายเท้า

          อย่าง ไรก็ตามอยากให้ลองสังเกตอาการเจ็บหน้าอกของตัวเองด้วยว่าเป็นนานแค่ไหน หากมีอาการแค่ไม่กี่วัน หรือไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ แล้วอาการเจ็บหน้าอกก็หายไป กรณีนี้ถือได้ว่าเป็นอาการเจ็บหัวใจที่ไม่ร้ายแรงและไม่เข้าข่ายโรคหัวใจแต่ อย่างใด โดยอาจเป็นอาการเจ็บหน้าอกที่เกิดจากการอักเสบหรือความผิดปกติของกระดูกหรือ กล้ามเนื้อหน้าอกที่ถูกยึด ดึง รั้ง หรืออาจเกิดจากการอักเสบที่เยื่อหุ้มปอดก็เป็นได้.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

          อาการคันอวัยวะเพศหญิง คันในร่มผ้าจนทำให้คุณสาว ๆ อยู่นิ่ง ๆ แทบไม่ได้ต้องรีบแก้ไข อย่าปล่อยให้เป็นแบบนี้อีกต่อไป เดี๋ยวจะดูไม่งาม

          คัน ในร่มผ้า อาการสุดน่ารำคาญที่ทำให้สาว ๆ จำนวนไม่น้อยหงุดหงิด บางคนก็คันถึงขนาดไม่สามารถจะนั่งอยู่นิ่ง ๆ ได้เป็นเวลานาน แต่จะให้หาทางรักษาก็ยังแทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาการคันนี้มาจาก­­­อะไรกัน แน่ เลิกปวดหัวกันได้เลยค่ะสาว ๆ เพราะวันนี้เราจะพาสาว ๆ ทั้งหลายไปเรียนรู้สาเหตุของอาการคันในร่มผ้า หรืออาการคันบริเวณน้องสาว และช่องคลอดมาฝากกันรับรองได้เลยถ้ารู้สาเหตุแล้วรักษาได้ถูกต้อง ไม่นานก็หายคัน ! 

คันอวัยวะเพศหญิง คันในร่มผ้า อุ๊ย ไม่รู้เป็นอะไร



1. ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Vaginosis หรือ B.V.)


          ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุต้น ๆ ที่ทำให้เกิดอาการคันบริเวณช่องคลอด โดยอาการนี้มีสาเหตุมาจากความไม่สมดุลของเชื้อแบคทีเรียชนิดที่­­­ดี และความเปลี่ยนแปลงของความเป็นกรดด่างในช่องคลอด ซึ่งจะมีอาการใกล้เคียงกับการติดเชื้อยีสต์

          โดย แพทย์หญิง Lauren Streicher ผู้เขียนหนังสือ Sex Rx: Hormones, Health, and Your Best Sex Ever. ได้เปิดเผยว่า แม้อาการช่องคลอดอักเสบนี้จะมีอาการใกล้เคียงกับก­­­ารติดเชื้อยีสต์ แต่ในกรณีนี้ ช่องคลอดจะแฉะและมีกลิ่น ต่างจากการติดเชื้อยีสต์ที่จะมีของเหลวขุ่นเหนียวออกมา วิธีการรักษาของอาการนี้คือการใช้ครีมปรับสมดุลของแบคทีเรียและ­­­ความเป็น กรดด่างของช่องคลอดซึ่งมักจะมีวางขายตามร้านขายยาชั้นนำทั่วไป หากใช้แล้วอาการยังไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์เพื่อให้แพทย์สั่งยาที­­­่แรงกว่า นี้ และไม่ควรซื้อยาที่แรง ๆ ใช้เองโดยเด็ดขาดค่ะ


2. การติดเชื้อยีสต์ (Yeast Infection)


          ภาวะติดเชื้อยีสต์ในช่องคลอด มีอาการคล้ายกับอาการช่องคลอดอักเสบ เพียงแต่อาการของการติดเชื้อนั้นจะมีของเหลวสีขาวขุ่นและเหนียว­­­ออกมาด้วย โดยแพทย์หญิง Wendy Askew แห่งสถาบันสุขภาพผู้หญิงในเมือง San Antonio รัฐเทกซัส ได้เปิดเผยว่า สาเหตุของโรคติดเชื้อยีสต์นั้นมีหลายสาเหตุไม่ว่า­­­จะเป็นเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ การใช้ยาปฏิชีวนะ ความเครียด แม้แต่อาหารที่เรารับประทานเข้าไปก็ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่เป็นโรคเบาหวานจะมีความเสี่ยงมากกว่า­­­ผู้หญิงทั่วไป แต่อาการเหล่านี้ก็สามารถรักษาได้ด้วยยาฆ่าเชื้อเฉพาะที่ที่มีข­­ายต­ามร้าน ขายยาทั่วไปค่ะ

คันอวัยวะเพศหญิง คันในร่มผ้า อุ๊ย ไม่รู้เป็นอะไร



3. ผื่นผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส (Contact Dermatitis)


          การระคายเคืองบริเวณในร่มผ้าสามารถเกิดจากการแพ้ผลิตภัณฑ์บางอย­­­่างได้ โดยนายแพทย์ Brett Worly ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยาแห่งมหาว­­­ิทยาลัย โอไฮโอสเตจ เปิดเผยว่า อาการระคายเคืองบริเวณช่องคลอดสามารถเกิดได้จากสารเคมีทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำหอมหรือสารเติมแต่งที่ใช้หรือแม้แต่ถุงยางอนามั­­­ย สารหล่อลื่น โดยอาการเหล่านี้สามารถสังเกตได้จากรอยแดงและผื่นหนา

          นอกจากนี้ก็ยังอาจจะเกิดจากการแว็กซ์และโกนบริเวณจุดซ่อนเร้นได­­­้อีกด้วย ดังนั้นหากคุณรู้ตัวว่าตนเองมีภาวะการไวต่อการระคายเคืองก็ควรหลีก­เลี่ยงการใช้สารเคมีต่าง ๆ ในบริเวณจุดซ่อนเร้น หรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความละเอียดอ่อนต่อจุดซ่อนเร้น ใช้เพียงน้ำสะอาดล้างก็เพียงพอแล้วค่ะ


4. สะเก็ดเงิน


          ความ ผิดปกติทางพันธุกรรมของผิวอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวเกิดรอย­­­แดงและอาการ คันบริเวณอวัยวะเพศได้ โดยมักจะเกิดขึ้นเป็นกระจุกหรือมีลักษณะเหมือนผื่น วิธีการรักษาเบื้องต้นก็คือการใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดที่ไม่รุน­แรงอย่างเช่น ยาไฮโดรคอร์ติโซน (Hydrocortisone) หรือจะใช้วิธีแบบธรรมชาติคือ การอาบน้ำที่ผสมด้วยข้าวโอ๊ตก็สามา­­­รถช่วยลดอาการคันได้เช่นกัน ถ้าหากใช้วิธีเหล่านี้แล้วอาการยังไม่ดีขึ้นก็ควรไปพบแพทย์เพื่­­­อใช้วิธี การรักษาทางการแพทย์อื่น ๆ ต่อไป

คันอวัยวะเพศหญิง คันในร่มผ้า อุ๊ย ไม่รู้เป็นอะไร



5. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD: Sexually transmitted disease)


          การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคติด­­­ต่อทางเพศ สัมพันธ์ ที่เป็นผลทำให้คุณสาว ๆ อาจจะมีอาการคันบริเวณจุดซ่อนเร้นได้ โดยอาการคันนี้มีสาเหตุได้จากโรคหนองในเทียม, เริม, โรคพยาธิในช่องคลอด, และหนองใน นอกจากนี้ยังอาจจะเกิดจากโลนที่เกาะอยู่ตามขนที่อวัยวะเพศได้อี­­­กด้วย

          ดังนั้นหากคุณเกิดอาการคันและอาการผิดปกติต่าง ๆ ของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น อาการแสบเวลาที่ปัสสาวะ มีกลิ่นเหม็นบริเวณจุดซ่อนเร้น แผลที่อวัยวะเพศ หรืออาการแสบขณะมีเพศสัมพันธ์แล้วละก็ ไม่ควรที่จะหายารักษาเอง แต่ควรจะไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาทางรักษาต่อไปค่ะ


6. โรคผิวหนังอักเสบชนิดแห้งฝ่อ (Lichen Sclerosus)


          โรคผิวหนังอักเสบชนิดแห้งฝ่อสามารถเกิดได้จากการเปลี่ยนแปลงของ­­­ฮอร์โมน หรือระบบภูมิคุ้มกันได้ ดังนั้นหากคุณมีอาการคันร่วมกับเกิดจุดขาวบนผิวบริเวณจุดซ่อนเร้นละก็ นั่นแปลว่าคุณกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมนและระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งอาการเหล่านี้จะต้องได้รับการรักษาจากสูตินรีแพทย์และใช้ยาตามใบ สั­่งแพทย์เท่านั้นค่ะ

คันอวัยวะเพศหญิง คันในร่มผ้า อุ๊ย ไม่รู้เป็นอะไร



7. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน


          การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนสามารถทำให้เกิดอาการคันบริเวณจุดซ่อน­­­เร้นได้เช่นกัน โดยเฉพาะหญิงที่ตั้งครรภ์ หญิงวัยหมดประจำเดือน หรืออยู่ในระหว่างการคุมกำเนิดจะพบกับอาการคันได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังอาจจะมีอาการช่องคลอดแห้งร่วมด้วย

          ดังนั้นหากในช่วงก่อนที่จะมีประจำเดือน คุณมีอาการคันบริเวณจุดซ่อนเร้นควรจะเปลี่ยนมาสวมใส่ชั้นในที่โ­­­ปร่งและมี เนื้อผ้านุ่มไม่ระคายเคืองผิว หรือถ้าคุณสาว ๆ กำลังอยู่ในช่วงคุมกำเนิด ก็ควรจะปรึกษาแพทย์เพื่อให้แพทย์พิจารณาว่ามีสาเหตุมาจากยาหรือ­­­ไม่ หากใช่ แพทย์ก็จะเปลี่ยนยาให้เพื่อให้อาการคันลดลงค่ะ

          ได้ทราบสาเหตุกันแบบนี้แล้ว ใครที่ยังมีอาการคันบริเวณจุดซ่อนเร้นอยู่ รีบสังเกตอาการและใช้วิธีรักษาที่ถูกต้องกันดีกว่านะคะ ขืนทิ้งเอาไว้นานนอกจากจะทำให้บุคลิกภาพเสียแล้วยังอาจจะทำให้เ­­­กิดอาการ เรื้อรังจนรักษาให้หายได้ยากกว่าเดิมได้ค่ะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

1. ภูมิแพ้เป็นพันธุกรรมหรือไม่ ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นภูมิแพ้ ลูกจะมีโอกาสเป็นภูมิแพ้มากน้อยแค่ไหน

เป็น สาเหตุของโรคภูมิแพ้ เกิดจาก กรรมพันธุ์ และสิ่งแวดล้อม   โดยพบว่า ถ้าพ่อ หรือแม่ เป็นโรคภูมิแพ้ จะทำให้ลูกมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ประมาณร้อยละ 30-50   แต่ถ้าทั้งพ่อ และแม่เป็นโรคภูมิแพ้ จะมีผลให้ลูกมีโอกาส เป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้นถึงร้อยละ 50-70   ในขณะที่เด็กที่มาจากครอบครัว ที่ไม่มีประวัติโรคภูมิแพ้เลย มีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ เพียงร้อยละ 10 

 

2. สังเกตว่าอาการแพ้ของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน เช่น บางคนแพ้แล้วคัน บางคนแพ้แล้วคัดจมูก บางคนแพ้แล้วมีผื่นขึ้น ทำไมอาการของแต่ละคนถึงแตกต่างกัน มีสาเหตุจากอะไร เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมหรือไม่

โรคภูมิแพ้ เป็นกลุ่มของโรคที่แสดงอาการได้กับหลายระบบของร่างกาย อาการของโรคภูมิแพ้ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคภูมิแพ้ที่เป็น เช่น ถ้าเป็นที่จมูก เรียกว่า โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ หรือโรคแพ้อากาศ ก็จะมีอาการทางจมูก, ถ้าเป็นที่ผิวหนัง เรียกว่า โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ ก็จะมีอาการทางผิวหนัง การที่จะเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดใด ก่อน หรือหลัง ขึ้นอยู่กับยีน หรือพันธุกรรมที่จะแสดงออก โดยมีสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยกระตุ้น

3.แต่ก่อนแพ้แต่ไรฝุ่น แต่ทำไมปัจจุบันแพ้เยอะแยะไปหมดและเป็นมากขึ้น เป็นเพราะอะไรและจะแก้ไขอย่างไร

โรคภูมิแพ้ เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ทำงานมากเกินไป ทำให้อวัยวะเป้าหมายมีความไว หรือตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นมากผิดปกติ การที่แพ้สารก่อภูมิแพ้มากชนิดขึ้น และมีอาการมากขึ้น เกิดจากมีเหตุที่กระตุ้นอวัยวะเป้าหมายมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผู้ที่เป็นไม่ได้หลีกเลี่ยงเหตุนั้นๆ แก้ไขโดยพยายามหลีกเลี่ยงเหตุที่กระตุ้นทำให้เกิดอาการมากขึ้น และประกอบเหตุที่ทำให้อาการลดลง คือการออกกำลังกายสม่ำเสมอ

 

4. อาการภูมิแพ้จะมีโอกาสหายขาดหรือไม่

โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้  เนื่องจากเป็นโรคทางพันธุกรรม  แต่สามารถควบคุมไม่ให้มีอาการ หรือมีอาการน้อยที่สุดได้ 

5. ตอนเด็กๆ ก็ไม่แพ้อะไร ทำไมโตขึ้นมาถึงแพ้ได้

สาเหตุของโรคภูมิแพ้ เกิดจาก กรรมพันธุ์  และสิ่งแวดล้อม   การแสดงออกของอาการโรคภูมิแพ้ จะเกิดขึ้นเร็ว หรือช้า  จะเกิดขึ้นในวัยเด็ก หรือในวัยผู้ใหญ่ ขึ้นอยู่กับยีน หรือพันธุกรรมที่จะแสดงออก โดยมีสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยกระตุ้น

6. ยาแก้แพ้ใช้ไปนานๆ ติดต่อกันเป็นเดือน จะมีผลเสียหรือไม่ จะเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือไม่

ไม่มีผลเสีย ถ้าผู้ป่วยมีการทำงานของตับ และไตที่ปกติ เพราะยาแก้แพ้จะถูกกำจัดออกจากร่างกายโดยผ่านตับ และไต แต่ถ้าตับ และไตทำงานผิดปกติ อาจมีการสะสมของยาในร่างกายได้ แต่การใช้ยาแก้แพ้ไปนานๆ เป็นการรักษาที่ปลายเหตุ เมื่อหยุดใช้ยาแก้แพ้ และผู้ป่วยไม่ได้ไปแก้ที่เหตุ อาการของโรคก็จะกลับมาเป็นใหม่

7. ยาพ่นจมูกที่ใช้แล้วจมูกโล่งทันที ใช้ไปนานๆจะมีผลข้างเคียงหรือไม่

มี จะเกิดเยื่อบุจมูกอักเสบ และบวมจากการใช้ยาหดหลอดเลือดชนิดพ่นจมูกนานเกินไป ปกติ แนะนำให้ใช้ยาดังกล่าวไม่เกิน 7 – 10 วัน เพราะยาจะทำให้เส้นเลือดของเยื่อบุจมูกหดตัว ส่งผลให้เยื่อบุจมูกยุบบวม แต่ถ้าใช้ไปนานๆ เส้นเลือดของเยื่อบุจมูกที่เคยหดตัว จะกลับมาขยายตัว ส่งผลให้เยื่อบุจมูกกลับมาบวมใหม่ เกิดอาการคัดจมูกตามมา

 

8. มีน้ำมูกตอนตื่นนอนตอนเช้าทุกวัน แล้วสักพักก็จะหายไป เป็นอาการแพ้อากาศหรือไม่ ต้องแก้ไขอย่างไร ลองปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศแล้วก็ยังเป็นอยู่

การที่มีน้ำมูกตอนตื่นนอนตอนเช้า แสดงว่าต้องมีเหตุที่กระตุ้นต่อมสร้างน้ำมูกในเยื่อบุจมูก อยู่ในห้องนอน ซึ่งมักจะเกิดจากสิ่งแวดล้อมในห้องนอนเป็นตัวกระตุ้น เช่นฝุ่นในห้องนอน อากาศภายในห้องมักจะเย็น เนื่องจากอากาศภายนอกตอนเช้า มักจะเย็นกว่าเวลาอื่นของวัน สักพัก อาการจะหายไป เนื่องจากขณะนั้น ไม่มีเหตุไปกระตุ้นเยื่อบุจมูกที่ไวนั้นแล้ว  การแก้ไขควรจัดสิ่งแวดล้อมใน ห้องนอน ไม่ให้มีสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการ และไม่ควรเปิดพัดลม หรือเครื่องปรับอากาศเป่าจ่อ หรือเย็นจนเกินไป

 

9. เราควรหยุดยาแก้ภูมิแพ้ตอนไหนดี 
เมื่อสามารถ หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการได้พอสมควร และประกอบเหตุที่ทำให้โรคนี้ดีขึ้นแล้ว คือการออกกำลังกายแบบแอโรบิค (เช่น วิ่ง,  เดินเร็ว,  ขึ้นลงบันได,  ว่ายน้ำ, เต้นแอโรบิค, เตะฟุตบอล, เล่นเทนนิส, แบดมินตัน   หรือบาสเกตบอล)อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ  30  นาที   อย่างน้อยสัปดาห์ละ   3  วัน  

 

10. ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคภูมิแพ้จมูก มีอะไรบ้าง

ได้แก่ หูชั้นกลางอักเสบ โรคหืด  ไอเรื้อรัง  เจ็บคอเรื้อรัง  ไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก นอนกรนและ / หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก :

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

  กลิ่นปากเหม็น ไม่ว่าใครก็คงไม่อยากให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกับตัวเองหรือคนรอบข้าง และแม้ว่าคุณจะแปรงฟัน ทำความสะอาดดีแค่ไหน แต่เหตุอันใด เจ้าปากของเราก็ยังคงมีกลิ่นไม่พึงประสงค์อยู่ดี รู้หรือไม่ว่า อาการกลิ่นเหม็นนี้ยังสามารถบอกถึงโรคร้ายต่างๆได้อีกด้วย มาดูกันว่าแต่ละกลิ่นจะบอกถึงโรคอะไรได้บ้าง

 

ปากเหม็น

 

กลิ่นเหมือนลูกเหม็นในห้องน้ำ

 

คุณอาจมีอาการแพ้ เกี่ยวกับโพรงจมูก เพราะเมื่อคุณมีปัญหาเกี่ยวกับจมูกเมื่อใด แบคทีเรียในปากจะแปรเปลี่ยนโปรตีนในน้ำมูก ที่เรียกว่า สกาโตล  สามารถแก้ได้ด้วยการกินยาแก้แพ้ และล้างโพรงจมูกด้วยที่ล้างจมูก ทานยาปฏิชีวนะก็จะช่วยได้

 

กลิ่นเปรี้ยวเหมือนผลไม้

 

คุณมีแนวโน้มเป็นโรคเบาหวาน เพราะน้ำตาลในกระแสเลือดมักจะเดินทางตรงสู่เซลล์ เพื่อใช้สำหรับการสร้างพลังงาน เมื่อมันไม่เป็นไปตามระบบ ระดับน้ำตาลในเลือดสูง เซลล์ของคุณก็จะเผาผลาญไขมันมาใช้เพื่อเป็นพลังงาน และผลพลอยได้จากกระบวนการนี้ก็คือ “คีโทน” ซึ่งนำมาซึ่งลมหายใจเปรี้ยวนั่นเอง

 

กลิ่นเหมือนนมบูด

 

คุณอาจเป็นโรคแพ้นม กล่าวคือ การที่ร่างกายไม่สามารถย่อยน้ำตาลแล็กโตสซึ่งมาจากอาหารประเภทนมได้ อันเป็นเหตุให้คุณอาจมีอาการท้องเสีย ปวดท้อง และมีแก๊ส หลังจากดื่มหรือกินอาหารที่มีส่วนประกอบของนม

 

กลิ่นเหมือนแพมเพิสสกปรก

 

คุณมีเกณฑ์ที่จะเป้นนิ่วทอนซิล โดยเจ้าแบคทีเรียและเศษต่างๆ ติดอยู่ในทอนซิล และสะสมนานจนกลายเป็น นิ่ว นั่นเอง  อันเป็นเหตุให้เกิดกลิ่นเน่า คล้ายแพมเพิสเด็กที่ใช้แล้วนั่นเอง

 

 กลิ่นเหมือนของเน่า

 

คุณอาจกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องปอดเลยล่ะ ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของ กลิ่นปาก เลยทีเดียว โดยคุณอาจจะเริ่มมีปัญหาเช่น การปอดบวม และอาจลามมาถึงโรคมะเร็งได้ทีเดียว เป็นที่น่าสนใจทีเดียวเชียวล่ะ เพราะกลิ่นปากสามารถบ่งบอกได้ถึงโรคร้ายทีเดียว หากคุณเริ่มสงสัยกับกลิ่นปากของตัวเอง สามารถพบแพทย์เพื่อเช็คอาการได้เลย.


 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source